ตอนที่ 501 บริษัทถ่านหินสายฟ้า
แปลโดย เนสยังยามเช้ามืด ทิปูสุลต่านที่เปื้อนเลือดและโคลนไปทั้งตัว นำทหารแปดเก้าร้อยนายกลับมาถึงเมืองศรีรังคปัฏฏนา
ใช่แล้ว มีคนหลายร้อยคนหลงทางและสูญหายไปในระหว่างทางกลับ นี่ถือเป็นอัตราการสูญหายที่ยอมรับได้มากแล้วในศตวรรษที่ 18 ที่ไม่มีอุปกรณ์นำทางและกล้องมองกลางคืน แสดงให้เห็นว่าพยัคฆ์แห่งไมซอร์ผู้นี้กล้าหาญและเก่งกาจในการรบเพียงใด
แต่ทว่า การผจญภัยที่บ้าบิ่นของเขาช่างคุ้มค่า เขาทำลายปืนใหญ่หนักส่วนใหญ่ของอังกฤษไปแล้ว ต่อจากนี้กองทัพไมซอร์ก็สามารถซุ่มอยู่หลังแนวป้องกัน และใช้ปืนใหญ่ถ่วงเวลากองทัพอังกฤษได้อีก
ก่อนที่ชาวอังกฤษจะมาถึงศรีรังคปัฏฏนา ไมซอร์ได้ซื้อดินปืนและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากผ่านเส้นทางขนส่งโมร็อกโก-ออตโตมัน ซึ่งเพียงพอให้ปืนใหญ่ของพวกเขาใช้ไปจนถึงฤดูหนาว
ตามที่มาร์ควิสเดอลาฟาแยตกล่าวไว้ เมื่อสิ้นสุดฤดูมรสุม ชาวอังกฤษก็จะต้องถอยทัพกลับไปอย่างแน่นอน
ทิปูสุลต่านเชื่อมั่นในคำทำนายของเขาอย่างเต็มเปี่ยม เขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสกัดกั้นกองทัพอังกฤษไว้ที่หน้ากำแพงเมืองศรีรังคปัฏฏนา
เนื่องจากเซาท์คานาราบนชายฝั่งตะวันตกถูกตีแตก ไมซอร์จึงยากที่จะได้รับเสบียงที่โมร็อกโกส่งมาจากทางอ่าวโอมาน หากชาวอังกฤษสามารถยืนหยัดได้จนถึงสิ้นปี ไมซอร์ก็มีทางเดียวคือต้องยอมทิ้งเมืองศรีรังคปัฏฏนา
ในช่วงกว่าหนึ่งเดือนหลังจากนั้น กองทัพอังกฤษได้เปิดฉากการโจมตีอย่างดุเดือดติดต่อกัน แต่ทิปูสุลต่านอาศัยแนวป้องกันที่ลาฟาแยตจัดเตรียมไว้ก่อนจากไป และความกล้าหาญของตนเอง ตีโต้ศัตรูกลับไปได้หลายครั้ง แม้จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนักถึงหลักหมื่นคน แต่เมืองศรีรังคปัฏฏนาที่ดูเหมือนใกล้จะพังทลายก็ยังคงยืนหยัดต้านทานการโจมตีไว้ได้
ทิปูสุลต่านมองดูศพของทหารที่ถูกขนกลับมาจากแนวหน้าทุกวัน คิ้วของเขาขมวดแน่น ความหวาดระแวงและความเกลียดชังชาวอังกฤษก็เพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป
แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในประวัติศาสตร์เดิม ณ เวลานี้ เสบียงในเมืองศรีรังคปัฏฏนาก็ร่อยหรอลงไปแล้ว กองทัพไมซอร์กำลังตื่นตระหนก และในไม่ช้าก็จะต้องพ่ายแพ้และล่าถอย
แต่ในตอนนี้ เขามีเสบียงอาหารเพียงพอ เสียเพียงจังหวัดชายแดนไม่กี่แห่ง เช่น วิชัยนครและเซาท์คานารา พื้นที่หลักของอาณาจักรยังคงสภาพเดิม และความแข็งแกร่งของประเทศก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในสงครามแองโกล-ไมซอร์ครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ ที่สูญเสียศูนย์กลางการปกครองอย่างศรีรังคปัฏฏนา และดินแดนทั้งหมดทางตะวันออกของไมซอร์ สถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าดีกว่าราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
อย่างน้อยที่สุด หากตอนนี้ชาวอังกฤษเสนอให้เขาจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 3 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับการถอนทหาร เขาจะตอบกลับไปเพียงคำเดียวว่า: ไสหัวไป!
เข้าใกล้เดือนกันยายน
การรุกของกองทัพอังกฤษอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด
มาร์ควิสแห่งเวลสลีย์ป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรีย มีไข้สูงจนแทบจะลุกจากเตียงไม่ไหว ส่วนทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็ล้มป่วยกันเป็นจำนวนมาก นอกจากโรคมาลาเรียแล้ว โรคบิดยังระบาดหนักในกองทัพ มีทหารกว่า 20% ที่สูญเสียความสามารถในการรบไปเพราะอาการป่วย
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโรคร้ายแรงที่เรียกชื่อไม่ถูกปรากฏขึ้นในกองทัพ บางครั้งผู้ป่วยจะมีเลือดไหลซึมออกตามร่างกายจนเสียชีวิตภายในเวลาเพียงสามหรือสี่วันเท่านั้น
แพทย์ทหารแนะนำเวลสลีย์ว่าไม่ควรให้ทหารกินข้าว เพราะเขาเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคบิด แต่เวลสลีย์ก็ทำไม่ได้ เพราะในคลังเสบียงของกองทัพอังกฤษมีแต่อาหารชนิดนี้เท่านั้น
แม้ว่ากองทหารรับจ้างของรัฐมหาราชาในอินเดียจะไม่ได้มีอาการป่วยเป็นบริเวณกว้าง แต่ขีดความสามารถในการรบของพวกเขาก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่อชาวไมซอร์เลย
ในท้ายที่สุด กองกำลังรบนอกประเทศของอังกฤษก็ไม่สามารถทนผ่านพ้นฤดูมรสุมไปได้
หนังสือชมเชยที่กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง และหนังสือแต่งตั้งเลื่อนยศเป็นพลตรีวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ เวลสลีย์ลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงอย่างยากลำบาก และมองตากับคอร์นวอลลิสที่มาเยี่ยมไข้โดยไม่พูดอะไร
ดินปืนใกล้จะหมด ปืนใหญ่รุ่นใหม่ก็ยิ่งไม่มีทางขนส่งมาได้ และชาวไมซอร์ก็ยังคงลอบโจมตีพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองต่างก็รู้ดีว่าสงครามครั้งนี้คงจบลงเพียงแค่นี้
“ชาวมราฐาไม่สามารถแม้แต่จะผลิตดินปืนที่ได้มาตรฐาน มิฉะนั้นการเปิดฉากโจมตีอีกสักสองสามครั้งอาจจะทำให้ทิปูพ่ายแพ้ไปแล้ว” คอร์นวอลลิสถอนหายใจและพูดขึ้น
“ให้เซอร์ซิลลี่ไปที่ศรีรังคปัฏฏนาเถอะ” เวลสลีย์โบกมือ “อย่างน้อยเราก็รักษาเมืองวิชัยนครและคานาราไว้ได้”
เซอร์ซิลลี่คือตัวแทนเจรจาสันติภาพของบริษัทอินเดียตะวันออก
“และพื้นที่ตอนเหนือของจิตราดูร์กา” คอร์นวอลลิสเสริม “แต่ชาวไมซอร์ก็ยึดครองติรุจิรัปปัลลิไว้เช่นกัน”
ทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความหมดหนทาง บริษัทอินเดียตะวันออกลงทุนไป 3.2 ล้านปอนด์ ส่งกองกำลังรบนอกประเทศไปหลายพันนาย แต่กลับได้ผลลัพธ์เพียงเท่านี้
……
ลอนดอน
ในงานเลี้ยงซาลอนของมาดามมอร์ดอนต์ ชายหน้าตาธรรมดาแต่สวมเสื้อคลุมยาวทรงหลวมที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เดินถือแก้วไวน์เข้ามาหานายกเทศมนตรีมอร์ดอนต์ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอย่างสุภาพ: “ท่านนายกเทศมนตรีผู้ทรงเกียรติ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่ ช่างโชคดีจริงๆ ครับ!”
มอร์ดอนต์หันกลับมา ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าทักทาย: “เป็นคุณสเตลเลอร์หรือ? โอ้ เราเคยพบกันที่ศาลาว่าการเมืองคราวก่อนนี่นา”
“ท่านยังจำผมได้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ!”
สเตลเลอร์ยิ้มกว้างขึ้น มีการกล่าวทักทายกันอีกเล็กน้อย รอจนคนรอบข้างนายกเทศมนตรีเดินจากไป เขาจึงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าวแล้วพูดว่า: “ลอร์ดเบรฟแมนน่าจะเคยพูดถึงความจริงใจของบริษัทเราให้ท่านฟังแล้ว ท่านเห็นว่าโครงการตะเกียงก๊าซนั้น…”
ลอร์ดเบรฟแมนคือเส้นสายที่ดูปองต์หามา เขามีหน้าที่หลักในการช่วยติดสินบนเจ้าหน้าที่อังกฤษ และหักเปอร์เซ็นต์ค่านายหน้าต่ำมาก เพียง 2% เท่านั้น ถือว่าให้เกียรติดูปองต์มากทีเดียว
มอร์ดอนต์เพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ: “คุณก็รู้ รัฐสภาให้ความสำคัญกับเรื่องการติดตั้งตะเกียงก๊าซในลอนดอนครั้งนี้มาก รายงานของผมต้องมีเนื้อหาที่น่าเชื่อถือพอที่จะโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภา ถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะให้ใครรับเหมางานนี้”
“แน่นอนครับ” สเตลเลอร์พูดขึ้นทันที “ท่านโปรดวางใจ สมาชิกรัฐสภามอร์ดอนต์คุ้นเคยกับศักยภาพของบริษัทเราเป็นอย่างดี เขาจะสนับสนุนเราอย่างแน่นอนครับ”
มอร์ดอนต์คือแกนนำหลักในรัฐสภาที่ผลักดันโครงการตะเกียงก๊าซในลอนดอน
นายกเทศมนตรีมอร์ดอนต์รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่า “บริษัทถ่านหินสายฟ้า” ที่ไร้ชื่อเสียงแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะหาลอร์ดเบรฟแมนมาเป็นคนกลางได้ แต่ยังสามารถเข้าถึงตัวสมาชิกรัฐสภามอร์ดอนต์ได้อีกด้วย
หากเขาไม่ได้พูดเกินจริง ก็พอจะพิจารณารับ “น้ำใจ” ของเขาไว้ได้
“และยังมีหนังสือแสดงความคิดเห็นทางเทคนิคของคุณคอฟฟีย์ด้วย บริษัทของคุณต้องได้รับการอนุมัติจากเขาเสียก่อน ถึงจะ…”
สเตลเลอร์ยิ้มพลางกล่าวว่า “หนังสือแสดงความคิดเห็นของเขาน่าจะส่งถึงท่านในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ ผมขอรับรองกับท่านเลยครับ”
เขาแน่นอนว่ารับรองได้ เพราะหัวหน้าฝ่ายเทคนิคของโครงการตะเกียงก๊าซลอนดอนรับเงินสินบนจากเขาไปแล้ว 2,500 ปอนด์ แถมยังมอบแผนผังการวางท่อในลอนดอนให้เขาด้วยซ้ำ
“โอ้?” มอร์ดอนต์เลิกคิ้วขึ้น “ประสิทธิภาพของบริษัทคุณทำให้ผมประหลาดใจจริงๆ”
“บริษัทของเราลงทุนกับเรื่องตะเกียงก๊าซไปเยอะมากครับ ท่านดูสิ หากไม่ได้รับเหมางานนี้ ผู้ถือหุ้นของเราคงจะขาดทุนย่อยยับ” สเตลเลอร์ลดเสียงลง “อันที่จริง เงิน 8 พันปอนด์นั่นยังพอคุยกันได้นะครับ”
เงิน 8 พันปอนด์ก็คือจำนวนเงินสินบนที่เขาเคยรับปากมอร์ดอนต์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือ 200,000 ฟรังก์ ยังมีพื้นที่เหลืออีกมากเมื่อเทียบกับอำนาจที่มกุฎราชกุมารมอบให้เขา
และบริษัทถ่านหินสายฟ้าแห่งนี้ ก็คือบริษัทที่ดูปองต์ช่วยก่อตั้งขึ้นในอังกฤษ หลังจากที่จัดการประวัติบริษัทจนสมบูรณ์แบบ และอัดฉีดเงินทุนเข้าไปนับหมื่นปอนด์ ก็เพื่อใช้สำหรับรับเหมาโครงการตะเกียงก๊าซริมถนนในลอนดอนโดยเฉพาะ
ปัจจุบัน เจ้านายตามกฎหมายของบริษัทคือเพื่อนชาวสกอตแลนด์ของดูปองต์ ส่วนผู้จัดการบริษัทสเตลเลอร์นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของฝรั่งเศสเป็นผู้แนะนำมา

0 Comments