ตอนที่ 51 เริ่มต้นการขายหุ้น
แปลโดย เนสยังในปี 1717 จอห์น ลอว์ (John Law) ยอดขุนพลทางการเงินแห่งยุค เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินก้อนโตของประเทศฝรั่งเศส เขาได้ก่อตั้งบริษัทมิสซิสซิปปีขึ้นมา และได้รับสิทธิ์ผูกขาดการบริหารจัดการอาณานิคมในรัฐลุยเซียนาจากรัฐบาลฝรั่งเศส จากนั้นบริษัทก็เริ่มเปิดขายหุ้น
เนื่องจากมีข่าวลือว่าในลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีมีเหมืองทองคำจำนวนมหาศาล ประกอบกับการที่บริษัทได้รับสิทธิ์ในการบริหารอาณานิคมโพ้นทะเลของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
จากตอนที่เปิดขายในราคาหุ้นละ 500 ลีฟร์ มันพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดที่เกือบ 20,000 ลีฟร์ ใช่แล้ว คุณไม่ได้นับเลขศูนย์ผิดไปหรอก ราคาหุ้นมันพุ่งขึ้นไปถึง 40 เท่า!
จอห์น ลอว์ คิดว่าโอกาสที่จะปลดหนี้ก้อนโต 1.5 พันล้านของประเทศฝรั่งเศสมาถึงแล้ว ตั้งแต่ปี 1719 เป็นต้นมา เขาได้เพิ่มทุนและออกหุ้นใหม่ติดต่อกันถึงห้าครั้ง อาศัยราคาหุ้นที่พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ประกอบกับการที่ธนาคารหลวง (Royal Bank) พิมพ์ธนบัตรออกมารองรับ ทำให้เขาสามารถล้างหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลฝรั่งเศสได้ในคราวเดียวจริงๆ!
แน่นอนว่า เขาไม่มีทางที่จะหาเงิน 1.5 พันล้านลีฟร์มาได้ภายในเวลาแค่ 3 ปีหรอก เงินทั้งหมดนั่นล้วนถูกเสกขึ้นมาจากฟองสบู่ในตลาดหุ้นทั้งสิ้น
ในปี 1720 เมื่อนักขุดทองจำนวนมากต้องคว้าน้ำเหลว ตำนานเหมืองทองมิสซิสซิปปีก็เริ่มพังทลาย สิ่งที่ตามมาคือราคาหุ้นของบริษัทมิสซิสซิปปีที่ดิ่งลงเหว ผู้คนต่างตื่นตระหนกและเทขายหุ้นทิ้ง จนราคาหุ้นร่วงลงไปเหลือต่ำกว่า 200 ลีฟร์
ผู้กุมอำนาจของฝรั่งเศสในเวลานั้น คือผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องคนก่อน (ดยุกฟีลิปที่ 2) รีบลนลานยึดคืนอภิสิทธิ์ทั้งหมดของบริษัทมิสซิสซิปปีกลับมา บริษัทมิสซิสซิปปีจึงล้มละลาย ฟองสบู่มูลค่าหลายพันล้านลีฟร์มลายหายไปในชั่วข้ามคืน ซึ่งจำนวนเงินนั้นเทียบเท่ากับรายได้แผ่นดินของฝรั่งเศสรวมกันนานกว่าสามสิบปีเลยทีเดียว!
ผู้คนนับไม่ถ้วนที่ซื้อหุ้นบริษัทมิสซิสซิปปีต้องล้มละลายตามไปด้วย ทั่วทั้งฝรั่งเศสจึงตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์หยุดชะงักทั้งหมด เหลือเพียงภาคการเกษตรที่ยังพอประคองตัวรอดไปได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แนวคิดคติชนชั้นนำ (Physiocracy) ที่ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรรุ่งเรืองขึ้นในฝรั่งเศสในยุคต่อมา
จอห์น ลอว์ ทิ้งความวอดวายไว้เบื้องหลัง แล้วหนีไปที่บรัสเซลส์ ส่วนฝรั่งเศสก็ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้
ประจวบเหมาะกับที่ในอังกฤษก็เกิดเหตุการณ์ “บริษัทเซาท์ซี (South Sea Company)” ในลักษณะคล้ายคลึงกันขึ้น รัฐบาลอังกฤษจึงได้ประกาศใช้ “กฎหมายฟองสบู่” (Bubble Act) เพื่อจำกัดการขายหุ้นของบริษัทอย่างเข้มงวด
ทางฝั่งฝรั่งเศสก็เอาอย่างบ้าง โดยออกกฎระเบียบว่าบริษัทใดก็ตามที่ต้องการจะเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชน จะต้องผ่านการตรวจสอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และต้องได้รับการลงนามยินยอมจากองค์กษัตริย์เสียก่อน ซึ่งโดยปกติแล้ว กว่าจะอนุมัติให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็ต้องใช้เวลานานนับสิบปี แถมยังมีการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก
ทว่า เรื่องเหล่านี้กลับไม่ใช่ปัญหาสำหรับโจเซฟเลยแม้แต่น้อย
เสนาบดีคลังและเสนาบดีมหาดไทยต่างก็ถูกเขาดึงตัวมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากหุ้นของแองเจิลแห่งปารีสเรียบร้อยแล้ว ส่วนองค์กษัตริย์และพระราชินียิ่งถือเป็นคนกันเอง
ประกอบกับการที่โจเซฟได้ให้คำมั่นสัญญาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ราคาหุ้นของแองเจิลแห่งปารีสจะไม่เกิน 30% ของมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเด็ดขาด จำนวนหุ้นที่เปิดขายต่อสาธารณชนก็จะไม่เกิน 40% ของหุ้นทั้งหมด และหากราคาหุ้นร่วงลงถึงระดับหนึ่ง ทางบริษัทก็จะเป็นผู้ควักเงินออกมารับซื้อหุ้นเพื่อพยุงราคาไว้เอง
เมื่อมั่นใจแล้วว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้ทุกทาง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในข้อเสนอการนำแองเจิลแห่งปารีสเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างง่ายดาย
ความจริงแล้ว ฉันยังมีพื้นที่ให้พลิกแพลงในเรื่องนี้ได้อีกมาก มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทคือเท่าไหร่กันล่ะ? ร้านที่มียอดขายวันละ 120,000 ลีฟร์ ฉันประเมินมูลค่าให้สัก 5 ล้านลีฟร์ก็คงไม่ถือว่ามากไปใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นทั้งบริษัทแองเจิลแห่งปารีสก็สามารถประเมินมูลค่าให้สูงถึงหลายสิบล้านลีฟร์ได้อย่างสบายๆ
แน่นอนว่า โจเซฟก็ไม่ได้คิดจะสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัว การทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนก็ไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย
อย่างไรเสีย การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนจำนวนมหาศาล ตลาดหุ้นที่แข็งแรงจึงเป็นหลักประกันที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
ยิ่งไปกว่านั้น หากไปทำเรื่องซ้ำรอยกับบริษัทมิสซิสซิปปีขึ้นมาอีก การปฏิวัติฝรั่งเศสก็คงจะมาเยือนเร็วกว่ากำหนดเป็นแน่
ณ ลานกว้างหน้าศาลาว่าการกรุงปารีส เวทีไม้สูงระดับเอวถูกสร้างเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
เวทีไม้ถูกประดับประดาไปด้วยริบบิ้นสีสันสดใสและพวงมาลัยดอกไม้จำนวนมาก ราวกับกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลอะไรสักอย่าง บนป้ายผ้าที่แขวนอยู่ด้านบนสุดของเวทีมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “งานเปิดขายหุ้นบริษัทแองเจิลแห่งปารีส”
รอบๆ เวทีไม้จัดวางเก้าอี้ไว้จนเต็ม บนเวทีมีเคาน์เตอร์สำหรับเจ้าหน้าที่ซื้อขายหุ้น รวมถึงพนักงานจากธนาคารต่างๆ ที่ถูกส่งมาคอยให้บริการ
และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือ กระดานไม้ขนาดมหึมาที่ขัดจนเรียบเนียนซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ บนสุดของกระดานมีตัวอักษรขนาดใหญ่สลักไว้ว่า “บันทึกการซื้อขาย” นี่คือสถานที่สำหรับแสดงข้อมูลการซื้อขายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
พื้นที่จัดงานซื้อขายทั้งหมดกินพื้นที่กว้างขวางเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลในยุคหลังถึงสองสนาม
สืบเนื่องมาจากวีรกรรมอันน่าปวดหัวของจอห์น ลอว์ ทำให้ชาวฝรั่งเศสต่างก็หวาดกลัวการซื้อขายหุ้นจนหน้าถอดสี ตลาดหลักทรัพย์จึงเงียบเหงาราวกับป่าช้า ผ่านมาหลายสิบปี สถานที่แห่งนั้นก็ทรุดโทรมลงมาก และมีพื้นที่คับแคบเกินไป
ดังนั้นโจเซฟจึงตัดสินใจย้ายสถานที่ซื้อขายมาไว้ที่ด้านนอกศาลาว่าการเสียเลย
เวลา 10 โมงเช้า เมื่อเสียงแตรและกลองอันกังวานพริ้วไหวเริ่มบรรเลงขึ้น ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มโปรยปรายกลีบดอกไม้ เบรนต์เดินขึ้นไปบนเวทีไม้ ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัด: “บริษัทแองเจิลแห่งปารีสเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว! ทุกท่านสามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ ณ ที่แห่งนี้เลยครับ”
ผู้ช่วยของเขารีบนำเอกสารอนุญาตการขายหุ้นที่ลงพระปรมาภิไธยโดยองค์กษัตริย์ออกมาแสดงให้ทุกคนได้เห็นทันที
หลังจากนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการปารีสก็ทยอยขึ้นมาบนเวที เพื่อกล่าวคำอวยพรให้กับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทแองเจิลแห่งปารีส
ทว่า บรรดานักลงทุนต่างก็รอคอยกันจนทนไม่ไหวแล้ว ไม่มีใครสนใจเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเลย พวกเขาพากันกรูเข้าไปที่เคาน์เตอร์ซื้อขายราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ตะโกนบอกจำนวนหุ้นที่ตัวเองต้องการซื้อใส่หน้าพนักงานขายเสียงดังลั่น แม้แต่เบรนต์เองก็เกือบจะถูกคนชนจนล้มก้นจ้ำเบ้า
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในฝรั่งเศสมาหลายสิบปีแล้ว ก่อนหน้านี้ต่อให้เป็นธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งเปิดขายหุ้น ผู้คนก็ยังคงระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก ทำให้มีคนมาซื้อน้อยนิด
แต่ในครั้งนี้แองเจิลแห่งปารีสได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่จะมีการโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์อย่างถล่มทลายเท่านั้น แต่ร้านค้าเฉพาะทางเหล่านั้นยังปรากฏขึ้นตามจุดต่างๆ ทั่วปารีสให้เห็นกันจะจะตาอีกด้วย ภาพการตกแต่งร้านที่ดำเนินไปอย่างคึกคักนั้น ทุกคนล้วนได้เห็นกับตาตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานนี้ ร้านสาขาใหม่ของแองเจิลแห่งปารีสทั้งสามแห่งก็เพิ่งจะเปิดให้บริการพร้อมกัน บรรยากาศนั้นเรียกได้ว่ามืดฟ้ามัวดินเลยทีเดียว คุณหญิงคุณหนูจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหอบหิ้วสินค้าที่พวกนางซื้อเบียดเสียดออกมาจากร้าน ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและพึงพอใจ
ว่ากันว่า ที่เมืองแร็งส์ เมืองมาร์แซย์ และที่อื่นๆ ก็ยังมีร้านค้าเฉพาะทางของแองเจิลแห่งปารีสอยู่อีกมากมาย แถมยังมีข่าวว่าจะไปเปิดสาขาใหม่ที่อังกฤษด้วย
นอกจากนี้ บริษัทแองเจิลแห่งปารีสยังให้คำมั่นสัญญาอีกว่า หากราคาหุ้นร่วงลงต่ำกว่า 80% ของราคาเปิดขาย ทางบริษัทจะรีบนำเงินมารับซื้อหุ้นทั้งหมดคืนทันที
ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นก็จะไม่สามารถพุ่งสูงเกิน 30% ของมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทได้
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า บริษัทแองเจิลแห่งปารีสจะไม่มีทางเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นอย่างแน่นอน! และปราศจากความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นว่าธุรกิจของร้านค้าเฉพาะทางเหล่านั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เมื่อถึงเวลาปันผลกำไรจากหุ้นก็คงจะไม่น้อยอย่างแน่นอน ทุกคนจึงปักใจเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการลงทุนที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น มีแต่ต้องซื้อ ซื้อ แล้วก็ซื้อเท่านั้น!
ไม่นานนัก พนักงานของตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มเขียนข้อมูลการซื้อขายรายการแรกลงบนกระดานไม้แสดงบันทึกการซื้อขาย
ซื้อเข้า บริษัทแองเจิลแห่งปารีส 2 ลีฟร์ 30 หุ้น รวมเป็นเงิน 60 ลีฟร์
ตามมาด้วยรายการที่สองทันที
ซื้อเข้า บริษัทแองเจิลแห่งปารีส 2 ลีฟร์ 105 หุ้น รวมเป็นเงิน 210 ลีฟร์
รายการที่สาม
รายการที่สี่
รายการที่ห้า…
กรมตำรวจปารีสได้จัดส่งกำลังตำรวจกว่าหกสิบนายมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยที่สถานที่ซื้อขายโดยเฉพาะ ถึงได้ช่วยประคองสถานการณ์ไม่ให้บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ส่วนบรรดานักข่าวที่อยู่รอบๆ ต่างก็เบิกตากว้าง จดบันทึกภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงนี้เอาไว้
เวลา 3 ทุ่มตรง เบรนต์และนักบัญชีส่วนพระองค์ของมกุฎราชกุมารก็เดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซายส์ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ภายในห้องรับแขกของมกุฎราชกุมาร เบรนต์ใช้มือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ยื่นเอกสารสรุปยอดจากตลาดหลักทรัพย์ส่งให้แก่โจเซฟ
นักบัญชีที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยด้วยความตื่นเต้นทันที: “ฝ่าบาท ขายหุ้นไปได้ทั้งหมด 773,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 1,546,000 ลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ!”
ความจริงแล้ว ปัญหาหลักๆ มาจากข้อจำกัดของยุคสมัยนี้ ที่การซื้อขายหุ้นยังต้องพึ่งพากำลังคนในการจัดการทั้งหมด ทำให้ประสิทธิภาพต่ำมาก ขีดจำกัดความเร็วในการเขียนใบเสร็จและทำเรื่องโอนเงินของพนักงาน อยู่ที่ประมาณ 2,000 รายการต่อวัน หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นประมาณ 7 แสนกว่าหุ้นเท่านั้น
ด้านนอกศาลาว่าการยังคงมีผู้คนหลั่งไหลกันมาเพื่อขอซื้อหุ้นอย่างไม่ขาดสายจนเบียดเสียดกันแน่นขนัด แต่มีเพียงคนจำนวนน้อยนิดที่มารอต่อคิวตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้นที่สามารถทำการซื้อขายจนเสร็จสมบูรณ์ได้
โจเซฟกล่าวชื่นชมเบรนต์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการอย่างใจเย็นว่า: “จงโอนเงินทั้งหมดเข้าไปที่ธนาคารทุนสำรองแห่งฝรั่งเศส (Bank of France Reserve) ให้ดำเนินงานตามที่ข้าเคยสั่งไว้ และก่อนที่ยอดเงินจะสะสมครบ 6 ล้านลีฟร์ ก็ยังไม่ต้องมารายงานข้าอีก”

0 Comments