ตอนที่ 91 นกอัสนีจ้าวพายุ
แปลโดย เนสยังนกอัสนีจ้าวพายุ สัตว์อสูรระดับแม่ทัพ
ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทำให้มันสามารถติดอันดับท็อปทรีในบรรดาสัตว์อสูรสายบินระดับเดียวกันในภูมิภาคอวี้หัวได้อย่างสบายๆ
กล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรง ความเร็วที่ปราดเปรียว และรูปลักษณ์ที่งดงามอลังการ ทำให้ผู้ฝึกอสูรมากมายต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะได้มันมาครอบครอง
เฉียวซางเบิกตากว้าง จ้องมองนกอัสนีจ้าวพายุที่มีสภาพน่าอนาถสุดๆ ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ถ้าไม่ได้เค้าโครงเดิมของนกอัสนีจ้าวพายุที่ยังพอมองออก เธอแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า นี่คือราชาแห่งสัตว์อสูรสายบินระดับแม่ทัพตัวนั้น
ร่างกายของเฉียวซางเกร็งแน่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องสงสัยเลย สัตว์อสูรที่ไม่น่าจะมาโผล่บนเขาหวงหมิงได้ตัวนี้ ก็ต้องเป็นของอีตา 5 ล้านนั่นแหละ
เฉียวซางจ้องมองสัตว์อสูรทั้งสองตัวตรงหน้าเงียบๆ ภายนอกพยายามทำตัวนิ่งเฉย
มีเพียงสองมือที่กำหมัดแน่นเท่านั้นที่ฟ้องให้เห็นว่าเธอกำลังตื่นตระหนกแค่ไหน
นกอัสนีจ้าวพายุหนึ่งตัว วิญญาณหมวกหินหนึ่งตัว แล้วก็ยังมีงูทะเลหางเงินอีกหนึ่งตัว
ถ้าพวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรของอาชญากรที่ถูกประกาศจับ แต่เป็นของคนธรรมดาทั่วไป เธอก็คงจะขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไปแล้วล่ะ
แต่ตอนนี้ เธอสัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตรายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
เรื่องนี้ทำให้เธอตระหนักได้ว่า โลกใบนี้มันอันตรายกว่าที่เธอคิดไว้เยอะเลย
นกอัสนีจ้าวพายุที่อยู่ไกลออกไป สังเกตเห็นคนแปลกหน้าที่มันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนในทันที
พอมันเห็นท่าทางเตรียมพร้อมโจมตีของหมาเขี้ยวไฟ มันก็ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะมีความรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
ไม่รู้ว่าเฉียวซางตาฝาดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่านกอัสนีจ้าวพายุที่กำลังเดินกะเผลกๆ เข้ามานั้น ดูจะเดินช้าลงกว่าเดิม ราวกับว่าอาการบาดเจ็บมันกำเริบหนักขึ้นมากะทันหันอย่างนั้นแหละ
นกอัสนีจ้าวพายุลากสังขารอันสะบักสะบอมมาหยุดอยู่ข้างๆ วิญญาณหมวกหิน มันตวัดสายตาอันแหลมคมจ้องมองหมาเขี้ยวไฟด้วยความไม่พอใจ
“หมวกหิน!”
“หมวกหิน!”
วิญญาณหมวกหินรีบเข้าไปอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้ฟังทันที
“ก๊าซซซ!”
นกอัสนีจ้าวพายุแกล้งทำเป็นโกรธจัด กระพือปีกอย่างแรง แต่พอกางปีกได้แค่ครึ่งเดียว มันก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
หางตาของมันเหลือบไปเห็นปีกซ้ายที่โล้นเตียนไม่มีขนเหลืออยู่เลย ความโกรธที่เสแสร้งแกล้งทำเมื่อครู่นี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นจากก้นบึ้งของหัวใจขึ้นมาจริงๆ
“ก๊าซซซ!”
นกอัสนีจ้าวพายุหันขวับไปคำรามใส่หมาเขี้ยวไฟ ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่
“หมวกหิน!” วิญญาณหมวกหินที่อยู่ข้างๆ ตกใจ รีบเอาตัวเข้ามาขวางหน้านกอัสนีจ้าวพายุไว้
“ก๊าซซซ! ก๊าซซซ!”
นกอัสนีจ้าวพายุทำท่าทางขึงขังดุดัน ราวกับโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่กรงเล็บของมันกลับตรึงอยู่กับที่ ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้าเลยสักก้าว
เฉียวซางมองดูการยื้อยุดฉุดกระชากของสัตว์อสูรทั้งสองตัวตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ
วิญญาณหมวกหินน่ะดูออกเลยว่าเป็นห่วงจริงๆ แต่เจ้านกอัสนีจ้าวพายุนี่สิ ทำไมดูการแสดงมันปลอมจังเลยล่ะ?
สัตว์อสูรระดับแม่ทัพอย่างนกอัสนีจ้าวพายุ ถ้ามันอยากจะโจมตีหมาเขี้ยวไฟจริงๆ ต่อให้ขาเจ็บปีกหัก เดินช้ากว่าหมาเขี้ยวไฟก็เถอะ
แล้วทักษะธาตุสายฟ้าของมันล่ะหายไปไหน? เอาไว้ตั้งโชว์เฉยๆ หรือไง?
หรือว่ามันกลัวสายฟ้าจะไปโดนผู้ฝึกอสูรของมันเข้า?
สมองของเฉียวซางประมวลผลอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เธอก็ตะโกนขึ้นมา “หยาเป่า!”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การใช้ชีวิตร่วมกันมาตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความรู้ใจระหว่างเฉียวซางกับหมาเขี้ยวไฟพัฒนาขึ้นมาก
พอได้ยินเสียงผู้ฝึกอสูรของมัน หมาเขี้ยวไฟก็อ้าปาก ทำท่าจะพุ่งเข้าไปงับคอผู้ชายที่นอนอยู่บนพื้นทันที
“หมวกหิน!!!”
วิญญาณหมวกหินเห็นดังนั้นก็ร้องโหยหวนด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนนกอัสนีจ้าวพายุกลับหยุดชะงักการกระทำ แล้วหันมามองทางหมาเขี้ยวไฟด้วยความตื่นเต้น
เขี้ยวที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงของหมาเขี้ยวไฟ หยุดห่างจากคอของชายคนนั้นเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
วิญญาณหมวกหินถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
แต่นกอัสนีจ้าวพายุกลับมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแกล้งทำเป็นโกรธแล้วส่งเสียงคำรามใส่หมาเขี้ยวไฟอีกครั้ง วิญญาณหมวกหินก็รีบเข้ามาขวางหน้าไว้อีก
เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของสัตว์อสูรทั้งสองตัว เฉียวซางก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที เจ้านกอัสนีจ้าวพายุตัวนี้ แกล้งทำเป็นโกรธก็เพื่อยั่วให้หมาเขี้ยวไฟงับคอเจ้านายมันจริงๆ ต่างหากล่ะ
ไม่ใช่สัตว์อสูรทุกตัวจะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเหมือนคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงกับผู้ฝึกอสูรของมันหรอกนะ
ยังมีผู้ฝึกอสูรบางคนที่เห็นสัตว์อสูรเป็นแค่เครื่องมือหาเงิน และใช้งานพวกมันอย่างหนักหน่วง
ถ้าผู้ฝึกอสูรระดับต่ำๆ มีความผูกพันกับสัตว์อสูรไม่มากพอ แล้วไปทำให้สัตว์อสูรไม่พอใจเข้า สัตว์อสูรที่มีนิสัยดุร้ายก็อาจจะยอมรับผลสะท้อนกลับเพื่อยกเลิกสัญญาเลยก็ได้
แต่สำหรับผู้ฝึกอสูรระดับสูง เมื่อห้วงสมองได้รับการพัฒนามากขึ้น คัมภีร์อสูรก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย ต่อให้สัตว์อสูรยอมรับผลสะท้อนกลับ ก็ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้อยู่ดี
ตราบใดที่ผู้ฝึกอสูรสามารถปลุกคัมภีร์อสูรขึ้นมาได้ถึงหน้าที่สาม ซึ่งก็คือระดับของผู้ฝึกอสูรระดับ D สัตว์อสูรที่ทำสัญญาด้วยก็จะหมดสิทธิ์ยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวไปโดยปริยาย
เว้นเสียแต่ว่า ระดับของสัตว์อสูรจะสูงกว่าระดับของผู้ฝึกอสูรมากๆ ซึ่งเรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
สัตว์อสูรระดับสูงที่ยังไม่มีพันธสัญญาส่วนใหญ่ก็อาศัยอยู่ในเขตแดนลี้ลับกันทั้งนั้น
ความคิดความอ่านของพวกมันเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าไม่ได้ใช้กำลังปราบให้ยอมจำนน ก็ไม่มีทางที่จะยอมทำสัญญากับมนุษย์หรอก
มีเพียงผู้ฝึกอสูรที่มีฝีมือเหนือกว่าพวกมันเท่านั้นถึงจะสามารถทำสัญญากับพวกมันได้
แต่ถึงแม้จะใช้กำลังปราบและทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับสูงพวกนี้ได้สำเร็จ พวกมันก็ใช่ว่าจะยอมเชื่อฟังคำสั่งแต่โดยดี
ถ้าไม่ใช่สัตว์อสูรที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่เด็ก ก็มักจะมีเรื่องให้ขัดแย้งกับผู้ฝึกอสูรได้ง่ายๆ ด้วยเหตุผลสารพัดอย่าง
ด้วยเหตุนี้ ผู้ฝึกอสูรในโลกนี้ ต่อให้เก่งกาจถึงระดับ A ก็ยังนิยมทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับเริ่มต้นแล้วค่อยๆ เลี้ยงดูพวกมันให้เติบโตขึ้นมามากกว่า
แต่บนโลกนี้ก็มักจะมีคนที่มีความคิดแหวกแนวอยู่เสมอ
พวกเขาเลือกที่จะเสี่ยงทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับสูง เพื่อก้าวกระโดดพัฒนาฝีมือของตัวเองให้เร็วที่สุด
เฉียวซางคิดว่า อีตา 5 ล้านก็น่าจะเป็นคนประเภทนี้แหละ
ท่าทีของนกอัสนีจ้าวพายุแตกต่างจากวิญญาณหมวกหินอย่างเห็นได้ชัด
สมมติว่าวิญญาณหมวกหินถูกทำสัญญาด้วยตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นสัตว์อสูรระดับเริ่มต้น แต่นกอัสนีจ้าวพายุถูกจับมาทำสัญญาตอนที่มันกลายเป็นสัตว์อสูรระดับสูงไปแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องทุกอย่างก็สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
เพราะนกอัสนีจ้าวพายุยอมรับผลสะท้อนกลับก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้ แถมภายใต้พันธสัญญาก็ไม่สามารถทำร้ายผู้ฝึกอสูรของตัวเองได้อีก มันก็เลยกะจะยืมมือคนอื่นฆ่าเจ้านายตัวเอง เพื่อให้สัญญาถูกยกเลิกไปโดยปริยายไงล่ะ
พอเฉียวซางปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ความกดดันในใจก็มลายหายไปเกินครึ่ง
เธอเงยหน้ามองสัตว์อสูรสองตัวที่ยังคงยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ แล้วพูดขึ้นว่า “พวกแกลิกทะเลาะกันได้แล้ว ขืนทำให้ฉันตกใจล่ะก็ ฉันจะสั่งให้หมาเขี้ยวไฟงับคอเจ้านายพวกแกให้ขาดกระจุยไปเลย”
นกอัสนีจ้าวพายุได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะตั้งท่าขึงขัง ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาหา
“หมวกหิน!”
วิญญาณหมวกหินรีบเข้ามาขวางหน้าไว้อีกรอบ
แต่ครั้งนี้นกอัสนีจ้าวพายุเปลี่ยนแผน
เห็นเพียงมันแหงนหน้าขึ้นฟ้า ส่งเสียงร้องคำรามลั่น ทันใดนั้นสายฟ้าฟาดก็พุ่งลงมาจากฟ้า ฟาดเปรี้ยงลงตรงจุดที่วิญญาณหมวกหินยืนอยู่
วิญญาณหมวกหินตกใจสุดขีด รีบใช้ทักษะล่องหนหายตัวไปทันที
วินาทีต่อมา สายฟ้าก็ฟาดลงมากระแทกพื้นดินตรงที่วิญญาณหมวกหินเคยยืนอยู่เมื่อครู่อย่างไร้ความปรานี ทิ้งรอยหลุมลึกเอาไว้
วิญญาณหมวกหินโผล่มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังนกอัสนีจ้าวพายุ
“หมวกหิน!”
“หมวกหิน!”
มันชี้หน้านกอัสนีจ้าวพายุแล้วด่าทอด้วยความโกรธจัด
เจ้านายเคยสั่งไว้ว่า ห้ามให้นกอัสนีจ้าวพายุใช้ทักษะสุ่มสี่สุ่มห้าบนภูเขา เพราะสายฟ้าที่โผล่มากลางแจ้งแบบนี้จะทำให้คนสังเกตเห็นได้ง่าย
แล้วเมื่อกี้มนุษย์น่ารังเกียจคนนั้นก็เพิ่งจะขู่ไปแหม็บๆ ทำไมนกอัสนีจ้าวพายุถึงยังกล้าลงมืออีกล่ะ
นี่มันจงใจชัดๆ!
วิญญาณหมวกหินเอาแต่ด่าทอ แต่ไม่ได้ลงมือตอบโต้
นกอัสนีจ้าวพายุกลอกตาไปมา เหลือบมองไปทางเฉียวซาง ปีกที่ยังมีขนเหลืออยู่ก็ขยับฟาดลงมาทางนี้
ลูกบอลสายฟ้าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ก่อตัวขึ้นมาในพริบตา
เฉียวซางตาเหลือก ตัดสินใจหันหลังวิ่งไปหลบอยู่หลังผู้ชายคนที่นอนอยู่ทันที เอาหมอนี่เป็นโล่มนุษย์ซะเลย
นกอัสนีจ้าวพายุเห็นดังนั้นก็มุมปากกระตุก รีบหักเลี้ยวทิศทางของลูกบอลสายฟ้าให้พุ่งเป้าไปที่วิญญาณหมวกหินแทน
“หมวกหิน!!”
คราวนี้ลูกบอลสายฟ้าเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเกินไป วิญญาณหมวกหินไม่ทันตั้งตัว จึงรับการโจมตีนี้ไปเต็มๆ
ถึงแม้นกอัสนีจ้าวพายุจะอยู่ในสภาพที่ไม่เหลือเค้าความเก่งกาจแม้แต่หนึ่งในสิบของตอนท็อปฟอร์ม แต่อานุภาพของทักษะธาตุสายฟ้านั้นเป็นของจริง หมวกหินบนหัววิญญาณหมวกหินถึงกับมีรอยร้าวปริแตกออกมา
“หมวกหิน!!!”
วิญญาณหมวกหินเอื้อมมือไปลูบรอยร้าวนั้น ก่อนจะร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
มันหันไปจ้องหน้านกอัสนีจ้าวพายุด้วยความโกรธแค้น ยื่นกรงเล็บขวาออกไปข้างหน้า ลูกบอลพลังงานความมืดสีดำสนิทก็ก่อตัวขึ้นในมือมัน
“หมวกหิน!”
“ก๊าซซซ!”
เฉียวซางมองดูสองร่างที่กำลังฟาดฟันทักษะใส่กันอย่างบ้าคลั่งอยู่ตรงหน้า แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
สัตว์อสูรที่ไม่มีผู้ฝึกอสูรคอยควบคุม ก็เหมือนทรายที่ไร้การยึดเหนี่ยวจริงๆ…
(จบตอน)

0 Comments