บทที่ 52 แหล่งแต้มวิวัฒนาการอีกแห่ง: ดูเหมือนว่าฉันกำลังจะกลายเป็นคนติดยาแล้วสิลัคกี้ (1)
แปลโดย เนสยังไมเคิลมีจุดประสงค์อื่นอีกในการมาที่ศูนย์การค้า
มันเกี่ยวข้องกับแต้มวิวัฒนาการของเขา ไมเคิลให้ความสำคัญสูงสุดกับทุกสิ่งที่จะช่วยเขาในเรื่องนี้ได้
เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีแค่วิธีการจำกัดเพียงไม่กี่วิธีในการเพิ่มแต้มวิวัฒนาการของเขา
มันต้องมีวิธีอื่นนอกเหนือจากการรอให้มันรีเฟรชทุกวันหรือการดูดซับผลึกวิญญาณสิ
ทฤษฎีของไมเคิลเกี่ยวกับแต้มวิวัฒนาการของเขาก็คือ มันถูกสร้างขึ้นจากพลังงานวิญญาณที่ล้นทะลักซึ่งพรสวรรค์ของเขาดูดซับมาจากตัวเขาและซากศพคืนชีพของเขา
สิ่งนี้ชี้แนะแนวทางให้เขาลองค้นหาดู
ถ้าเขาสามารถหาสิ่งของที่ช่วยฟื้นฟูหรือเพิ่มพลังงานวิญญาณได้ แต้มวิวัฒนาการของเขาจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยไหมนะ?
ไม่ว่ายังไง มันก็ต้องคุ้มค่ากว่าการพึ่งพาผลึกวิญญาณแน่ๆ
ไม่เพียงแต่ต้องถูกกว่า แต่มันยังต้องมีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำให้การลงทุนนี้คุ้มค่าด้วย
ไม่นาน ไมเคิลก็มาถึงศูนย์การค้า ที่ซึ่งมีความประหลาดใจเล็กๆ รอเขาอยู่
คนที่เขาเจอไม่ใช่ผู้ชายที่เขาเห็นเมื่อชั่วโมงที่แล้ว แต่เป็นชายหน้าบากจากเมื่อวานต่างหาก
ไมเคิลปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวนิดหน่อย
“สวัสดีตอนบ่ายครับ” ไมเคิลทักทายเมื่อเดินเข้าไปใกล้
“สวัสดีตอนบ่าย มีอะไรล่ะ?” ชายหน้าบากตอบกลับห้วนๆ
ไม่มีวี่แววของการจดจำได้ในน้ำเสียงหรือท่าทางของเขาเลย ซึ่งทำให้บรรยากาศยิ่งดูตึงเครียดขึ้นไปอีกเมื่อเขาเข้าประเด็นทันที
“ผมมาขายซากมอนสเตอร์ แล้วก็จะมาซื้อของด้วยครับ ซากมอนสเตอร์มัน… ค่อนข้างเยอะนิดหน่อยนะครับ” ไมเคิลอธิบาย
“อืมมม เข้าใจละ” ชายคนนั้นพึมพำด้วยท่าทีสนใจเล็กน้อยก่อนจะถามว่า “มอนสเตอร์ประเภทไหนล่ะ?”
“ก็อบลินครับ” ไมเคิลตอบ พลางมองดูความสนใจจางๆ ในดวงตาของชายหน้าบากที่หายวับไปในทันที
แต่แล้วไมเคิลก็เสริมขึ้นว่า “ผมมีซากอยู่ประมาณ 300 ตัวน่ะครับ”
“แกว่าไงนะ?”
เป็นครั้งแรกตั้งแต่พวกเขาพบกัน ที่มีสีหน้าอื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายคนนี้
ไมเคิลรู้สึกพึงพอใจเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็สามารถทำลายท่าทีเย็นชาของชายหน้าบากลงได้เสียที
มันทำให้เขารู้สึกว่าการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ก็อบลินในโลกของพวกมันนั้นคุ้มค่าจริงๆไม่ใช่แค่เพื่อรายได้ แต่เพื่อปฏิกิริยานี้ด้วย
ทว่า เขาก็รีบส่ายหัวอย่างรวดเร็ว
ฉันจะไปสนใจทำไมว่าจะเปลี่ยนสีหน้าผู้ชายคนนี้ได้หรือเปล่า?
ไมเคิลไม่มีเวลาให้คิดมากไปกว่านั้น เพราะชายหน้าบากหายจากอาการตกตะลึงและเอ่ยปากพูดในที่สุด
“นี่นายไปล่าพวกมันมาเองเลยงั้นเหรอ?” ชายหน้าบากถาม ด้วยเหตุผลบางอย่าง ไมเคิลสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของเขาดู… เย็นชาน้อยลง
“ใช่ครับ วันนี้ผมเข้าไปในรอยแยกแบบแปดเปื้อนโลกก็อบลินมา แล้วก็ เอ่อ… กวาดล้างพวกมันไปจนหมดเลยน่ะครับ” ไมเคิลตอบอย่างลังเล
ขณะที่เขาพูด ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวกะทันหัน
‘บางทีฉันอาจจะโหดเหี้ยมไปหน่อยมั้ง’
‘อืมม’
‘ไม่หรอก พวกมันก็แค่ค่าประสบการณ์กับเงิน การฆ่าพวกมันไม่ใช่บาปซะหน่อย’ ไมเคิลบอกตัวเองอย่างหนักแน่น
‘ใช่ ฉันไม่ได้เป็นตัวปัญหาในเรื่องนี้ซะหน่อย’
แปลกดีที่ชายหน้าบากก็ดูเหมือนจะคิดไปในทำนองเดียวกัน
เขาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้ไมเคิลตกใจ
“ฮ่าฮ่า เยี่ยมไปเลย นี่แหละคือสิ่งที่วัยรุ่นของสหพันธ์เราควรจะเป็นมีอำนาจครอบงำ!”
ไมเคิลรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่า ถ้าเขายืนอยู่ใกล้กว่านี้ ชายคนนี้อาจจะตบไหล่เขาไปแล้วก็ได้
โชคดีที่หลังจากพูดจบ ชายหน้าบากก็สลับกลับเข้าสู่โหมดการทำงานอีกครั้ง
แต่คราวนี้ เขาดูใจดีขึ้นมาหน่อย
“ตามฉันมา เราต้องมาตรวจดูคุณภาพซากพวกนี้แล้วก็ตีราคากันหน่อย”
“ครับ”
แม้ไมเคิลจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกับท่าทีที่ดูเป็นมิตรของชายหน้าบากนัก แต่เขาก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขาเดินเคียงข้างกัน คราวนี้เดินผ่านประตูต่างๆ ไป จนกระทั่งมาถึงบันไดที่นำไปสู่ห้องใต้ดินที่มีแสงสว่างจ้า
พื้นที่ตรงนี้กว้างขวางจนน่าตกใจ
หรือจะพูดให้ถูกคือ สาขาของสมาคมผู้มีพลังพิเศษนั้นใหญ่โตมโหฬารมาก ถ้าขนาดนี่แค่สาขานะ ไมเคิลอดสงสัยไม่ได้เลยว่าสำนักงานใหญ่จะใหญ่โตขนาดไหน
ภายใต้การดูแลของชายหน้าบาก ไมเคิลเริ่มนำซากก็อบลินที่เขากับซากศพคืนชีพของเขาสังหารออกมา
กระบวนการนี้ใช้เวลาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องถ่ายโอนซากมอนสเตอร์จากดินแดนแห่งต้นกำเนิดมายังโลกความเป็นจริงผ่านตราประทับแห่งต้นกำเนิดของเขา ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน
กว่าที่ชายหน้าบากจะประเมินราคาซากมอนสเตอร์เสร็จ เวลาเกือบสองชั่วโมงก็ผ่านไปแล้ว
ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ไมเคิลตื่นเต้นสุดๆ
“100,000 ดอลลาร์งั้นเหรอ?”
ไมเคิลรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เงินหนึ่งแสนดอลลาร์ ตัวเขาในอดีตคงไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าจะหาเงินได้มากขนาดนี้ในวันเดียว
แม้แต่ตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่คิดเลยว่าพวกก็อบลินจะขายได้ราคาขนาดนี้
นี่เป็นเพราะกลยุทธ์ที่ไมเคิลจงใจเลือกที่จะส่งมอบซากในสภาพที่สมบูรณ์
จำนวนมหาศาลที่เขาขายไปซากก็อบลินแต่ละตัวมีราคาเฉลี่ยอย่างน้อย 300 ดอลลาร์รวมกันแล้วมันก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถ้าพวกมันแข็งแกร่งกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด เช่น อยู่ที่จุดสูงสุดของศักยภาพ จำนวนเงินก็อาจจะสูงกว่านี้อีกนิดหน่อย
ก็อบลินส่วนใหญ่เลเวลไม่เกิน 4 ด้วยซ้ำ
“ฉันดูออกนะว่านายฆ่ามอนสเตอร์พวกนี้ด้วยอาวุธที่คล้ายๆ กับหอก” ชายหน้าบากกล่าว
“แต่ถึงจะเป็นการฆ่าในการโจมตีครั้งเดียว มันก็ยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัดของนายอยู่ดี ในเมื่อตอนนี้นายมีเงินแล้ว ฉันแนะนำให้ซื้อคู่มือวิชาหอกแล้วก็อาวุธดีๆ สักอันมาใช้คู่กัน แน่นอนว่านี่เป็นแค่คำแนะนำนะ”
“ขอบคุณครับ” ไมเคิลตอบอย่างจริงใจ รู้สึกประหลาดใจที่ผู้ชายคนนี้สามารถคาดเดาอะไรได้มากมายเพียงแค่ตรวจสอบซากมอนสเตอร์
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ชายหน้าบากคนนี้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่ๆ
ส่วนเรื่องคำแนะนำ ไมเคิลก็ตัดสินใจว่าจะลองทำตามดู
การฝึกฝนด้วยคู่มือดูจะดีกว่าการงมโข่งไปเรื่อยโดยไม่มีคนคอยชี้แนะมากนัก เขาอาจจะปลดล็อกทักษะ {วิชาหอก} ได้ด้วยซ้ำ
ชายหน้าบากยังพูดไม่จบ
“อ้อ ถึงมันจะดีที่นายคอยผลักดันตัวเอง แต่ก็ต้องหัดควบคุมอารมณ์ด้วย ไม่อย่างนั้น นายอาจจะเสี่ยงที่จะสูญเสียตัวเองไปกับความบ้าคลั่งในการฆ่าฟันหรือที่แย่กว่านั้นคือ กลายเป็นมารซะเอง ลองดูตัวเองตอนนี้สิ ไม่รู้สึกดีขึ้นบ้างเหรอ?”
ไมเคิลชะงักไป อึ้งไปเลย แม้ว่าชายคนนี้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เขาน่าจะหมายถึง ‘จิตสังหาร’ ที่ตาเฒ่าหลิวเคยพูดถึงก่อนหน้านี้แน่ๆ
เขาเพิ่งสมาธิกลับมาที่ตัวเอง ตามที่ชายหน้าบากแนะนำ และสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ความคิดของเขารู้สึก… สงบลง ชัดเจนขึ้น มันยากที่จะอธิบาย แต่จิตใจของเขารู้สึกสงบกว่าเมื่อหลายชั่วโมงก่อนมาก
“เป็นเพราะจิตสังหารของฉันเริ่มลดลงแล้วงั้นเหรอ?” ไมเคิลสงสัย
ถึงกระนั้น เขากก็ยังขอบคุณชายหน้าบาก
ด้วยเหตุผลบางอย่าง วันนี้มีคนถึงสองคนที่พยายามจะช่วยเหลือเขา และไมเคิลก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
สิ่งที่เขาไม่ทันตระหนักก็คือ ความหวังดีของพวกเขาเองก็มีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเขาด้วยเช่นกัน

0 Comments