ตอนที่ 13 มีคนมาหาเธอ
แปลโดย เนสยัง“อ้อ จริงสิ ลูกพี่ขาใหญ่…” ฟางซือซือยังอยากจะพูดอะไรอีก
“เธอเลิกเรียกฉันว่าลูกพี่ขาใหญ่ได้ไหม?” เฉียวซางขัดขึ้นมาทันที
“งั้นเรียก น้องขาเรียว ดีไหมล่ะ?” ฟางซือซือถาม
เฉียวซาง: “…”
ภายใต้สายตาพิฆาตของเฉียวซาง ในที่สุดฟางซือซือก็ยอมเปลี่ยนคำเรียก “เฉียวซาง เธอทำสัญญากับสัตว์อสูรแล้วใช่ไหม?”
ไม่มีผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่คนไหนที่เพิ่งตื่นรู้จะต้านทานความเย้ายวนใจในการรีบไปทำสัญญากับสัตว์อสูรเป็นอันดับแรกได้หรอก
เฉียวซางพยักหน้าโดยไม่ปฏิเสธ
“งั้นเธอ…”
ฟางซือซือเพิ่งจะอ้าปากถามต่อ แต่จู่ๆ เสียงในห้องก็เงียบกริบราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง
พอเงยหน้ามอง ก็เห็นว่าครูประจำชั้นมาแล้วนั่นเอง…
วินาทีต่อมา ฟางซือซือหน้าซีดเผือด
ซวยแล้วๆ การบ้านยังลอกไม่เสร็จเลย!
“อีกห้านาทีไปรวมตัวกันที่สนาม” ครูประจำชั้นพูดประโยคนี้จบก็ปรายตามองมาทางเฉียวซางแวบหนึ่ง
นักเรียนกว่า 4,000 คนและครูอีกกว่า 300 คนของโรงเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิงมารวมตัวกันที่สนามจนมืดฟ้ามัวดิน
“ทำไมถึงมารวมตัวกันทั้งโรงเรียนเลยล่ะเนี่ย?” ฟางซือซือที่ยืนอยู่ข้างหลังเอานิ้วจิ้มๆ เฉียวซาง
“ไม่รู้สิ” เฉียวซางตอบ
เด็ก ม.3 ที่อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบ ปกติแล้วแทบจะไม่มารวมกิจกรรมหน้าเสาธงกับเด็ก ม.1 และ ม.2 ต่อให้โรงเรียนจะบังคับให้มารวมตัว ก็มักจะมีบางห้องที่ได้รับข้อยกเว้นเสมอ
เฉียวซางเงยหน้ามองไปที่โพเดียม พบว่าทั้งผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายปกครอง รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนมากันครบถ้วน ซึ่งถือเป็นภาพที่หาดูได้ยากมากในกิจกรรมหน้าเสาธงตามปกติ
ผู้อำนวยการเฉินหย่งเฟิงกำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยถ้อยคำเดิมๆ ทุกครั้งที่ขึ้นพูดหน้าเสาธงก็มักจะวนเวียนอยู่แค่ไม่กี่ประโยค ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย
เฉียวซางรู้สึกเบื่อหน่ายสุดๆ บนเวทีพูดอะไรเธอก็ไม่ได้ฟังเลยสักนิด
สิบกว่านาทีผ่านไป เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหว เฉียวซางปรบมือตามสัญชาตญาณ
ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งเดินจากฝั่งนักเรียน ม.3 ขึ้นไปบนโพเดียม
“เรียนคุณครูที่เคารพ และสวัสดีเพื่อนๆ นักเรียนที่น่ารักทุกคน ฉันชื่อไต้ซูซู จากชั้น ม.3 ห้อง 9 รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง…”
ตอนแรกก็นึกว่าเป็นแค่การรวมแถวหน้าเสาธงธรรมดาๆ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นงานประกาศเกียรติคุณของไต้ซูซูซะงั้น
ไต้ซูซูคนนี้เฉียวซางไม่เคยพูดคุยด้วยเลย แต่พอคนรอบข้างพูดถึงกันบ่อยเข้า เธอก็พอจะรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายอยู่บ้าง
ฐานะทางบ้านของเธอไม่ค่อยดี เป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับทุนการศึกษาจากโรงเรียน ตลอดสามปีในมัธยมต้น เธอสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นมาตลอด และต่อมาก็ตื่นรู้ด้วยตนเองจนได้โควตาเข้าเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูร ถือเป็นตัวอย่างของบุคคลสู้ชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว
“ได้โควตาแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ บ้านจนซะขนาดนั้น จะมีปัญญาซื้อสัตว์อสูรไหมเถอะ?” เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างขวาพูดเหน็บแนม
“พ่อแม่ก็ไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรทั้งคู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงคลอดลูกออกมาเป็นผู้ฝึกอสูรที่ตื่นรู้ด้วยตนเองได้” มีคนซุบซิบนินทา
เฉียวซางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยพัฒนาการของสังคมผู้ฝึกอสูร มนุษย์รับรู้มานานแล้วว่าการที่ผู้ฝึกอสูรแต่งงานกัน โอกาสที่ลูกจะเกิดมาเป็นผู้ฝึกอสูรนั้นมีสูงกว่ามาก
ยิ่งเป็นผู้ฝึกอสูรระดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะให้กำเนิดลูกที่มีพรสวรรค์สูงตามไปด้วย
ในทางตรงกันข้าม หากทั้งคู่เป็นแค่คนธรรมดา โอกาสที่ลูกจะกลายเป็นผู้ฝึกอสูรก็มีเพียงแค่ 2% เท่านั้น
หากบอกว่าลูกของคนธรรมดายังพอมีโอกาสเป็นผู้ฝึกอสูรอยู่บ้างล่ะก็ โอกาสที่จะมีคนตื่นรู้ด้วยตนเองนั้นแทบจะริบหรี่จนแทบเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้
เฉียวซางเริ่มสนใจขึ้นมา จึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“การที่ฉันได้รับโควตาเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยในครั้งนี้ นอกเหนือจากความพยายามของตัวเองแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นความช่วยเหลือจากคุณครู…”
ขนตาของเฉียวซางกระตุก
พวกเธอต่างก็เป็นผู้ที่ตื่นรู้ด้วยตนเองทั้งคู่ ตอนนี้มีชื่อโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยเข้ามาเอี่ยวด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอีกฝ่าย
พอเอาไปเทียบแล้ว เธอก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา คำกล่าวสุนทรพจน์หลังจากนั้นก็ฟังดูน่าเบื่อไปเลย
พอกลับมาที่ห้องเรียน เฉียวซางก็ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่หนังสือเรียน
ในฐานะนักเรียนมัธยมต้นที่ใกล้จะสอบเข้ามัธยมปลาย เนื้อหาที่ต้องเรียนก็เรียนจบไปนานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการทบทวนบทเรียนและทำข้อสอบ
[เมื่อ 3,000 กว่าปีก่อน เกิดภัยพิบัติจากฟากฟ้า ทั้งแผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน ภูเขาไฟระเบิด และภัยพิบัติครั้งใหญ่หลากชนิด ทำให้คนทั้งโลกตกอยู่ในบรรยากาศวันสิ้นโลก ผู้ฝึกอสูรท่านใดคือผู้ที่หยุดยั้งหายนะครั้งนี้?] [A. เฉินเจียติ้ง] [B. เซินเสี่ยวมาน] [C. หวังเหวินอวี๋] [D. หวังเย่า]
คำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบนี้ เฉียวซางอ่านผ่านตามาไม่น้อยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา 3,000 กว่าปีก่อนไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ต่างหาก
เป็นฝีมือของหวังเย่าที่ใช้สัตว์อสูรของเขาสร้างภัยพิบัติขึ้นมา ในฐานะผู้ฝึกอสูรระดับ SS เขามีพลังอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อคัมภีร์อสูรตื่นขึ้นหลายครั้ง ผู้ฝึกอสูรที่ไปถึงระดับ D จะได้รับการป้อนพลังกลับคืนจากสัตว์อสูรในระดับหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลต่ออายุขัยและสภาพร่างกาย
เมื่อระดับเพิ่มสูงขึ้น การป้อนกลับก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
หากไม่ถูกโจมตีเข้าที่ร่างกายโดยตรง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับบาดเจ็บจากแรงสะเทือนรอบนอก
หวังเย่าอาศัยสภาพร่างกายของผู้ฝึกอสูรระดับ SS ตีฝ่าวงล้อมการกวาดล้างของสมาพันธ์ออกมาได้ แถมยังสังหารผู้ฝึกอสูรไปถึง 223 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้ฝึกอสูรระดับ S ถึง 11 คน
ผู้ฝึกอสูรระดับ S หนึ่งคนต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี สมาพันธ์จึงสูญเสียอย่างหนัก
ต่อมาผู้ฝึกอสูรระดับ SS นามว่าหวังเหวินอวี๋ เดินทางกลับมาจากดาวเคราะห์เหยียนเทียน จึงสามารถปราบหวังเย่าลงได้ ทว่าในการต่อสู้ครั้งนั้น สัตว์อสูรห้าตัวที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอดต้องจบชีวิตลง
นับแต่นั้นมา หวังเหวินอวี๋ก็ปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอก
คำถามนี้ถ้าอ่านไม่ดีก็อาจจะเผลอไปเลือกข้อ D ได้ง่ายๆ
การสอบซ้อมคราวที่แล้วก็มีคำถามข้อนี้ เฉียวซางไม่ได้อ่านคำถามไม่ชัด แต่เพราะใช้สูตรสามยาวหนึ่งสั้นต่างหากถึงได้เลือกข้อ D
เธอจ้องมองคำถาม แล้วกากบาทแก้ไขคำตอบจากครั้งก่อน
“เฉียวซาง มีคนมาหาแน่ะ” เพื่อนนักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ใกล้ประตูตะโกนบอก
เฉียวซางเงยหน้ามองไป ก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนสีซีดจางยืนยิ้มให้เธออยู่ที่หน้าประตู
“ไต้ซูซูนี่นา เธอไปรู้จักกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” ฟางซือซือถามด้วยความประหลาดใจ
ไต้ซูซูเป็นคนดังของโรงเรียน ย่อมได้รับความสนใจจากเพื่อนในห้องเป็นธรรมดา หลายคนชะโงกหน้ามองมา
“ไม่รู้จักสักหน่อย” เฉียวซางเองก็งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน
เธอเดินออกไป
“มาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า?” เฉียวซางถามด้วยสีหน้าฉงน
เธอแน่ใจว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับไต้ซูซูเลย คนนึงเป็นเด็กเรียนเก่ง อีกคนเป็นเด็กเรียนห่วย อยู่ก็คนละห้อง ใกล้จะจบการศึกษาอยู่แล้ว เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าอีกฝ่ายมาหาเธอทำไม
“เรื่องคราวก่อน ฉันขอโทษแทนแม่ด้วยนะ” ไต้ซูซูกล่าว
เธอมีใบหน้าที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ และด้วยความที่ขาดสารอาหาร จึงทำให้เธอดูอ่อนแอบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
“เรื่องอะไรล่ะ?” เฉียวซางเลิกคิ้ว
“คุณน้าไม่ได้บอกเธอเหรอ? เมื่อวันศุกร์ที่แล้วแม่ฉันพูดจาไม่ค่อยดีกับคุณน้าไปหน่อย ตอนนั้นมีแต่คุณครูอยู่เต็มไปหมด ฉันก็เลยสอดปากพูดอะไรไม่ได้ คุณน้ากลับไปแล้วสบายดีไหม?” ไต้ซูซูพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เฉียวซางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น “แม่เธอพูดว่าอะไรบ้าง?”
ไต้ซูซูทำหน้าสำนึกผิด “ก็คำพูดแย่ๆ ทั่วไปนั่นแหละ แม่ฉันไม่ได้ตั้งใจหรอก คุณน้าเองก็สวนกลับมาเหมือนกัน”
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่คุณครูเห็นท่าไม่ดีกลัวพวกเธอจะตีกัน ก็เลยเชิญคุณน้าออกไป ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย”
เฉียวซางทำหน้านิ่ง “ครูเชิญแม่ฉันออกไป แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ?”
ไต้ซูซูสางผมตัวเองเบาๆ “ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณครูก็คงไม่เชิญคุณน้าออกไปหรอก”
“เข้าใจละ” เฉียวซางถามย้ำอีกครั้ง “ตกลงตอนนั้นแม่เธอพูดว่าอะไรกันแน่?”
ไต้ซูซูก้มหน้าลง เดิมทีเธอก็เตี้ยกว่าเฉียวซางอยู่แล้ว พอก้มหน้าลงก็ยิ่งมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ
“แม่บอกว่าที่เธอเรียนหนังสือไม่เก่งก็เพราะไม่มีพ่อคอยอบรมสั่งสอน อาศัยโชคช่วยถึงได้ตื่นรู้ด้วยตนเอง แถมยังบอกอีกว่าคุณน้าดุขนาดนั้น มิน่าล่ะถึงได้โดนทิ้ง”
เธอเงยหน้าขึ้นมาด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ตกลงว่าเธอตื่นรู้ด้วยตนเองจริงๆ เหรอ?”
(จบตอน)

0 Comments