ตอนที่ 510 ใช้ความรุนแรงจัดการความรุนแรง
แปลโดย เนสยังเจ้าหน้าที่สรรพากรตัวสูงลืมตาขึ้นทันทีด้วยความตกใจจากเสียงปืนที่ดังติดต่อกัน ขณะที่พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง เขาก็เห็นเพื่อนร่วมงานกำลังถือปืนพกอยู่ จากนั้นศพของคนร้ายสองคนที่นอนจมกองเลือดก็ปรากฏแก่สายตาของเขา
เขาลืมความเจ็บปวดที่หัวไปเสียสนิท ร้องถามด้วยความตกใจว่า: “โชแมตต์ คุณ คุณฆ่าพวกเขาเหรอ?!”
“ใช่” โชแมตต์เพิ่งเคยฆ่าคนเป็นครั้งแรก สมองก็เลยยังตื้อๆ อยู่ เขาหยิบดินปืนออกมาบรรจุตามสัญชาตญาณ “เมื่อเราถูกลอบโจมตี เรามีสิทธิ์ที่จะยิง…”
เจ้าหน้าที่สรรพากรตัวสูงก็ยังคงตื่นตระหนก: “แต่พวกเขา ตายแบบนี้เลยเหรอ?”
จู่ๆ โชแมตต์ก็ลุกขึ้นยืน กระทุ้งดินปืนลงไปในลำกล้องปืนอย่างแรง และพูดเสียงดังด้วยความตื่นเต้นว่า: “คุณลืมไปแล้วเหรอว่าท่านผู้ตรวจการพูดว่ายังไงตอนที่มากล่าวสุนทรพจน์?”
เจ้าหน้าที่สรรพากรตัวสูงชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่ลุกลี้ลุกลนเมื่อครู่กลับมาหนักแน่นขึ้นทันที
“พวกเราคือเจ้าหน้าที่สรรพากรผู้เสียสละและไร้ความกลัว ไม่ควรจะหวาดกลัวต่อคำขู่ใดๆ!” โชแมตต์ยกปืนพกขึ้น ทวนสุนทรพจน์ของรอแบสปีแยร์ซ้ำอีกครั้ง “ตราบใดที่เรายืนอยู่ข้างความยุติธรรมและกฎหมาย ก็ต้องจับปืนขึ้นมาต่อสู้กับพวกนอกกฎหมาย ให้พวกมันตัวสั่นเทาทันทีที่ได้ยินชื่อของพวกเรา!”
“ใช่ คุณพูดถูก!” เจ้าหน้าที่สรรพากรตัวสูงพยักหน้า พร้อมกับพูดตาม “ต้องสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึก…”
หลังจากรอแบสปีแยร์เข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารในวันนั้น เขาก็รีบเดินทางไปยังเมืองหลักต่างๆ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจเจ้าหน้าที่สรรพากร และออกคำสั่งอย่างเข้มงวด โดยมีใจความสำคัญเพียงข้อเดียว ห้ามกลัวเด็ดขาด หากเจอคนมาหาเรื่อง ก็ให้สั่งสอนพวกมันให้หลาบจำไปเลย!
ชาวเมืองที่ได้ยินเสียงและวิ่งมาดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นท่าทางที่ดุดันของทั้งสองคน และศพบนพื้น ต่างก็ตกใจจนต้องก้มหน้าและถอยห่างออกไป…
ออร์เลอ็อง
ชายหน้าตาดุดันกว่าสิบคนรวมตัวกันอยู่หน้าอาคารกรมสรรพากร บ้างก็หิ้วถังไม้ใส่ปัสสาวะและอุจจาระสาดใส่ผนังกรมสรรพากรไม่หยุด บ้างก็ปาลูกไฟใส่หน้าต่าง ซึ่งทำมาจากก้อนหินห่อด้วยผ้าชุบน้ำมัน พอปาโดนกระจกแตกแล้วก็จะลามไปติดของในห้องได้ง่าย
ช่วงนี้คนพวกนี้มาแทบจะทุกวัน แถมยังทำตัวกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
พวกอันธพาลไม่ได้ยินคำเตือนที่เคยได้ยินเป็นประจำอย่างเช่น “การกระทำของพวกคุณถือเป็นความผิดทางอาญา” , “ขอให้พวกคุณรีบไปเดี๋ยวนี้” พวกเขาจึงคิดไปเองว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรคงจะกลัวจนหัวหดไปแล้ว ก็เลยยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้นไปอีก ตะโกนด่าทอเสียงดัง:
“เตือนพวกแกหลายรอบแล้วนะ ไอสวะ ในเมื่อยังกล้าอยู่ที่นี่อีก งั้นพ่อจะสั่งสอนให้แกรู้สำนึกเอง!”
“อดัม·แบร์กนาร์ต, ปิแอร์, เกลฟส์… พ่อรู้ว่าพวกแกพักอยู่ที่ไหน ถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวออกจากออร์เลอ็องไปซะ!”
“ไอ้พวกหมูสกปรกพวกนี้ยังไม่ลาออกอีกเหรอ? อยากตายนักใช่ไหม?”
ในขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่สรรพากรในเครื่องแบบสีดำสิบนายก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากประตูด้านข้างของอาคารอย่างเป็นระเบียบ ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดกลัวของพวกอันธพาล พวกเขาหยุดยืนห่างออกไปสามสิบก้าว จากนั้นก็ปลดปืนคาบศิลาที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาพร้อมกัน
พวกอันธพาลทำเป็นเก่งแต่ข้างในกลัวกันหมด รีบตะโกนว่า: “พวกแกจะทำอะไร? เราก็แค่มาประท้วงเฉยๆ…”
“อย่ามาหลอกให้พวกเรากลัวซะให้ยาก!”
ทว่า สิ่งที่ตอบกลับพวกเขามาคือเสียงสั่งการของเลอแมร์ อธิบดีกรมสรรพากร: “เตรียมตัว”
“เล็ง”
อันธพาลบางคนเริ่มหน้าถอดสี เตรียมตัวจะหันหลังวิ่งหนี แต่ส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าฝั่งตรงข้ามแค่ขู่เล่นๆ จึงปาลูกไฟใส่เจ้าหน้าที่สรรพากรแทน
“ยิง”
สิ้นเสียงตวาดของเลอแมร์ ปืนชาร์ลวิลล์ 10 กระบอกก็พ่นไฟออกมาพร้อมกัน เลือดพุ่งกระฉูดออกจากร่างของอันธพาล 3 คน ล้มลงไปกองกับพื้นทันที
อันธพาลที่เหลือเพิ่งจะตั้งสติได้ ก็ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว:
“พวกมันจะฆ่าพวกเรา!”
“หนีเร็ว…”
เลอแมร์ชักดาบออกมาชี้ไปข้างหน้าด้วยสีหน้าถมึงทึง พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า: “ผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงและลอบโจมตีกรมสรรพากรหลายต่อหลายครั้ง จะต้องถูกจับกุมทั้งหมด หากใครหลบหนีหรือขัดขืน ให้ยิงทิ้งได้ทันที!”
“ครับผม ท่านหัวหน้า!”
แถวของเจ้าหน้าที่สรรพากรขานรับพร้อมกัน พุ่งตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ชักปืนพกออกมาตะโกนว่า: “หมอบลงไปให้หมด! ห้ามหนี!”
จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น อันธพาลถูกยิงล้มลงไปอีก 2 คน และมีอีก 2 คนที่ถูกยิงเข้าที่แขน เสียงโหยหวนของพวกเขาดังก้องไปทั่วตรอก
เจ้าหน้าที่สรรพากรไม่รอช้า สลับไปใช้ปืนอีกกระบอกที่บรรจุกระสุนไว้แล้ว ยิงซ้ำทันที
ไม่มีใครกล้าหนีอีกแล้ว รีบหมอบลงกับพื้น มองดูศพสดๆ ร้อนๆ ที่อยู่ข้างๆ ด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา…
ในเวลาเดียวกัน
กรมสรรพากรเมืองบูร์ช เนื่องจากคนไม่พอ ก็เลยใช้ระเบิดจัดการกับพวกอันธพาลไปเลย…
แมนเนเซียร์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมสรรพากรเมืองชาลง ไล่ตามพวกที่มาลอบโจมตีเข้าไปถึงรังของพวกมัน ยิงพวกมันตายไป 3 คน จับเป็นมาได้ 1 คน…
กรมสรรพากรเมืองปิการ์ดีขอกำลังสนับสนุนปืนใหญ่จากกองทัพจริงๆ แต่ยังไม่ทันได้ใช้ พวกอันธพาลก็ยอมจำนนเสียก่อน…
หลังจากรอแบสปีแยร์เดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ทั่วประเทศ กลุ่มคนที่คอยลอบโจมตีกรมสรรพากรก็ถูกตอบโต้อย่างหนักหน่วง ความหยิ่งผยองที่เคยมีก็ถูกดับลงในพริบตา
ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรเก่งกาจอะไรหรอกนะ เพราะพวกเขาก็เพิ่งผ่านการฝึกทางทหารมาได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น
สาเหตุหลักมาจากความสามารถในการกล่าวสุนทรพจน์อันยอดเยี่ยมของรอแบสปีแยร์ เมื่อประกอบกับเจ้าหน้าที่สรรพากรที่มีแนวคิดค่อนไปทางฝ่ายฌากอแบ็งเหล่านี้ ก็ทำให้ความคลั่งไคล้ในความยุติธรรมและกฎหมายในใจของพวกเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
แถมยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าทหารราบประจำการเสียอีก จึงสามารถกวาดล้างพวกอันธพาลเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ
……
ปารีส
โบลโลเร่ หนึ่งในเจ้าสัวของสมาคมนายหน้าเก็บภาษี นั่งฟังรายงานจากพ่อบ้าน เหงื่อเย็นๆ ก็ผุดขึ้นมาเต็มหน้า
ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา ลูกน้องที่เขาส่งไปข่มขู่เจ้าหน้าที่สรรพากรของรัฐบาล ถูกยิงตายไปแล้วถึง 37 คน ถูกจับกุมอีกกว่า 70 คน!
ครอบครัวของเขาเคยทำธุรกิจลักลอบขนของเถื่อนมาก่อน พอรวยขึ้นมาถึงได้หันมาทำธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบและรับเหมาเก็บภาษี ดังนั้นเขาจึงมีพวกอันธพาลเดนตายอยู่ในมือไม่น้อย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขากล้าพูดว่าจะสั่งสอนพวกเจ้าหน้าที่สรรพากรให้รู้สำนึก
แต่เขาไม่คิดเลยว่า ลูกน้องของเขาที่ไม่เคยกลัวแม้แต่ตำรวจปราบปรามการลักลอบขนของเถื่อน จะถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่สรรพากรฆ่าตายราวกับสุนัขข้างถนนเสียได้
เขาไม่รู้เลยว่า ในประวัติศาสตร์ คนที่กวาดล้างพวกนายหน้าเก็บภาษีและเจ้าพ่อลักลอบขนของเถื่อนอย่างเขาจนสิ้นซาก ก็คือรอแบสปีแยร์และพวกฝ่ายฌากอแบ็งเหล่านี้นี่แหละ
โบลโลเร่รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ลูกน้องเหล่านี้ล้วนเป็น “หัวกะทิ” ที่ครอบครัวของเขาฟูมฟักมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่จะกล้าหาญและโหดเหี้ยม แต่ยังซื่อสัตย์และพึ่งพาได้อีกด้วย
การข่มขู่เจ้าหน้าที่สรรพากรในครั้งนี้ ทำให้เขาต้องสูญเสียคนไปเกือบร้อยคนในคราวเดียว เรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ ต่อจากนี้ธุรกิจลักลอบขนของเถื่อนของครอบครัวก็คงจะต้องขาดช่วงไปอย่างแน่นอน
และตามที่พ่อบ้านเพิ่งจะบอกไป ทางกรมสรรพากรไม่เพียงแต่จะไม่หวาดกลัว แต่ยังจับกุมและยิงพวกที่มาลอบโจมตีทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของพวกเขาสูงขึ้น และชื่อเสียงก็เป็นที่น่าเกรงขามมากขึ้นด้วย นี่มันเหมือนกับว่าเขาส่งคนไปช่วยให้กรมสรรพากรของรัฐบาลมีความสามัคคีกันมากขึ้นชัดๆ
พ่อบ้านเหลือบมองสีหน้าของโบลโลเร่ แล้วถามอย่างระมัดระวังว่า: “นายท่านครับ คนของเราต้องการเงินค่าทำขวัญทั้งหมด 620,000 ฟรังก์ นายท่านเห็นว่า…”
ลูกน้องที่ถูกยิงตายหรือติดคุกพวกนั้น เขาต้องเป็นคนออกเงินค่าจัดการให้ทั้งหมด
“จัดการตามกฎเดิมนั่นแหละ” โบลโลเร่โบกมืออย่างอารมณ์เสีย แล้วถามต่อ “แล้วเรื่องของอันรอลกับรูซาร์ดล่ะ จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

0 Comments