ตอนที่ 95 อยากเรียนฟรีล่ะสิ?
แปลโดย เนสยังสมาพันธ์จัดแบ่งทักษะของสัตว์อสูรออกเป็นห้าระดับ
ระดับต่ำ, ระดับกลาง, ระดับสูง, ระดับสุดยอด และระดับเทพ
แต่ละระดับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของการผลาญพลังงานและอานุภาพการโจมตี
ทักษะระดับต่ำและระดับกลางคือทักษะพื้นฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป สัตว์อสูรส่วนใหญ่ทั้งชีวิตก็อาจจะใช้เป็นแค่ทักษะสองระดับนี้เท่านั้นแหละ
การที่สัตว์อสูรจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ นอกจากจะต้องพึ่งพาตำราคู่มือการฝึกฝนเฉพาะทางและความขยันหมั่นเพียรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพรสวรรค์ของตัวสัตว์อสูรเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า
พรสวรรค์คือตัวกำหนดขีดจำกัดสูงสุด ส่วนความพยายามคือตัวกำหนดขีดจำกัดต่ำสุด
บางครั้งต่อให้มีทรัพยากรเพียบพร้อมแค่ไหน แต่ถ้าสัตว์อสูรไร้ซึ่งพรสวรรค์ มันก็ไม่สามารถวิวัฒนาการไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของสายพันธุ์มันได้
การเรียนรู้ทักษะก็เช่นเดียวกัน
ตามหลักการแล้ว การที่สัตว์อสูรจะเริ่มฝึกทักษะระดับสูงได้ ก็ต่อเมื่อมันวิวัฒนาการไปถึงระดับสูงแล้วเท่านั้น
แน่นอนว่า สังคมผู้ฝึกอสูรพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีกรณีที่สัตว์อสูรระดับกลางสามารถเรียนรู้ทักษะระดับสูงได้สำเร็จ
แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สัตว์อสูรตัวนั้นก็จะถูกจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะสัตว์อสูรอัจฉริยะทันที
การที่สัตว์อสูรระดับกลางเรียนรู้ทักษะระดับสูงได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่พอจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นสัตว์อสูรระดับเริ่มต้นที่เรียนรู้ทักษะระดับสูงได้ล่ะก็ ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีบันทึกไว้เลยสักครั้ง
อย่างน้อยเฉียวซางก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย
พอเห็นหมาเขี้ยวไฟฮึกเหิมอยากจะฝึกท่านี้ เฉียวซางก็เริ่มจะกลุ้มใจขึ้นมานิดๆ
เธอก็ดีใจอยู่หรอกนะที่หมาเขี้ยวไฟมีความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นแบบนี้ แต่บางเรื่องมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทัศนคติอย่างเดียวหรอกนะ
ถึงแม้เธอจะเห็นและยอมรับในพรสวรรค์ของหมาเขี้ยวไฟมาโดยตลอด แต่บางเรื่องก็ต้องมองตามความเป็นจริง ไม่ควรจะมั่นใจจนเกินเหตุ
แต่ถึงจะคิดแบบนั้น เฉียวซางก็ยังย่อตัวลงไปลูบหัวหมาเขี้ยวไฟแล้วยิ้มบอกว่า “ตกลง เดี๋ยวฉันจะลองหาวิธีดูนะ”
การดุด่าให้เสียกำลังใจมันไม่ใช่เรื่องดีหรอก
ผู้ฝึกอสูรกับสัตว์อสูรต้องก้าวเดินไปพร้อมกันและมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นแหละคือวิธีการอยู่ร่วมกันที่ถูกต้อง
“แต่แกก็ห้ามทิ้งการฝึกปล่อยทักษะตามปกตินะ” เฉียวซางกำชับต่อ
ความจริงแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็ยังมีเวลาเหลือเฟือ นอกจากการฝึกซ้อมของหมาเขี้ยวไฟแล้ว เธอก็ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันเลย
แถมการที่หมาเขี้ยวไฟใช้ร่างเงาในการฝึกซ้อม ก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้ตั้งเยอะ
ต่อให้หลังจากนี้ต้องใช้เวลากับการฟื้นฟูพลังงานด้วยน้ำยาระดับ F วันนึงก็คงใช้เวลาฝึกซ้อมแค่ไม่เกินชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว
เวลาที่เหลือก็สามารถเอาไปทุ่มเทให้กับการทำเรื่องอื่นได้อย่างเต็มที่
แน่นอนว่าความพยายามก็เรื่องนึง แต่จะทำสำเร็จหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง
“โฮ่ง!”
หมาเขี้ยวไฟตาเป็นประกาย พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ก่อนจะวิ่งเตาะแตะไปค้นหานมในกระเป๋าเป้ของเฉียวซาง
มันอยากดื่มนม! มันอยากฝึกซ้อม!
……
เวลา 18.10 น.
บนโต๊ะอาหาร
เยี่ยหรั่นหรั่นกำลังเล่าประสบการณ์การทำงานในวันนี้อย่างออกรสออกชาติ
“ทุกคนไม่รู้หรอกว่า ตอนนั้นตำรวจทุกคนในโรงพักแทบจะลูกตาถลนออกมานอกเบ้า ตอนแรกก็กะว่าจะเตรียมใจไปตายในหน้าที่แท้ๆ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่าจับกุมคนร้ายได้แบบชิลๆ ใครจะไปคิดล่ะว่าคนร้ายจะถูกมัดรอไว้ให้จับถึงที่แบบนั้น”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าซางซางยังเป็นแค่เด็ก ผู้กองจางของเราคงจับตัวเธอเข้ามาร่วมทีมสืบสวนด้วยซ้ำไป”
เยี่ยจิ้งเหวินวางหนังสือในมือลง แล้วหันมาทำหน้าทึ่งๆ ใส่เฉียวซาง “แกนี่ช่างสังเกตเป็นเลิศจริงๆ เลยนะ แบบนี้แกน่าจะไปเป็นนักเพาะพันธุ์ซะเลยสิ”
เยี่ยหรั่นหรั่นแย้งทันที “ความช่างสังเกตแบบนี้น่าจะไปเป็นตำรวจถึงจะถูกสิ”
ลุงสามที่เอาแต่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นบ้าง “ซางซางมีแววเป็นผู้ฝึกอสูรระดับโปรนะ ถ้าไม่เป็นก็เสียดายแย่”
ป้าสะใภ้สามยกกับข้าวที่เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ มาวางบนโต๊ะพลางหัวเราะ “พวกเธอนี่จะเถียงกันไปทำไมเนี่ย อายุป่านนี้แล้ว ตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆ นั่นแหละสำคัญที่สุด”
ถ้าเป็นเวลาปกติ เฉียวซางก็คงจะถ่อมตัวสักสองสามประโยค แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปแล้ว
แต่ตอนนี้ในใจเธอกำลังครุ่นคิดหาวิธีช่วยหมาเขี้ยวไฟฝึกท่าฝนสะเก็ดไฟอยู่ ก็เลยไม่ได้ร่วมวงสนทนากับใครเขา
“ซางซาง แกจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนเหรอ?” จู่ๆ ลุงสามก็ถามขึ้น
ถ้าคำถามนี้ไปหลุดปากถามพวกญาติๆ ที่ไม่ค่อยสนิทกัน ก็คงจะทำให้คนฟังรู้สึกอึดอัดใจ คิดไปว่าเจ้าของบ้านอยากจะไล่กลับแล้วหรือเปล่า แต่ในเมื่อคนที่ถามคือลุงสาม เฉียวซางก็ไม่ได้คิดมากอะไร
เฉียวซางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ ถ้าไม่มีธุระอะไรด่วน ก็น่าจะอยู่จนเปิดเทอมเลยค่ะ”
“อีกครึ่งเดือน ที่ตำบลเราจะจัดงานวิ่งมาราธอนผลัด ทีมละสามคน ตอนนี้ทีมลุงยังขาดอีกคนนึง ถ้าแกสนใจเดี๋ยวลุงไปลงชื่อให้เอามั้ย?” ลุงสามเสนอ
เฉียวซางมองหน้าลุงสามด้วยความประหลาดใจ
ไม่คิดเลยว่าลุงสามที่ดูแข็งแรงขนาดนี้ จะสนใจการวิ่งมาราธอนกับเขาด้วยเหรอ?
สงสัยสายตาของเฉียวซางจะแสดงออกชัดเจนไปหน่อย ลุงสามเลยรีบอธิบาย “เป็นวิ่งผลัดของสัตว์อสูรน่ะ ทีมละสามคน ผู้ฝึกอสูรแต่ละคนต้องมีสัตว์อสูรสองตัวถึงจะเข้าร่วมได้”
เฉียวซาง: “…”
ที่แท้เธอก็คิดไปเอง…
สังคมสมัยนี้ นอกจากจะมีการแข่งขันประลองสัตว์อสูรและการประกวดความสวยงามของสัตว์อสูรแล้ว ก็ยังมีการแข่งขันประเภทอื่นๆ อีกมากมาย
เหมือนกับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและฤดูหนาวในชาติก่อนนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้คนที่ลงแข่งคือสัตว์อสูรแทนที่จะเป็นคน
“ถ้าทีมลุงยังขาดคนอยู่ ก็ให้หนูลงแข่งด้วยก็ได้ค่ะ” เฉียวซางตอบตกลง
เธอไม่ได้รังเกียจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมพวกนี้หรอกนะ
หมาเขี้ยวไฟน่ะสบายมากอยู่แล้ว มีความอดทนเป็นเลิศ แต่ผีค้นสมบัติตัวน้อยนี่สิ เพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน ถ้าต้องลงแข่งด้วย คงจะรั้งท้ายทีมแน่ๆ
“ได้สิ” ลุงสามตอบตกลง แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
กินข้าวเสร็จ เฉียวซางก็กลับเข้าห้อง เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าสู่ระบบโซเชียล
ส่วนหมาเขี้ยวไฟก็เปิดทีวีดูช่องกีฬาอย่างชำนาญ ช่วงนี้การดูถ่ายทอดสดการแข่งขันกลายเป็นงานอดิเรกสุดโปรดของมันไปซะแล้ว
เฉียวซางเพิ่งจะล็อกอินเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ ก็ต้องตกใจที่เห็นว่าตัวเองมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นถึง 110,000 คน
เพิ่งจะยืนยันตัวตนในบัญชีไปได้แค่สองวันเองนะ หรือว่าซ่งหยวนจะซื้อยอดฟอลโลว์ให้เธอเนี่ย?
แต่พอกดคัดลอกรูปภาพและแคปชั่นที่ซ่งหยวนส่งมาให้ โพสต์ลงไปเท่านั้นแหละ เธอก็รู้เลยว่าตัวเองคิดผิด
[มาจองแถวหน้า]
[อ๊ากกกก ในที่สุดก็มาอัปเดตสักที!]
[หยาเป่าเท่สุดๆ!]
[นี่เหรอผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ที่โดนซาตั๋วออกปากชม?]
[นี่เหรอผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ที่โดนเกาซวี่ลู่ออกปากชม?]
[ใช้สัตว์อสูรธาตุไฟเอาชนะผู้ฝึกอสูรระดับ F ด้วยกันมันก็ไม่ได้แปลกอะไรปะ ถ้าเป็นฉันก็ทำได้]
[ในที่สุดเธอก็ยอมอัปเดต! ฉันรอมาตั้งสองวันแล้วนะ!]
[ซาตั๋วบอกว่าอนาคตเธอมีสิทธิ์ได้ไปแข่งระดับภูมิภาค ฉันขอปักหมุดเป็นแฟนคลับรุ่นบุกเบิกไว้ก่อนเลย รอดูว่าเธอจะกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงได้จริงหรือเปล่า]
คอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็มาจากแฟนคลับของซาตั๋วกับเกาซวี่ลู่ทั้งนั้น
คนพวกนี้อาจจะไม่ได้ติดตามการแข่งขันร้อยหน้าใหม่ด้วยซ้ำ แค่เห็นคลิปที่ซาตั๋วกับเกาซวี่ลู่ออกปากชมเธอ ก็เลยแห่กันมากดติดตาม
ด้วยความนิยมระดับซาตั๋วกับเกาซวี่ลู่แล้ว การจะช่วยเพิ่มยอดผู้ติดตามให้เธอสักหลักหมื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
เฉียวซางอ่านคอมเมนต์ไปสองสามอัน แล้วก็ปิดแอปลง เปิดเว็บบอร์ดขึ้นมาแทน
【ทำยังไงถึงจะสอนหมาเขี้ยวไฟให้ใช้ท่าฝนสะเก็ดไฟได้?】
ในเมื่อสัญญากับหมาเขี้ยวไฟไว้แล้ว ก็ต้องเริ่มหาข้อมูลและคิดหาวิธีสอนมันสิ
จะให้กินปีกไก่ย่างรสเผ็ดวิปริตสุดยอดไร้เทียมทานอีกล่ะก็คงไม่เวิร์กแน่ๆ
ตอนแรกที่ให้กินปีกไก่ย่าง ก็เพื่อให้หมาเขี้ยวไฟกระตุ้นพลังงานธาตุไฟในร่างกายให้พลุ่งพล่านขึ้นมา
แต่ทักษะฝนสะเก็ดไฟ คือการให้สัตว์อสูรธาตุไฟพ่นลูกบอลพลังงานที่บีบอัดมาอย่างเข้มข้นขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วทำให้มันระเบิดกลางอากาศ ปลดปล่อยพลังงานโจมตีเป้าหมายจากบนลงล่าง
ปัญหาอยู่ที่ว่า จะรวบรวมลูกบอลพลังงานนี้ยังไง จะทำให้มันลอยขึ้นไปในอากาศได้สำเร็จยังไง และจะควบคุมให้มันระเบิดกลางอากาศได้อย่างไรต่างหาก
ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่ต้องแก้ให้ได้ทั้งนั้น
เว็บบอร์ดนี่แหละคือแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นติดเน็ตชั้นดี แค่เพิ่งตั้งกระทู้ไปไม่ถึงวินาที เฉียวซางก็เห็นคอมเมนต์แรกเด้งขึ้นมา
【อยากเรียนฟรีล่ะสิ?】
(จบตอน)

0 Comments