บทที่ 119 ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ ปะทะ คนธรรมดา
แปลโดย เนสยังสวรรค์ในนรกดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับฉากรอบตัวเขา
หมู่บ้านจัดสรรที่เคยสงบสุขซึ่งเขารู้จักมานานหลายปี บัดนี้กลับโชกชุ่มไปด้วยเลือด
ความรู้สึกพึงพอใจเพียงชั่วครู่ที่ไมเคิลรู้สึก หายวับไปทันทีที่สายตาของเขากวาดมองไปทั่วการสังหารหมู่
เขาหันสายตาไปที่อพาร์ตเมนต์ของเขาหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ หน้าต่างที่เขากระโดดลงมา
ป้ามีอายืนอยู่ตรงนั้น แอบมองผ่านหน้าต่าง
ร่างกายของเธอสั่นเทา แต่เธอก็บังคับตัวเองให้ดูไม่ใช่ดูการสังหารหมู่ แต่ดูเขา
ไมเคิลขมวดคิ้ว
เขาเกลียดสิ่งที่ป้ามีอากำลังทำกับตัวเอง นี่มันไม่ต่างอะไรกับการทรมานจิตใจ
ทว่า มีบางสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อิสรภาพของเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
น่าแปลกที่ในขณะที่การสังหารหมู่นองเลือดตรงหน้าเขาเป็นเรื่องน่าสยดสยอง แต่มันกลับกระตุ้นให้เขารู้สึกไม่สบายใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะเขาใช้เวลาไม่กี่วันที่ผ่านมาคลุกคลีอยู่กับซากศพ ต่อสู้กับสัตว์ประหลาด และเฉียดตายมาแล้ว
ความสยดสยองแบบนี้แทบจะไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านอีกต่อไป
แต่สิ่งที่เขารู้สึกก็คือ ความโกรธ
มันไม่ใช่ความโกรธที่ชอบธรรมหรือความอยากเป็นฮีโร่กอบกู้โลกนี่เป็นเรื่องส่วนตัว
มันเกี่ยวกับครอบครัวของเขา
ไมเคิลได้รับสืบทอดความรู้สึกและความทรงจำของร่างนี้มา
แม้เขาจะยังจำชีวิตในอดีตบนโลกได้ แต่ความทรงจำเหล่านั้นก็รู้สึกห่างไกล เหมือนเศษซากของความฝัน
โลกใบนี้ แม้จะอันตรายกว่า แต่ก็ได้มอบสิ่งที่ชีวิตเก่าของเขาไม่เคยให้ นั่นคือร่างกายที่แข็งแรงและพลังพิเศษ
เขามีกองทัพซากศพคืนชีพที่น่าทึ่งและพรสวรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์
แม้ว่าสักวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกพรากไป แต่แค่ร่างกายที่แข็งแรงก็เพียงพอที่จะทำให้ไมเคิลโอบรับชีวิตใหม่นี้อย่างเต็มที่
และตอนนี้ กลุ่มคนบ้าที่เรียกว่าผู้มีพลังเหนือธรรมชาติสายมารต้องการจะทำลายสิ่งนั้น
ความโกรธของไมเคิลปะทุขึ้น ร้อนแรงและดุดัน
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่ได้รับการปลุกพลัง?
แผนการนี้ชัดเจนว่าถูกดำเนินมานานกว่าที่ไมเคิลจะจินตนาการได้ ขอบเขตของมันกลืนกินเมืองทั้งเมืองอย่างวูดสโตน
หากไม่มีพลังของเขา ครอบครัวของเขาและตัวเขาเองคงพินาศไปแล้ว
ในระดับหนึ่ง ไมเคิลสามารถเข้าใจความคิดของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติสายมารได้
การเติบโตมักจะเปลี่ยนมุมมองเสมอ
คนรวยไม่อาจเข้าใจการดิ้นรนของคนจนได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่คนจนไม่สามารถเข้าใจชีวิตของคนรวยได้
คนธรรมดาไม่สามารถเข้าใจความคิดของพระเจ้าได้
แต่ความเข้าใจไม่ได้หมายความถึงการให้อภัย
หากใครปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงราชาหรืออย่างน้อยก็มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากข้อจำกัดของชีวิตธรรมดาการต่อสู้ก็ควรจะเป็นกับผู้ที่มีอำนาจ ไม่ใช่คนเหล่านั้นที่ไม่มีอะไรเลย
ในความคิดของไมเคิล การทำตรงกันข้ามนั้นทั้งผิดพลาดและบิดเบี้ยว
ในฐานะมนุษย์ เขาเข้าใจว่าเขาสามารถคิดอะไรได้
หากวันหนึ่ง ในฐานะผู้ตื่นรู้ระดับ 4 เขาถูกบังคับให้ยืนต่อคิวรอพร้อมกับมนุษย์ธรรมดาและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เขารู้ดีว่าเขาคงเสียสติแน่ๆ
แม้เขาจะไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง เมื่อพิจารณาจากอิทธิพลทางสังคมที่มีน้อยมากของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติแม้ว่าพวกเขาจะมีพลังมหาศาล ใครจะรู้ว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่?
บางที ในช่วง 18 ปีที่เขาอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ ใครบางคนที่มีพลังดุจเทพเจ้าอาจถูกบังคับให้ทำตัวเหมือนมนุษย์ธรรมดา ยืนเข้าคิวเหมือนคนอื่นๆ ข้างๆ เขา
ไมเคิลเข้าใจว่าความขมขื่นมาจากไหน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นข้ออ้างสำหรับพฤติกรรมแย่ๆ
“ขอบคุณมากนะสำหรับการช่วยเหลือ”
ไมเคิลที่ยังคงจมอยู่ในความคิดขณะจ้องมองท้องฟ้าสีแดงหม่นพร้อมกับขมวดคิ้ว ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงด้วยเสียงหนึ่ง
เขาหันหน้าไปและเห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ
แม้ใบหน้าของชายชราจะดูคุ้นเคยอย่างคลุมเครือ แต่ไมเคิลก็ไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว
“ไม่เป็นไรครับ นี่คือสิ่งที่ผมควรทำ” ไมเคิลตอบอย่างสุภาพ
ชายชราอ้าปากจะพูดต่อ แต่เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นกะทันหันก็แหวกอากาศขัดจังหวะเขา
หลังจากเสียงกรีดร้อง มือสองข้างก็คว้าเสื้อของไมเคิลไว้
“แกฆ่าพ่อฉัน! แกฆ่าพ่อฉัน!”
ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับไมเคิลยืนอยู่ตรงหน้าเขา ผมของเขาย้อมสามสีและมีรอยสักเต็มใบหน้า
แม้ไมเคิลจะไม่ใช่คนตัดสินใครจากภายนอก แต่มันก็ชัดเจนว่าคนแบบไหนที่กำลังกำเสื้อเขาอยู่ตอนนี้
น่าเสียดายที่ไม่เพียงแต่ไมเคิลจะไม่รู้จักคนคนนี้ เขายังไม่เข้าใจถึงความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ด้วย
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ความอดทนของเขากำลังจะหมดลง
เขาเพิ่งจะฆ่าสัตว์ประหลาดไปกว่า 200 ตัว ความกระหายเลือดของเขายังคงคุกรุ่นอยู่ และความตื่นเต้นจากการต่อสู้ก็กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือด
มันเป็นปาฏิหาริย์ที่เขาไม่ตบหน้าหมอนี่ไปตรงๆ
“เอามือออกไป”
น้ำเสียงของไมเคิลเรียบนิ่ง แต่มันก็แฝงความเย็นชาที่ส่งความรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลังของทุกคนที่ได้ยิน
แม้แต่คนธรรมดาที่รอดชีวิตซึ่งกำลังโศกเศร้ากับการสูญเสียคนที่รักหรือบาดเจ็บก็เงียบลงและจ้องมองมาที่เขา
แม้จะมีคำเตือน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมปล่อย
เหงื่อหยดลงมาจากหน้าผากขณะที่เขาจ้องมองไมเคิลด้วยความท้าทาย
“โอ้? แล้วแกจะทำอะไร? แกคิดว่าแค่เพราะแกมีพลังวิเศษ แกจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มสบถ ความอิจฉาและความโกรธฉายชัดในดวงตาของเขา
สายตาของไมเคิลเย็นชาลง
เขากำลังชั่งใจว่าจะจัดการเรื่องนี้เบาๆ หรือจะใช้กำลังสักหน่อย แต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร หมัดหนึ่งก็พุ่งมาจากไหนไม่รู้ กระแทกเข้าที่หน้าชายหนุ่มอย่างจัง
แรงกระแทกส่งร่างชายหนุ่มปลิวไปไกลห้าเมตร ทิ้งให้ฝูงชนยืนตะลึง
คนที่ชกหน้าเขาคือคนที่ไมเคิลจำได้: เพื่อนบ้านจากอพาร์ตเมนต์ของเขานั่นเอง
ชายคนนี้เป็นหนึ่งในผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งต่อสู้เคียงข้างเขาในช่วงที่เกิดความโกลาหล เขาเป็นอัศวินระดับกลางขั้นสูงสุด
“เด็กสมัยนี้ ไม่รู้จักขีดจำกัดของตัวเองเลยหรือไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะแสดงความขอบคุณ” ชายคนนั้นพึมพำ หันไปหาไมเคิลที่มองเขาด้วยความสงสัย
“ขอโทษแทนพฤติกรรมหลานชายของฉันด้วยนะ” ชายคนนั้นถอนหายใจและกล่าว
“เขาแค่กำลังเสียใจที่น้องชายของฉันตาย บางคนถูกทำให้ตาบอดด้วยการเลี้ยงดู และเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกัน พวกเขาแค่ไม่ยอมรับความจริงของโลกใบนี้”

0 Comments