ตอนที่ 100 บินหารกันไหม
แปลโดย เนสยังหมาเขี้ยวไฟตื่นมาค้นกระเป๋าเป้ตั้งแต่เช้าตรู่ หาอยู่นานสองนานก็ไม่เจอแว่นตากันแดดอันที่มันอยากใส่สักที
มันหยุดค้นกระเป๋า เอียงคอทำหน้างง
มันจำได้ว่าแว่นตากันแดดสีชมพูแปร๊ดอันนั้นมันอยู่ในกระเป๋าเป้นี่นา
หมาเขี้ยวไฟไม่ได้มานั่งกลุ้มใจอยู่นาน มันหันไปหาเฉียวซางทันที
มีอะไรก็ไปถามผู้ฝึกอสูรของมันนั่นแหละง่ายสุด
หมาเขี้ยวไฟคาบกระเป๋าเป้ไปหาเฉียวซางที่กำลังมัดผมหางม้าอยู่
“โฮ่ง!”
“โฮ่งๆ!”
เฉียวซางมัดหนังยางรอบสุดท้ายเสร็จก็ตอบกลับหน้าตาเฉย “อันนั้นเหรอ ฉันก็ลืมไปแล้วว่าเอาไปไว้ไหน แกใส่อันสีแดงไปก่อนละกัน มันเข้ากับสีขนของแกดี ใส่แล้วหล่อสุดๆ ไปเลย”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยที่กำลังจะถอดห่วงบนหัวออกถึงกับอึ้งไปเลย
ผู้ฝึกอสูรของมันเพิ่งจะเอาแว่นตากันแดดสีชมพูอันนั้นมาฝากไว้ในห่วงของมันเมื่อคืนนี้เองไม่ใช่เหรอ?
ผีค้นสมบัติตัวน้อยหันไปมองผู้ฝึกอสูรของมัน ก็เห็นเธอแอบขยิบตาให้พอดี
มันเข้าใจแล้วล่ะ
ผู้ฝึกอสูรของมันตั้งใจนี่เอง
“จ๊วบ…” ผีค้นสมบัติตัวน้อยรีบเอามือปิดปากโดยสัญชาตญาณ
ที่แท้มันก็คือความลับนี่เอง!
พอหมาเขี้ยวไฟได้ยินแบบนั้นก็ลืมแว่นตากันแดดอันที่ตั้งใจจะหาไปซะสนิท รีบก้มลงไปคุ้ยหาแว่นตากันแดดทรงสามเหลี่ยมสีแดงมาใส่ทันที
“โฮ่ง!”
พอใส่แว่นตากันแดดเสร็จ มันก็กระดิกหางเห่าเรียกเฉียวซาง
“หล่อมากเลย!” เฉียวซางเอ่ยชมอย่างจริงใจ
ถ้าให้เทียบกับแว่นตากันแดดรูปหัวใจสีชมพูอันนั้นล่ะก็ จะให้ใส่อันไหนก็ดูดีกว่าทั้งนั้นแหละ
“โฮ่ง”
หมาเขี้ยวไฟกระดิกหางแรงกว่าเดิมอีก
น่าเสียดายที่นี่ไม่มีกระจกบานใหญ่เหมือนที่บ้าน ไม่งั้นมันคงไปยืนส่องดูความหล่อของตัวเองแล้ว
……
เฉียวซางก็เคยผ่านการแข่งขันอย่างเป็นทางการมาแล้วเหมือนกัน พอต้องมาเจอการแข่งขันมาราธอนผลัดครั้งนี้ เธอจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด
ยังไงก็แค่มาเป็นตัวประกอบอยู่แล้ว…
แต่พอมาถึงสถานที่จัดงานจริงๆ เธอก็ยังต้องอึ้งกับภาพบรรยากาศการแข่งขันอยู่ดี
ถนนผิงเซียง
จุดเริ่มต้นของการแข่งขัน
สองข้างทางตั้งแต่ต้นซอยยันสุดซอยมีผู้คนยืนเบียดเสียดกันจนแน่นขนัด
พอเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นลู่วิ่งที่สร้างขึ้นจากปุยเมฆ ซึ่งเป็นฝีมือของสัตว์อสูรสายบิน ทอดยาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกไกลสุดลูกหูลูกตา
สองข้างทางของลู่วิ่งปุยเมฆ มีผู้ฝึกอสูรกว่าหลายสิบคนกำลังขี่สัตว์อสูรสายบินอยู่
ไม่รู้ว่าเป็นทีมงานหรือแค่พวกมามุงดูเฉยๆ
เฉียวซางมองดูฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกันอยู่สองข้างถนน แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนทั้งตำบลฉีถังพากันมาอยู่ที่นี่หมดเลยหรือเปล่าเนี่ย
ผีค้นสมบัติตัวน้อยเกาะอยู่บนหัวเฉียวซาง กะพริบตาปริบๆ มองดูรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มันได้เห็นคนเยอะขนาดนี้
ไม่นาน มันก็เผลอสบตากับคนหลายคน
แล้วคนพวกนั้นก็ส่งยิ้มให้มัน
ผีค้นสมบัติตัวน้อยชะงักไปนิดนึง รู้สึกงงๆ
“จ๊วบ?”
เมื่อก่อนเวลาใครเผลอสบตากับมัน ก็มักจะหลบตาหนีด้วยความกลัวตลอดนี่นา
ทำไมครั้งนี้ถึงไม่เหมือนเดิมล่ะ?
“ซางซาง มาทางนี้มารับอุปกรณ์เร็ว” เยี่ยหรั่นหรั่นกวักมือเรียกจากจุดที่มีป้ายติดไว้ว่า ‘จุดตรวจผู้เข้าแข่งขัน’
“ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าจะมากันเยอะขนาดนี้” เฉียวซางเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยอย่างทึ่งๆ
“น่าจะมากันทั้งตำบลเลยมั้ง ปกติก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมบันเทิงอะไรให้ทำหรอก การแข่งขันของผู้ฝึกอสูรแบบนี้ ทุกคนก็ไม่อยากพลาดกันทั้งนั้นแหละ” เยี่ยหรั่นหรั่นบอก
เฉียวซางพยักหน้าเห็นด้วย ในเมืองมีผู้ฝึกอสูรเยอะ การแข่งขันก็มีเยอะตามไปด้วย ถ้าเป็นการแข่งขันเล็กๆ ที่ไม่ได้โปรโมตอะไร ก็แทบจะไม่มีใครสนใจหรอก
การแข่งขันร้อยหน้าใหม่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเลยล่ะ
แต่ในตำบลแบบนี้ ผู้ฝึกอสูรก็มีน้อย การแข่งขันก็น้อยตามไปด้วย ขอแค่มีข่าวคราวเรื่องการแข่งขันของผู้ฝึกอสูรหลุดออกมานิดเดียว ก็ไม่ต้องโปรโมตอะไรให้วุ่นวายหรอก แค่ปากต่อปากก็รู้กันไปทั่วแล้ว
“ซางซาง เดี๋ยวแกไม่ต้องตื่นเต้นนะ ทำใจให้สบายเข้าไว้” ลุงสามที่ยืนอยู่ข้างๆ โพล่งขึ้นมาดื้อๆ
เฉียวซาง: “…”
ถึงจะแปลกใจที่เห็นคนมาเยอะขนาดนี้ แต่เธอไม่ได้ตื่นเต้นเลยจริงๆ นะ ก็เธอไม่ได้เป็นคนวิ่งเองซะหน่อย…
“หยาเป่า แกตื่นเต้นไหม?” เฉียวซางก้มลงถาม
“โฮ่ง”
หมาเขี้ยวไฟสวมแว่นตากันแดดทำหน้าสุดคูล ชูนิ้วสั้นๆ ตรงกลางกรงเล็บขวาขึ้นมาส่ายไปมา
“ลุงสาม พวกเราไม่ตื่นเต้นหรอกค่ะ ลุงก็ไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ” เฉียวซางเงยหน้าขึ้นมาบอก
ลุงสาม: “…อืม”
เฉียวซางต่อคิวรับป้ายหมายเลขมาสองแผ่น แล้วเอาไปติดให้หมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติตัวน้อย
หมาเขี้ยวไฟได้หมายเลข A071 ส่วนผีค้นสมบัติตัวน้อยได้หมายเลข C166
ป้ายหมายเลขผู้เข้าแข่งขันจะมีตัวอักษร A, B และ C นำหน้า
ซึ่งหมายถึง ช่วงแรกทางบก, ช่วงที่สองทางน้ำ และช่วงที่สามทางอากาศ ตามลำดับ
ป้ายหมายเลขพวกนี้ไม่ได้มีแค่หมายเลขประจำตัวผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น แต่ข้างในยังฝังชิปจับเวลาเอาไว้ด้วย เวลาที่วิ่งผ่านจุดจับเวลา ระบบก็จะอ่านข้อมูลเวลาที่มาถึง แล้วส่งไปที่ระบบส่วนกลางเพื่อคำนวณผลการแข่งขัน
“ลุงไปรอที่ช่วงที่สองก่อนนะ ป้าสะใภ้สามกับจิ้งเหวินรออยู่ที่นู่นแล้ว ไว้เจอกันนะ” ลุงสามบอก
“ลุงสาม ลุงสบายใจได้เลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง” เยี่ยหรั่นหรั่นบอก
เฉียวซางพยักหน้าเห็นด้วย
สัตว์อสูรที่ลุงสามส่งลงแข่งคือ จระเข้โคลนคำราม กับ ปลาหมึกพ่นหมึก ซึ่งทั้งคู่ต้องแข่งในช่วงที่สอง
พอลุงสามเดินไปแล้ว เยี่ยหรั่นหรั่นก็พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวพี่ให้คุณน้าหลินขับรถไปส่งเธอที่หมู่บ้านจิ่นซงดีกว่า คุณน้าหลินเธอก็รู้จักนี่นา คนที่ไปเขาหวงหมิงกับพี่คราวก่อนน่ะ เขาชื่นชมเธอมากเลยนะ ช่วงนี้พูดถึงเธอให้พี่ฟังบ่อยมากเลย”
จิ้งจอกหางทะเลทรายของเยี่ยหรั่นหรั่นเป็นไม้แรกของช่วงทางบก
ส่วนหมาเขี้ยวไฟของเฉียวซางเป็นไม้ที่สอง ซึ่งต้องไปรอรับช่วงต่อที่หมู่บ้านจิ่นซง ที่อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นตั้ง 10 กิโลเมตร
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูไปเองดีกว่า ไม่อยากไปรบกวนคนอื่นเขา อีกอย่างตอนนี้คนเต็มถนนไปหมด ขับรถไปก็คงไม่สะดวกหรอกค่ะ” เฉียวซางปฏิเสธ
“เอาล่ะ งั้นถ้าอาโม่ใกล้จะถึงหมู่บ้านจิ่นซงเมื่อไหร่ พี่จะโทรบอกก็แล้วกัน” เยี่ยหรั่นหรั่นก็ไม่ฝืน
……
30 นาทีต่อมา เฉียวซางเริ่มจะเสียใจแล้วที่ปฏิเสธไป
เพิ่งจะเคยลงแข่งแบบนี้เป็นครั้งแรกก็เลยไม่มีประสบการณ์
ใครก็ได้ช่วยบอกเธอทีว่าทำไมไม้แรกกับไม้สองมันถึงได้อยู่ห่างกันขนาดนี้!
เฉียวซางปั่นจักรยานไปตามถนนอย่างเอาเป็นเอาตาย
การแข่งขันเริ่มหรือยังเนี่ย?
น่าจะเริ่มแล้วแหละมั้ง…
หวังว่าจิ้งจอกหางทะเลทรายที่เป็นไม้แรกคงจะไม่วิ่งไปถึงก่อนที่เธอจะไปถึงหรอกนะ!
“โฮ่ง!”
“โฮ่ง!”
หมาเขี้ยวไฟนั่งอยู่ในตะกร้าหน้ารถ เห่าให้กำลังใจ
ผีค้นสมบัติตัวน้อยใช้กรงเล็บทั้งสองข้างกำผมของเฉียวซางไว้แน่น ดวงตากลมโตถูกลมพัดจนหยีลงกลายเป็นเส้นตรง
เฉียวซางปั่นจักรยานไปใจก็เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ
รู้งี้ติดรถคนอื่นมาก็ดีหรอก
ไม่น่าหาเรื่องปั่นจักรยานมาเองเลย…
เอาล่ะสิ ตอนแรกกะว่าจะมาเป็นตัวประกอบชิลๆ ตอนนี้แค่จะไปเป็นตัวประกอบก็ยังหืดขึ้นคอเลย…
“น้องสาว บินหารกันไหมจ๊ะ?”
เฉียวซางเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง
ก็เห็นนกกระจอกปีกแหลมยักษ์ตัวหนึ่งกำลังบินอยู่เหนือหัวเธอ บนหลังนกมีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงหนึ่งคนนั่งอยู่
ผู้ชายที่นั่งหน้าสุดดูอายุประมาณ 40 กว่าๆ ส่วนผู้ชายกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหลังดูอายุประมาณยี่สิบต้นๆ
เฉียวซางปั่นจักรยานไปพลางตะโกนถามไปพลาง “หนูจะไปหมู่บ้านจิ่นซง ผ่านไหมคะ!”
นกกระจอกปีกแหลมยักษ์บินขนาบมาทางขวาของเธอ
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าได้ยินก็ตอบอย่างดีใจ “ผ่านๆ! สองคนนี้ก็จะไปหมู่บ้านจิ่นซงพอดี ลุงคิด 800 เหรียญละกัน ไปไหม?”
หนุ่มสาวสองคนที่นั่งอยู่ข้างหลังมองหน้ากันอย่างรู้ทัน นี่เห็นว่าเป็นเด็กก็เลยกะจะฟันกำไรล่ะสิ
พวกเขาสองคนหารกันยังตกคนละ 600 เหรียญเลย แต่ดันมาเรียกเก็บกับเด็กตั้ง 800 เหรียญ
เฉียวซางไม่เคยเสียเงินค่าบินมาก่อนหรอกนะ แต่แม่เธอเป็นมืออาชีพด้านการรับจ้างพาคนบิน
ถึงจะเป็นการบินชมวิวก็เถอะ แต่เธอก็พอจะรู้เรทราคาเรื่องพวกนี้อยู่
“400 ไปไหมคะ!” เฉียวซางตะโกนต่อรอง
ชายวัยกลางคนตอบตกลงทันที “ไป!”
หนุ่มสาวสองคนถึงกับอึ้งไปเลย สรุปว่าคนที่โดนฟันกำไรก็คือพวกเขาสินะ?!
(จบตอน)

0 Comments