ตอนที่ 61 สายหลอกลวง
แปลโดย เนสยังการแข่งขันระดับภูมิภาค
ตามชื่อเลยก็คือ เป็นการแข่งขันที่มีสเกลใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค
แค่เฉพาะในภูมิภาคอวี้หัวที่พวกเขาอาศัยอยู่ ก็มีมณฑลอยู่ถึง 11 มณฑลแล้ว
และเมืองหางกั่งที่พวกเขาอาศัยอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นเพียง 1 ใน 12 เมืองระดับเขตของมณฑลเจ้อไห่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 11 มณฑลนั้น
การจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับภูมิภาคได้นั้น มีเงื่อนไขอยู่สองข้อ
ข้อแรกคือ ต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี และได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ว่าเป็นผู้ฝึกอสูรระดับ C แล้ว
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับภูมิภาคทุกคนจะต้องเป็นผู้ฝึกอสูรระดับ C ที่อายุต่ำกว่า 40 ปีหรอกนะ
แต่นี่คือเงื่อนไขขั้นต่ำของอายุและระดับต่างหาก
อายุมีจำกัดเพดานสูงสุด แต่ระดับของผู้ฝึกอสูรกลับถูกกำหนดไว้เป็นเพดานขั้นต่ำ
ข้อที่สองคือ ต้องได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันจากการรับรองของศูนย์ฝึกอสูรประจำเมืองหลวงของมณฑลนั้นๆ
การจะคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันนี้มาได้ถือว่าค่อนข้างยุ่งยากเลยทีเดียว
เพราะต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติจากเมืองระดับเขตทุกเมืองในมณฑลนั้นให้ครบภายในหนึ่งปี
อย่างมณฑลเจ้อไห่ ในศูนย์ฝึกอสูรของแต่ละเมืองระดับเขตทั้ง 12 เมือง จะมีแผนกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการทดสอบคุณสมบัตินี้โดยเฉพาะ
เนื้อหาการทดสอบก็จะแตกต่างกันไป และเกณฑ์การให้คะแนนของกรรมการแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
ถ้าโชคดีไปเจอกรรมการใจอ่อน ก็อาจจะแค่ให้ไปจับขโมยสักคนก็ผ่านแล้ว
แต่ถ้าโชคร้ายไปเจอกรรมการสุดโหด ก็อาจจะสั่งให้ไปขโมยไข่ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสายมังกรมาให้ได้เลยก็เป็นได้
อย่างมณฑลเจ้อไห่นี่ถือว่ายังพอถูไถนะ มีแค่ 12 เมืองระดับเขต เฉลี่ยแล้วก็มีเวลาให้ไปทำบททดสอบที่เมืองๆ หนึ่งตกเดือนละครั้งพอดี
แต่มณฑลหย่งอู๋ที่อยู่ติดกับมณฑลเจ้อไห่นี่สิ มีเมืองระดับเขตปาเข้าไปตั้ง 18 เมือง
ลองคำนวณดูแล้ว มีเวลาให้ไปทำบททดสอบแต่ละเมืองแค่ 20 วันเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผู้ฝึกอสูรปกติทั่วไปจะทำได้เลย
สรุปก็คือ ผู้ฝึกอสูรที่สามารถผ่านการทดสอบจากทุกเมืองระดับเขตในมณฑลได้ภายในหนึ่งปี ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปทั้งสิ้น
ในฐานะที่ซาตั๋วเพิ่งจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับภูมิภาคอวี้หัวในปีนี้มาหมาดๆ แถมยังคว้าอันดับที่ไม่ธรรมดามาได้ การที่เขาพูดต่อหน้าคนมากมายว่าคาดหวังจะได้เจอเฉียวซางในการแข่งขันระดับภูมิภาคในอนาคต
นั่นถือเป็นการยอมรับในตัวเธออย่างสูงสุดเลยทีเดียว
ชั่วขณะนั้น คอมเมนต์ในแพลตฟอร์มถ่ายทอดสดก็ระเบิดขึ้นมาทันที
[ซาตั๋วพูดจริงดิ?]
[หรือว่าฉันกำลังจะได้เป็นพยานในการผงาดขึ้นของซูเปอร์โนวาดวงใหม่?]
[พูดก็พูดเถอะ คนเขาเก่งจริงอะไรจริง]
[ต่อให้เธอได้ไปแข่งระดับภูมิภาค ถึงตอนนั้นซาตั๋วก็คงอายุเกิน 40 ไปแล้วปะ]
[เมนต์บนนี่ปากแจ๋วใช้ได้เลยนะ แต่ฉันชอบว่ะ]
[ได้พาดหัวข่าวพรุ่งนี้แล้ว]
ณ ที่นั่งแขกรับเชิญ
“เฉียวซางคนนี้ถึงอายุจะยังน้อย แต่ประสบการณ์การต่อสู้ดูเก๋าเกมมากเลยนะ”
“จังหวะที่แยกร่างถอยออกมานั่นสุดยอดจริงๆ ตอนอยู่ในสนามก็ไม่เห็นเธอเอ่ยปากสั่งการเลย ชัดเจนเลยว่าเป็นแผนที่เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนแข่งแล้ว”
“แล้วก็หมาเขี้ยวไฟตัวนั้นด้วย การประสานงานระหว่างเธอกับมันดูไม่ออกเลยนะว่าเพิ่งทำสัญญากันได้ไม่นาน”
“พวกคุณคิดว่าถ้าเราชวนเธอมาไลฟ์สดสักครั้งจะดีไหม?” จังหวะนั้นเอง แขกรับเชิญสาวที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น
“ไลฟ์สดเหรอ? ทำไปเพื่ออะไรล่ะ? ตอนนี้อาจจะพอมีกระแสอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวพอแพ้ในนัดหน้า คนเขาก็ลืมกันหมดแล้ว”
“พวกคุณคิดว่าหมาเขี้ยวไฟใส่แว่นตากันแดดแล้วดูเป็นไงบ้าง?” แขกรับเชิญสาวถามต่อ
“ก็ดูเท่ดีนะ” แขกรับเชิญข้างๆ เอ่ยชม
“ฉันเพิ่งจะเปิดร้านขายแว่นตากันแดดออนไลน์น่ะ ถ้าใช้จังหวะนี้เชิญเธอมาไลฟ์สดสักรอบ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เชิญหมาเขี้ยวไฟมาไลฟ์สด พวกคุณคิดว่ามันน่าจะเวิร์กไหม?” แขกรับเชิญสาวยังคงถามต่อ
ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองหมาเขี้ยวไฟที่สวมแว่นตากันแดดทรงสามเหลี่ยมสีม่วงอยู่กลางสนาม
“อืม… ก็ดูเหมือนจะ… เข้าทีอยู่นะ” แขกรับเชิญข้างๆ ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ
……
เฉียวซางอุ้มหมาเขี้ยวไฟกลับมาที่อัฒจันทร์ได้ไม่ทันไร ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวก็ล้วงเอาปากกากับกระดาษเอสี่ขอบลูกไม้สีชมพูออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง แล้วยื่นมาตรงหน้าเธอด้วยความตื่นเต้น “คุณอัจฉริยะเฉียว รีบเซ็นลายเซ็นให้ฉันหน่อยสิ”
“ในกระเป๋าเธอนี่มีสารพัดอย่างเลยนะ” เฉียวซางอดไม่ได้ที่จะบ่น
“แหะๆ ความจริงแล้วกระดาษกับปากกานี่ฉันเตรียมมาให้ซาตั๋วน่ะ แต่ก็ไม่เห็นจะมีโอกาสได้ใช้เลยนี่นา” ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวพูดด้วยความเขินอาย
เฉียวซาง: “…”
“เรื่องที่พ่อแม่เธอทะเลาะกัน คงไม่ใช่แค่ข้ออ้างที่เธอใช้เพื่อมาที่นี่หรอกนะ?” เฉียวซางถามอย่างจับผิด
“ถึงได้เรียกเธอว่าคุณอัจฉริยะเฉียวไงล่ะ เดาถูกเผงเลย” ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวหน้าแดง “ช่วงนี้ฉันเพิ่งจะมาติ่งซาตั๋วน่ะ พอได้ยินว่าเขาจะมาเป็นแขกรับเชิญในงานแข่งขันร้อยหน้าใหม่ ฉันก็เลยมา”
เฉียวซาง: “…”
ที่แท้การมาลงแข่งก็เพื่อคนอื่นนี่เอง…
“อย่ามัวแต่พูดเรื่องนี้เลย คุณอัจฉริยะเฉียวรีบเซ็นให้ฉันเถอะ ซาตั๋วพูดซะขนาดนั้น อนาคตถ้าเธอได้ไปแข่งระดับภูมิภาคจริงๆ ลายเซ็นเธอต้องมีค่ามากแน่ๆ ฉันต้องรีบคว้าไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลย” ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวยัดปากกากับกระดาษใส่มือเธอ
เฉียวซางก็ไม่ได้เล่นตัวอะไร รับมาแล้วเพิ่งจะเตรียมลงมือเซ็น จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าถามว่า “กระดาษนี่เธอพกมาดี่แผ่นเนี่ย? ถ้าฉันเซ็นไปแล้ว เกิดเธอไปเจอซาตั๋วเข้า เธอจะมีกระดาษให้เขาเซ็นเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวชะงักไปนิดนึง ก่อนจะเอื้อมมือมาดึงกระดาษกับปากกากลับไป แล้วหัวเราะแห้งๆ “ฮ่าๆ ถ้าเธอไม่ทักฉันก็ลืมไปเลยนะเนี่ย ฉันพกมาแค่แผ่นเดียวเอง”
เฉียวซาง: “…”
……
หลังจากดูการแข่งขันจบไปหนึ่งวัน พอกลับถึงบ้านเฉียวซางก็นั่งวิเคราะห์ทบทวนเกมการแข่งขัน
สัตว์อสูรสายมังกรก็สมกับที่เป็นสายมังกรจริงๆ ถ้าไม่ได้ชิงความได้เปรียบมาตั้งแต่ต้น ด้วยพลังโจมตีและพลังป้องกันของมังกรเขาเล็ก การแข่งขันนัดนี้คงกลายเป็นศึกหนักที่ยืดเยื้อแน่ๆ
การแข่งขันวันนี้ เธอประเมินพลังป้องกันของมังกรเขาเล็กต่ำไป นึกว่าอาศัยแค่ทักษะเขี้ยวอัคคีก็จะสามารถปิดเกมได้แล้ว
ถ้าตอนสุดท้ายมังกรเขาเล็กไม่ได้ใช้ท่าหัวกระแทกพื้น แต่เลือกที่จะใช้ท่าหัวเหล็กสลัดหมาเขี้ยวไฟให้หลุดแล้วทิ้งระยะห่างแทน ก็คงจะสู้กันได้อีกยาวเลย
พูดก็พูดเถอะ พลังโจมตีของหมาเขี้ยวไฟก็ยังไม่มากพอ
ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือหลังจากนี้ล้วนมีสัตว์อสูรระดับกลางกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเจอกับใคร เธอก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย ทำได้แค่พึ่งพากลยุทธ์ในการเอาชนะเท่านั้น
ผู้ฝึกอสูรที่มีสัตว์อสูรระดับกลางสองตัวที่เธอศึกษาไว้เมื่อวาน ต่างก็ผ่านเข้ารอบกันมาหมดแล้ว ถ้าต้องไปเจอพวกเขาล่ะก็ แค่พึ่งพากลยุทธ์ก็คงเอาชนะได้ยาก
บางครั้ง พลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด กลยุทธ์ก็ไม่สามารถมาทดแทนได้หรอก
ถ้าพรุ่งนี้โชคดี ไม่ไปเจอหนึ่งในสามคนนั้นเข้าซะก่อน เธอก็อาจจะมีโอกาสได้ลุ้นอันดับที่สูงกว่านี้ ไม่งั้นล่ะก็…
แรงสะกิดที่น่องดึงเฉียวซางให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด
พอก้มลงมอง ก็เห็นหมาเขี้ยวไฟกำลังคาบโทรศัพท์มือถือ แล้วใช้กรงเล็บสะกิดเธออยู่
หน้าจอโทรศัพท์ที่คาบอยู่สว่างวาบ แรงสั่นสะเทือนทำเอาขนบนหน้ามันสั่นพั่บๆ ไปด้วย
ที่แท้ก็มีคนโทรมานี่เอง
เฉียวซางกลั้นยิ้ม รับโทรศัพท์มาดู เป็นเบอร์แปลก
เธอปัดขวา กดตัดสายทิ้งทันที
วินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาอีก
เป็นเบอร์เดิม
เฉียวซางไม่ลังเล กดตัดสายทิ้งไปอีกครั้ง
เธอไม่มีนิสัยรับเบอร์แปลกอยู่แล้ว
แต่พอตัดสายปุ๊บ หน้าจอก็สว่างขึ้นมาอีก
เฉียวซางขมวดคิ้วเล็กน้อย กดรับสาย
“ใช่คุณเฉียวซางหรือเปล่าคะ?” ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงวัยรุ่น
“ใช่ค่ะ คุณคือ?”
“ฉันคือคนที่เล็งเห็นความสามารถในตัวคุณค่ะ สนใจจะคุยธุรกิจมูลค่าหลักแสนด้วยกันไหมคะ? วันนี้ฉันอยู่ที่…”
เฉียวซางลดโทรศัพท์ลงจากหู กดตัดสายอย่างรวดเร็ว และจับเบอร์นี้บล็อกเข้าบัญชีดำทันที
สายหลอกลวงจริงๆ ด้วย
คิดจะมาหลอกเธอเหรอ หาลืมไปแล้วล่ะมั้ง
ก็แหม ชาติก่อนเธอก็ผ่านการขัดเกลาจากสังคมมาไม่ใช่น้อย จะมาโดนหลอกง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกันล่ะ
ณ อีกด้านหนึ่ง ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ชั้น 37 ของตึกอี๋เจี้ยน
หญิงสาวคนหนึ่งยืนเหม่อมองโทรศัพท์มือถือที่ถูกตัดสายและโทรไม่ติดอีกเลย
นี่มันผิดพลาดที่ตรงไหนกันนะ…
(จบตอน)

0 Comments