You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

มณฑลเจ้อไห่ เมืองหางกั่ง โรงเรียนมัธยมต้นเหวินเฉิง ชั้น ม.3 ห้อง 7

“ความก้าวหน้าของการสอบซ้อมครั้งนี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน โดยเฉพาะนักเรียนฉินโส่วที่สอบได้อันดับสองของระดับชั้น ขาดอีกแค่ 2 คะแนนก็จะได้คะแนนเต็มแล้ว พวกเธอต้องเรียนรู้จากเขาให้มากๆ”

“นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้ดีมาก แต่กลับมีนักเรียนบางคนที่ไม่คิดจะพัฒนาตัวเองถึงขั้นสอบได้ศูนย์คะแนน ดึงคะแนนเฉลี่ยของห้องให้ตกฮวบลงมาอย่างหน้าตาเฉย”

“ครูจะไม่ขอเอ่ยชื่อตรงนี้ก็แล้วกัน หวังเพียงว่านักเรียนคนนี้จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เหลือเวลาอีกแค่ 21 วันก็จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว ด้วยคะแนนแค่นี้ อย่าว่าแต่โรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรเลย แม้แต่โรงเรียนอาชีวะธรรมดาก็ยังสอบไม่ติด”

ครูประจำชั้นทรงผมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน [1] ปรายตามองไปยังที่นั่งริมหน้าต่างแถวรองสุดท้ายทางขวาสุด เห็นเพียงเด็กสาวมัดผมหางม้าที่นั่งอยู่ตรงนั้นกำลังนั่งหลังตรงเป๊ะด้วยท่าทีสำรวม ราวกับเป็นนักเรียนดีเด่นก็ไม่ปาน

มุมปากของเขากระตุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จะมาแกล้งทำตัวดีอะไรตอนนี้! ที่พูดอยู่น่ะหมายถึงเธอนั่นแหละ!

เฉียวซางย่อมรู้ดีว่าคนที่ครูประจำชั้นพูดถึงคือตัวเอง แต่เธอจะทำยังไงได้ล่ะ ก็เธอไม่ใช่เฉียวซางของโลกใบนี้นี่นา

เธอเพิ่งจะทะลุมิติมาเมื่อสองวันก่อน ยังไม่ทันจะได้ปรับตัวก็ต้องมาเจอกับการสอบซ้อมเสียแล้ว

ทว่าก็เป็นแค่การสอบซ้อมของเด็กมัธยมต้นเท่านั้น แน่นอนว่าเธอไม่กลัวหรอก ชาติที่แล้วยังไงซะเธอก็เป็นถึงนักเรียนหัวกะทิที่สอบติดมหาวิทยาลัยในโครงการ 985 [2] เชียวนะ

แต่พอได้กระดาษข้อสอบมาอยู่ในมือ เธอก็ถึงกับมึนตึ้บ

[การตื่นขึ้นของสมองมนุษย์จะก่อให้เกิดสิ่งใด?] [เกล็ดหัวใจมีแรงดึงดูดต่อสัตว์อสูรชนิดใด และมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง?] [ร่างวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของปลาไหลเหม็นคืออะไร?] [ดาวเคราะห์ที่มนุษยชาติอพยพไปตั้งถิ่นฐานแล้วมีดาวอะไรบ้าง?]

นี่… คำถามพวกนี้มันคืออะไรกันเนี่ย?!

สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือก ข้อสอบปรนัยเธอจึงทำได้แค่งัดสูตร ‘สามยาวหนึ่งสั้นให้เลือกสั้น สามสั้นหนึ่งยาวให้เลือกยาว’ มาใช้ ส่วนข้อสอบอัตนัยก็เขียนมั่วๆ ลงไป และข้อสอบแบบถามตอบก็ส่งกระดาษเปล่ามันซะเลย

ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เฉียวซางได้ปรับตัวเข้ากับร่างกายนี้แล้ว ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เธอพอจะเข้าใจโลกใบนี้คร่าวๆ

โลกใบนี้เป็นโลกที่มีการฝึกสัตว์อสูรเป็นหลัก นับตั้งแต่มนุษย์ค้นพบว่าตนเองสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้จนถึงปัจจุบัน ก็ได้มีการพัฒนามานานถึง 32.05 ล้านปีแล้ว จนก่อเกิดเป็นระบบสังคมผู้ฝึกอสูรที่สมบูรณ์แบบ

แม้จะบอกว่าเป็นยุคสมัยแห่งการฝึกอสูร แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้ฝึกอสูรได้ เมื่อมนุษย์อายุครบ 15 ปี สมองจะสามารถถูกกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กเพื่อปลุก ‘คัมภีร์อสูร’ ขึ้นมา

คัมภีร์อสูรที่ว่านี้เป็นทั้งพันธสัญญาและมิติพื้นที่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หากอายุ 15 ปีแล้วแต่สมองยังไม่สามารถตื่นขึ้นได้ เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าชาตินี้คงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝึกอสูรอีกต่อไป

แม้ยุคแห่งการฝึกอสูรจะพัฒนามาหลายสิบล้านปี แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถปลุกคัมภีร์อสูรได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้ว ในการสอบเข้ามัธยมปลายระดับประเทศ มีผู้เข้าสอบที่สามารถปลุกคัมภีร์อสูรได้เพียง 73% ส่วนอีก 27% นั้นไม่สามารถปลุกได้ ต่อให้ในหมู่พวกเขาจะมีคนที่เรียนเก่งระดับเทพบุตร ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรได้

และผู้ที่ไม่สามารถฝึกอสูรได้ก็ทำได้เพียงกลายเป็นคนธรรมดาสามัญ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในชนชั้นล่างของสังคม

นี่เป็นปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงอย่างมาก หากคุณฝึกอสูรไม่ได้ คุณอาจจะทำงานแบกอิฐไม่ได้ด้วยซ้ำ

ในเมื่อมีสัตว์อสูรที่สามารถแบกอิฐได้ครั้งละหลายร้อยหรือหลายพันกิโลกรัมด้วยมือเปล่า ใครเขาจะไปใช้แรงงานคนให้เสียเวลาและเปลืองแรงกันล่ะ

แม้แต่งานเสิร์ฟอาหารก็เช่นกัน ต่อให้ต้องจ่ายค่าจ้างแพงกว่ามนุษย์หลายเท่า ร้านอาหารก็ยังเต็มใจที่จะจ้างสัตว์อสูรมาเสิร์ฟอยู่ดี เพราะมันสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากกว่า

ในโลกที่สามัญสำนึกทางสังคมแตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิงแบบนี้ เฉียวซางในฐานะนักเรียนมัธยมต้นที่ใกล้จะสอบเข้ามัธยมปลายรู้สึกร้อนรนใจเป็นอย่างมาก!

เมื่อก่อน ‘ความรู้เปลี่ยนโชคชะตา’ แต่ตอนนี้ ‘การฝึกอสูรเปลี่ยนชีวิต’

แม้เธอจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่เจ้าของร่างเดิมดันเป็นพวกเรียนห่วยแตกน่ะสิ!

ผลการเรียนรั้งตำแหน่งรองบ๊วยอันดับสามของห้องมาตลอดทั้งปี การสอบซ้อมเมื่อเดือนที่แล้วถือว่ามีพัฒนาการขึ้นมาหน่อย สอบได้ที่โหล่อันดับสี่ของห้อง

แต่ที่ได้อันดับนั้นมาก็เป็นเพราะเจ้าของตำแหน่งที่โหล่อันดับสี่คนก่อนดันท้องเสียในวันสอบ เลยต้องสละสิทธิ์สอบไปถึงสองวิชาต่างหากล่ะ

อีก 21 วันก็จะสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำหรอกนะ ตอนนี้ขอแค่มีโรงเรียนมัธยมปลายให้เรียนก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว

เฉียวซางตั้งใจฟังครูสอน จดเลกเชอร์ และนั่งอ่านหนังสือเรียนต่อไปจนกระทั่งหมดคาบ ราวกับกำลังงัดเอาทัศนคติช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอดีตมาใช้อย่างไรอย่างนั้น

“เฉียวซาง ไข่ต้มที่ครูประจำชั้นพูดถึงน่ะคือเธอใช่ไหม” ฟางซือซือ เพื่อนร่วมโต๊ะกดเสียงต่ำกระซิบถามพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

เธอไม่ได้ถามด้วยความสงสัยแต่เป็นการเจาะจงต่างหาก แม้ครูประจำชั้นจะไม่ได้ระบุชื่ออย่างชัดเจนว่าเป็นใคร แต่ใครใช้ให้เฉียวซางหยิบกระดาษข้อสอบที่ได้คะแนนศูนย์มาจดเลกเชอร์อย่างเปิดเผย โดยไม่คิดจะปิดบังคะแนนกันล่ะ

เฉียวซางพยักหน้ารับ

ในความทรงจำของเฉียวซาง เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้ ไม่ว่าจะกินหรือเที่ยวพวกเธอก็มักจะไปด้วยกันเสมอ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเธอสนิทกันมากขนาดนี้ ก็เพราะยัยเพื่อนคนนี้เป็นพวกเรียนห่วยแตกเหมือนกันนั่นเอง

ฟางซือซือก็คือคนที่ท้องเสียตอนสอบซ้อมเมื่อเดือนที่แล้ว จนกลายมาเป็นที่โหล่อันดับสามแทนที่เธอนั่นแหละ

“สุดยอดไปเลย ฉันเห็นเธอทำข้อสอบปรนัยทุกข้อนะ แต่กลับไม่ได้คะแนนเลยสักคะแนนเดียว ความยากระดับนี้สูสีกับพวกที่สอบได้คะแนนเต็มเลยนะเนี่ย” ฟางซือซือยกนิ้วโป้งให้อย่างเลื่อมใส

เฉียวซางถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก เรื่องนี้จะโทษเธอได้ยังไงล่ะ? ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้สูตร ‘สามยาวหนึ่งสั้นให้เลือกสั้น’ นั่นแหละ!

“แล้วเธอสอบได้กี่คะแนนล่ะ?” เฉียวซางถามกลับ

“263 คะแนน พัฒนาจากครั้งที่แล้วตั้ง 98 คะแนนแน่ะ” ฟางซือซือพูดอย่างภูมิใจนิดๆ

สมกับที่เป็นเด็กเรียนห่วย สอบเพิ่มมาตั้งสองวิชายังได้คะแนนเพิ่มมาแค่ 98 คะแนนเอง

แต่ประโยคนี้เฉียวซางทำได้แค่บ่นในใจเท่านั้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็เป็นพวกเรียนห่วยแตกเหมือนกัน ก็อย่าทำร้ายจิตใจกันเองเลยดีกว่า

“สอบได้ไม่เลวเลยนี่”

คำพูดนี้เฉียวซางไม่ได้ฝืนใจพูดออกมาแต่อย่างใด แม้ว่าในสายตาเธอคะแนนของเพื่อนร่วมโต๊ะจะดูแย่ไปสักหน่อย แต่เมื่อเทียบกับระดับ 200 คะแนนของอีกฝ่ายในอดีตแล้ว ก็ถือว่าเห็นพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาได้ชัดเจนจริงๆ

“แหงล่ะสิ ช่วงนี้แม่ฉันจ้องฉันตาเป็นมันทุกวันเลย…”

พูดยังไม่ทันจบ คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฟางซือซือก็หันหน้ากลับมาแล้วพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นว่า “นี่ พวกเธอว่าเรื่องที่ไต้ซูซูห้องเก้าได้โควตาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหลีถานเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”

ฟางซือซือถอนหายใจ “ลือกันซะขนาดนี้ก็ต้องเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วแหละ”

เฉียวซางนั่งพลิกหนังสือเรียนอยู่ด้านข้าง

ไต้ซูซูที่พวกเธอพูดถึงคือคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของระดับชั้นในการสอบซ้อมครั้งนี้ ในมุมมองของเธอ การที่อันดับหนึ่งของสายชั้นจะได้โควตาเข้าเรียนมัธยมปลายนั้นไม่ใช่เรื่องน่าซุบซิบอะไรเลย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้คือการอ่านหนังสือและจำประเด็นสำคัญให้ได้ต่างหาก

“ได้ยินมาว่าเธอได้โควตาก็เพราะ ‘ตื่นรู้ด้วยตนเอง’ ล่ะ” เพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเฉียวซางก็หันกลับมาร่วมวงสนทนาด้วย

คราวนี้เฉียวซางเงยหน้าขึ้นมาทันที

โรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรเปิดรับสมัครผู้ฝึกอสูรในอนาคต ดังนั้นเรื่องที่สมองจะสามารถตื่นขึ้นได้หรือไม่ย่อมต้องมาเป็นอันดับแรก ผู้ที่สามารถตื่นรู้ด้วยตนเองได้สำเร็จมักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคตที่สูงกว่าผู้ที่ตื่นรู้ผ่านการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก

เมื่อ 3,000 กว่าล้านปีก่อน ผู้ฝึกอสูรกลุ่มแรกที่ตื่นขึ้นล้วนเป็นการตื่นรู้ด้วยตนเองทั้งสิ้น ในตอนนั้นสัดส่วนของผู้ฝึกอสูรคิดเป็นเพียง 0.01% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือเป็นหนึ่งในหมื่นอย่างแท้จริง

จนกระทั่งเมื่อ 2,563 ปีก่อน นักวิจัยนามว่าเฉินเล่อเซินได้ค้นพบว่าสมองของมนุษย์สามารถถูกกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กเพื่อปลุกคัมภีร์อสูรขึ้นมาได้ โลกถึงได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการฝึกอสูรอย่างแท้จริง

แต่ผู้ที่สามารถตื่นรู้ด้วยตนเองได้สำเร็จ ก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พวกเขาอยู่ดี

“ตื่นรู้ด้วยตนเองงั้นเหรอ?” ฟางซือซือจมอยู่ในห้วงความคิด “พวกเธอว่าตอนนี้ฉันไปเกาะขาเธอไว้จะยังทันไหมเนี่ย?”

เพื่อนที่นั่งอยู่หน้าฟางซือซือส่ายหัว “เลิกคิดไปได้เลย คนเขาได้โควตาแล้วคงไม่มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่โรงเรียนหรอก ถ้าเธอรู้ตัวล่วงหน้าว่ามีที่เรียนมัธยมปลายแล้ว เธอจะยังมาโรงเรียนอีกไหมล่ะ?”

ฟางซือซือเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ถ้าฉันตื่นรู้ด้วยตนเองได้สำเร็จ ต่อให้คะแนนวิชาการไม่ผ่านเกณฑ์จะยังได้โควตาอยู่ไหม?” เฉียวซางสูดหายใจเข้าลึก สีหน้าจริงจังเป็นอย่างมาก

คำถามนี้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดสายตาของทั้งสามคนให้หันมามองที่เธอ

“อย่าว่าแต่ไม่ผ่านเกณฑ์เลย ต่อให้เธอสอบได้ศูนย์คะแนนก็ยังมีโรงเรียนอ้าแขนรับเธอเลย” เพื่อนที่นั่งหน้าเฉียวซางเอ่ยแซว

“เลิกเพ้อเจ้อเถอะ คนที่ตื่นรู้ด้วยตนเองได้สำเร็จล้วนแต่เป็นเทพแห่งการเรียนทั้งนั้น ไม่มีส่วนของเด็กเรียนห่วยแตกหรอก” ฟางซือซือตบไหล่เฉียวซางเบาๆ “เมื่อสองวันก่อนฉันก็เพิ่งจะฝันอะไรแบบนี้เหมือนกัน”

เฉียวซางก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร

ทั้งสามคนคิดว่าเธอถูกทำร้ายจิตใจเข้าให้แล้ว จึงไม่พูดถึงเรื่องการตื่นรู้ด้วยตนเองอีก

ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเฉียวซางต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการกลั้นความรู้สึกที่อยากจะเงยหน้าหัวเราะร่าออกมาให้ลั่น

ตื่นรู้ด้วยตนเอง!

ตอนที่เธอเพิ่งทะลุมิติมา เธอก็ตื่นรู้ด้วยตนเองสำเร็จแล้วนี่!

เพียงแต่ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร นึกว่าเป็นนิ้วทองคำ [3] อะไรทำนองนั้นเสียอีก มารู้ทีหลังตอนที่ความทรงจำหลอมรวมกันแล้วว่ามันคือคัมภีร์อสูรที่จะตื่นขึ้นเมื่ออายุครบ 15 ปี

ในเมื่อคนส่วนใหญ่ก็จะตื่นรู้ตอนอายุ 15 ปีเหมือนกัน เธอเลยไม่ได้ใส่ใจอะไร ไม่คิดเลยว่าช่องว่างความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้จะมากมายขนาดนี้!

ถ้าไม่บอกว่าร่างเดิมของเฉียวซางเป็นเด็กเรียนห่วย ตอนที่ความทรงจำหลอมรวมกันในตอนแรก เธอคงไม่รู้เลยว่าความแตกต่างระหว่างการตื่นรู้ด้วยตนเองกับการตื่นรู้ด้วยการกระตุ้นจากคลื่นแม่เหล็กจะแตกต่างกันอย่างลิบลับขนาดนี้

…… ……

เมื่อไม่มีแรงกดดันจากการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว สภาพจิตใจของเฉียวซางตอนอ่านหนังสือก็ผ่อนคลายลงมาก เวลาเจอเกร็ดความรู้บางอย่างเธอก็ไม่ได้เพียงแค่ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

[เต่าน้ำลึก เป็นธาตุดิน มักอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนของทะเลทราย ขอบตามีสีดำ ไม่ถนัดว่ายน้ำ]

แกเป็นเต่าน้ำแต่ดันว่ายน้ำไม่เก่งเนี่ยนะ? ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วแกจะชื่อเต่าน้ำลึกเพื่อ?! แล้วแกเป็นเต่าน้ำทำไมถึงเป็นธาตุดินแทนที่จะเป็นธาตุน้ำล่ะวะ?

[หนูเหล็กกล้าไม่ควรตากฝน เพราะร่างกายจะเกิดสนิมได้ง่าย ชื่นชอบแสงแดด]

แกเป็นถึงสัตว์อสูรทำไมถึงขึ้นสนิมได้ล่ะเนี่ย? ในเมื่อเป็นธาตุเหล็กแล้วยังเป็นสนิมตอนตากฝนเหมือนเหล็กจริงๆ แล้วทำไมถึงยังชอบแสงแดดอีกล่ะ? ไม่กลัวว่าจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนเป็นสนิมหรือไง?

ข้อมูลสามัญสำนึกที่เห็นมีมากซะจนทำให้เธออยากจะบ่นออกมาดังๆ

แต่ก็เพราะเหตุนี้ การอ่านเนื้อหาเหล่านี้จึงไม่ได้ทำให้เฉียวซางรู้สึกทุกข์ทรมานแต่อย่างใด กลับรู้สึกสนุกเสียด้วยซ้ำ และสามารถจดจำมันได้โดยไม่ต้องฝืนท่องเลย

ไม่นานโรงเรียนก็เลิก

เฉียวซางเก็บของเสร็จแต่ยังไม่ทันได้ลุกจากที่นั่ง เด็กสาวสวมแว่นตากรอบดำคนหนึ่งก็เดินเข้ามา “เฉียวซาง ครูประจำชั้นเรียกให้ไปพบที่ห้องพักครูน่ะ”

เฉียวซางชะงักไปครู่หนึ่ง “ฉันรู้แล้ว”

เด็กสาวสวมแว่นตาคนนี้ชื่อหม่าเสี่ยว เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของห้อง เธอคุ้นชินกับการที่ครูเรียกเฉียวซางไปพบที่ห้องพักครูแบบนี้จนไม่รู้สึกแปลกใจอะไรแล้ว

ในฐานะที่เป็นที่โหล่อันดับสามขาประจำของห้อง เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเฉียวซางไปเสียแล้ว

ร่างเดิมของเฉียวซางน่ะชินแล้ว แต่เฉียวซางคนปัจจุบันนี้ไม่ชินด้วยหรอกนะ

โดยเฉพาะตอนที่น้ำลายของครูประจำชั้นกระเด็นใส่หน้าเธอแบบนี้

“เธอเป็นอะไรของเธอฮะ! ใกล้จะสอบเข้ามัธยมปลายอยู่รอมร่อแล้วดันสอบได้คะแนนแค่นี้! เธอจะรับผิดชอบต่อตัวเองยังไง! จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเวลาเจอพ่อแม่ฮะ!”

เฉียวซางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ “ครู… ครูคะ ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ”

เกือบไปแล้ว เกือบจะเผลอเรียกฉายาครูออกไปแล้วเชียว…

“ใจเย็น! คะแนนแบบนี้จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง! ฉันสอนนักเรียนมาตั้งหลายรุ่น ไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนแย่เท่าเธอมาก่อนเลย!” ครูประจำชั้นยิ่งเดือดดาล สาดกระสุนน้ำลายใส่ไม่ยั้ง

ในฐานะที่ชาติก่อนใครๆ ต่างก็ยกย่องให้เป็นเทพแห่งการเรียน นี่เป็นครั้งแรกที่เฉียวซางต้องมาเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เธอก้าวถอยหลังไปอีกก้าวอย่างเงียบๆ “ที่หนูสอบได้คะแนนแค่นี้มันมีเหตุผลนะคะ”

ครูประจำชั้นปรายตามองอย่างเย็นชา “เหตุผลอะไร?”

“ความจริงแล้วหนูเพิ่งจะตื่นรู้ด้วยตนเองค่ะ สมองก็เลยยังปรับตัวไม่ทัน”

วินาทีนั้น เฉียวซางรู้สึกนับถือในความฉลาดหลักแหลมของตัวเองเสียจริงๆ

“เหอะ” ครูประจำชั้นแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ดูเหมือนว่าปกติครูจะใจดีกับเธอมากเกินไปสินะ”

เฉียวซางทำหน้าฉงน นี่มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ปกติครูใจดีกับฉันหรือไม่ใจดีด้วยเนี่ย?

เห็นเพียงครูประจำชั้นหยิบสมุดโทรศัพท์ออกมาจากลิ้นชัก เปิดหาเบอร์โทรศัพท์แล้วกดโทรออก

ไม่นานนัก ปลายสายก็รับสาย

“สวัสดีครับ ขอสายผู้ปกครองของเฉียวซางหน่อยครับ? ผมเป็นครูประจำชั้นของเฉียวซาง ไม่ทราบว่าตอนนี้พอจะมีเวลาว่างมาที่โรงเรียนสักหน่อยไหมครับ?”

เฉียวซาง: “…”

(จบตอน)

[1] ทรงผมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน: เป็นคำสแลงภาษาจีนที่ใช้เรียกทรงผมของคนที่ศีรษะล้านตรงกลาง แต่ยังมีผมล้อมรอบอยู่ คล้ายกับลักษณะของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีแผ่นดินล้อมรอบ

[2] โครงการ 985: เป็นโครงการของรัฐบาลจีนที่คัดเลือกและสนับสนุนมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ เพื่อยกระดับให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

[3] นิ้วทองคำ: เป็นศัพท์แสงที่มักใช้ในนิยายจีน หมายถึง ไอเทมโกง สูตรโกง หรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติที่ตัวเอกมักจะได้รับหลังจากเกิดใหม่หรือทะลุมิติ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note