ตอนที่ 20 ประตูรถเปิดออก
แปลโดย เนสยังรถเมล์เซไปเล็กน้อย
คนขับรถพยายามทำใจดีสู้เสือขับต่อไป แต่เหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากก็ฟ้องให้เห็นว่าเขากำลังกลัวสุดขีด
“สถานีหน้าอีกไกลไหม?” เสียงหนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบ
“อีกประมาณ 5 นาที” มีคนตอบ
บรรยากาศบนรถกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง
“ให้หมาเขี้ยวไฟดมกลิ่นบนตัวเธอหน่อยได้ไหม เผื่อมันจะได้กลิ่นว่าไอ้ของที่โผล่มามันอยู่ตรงไหน” ท่ามกลางความเงียบสงัด เฉียวซางก็โพล่งขึ้นมา
นักเรียนหญิงยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ผู้ชายหน้าเหลี่ยมที่ยืนอยู่ข้างเธอก็แค่นหัวเราะเยาะ “ต่อให้มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสายภูตผีที่เป็นสัตว์ป่าอยู่บนรถจริงๆ เธอแน่ใจเหรอว่าจะหามันตอนที่รถกำลังวิ่งอยู่น่ะ? เกิดไปแหย่ให้มันโกรธขึ้นมาจนเกิดเรื่อง เธอรับผิดชอบไหวเหรอ?”
“นั่นสิ รอให้ถึงสถานีหน้าแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
“เรื่องแบบนี้ต้องแจ้งหน่วยลาดตระเวนให้มาจัดการ พวกเราอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย”
“ใช่แล้ว เบอร์หน่วยลาดตระเวนเบอร์อะไรนะ ฉันจะโทรเอง”
“…นั่นมันหน่วยควบคุมต่างหาก”
ผู้โดยสารบนรถเมล์ต่างพากันถกเถียงออกความเห็นกันเจื้อยแจ้ว
“ไม่ใช่สายภูตผีวิญญาณหรอก” เฉียวซางเอ่ยขึ้น
“รู้ได้ไงว่าไม่ใช่?” ใครบางคนถามกลับ
“คนเริ่มบอกว่ามีตัวอะไรก็เธอ คนบอกว่าไม่ใช่ก็เป็นเธออีก นี่เธอเห็นพวกเราเป็นตัวตลกหรือไง” ผู้ชายหน้าเหลี่ยมโวยวาย
เฉียวซางปรายตามองไป ยิ้มหยัน “ลุงคะ หนูว่าลุงจ้องจะจับผิดหนูตั้งแต่แรกแล้วนะคะ”
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมเบิกตากว้าง ตวาดลั่น “ฉันเพิ่งจะอายุ 24 โว้ย!”
“ลุงคะ เสียงดังไปแล้วนะคะ” เฉียวซางแคะหูพลางพูด
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมถลึงตาใส่เฉียวซางด้วยความโกรธจัด สีหน้าดูดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าไม่ติดว่ามีหมาเขี้ยวไฟขวางอยู่ตรงหน้าเฉียวซางล่ะก็ วินาทีต่อมาเขาคงจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดให้แล้ว
“ทำไมถึงบอกว่าไม่ใช่สายภูตผีวิญญาณล่ะ?” นักเรียนหญิงถามขึ้นมาในตอนนั้น
“สัตว์อสูรของคุณป้าคนนั้นคือหนูเหล็กกล้า ถ้าแถวนี้มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสายภูตผีวิญญาณโผล่มา หางของมันจะต้องชี้ฟูเป็นรูปสายฟ้าสิ แต่ตอนนี้หางมันตกอยู่เห็นๆ” เฉียวซางชี้ไปที่สัตว์อสูรบนไหล่ของคุณป้าเบาะข้างๆ แล้วอธิบาย
นักเรียนหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง พอพยายามนึกทบทวนดู ก็เหมือนจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน…
หนูเหล็กกล้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสนามแม่เหล็ก สามารถสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติ
อย่างสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสายภูตผีวิญญาณที่มีสนามแม่เหล็กรายล้อมตัวแตกต่างจากชาวบ้าน มักจะไปกระตุ้นสมองส่วนขมับของหนูเหล็กกล้าโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะทำให้หางของมันชี้ฟูเป็นรูปสายฟ้าจริงๆ ด้วย
แต่ความรู้ในหนังสือก็คือความรู้ในหนังสือ การจะเอาเนื้อหาที่ค่อนข้างเฉพาะทางแบบนี้มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงได้ทันควันก็เป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงเหมือนกัน…
“ใช่ๆๆ หนูเหล็กกล้าของฉันมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” คุณป้าเบาะข้างๆ นึกขึ้นได้ก็รีบพยักหน้ารับ
นักเรียนหญิงได้ยินดังนั้น ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป “ดมเลยสิ”
เฉียวซางพยักหน้าให้หมาเขี้ยวไฟ
หมาเขี้ยวไฟขยับเข้าไปใกล้ๆ นักเรียนหญิงแล้วดมกลิ่นอย่างว่าง่าย
เฉียวซางสังเกตเห็นอย่างเฉียบขาดว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้ชายหน้าเหลี่ยมที่ยืนอยู่ข้างๆ ตึงเครียดขึ้นมาในพริบตา
หมาเขี้ยวไฟดมๆ ดู แล้วก็ทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นในอากาศอีกสองสามที ก่อนจะหันไปเห่าใส่ผู้ชายหน้าเหลี่ยม
“เห่าหาพระแสงอะไรไอ้หมาบ้า!” ผู้ชายหน้าเหลี่ยมตวาดเสียงกร้าว
“โฮ่ง!”
ขนทั่วทั้งตัวของหมาเขี้ยวไฟตั้งชันชันชู ขาทั้งสี่เกร็งแน่น แยกเขี้ยวแหลมคมขู่คำรามอย่างเห็นได้ชัดว่ามันถูกผู้ชายตรงหน้ายั่วโมโหเข้าให้แล้ว
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมตกใจสะดุ้ง แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือไม่ยอมถอย
เขาหันไปมองเด็กสาวที่อุ้มหมาเขี้ยวไฟอยู่ หวังจะให้เธอจัดการสัตว์อสูรของตัวเองซะ แต่กลับพบว่าเด็กสาวคนนั้นกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาเย็นเยียบ ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าหมาเขี้ยวไฟเสียอีก…
เฉียวซางรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองใจเย็นสุดๆ เธอค่อยๆ ลูบหลังหมาเขี้ยวไฟ พยายามทำให้มันสงบสติอารมณ์ลง
ขืนเปิดฉากโจมตีก่อนไม่ได้เด็ดขาด สมาพันธ์มีกฎระเบียบชัดเจนว่าห้ามผู้ฝึกอสูรใช้สัตว์อสูรโจมตีพลเมืองทั่วไป ต่อให้จะลงมือก็ต้องไม่ทำโจ่งแจ้งขนาดนี้ ที่นี่ยังมีคนดูอยู่เต็มรถ
ผู้ชายคนนี้มีพิรุธชัดๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอบอกว่าหมาเขี้ยวไฟสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง คนที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุดก็คือเขา แล้วหมาเขี้ยวไฟยังดมได้กลิ่นเดียวกับที่อยู่บนตัวนักเรียนหญิงจากตัวเขาอีก
แต่การที่จะมีอะไรบางอย่างโผล่มาบนตัวคนอื่นแล้วจู่ๆ ก็หายไปได้นั้น ย่อมไม่ใช่ฝีมือของเขาเองแน่ๆ
การทำตัวลับๆ ล่อๆ บนรถเมล์ ไม่หวังทรัพย์ก็หวังเคลม
ไอ้ของสิ่งนั้นคงทำให้หมาเขี้ยวไฟสัมผัสไม่ได้ในชั่วขณะ นักเรียนหญิงก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน เพราะถ้าถูกแตะเนื้อต้องตัวก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้ว
ไม่ได้หวังเคลม
งั้นก็หวังทรัพย์สินน่ะสิ
“เธอมีของอะไรหายไปหรือเปล่า?” เฉียวซางหันไปถามนักเรียนหญิง
นักเรียนหญิงอึ้งไปครู่หนึ่ง พอได้สติก็รีบล้วงกระเป๋าเสื้อและกระเป๋าสะพายสำรวจดู สองวินาทีผ่านไป
“เชี่ยแล้ว มือถือฉันหาย!”
กะไว้แล้วเชียว เฉียวซางคิดในใจ
ผู้โดยสารบนรถเห็นดังนั้นก็พากันสำรวจข้าวของของตัวเองบ้าง
“มือถือฉันก็หาย!”
“กระเป๋าตังค์ฉันก็ด้วย!”
“สร้อยคอที่ฉันซื้อให้แฟนก็หายไปแล้ว!”
“แผ่นเสริมส้นรองเท้าของฉันไปไหนเนี่ย!!!”
“ผลซาซาของสัตว์อสูรฉันล่ะ อ๊ากก!”
พอตรวจสอบกันดู ก็พบว่าผู้โดยสารบนรถเมล์หนึ่งในสามทำของหาย
เฉียวซางสังเกตเห็นอย่างเฉียบขาดว่าคนที่บ่นว่าของหาย ล้วนแต่เป็นคนที่ยืนออกันอยู่ตรงกลางรถทั้งนั้น
เฉียวซางหันไปมองผู้ชายหน้าเหลี่ยม ก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมเห็นเฉียวซางมองมา สีหน้าก็บิดเบี้ยวจนสุดจะทน กัดฟันกรอดโพล่งขึ้นมา “มือถือฉันก็หายเหมือนกัน!”
เฉียวซาง: “…”
“โอย… ฉันกับสัตว์อสูรของฉันแยกจากกันไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที…”
จังหวะนั้นพอดี เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังลั่นออกมาจากตัวผู้ชายหน้าเหลี่ยม
ชายหนุ่ม: “…”
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่เขาทันที
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “ที่แท้ก็ยังอยู่กับฉันนี่เอง เมื่อกี้หาไม่เจอ”
เฉียวซางเอ่ยถาม “ลุงเป็นผู้ฝึกอสูรใช่ไหม?”
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมหน้าเสีย ยังไม่ทันนึกคำตอบออก
“ใช่ เขาเป็นผู้ฝึกอสูร! ที่อกเขายังติดเข็มกลัดผู้ฝึกอสูรอยู่เลย!” นักเรียนหญิงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวความผิดปกติของผู้ชายหน้าเหลี่ยมได้ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
ผู้ฝึกอสูรที่ลงทะเบียนกับสมาพันธ์ล้วนได้รับเข็มกลัดประจำระดับ อย่างเช่นผู้ฝึกอสูรระดับ F ก็จะได้เข็มกลัดพื้นสีขาว มีโลโก้สมาพันธ์ผู้ฝึกอสูรอยู่ด้านบน พร้อมกับตัวอักษร F ประดับอยู่
บางคนก็ชอบติด บางคนก็ไม่ชอบติด ซึ่งพวกที่ไม่ชอบติดส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้ฝึกอสูรระดับต่ำๆ นั่นแหละ
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมตรงหน้ามีเข็มกลัดผู้ฝึกอสูรระดับ E พื้นสีเทาติดหราอยู่ที่หน้าอก
นี่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยเขาก็มีสัตว์อสูรระดับกลางถึงสองตัว
“ลุงช่วยเอาสัตว์อสูรของลุงออกมาให้พวกเราดูหน่อยได้ไหมคะ?” เฉียวซางถามอย่างเป็นมิตร
ผู้ชายหน้าเหลี่ยมอยากจะปฏิเสธ แต่สายตาของคนทั้งรถต่างก็จ้องเขม็งมาที่เขา
“เอาสัตว์อสูรของคุณออกมาให้พวกเราดูหน่อยสิ!”
“นั่นสิ จะกลัวอะไร”
“เมื่อกี้ยังทำกร่างอยู่เลยไม่ใช่เหรอ พูดอะไรหน่อยสิ”
“หรือว่ามีสัตว์อสูรลับๆ ล่อๆ ที่ไม่อยากให้ใครเห็นอยู่ล่ะ?”
สีหน้าของผู้ชายหน้าเหลี่ยมดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวอยู่แล้วยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน เหงื่อที่แผ่นหลังทำให้เสื้อกล้ามสีเทาแนบลู่ไปกับตัว
ในจังหวะที่เขากำลังจนตรอกทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น
“สถานีหย่งหลินแล้วค่ะ ผู้โดยสารที่จะลงกรุณานำสัมภาระของท่านลงที่ประตูด้านหลังด้วยค่ะ”
เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติดังขึ้น
ประตูรถเมล์เปิดออก
(จบตอน)

0 Comments