You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“พี่อยากให้แกช่วยไปขโมยของให้หน่อยน่ะ” เยี่ยจิ้งเหวินตอบ

อ้อ ไม่ใช่มาขอยืมเงินสินะ โล่งอกไปที

แต่ว่าขโมยของเนี่ยนะ…

เฉียวซางมองหน้าเยี่ยจิ้งเหวินด้วยสายตาแปลกๆ ที่แท้พี่ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอ…

เยี่ยจิ้งเหวินอ่านสายตาของเฉียวซางออกทันที

“ไม่ใช่แบบที่แกคิดนะ พี่แค่อยากให้แกช่วยไปขโมยหนูแม่เหล็กมาให้พี่ตัวนึงน่ะ” เยี่ยจิ้งเหวินรีบอธิบาย

เฉียวซางอึ้งไปนิดนึง ก่อนจะอุทานด้วยความประหลาดใจ “ขโมยสัตว์อสูร? นี่พี่ไปเจอโพรงของหนูแม่เหล็กป่ามาเหรอ?”

ตามต่างอำเภอ กฎหมายควบคุมสัตว์อสูรป่าไม่ได้เข้มงวดเหมือนในเมืองใหญ่ๆ

แถมตำบลฉีถังยังอยู่ใกล้ภูเขาและแหล่งน้ำ จึงมักจะมีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติป่าโผล่มาให้เห็นบ่อยๆ

แต่ด้วยความที่ขาดแคลนทรัพยากรและไม่มีผู้ฝึกอสูรคอยชี้แนะ สัตว์อสูรป่าพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เลยมักจะติดแหง็กอยู่ในระดับเริ่มต้น ยากที่จะพัฒนาฝีมือไปได้ไกลกว่านี้

รัฐบาลท้องถิ่นเห็นว่าพวกมันไม่ได้เป็นภัยอันตรายอะไร ก็เลยไม่ได้เข้ามาควบคุมอะไรมากมาย

ถ้ามีชาวบ้านร้องเรียนถึงจะส่งคนมาจัดการ แต่ถ้าไม่มีใครแจ้ง ก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องไปเพิ่มภาระงานให้ตัวเองด้วยการจัดหน่วยลาดตระเวนออกตรวจตรา

ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้บางคนมองเห็นช่องทางทำมาหากิน

ปกติแล้วการจับสัตว์อสูรป่ามักจะทำกันในเขตแดนลี้ลับ

ที่ผู้ฝึกอสูรจับสัตว์อสูรป่ามา ก็ไม่ได้แปลว่าจะเอามาทำสัญญาด้วยเสมอไป บางทีก็เอามาขายทำกำไร

ถ้าเยี่ยจิ้งเหวินไปเจอโพรงของหนูแม่เหล็ก แล้วอยากให้เฉียวซางช่วยไปจับมาขายสักสองสามตัว มันก็พอเข้าใจได้

เพราะสมาพันธ์มีกฎระบุไว้ชัดเจนว่า อนุญาตให้เฉพาะผู้ฝึกอสูรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ค้าขายสัตว์อสูรป่าได้

ต่อให้คนธรรมดาสามารถหาวิธีจับสัตว์อสูรป่ามาได้ แต่ถ้าจับมาแล้วเผลอปล่อยให้หลุดมือไป มันก็ไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัยได้เลยสักนิด

แต่ก็ยังมีเรื่องที่เฉียวซางไม่เข้าใจอยู่ดี

การไปเจอโพรงสัตว์อสูรป่าแล้วจับมันมา ทำไมถึงใช้คำว่า ‘ขโมย’ ล่ะ?

เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมเยี่ยจิ้งเหวินถึงไม่ขอให้เยี่ยหรั่นหรั่นช่วย เพราะข้าราชการไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับการค้าขายสัตว์อสูรประเภทนี้ได้

แต่พี่เขาก็ยังมีพ่อที่เป็นผู้ฝึกอสูรอยู่นี่นา?

เรื่องหาเงินเข้ากระเป๋าแบบนี้ ทำไมถึงไม่นึกถึงพ่อตัวเองเป็นคนแรกล่ะ

เฉียวซางยังไม่ทันคิดตก เยี่ยจิ้งเหวินก็อธิบายต่อ “แกคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ใช่ให้ไปขโมยมาจากโพรงหรอกนะ แต่เพื่อนพี่เขาไปจับหนูแม่เหล็กบนภูเขามาตัวนึง พี่อยากให้แกไปขโมยมันออกมาแล้วเอาไปปล่อยคืนธรรมชาติต่างหากล่ะ”

เฉียวซาง: “…”

เยี่ยจิ้งเหวินเล่าต่อ “หลายวันก่อน พี่ขึ้นเขาไปหาหญ้าปาเจี่ยว (หญ้าแปดแฉก) แต่ดันไปเจอแมงมุมใยกำมะหยี่เข้า โชคดีที่ได้หนูแม่เหล็กตัวนี้เข้ามาช่วยไว้ ไม่งั้นป่านนี้พี่คงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้ว”

เฉียวซางเลิกคิ้วขึ้น เป็นเชิงบอกให้เล่าต่อ

“พอกลับมาพี่ก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง เขาบอกว่าจะซื้อของโปรดของหนูแม่เหล็กขึ้นเขาไปขอบคุณมันหน่อย ผลปรากฏว่าวันที่ไป ซึ่งก็คือเมื่อวานซืนนี้เอง หมอนั่นดันพาพ่อไปด้วย”

พูดถึงตรงนี้ เยี่ยจิ้งเหวินก็ดูมีน้ำโหขึ้นมา “หมอนั่นหลอกพี่! ปากก็บอกว่าจะไปขอบคุณหนูแม่เหล็ก แต่ความจริงก็คือกะจะไปจับมันต่างหาก”

น้ำเสียงของพี่เขาฟังดูไม่ได้เหมือนแค่กำลังบ่นเพื่อนธรรมดาๆ แต่เหมือนกำลังด่าผู้ชายเฮงซวยซะมากกว่า

เยี่ยจิ้งเหวินเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นรู้สึกผิด “ถ้าหนูแม่เหล็กมันจำพี่ไม่ได้ มันคงไม่ยอมออกมาปรากฏตัวง่ายๆ เพียงเพราะโดนของกินหลอกล่อหรอก”

เธอยังจำสายตาของหนูแม่เหล็กที่มองมาตอนนั้นได้ติดตา

เฉียวซางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “เพื่อนที่พี่พูดถึง คงไม่ใช่แฟนพี่หรอกนะ?”

เยี่ยจิ้งเหวิน: “!!!”

เมื่อเห็นสีหน้าช็อกของเยี่ยจิ้งเหวิน เฉียวซางก็รู้คำตอบทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่สอนเด็กว่า “การมีความรักในวัยเรียนน่ะมันไม่ดีหรอกนะ”

เธอนึกว่าเยี่ยจิ้งเหวินจะเป็นพวกบ้าเรียนซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะแบ่งเวลาไปมีความรักด้วย…

“หมอนั่นไม่ใช่แฟนพี่แล้ว” เยี่ยจิ้งเหวินเถียงกลับ

นั่นก็เท่ากับยอมรับกลายๆ แล้วล่ะว่าก่อนหน้านี้เคยคบกันจริง

ผีค้นสมบัติตัวน้อยที่แอบฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่เงียบๆ ก็ล้วงเอาขวดนมออกมาจากห่วงแล้วยื่นให้เยี่ยจิ้งเหวินทันทีที่เธอพูดจบ

“จ๊วบ~”

เยี่ยจิ้งเหวินอึ้งไปเลย

เธอมองดูขวดนมที่มีคำว่า ‘สำหรับสัตว์อสูรแรกเกิด’ แปะหราอยู่ ก่อนจะปฏิเสธอย่างสุภาพ “ขอบใจจ้ะ แต่พี่ไม่หิวน้ำ”

หลังจากปฏิเสธผีค้นสมบัติตัวน้อยไปแล้ว เยี่ยจิ้งเหวินก็หันมาพูดกับเฉียวซางด้วยความจริงจัง “ซางซาง แกช่วยพี่ไปขโมยหนูแม่เหล็กตัวนั้นออกมาหน่อยได้ไหม? นอกจากแกแล้ว พี่ก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะไปขอให้ใครช่วยดี”

พูดจบ เธอก็เหลือบมองผีค้นสมบัติตัวน้อยที่เก็บขวดนมกลับเข้าห่วงไปอย่างเงียบๆ

“โฮ่งโฮ่ง!”

“โฮ่ง!”

หมาเขี้ยวไฟที่มือซ้ายถือขวดนม มือขวาก็ตบหน้าอกตัวเองดังป้าบๆ ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง’

เฉียวซางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พูดคำว่าขโมยทำไมกันเล่า”

เยี่ยจิ้งเหวินถึงกับหน้าถอดสี รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที

ความจริงแล้วมันยังมีเรื่องที่เธอยังไม่ได้เล่าให้ฟังอยู่อีก

ถ้าจางหวยจับหนูแม่เหล็กตัวนั้นไปแล้วเอาไปหาผู้ฝึกอสูรมาทำสัญญาด้วยอย่างถูกวิธี เธอก็คงไม่คิดมากหรอก

แต่นี่จางหวยดันมาบอกเธอว่า พ่อเขาติดต่อคนซื้อไว้เรียบร้อยแล้ว เตรียมจะขายหนูแม่เหล็กตัวนี้ให้กับนักชิมคนหนึ่ง

หนูแม่เหล็กไปตกอยู่ในมือของนักชิม จุดจบจะเป็นยังไงก็เดาได้ไม่ยาก

นี่แหละคือสิ่งที่เธอรับไม่ได้ที่สุด

ตอนแรกเธอก็ทำใจยอมรับชะตากรรมไปแล้ว แต่พอรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดพอดี

ถ้าเฉียวซางมีแค่หมาเขี้ยวไฟตัวเดียว เธอก็คงไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องหรอก แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าน้องสาวเธอจะทำสัญญากับผีค้นสมบัติได้ด้วย

พอเห็นผีค้นสมบัติ ไอเดียเรื่อง ‘ขโมย’ ก็แวบเข้ามาในหัวเธอทันที

“นี่มันไม่ได้เรียกว่าขโมย เขาเรียกว่า ‘ปล่อยสัตว์’ ต่างหากล่ะ” เฉียวซางพูดต่อ

ดวงตาของเยี่ยจิ้งเหวินเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ รีบพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ “ใช่ๆๆ ไม่ได้เรียกว่าขโมย! เขาเรียกว่าปล่อยสัตว์!”

เฉียวซางไม่ใช่พวกแม่พระใจบุญหรอกนะ แต่ในเมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เธอก็ย่อมต้องเข้าข้างคนในครอบครัวอยู่แล้ว

แต่เรื่องมันพูดง่าย ทำจริงมันยากนี่สิ

จะให้พึ่งหมาเขี้ยวไฟก็คงไม่ได้ เพราะเจ้านี่ถนัดแต่บวกตรงๆ

เรื่องปล่อยสัตว์แบบนี้ต้องพึ่งพาความสามารถของผีค้นสมบัติตัวน้อยเท่านั้น

แต่ผีค้นสมบัติตัวน้อยเพิ่งจะเกิดมาได้แค่สามวัน แถมยังไม่เคยใช้ทักษะอะไรเลย จะปล่อยให้มันไปทำภารกิจเสี่ยงๆ คนเดียวก็อดเป็นห่วงไม่ได้…

……

เวลา 5 ทุ่ม 20 นาที

เฉียวซางกับเยี่ยจิ้งเหวินปั่นจักรยานมาถึงใต้ตึกอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในตัวอำเภอเจียจิน

หมาเขี้ยวไฟหลับไปแล้ว เฉียวซางก็เลยเก็บมันเข้าคัมภีร์อสูร

ส่วนผีค้นสมบัติตัวน้อย ในฐานะสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณ ตอนกลางคืนมันจะร่าเริงเป็นพิเศษ ไม่ชอบนอน

“ใช่ที่นี่ไหม?” เฉียวซางถาม

“ใช่” เยี่ยจิ้งเหวินพยักหน้า

“จ๊วบ~”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยส่งเสียงร้อง แต่กลับไม่เห็นตัวมันเลย

มีเพียงเฉียวซางที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้นที่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของมัน เธอพยักหน้าไปทางนั้น

อีกด้านหนึ่ง

ภายในห้องที่มืดมิด มีเสียงกัดแทะดังกึกกักดังออกมาเป็นระยะๆ สลับกับเสียงกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบ

หนูแม่เหล็กมองดูกรงขังที่ไม่มีทีท่าว่าจะพังลงเลยด้วยความสิ้นหวัง

มันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าป่านนี้สุดที่รักของมันจะรู้ตัวหรือยังว่ามันหายไป แล้วจะเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นหรือเปล่า…

ผลไม้บนเขาลูกนั้นอีกไม่กี่วันก็จะสุกแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปกินอีกไหม…

มนุษย์ พวกมนุษย์มันไว้ใจไม่ได้!

อาหารที่เอามาหลอกล่อมันวันนั้น มันยังไม่ได้ลิ้มรสเลยสักนิดเดียว ขาดทุนชะมัด!

ยิ่งคิด หนูแม่เหล็กก็ยิ่งหิว มันลุกพรวดขึ้นมา กัดกรงเหล็กอย่างเอาเป็นเอาตาย เปลี่ยนความเศร้าเป็นพลัง

จู่ๆ ก็มีขวดนมขวดหนึ่งลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้ามัน

หนูแม่เหล็กชะงักค้างอยู่ในท่ากัดกรงเหล็ก ยืนอึ้งไปเลย

มันเริ่มจะรู้สึกตัวว่ามีอะไรแปลกๆ หันขวับไปมองที่หางตัวเอง

ก็เห็นว่าหางของมันกลายเป็นรูปสายฟ้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แม่จ๋า!

ผีหลอก!

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note