ตอนที่ 466 จะชนะก็ต้องชนะอังกฤษ
แปลโดย เนสยังหากฝรั่งเศสในตอนนี้มีสถานการณ์ทางการเงินที่ดีเหมือนอังกฤษ ก็คงจะสามารถออกพันธบัตรรัฐบาลชุดพิเศษ เพื่อนำมาพยุงช่วงสูญญากาศทางการคลังครึ่งปีนี้ไปได้อย่างแน่นอน
แต่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อรับมือกับหนี้สินกว่าสองพันล้านนั้น ได้ผลาญตลาดที่สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ต่อให้เพิ่มดอกเบี้ยพันธบัตรเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ ก็เกรงว่าคงจะขายได้ยากยิ่ง
โจเซฟพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน ตามการประเมินจากรายได้ทางการคลังของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ห้าร้อยล้านฟรังก์ต่อปี อย่างน้อยก็ต้องระดมทุนรวดเดียวให้ได้สองร้อยห้าสิบล้าน ถึงจะสามารถเริ่มการปฏิรูปเพื่อยกเลิกระบบนายอากรได้ ครึ่งปีแรกใช้เงินก้อนนี้พยุงไปก่อน ส่วนครึ่งปีหลังก็สามารถใช้เงินภาษีที่เก็บได้ในครึ่งปีแรกมาประคับประคองต่อไปได้
ทว่า หากต้องการให้รัดกุมกว่านี้ บางทีอาจจะต้องใช้เงินถึงสามร้อยล้านฟรังก์เลยทีเดียว
โจเซฟทบทวนกรณีศึกษาการระดมทุนในยุคหลังอย่างรวดเร็ว ในแวดวงธนาคาร ประกันภัย และหลักทรัพย์ น่าจะยังมีไพ่ให้เล่นอยู่อีกบ้าง
เขาเลือกวิธีสำรองไว้สองสามอย่างในใจ ก่อนจะกล่าวกับมีราโบว่า: “เรื่องทางการคลังข้าจะหาทางเอง ส่วนการปฏิรูปภาษีต้องรีบผลักดันให้เร็วที่สุด
“ท่านสามารถติดต่อกองกำลังที่สนับสนุนการปฏิรูปไว้ก่อน เพื่อปล่อยข่าวสร้างกระแสล่วงหน้า ทางข้าจะเสนอให้ก่อตั้งกรมสรรพากรในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้รัฐบาลเข้ามารับช่วงต่อการเก็บภาษี
“ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ต้องรอให้ปัญหาเรื่องเงินได้รับการแก้ไขเสียก่อนถึงจะดำเนินการต่อไปได้”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เมื่อไบญีได้ยินคำว่า “กรมสรรพากร” ก็รีบนึกถึงปัญหาอีกข้อหนึ่งขึ้นมาทันที: “ฝ่าบาท ปัจจุบันงานด้านภาษีทั้งหมดล้วนเป็นหน้าที่ของนายอากร ส่วนรัฐบาลไม่มีประสบการณ์ด้านการเก็บภาษีเลยแม้แต่น้อย กระหม่อมกังวลว่า นี่จะทำให้การจัดเก็บภาษีเกิดความวุ่นวายขึ้นได้พ่ะย่ะค่ะ”
ในอดีต สาเหตุที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมอบหมายงานเก็บภาษีให้กับพวกนายอากร ก็เป็นเพราะเจ้าหน้าที่สรรพากรของรัฐบาลมีความสามารถธรรมดาไร้น้ำยา ทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงและหนีภาษีกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่สรรพากรร่วมมือกับผู้เสียภาษี รับเงินใต้โต๊ะเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอีกเลย
แต่หลังจากที่พวกนายอากรมารับช่วงต่อ พวกเขาจะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้รัฐบาลล่วงหน้า จากนั้นก็รับผิดชอบกำไรขาดทุนเอง ดังนั้นสำหรับภาษีที่ควรจะเก็บ พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยผ่านไปแม้แต่แดงเดียวอย่างแน่นอน
โจเซฟแย้มยิ้ม: “เรื่องนี้ข้ามีวิธีแก้ปัญหาของข้าเอง ท่านไม่ต้องกังวลไป”
สำหรับรัฐบาลในศตวรรษที่สิบแปดแล้ว การหลีกเลี่ยงและป้องกันการหนีภาษีถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ แต่โจเซฟนั้นเคยอ่าน “ตำรา” ที่มีอยู่แล้วมาก่อน แค่ลอกเลียนแบบวิธีการของกรมสรรพากรอเมริกาในยุคหลังก็สิ้นเรื่อง
คนอเมริกาในยุคหลังอาจจะไม่กลัวตำรวจ หรือไม่กลัวเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับไม่มีใครกล้าหือกับกรมสรรพากรเลย เคยมีหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนหนึ่ง ฆ่าคนชิงทรัพย์ ก่อกรรมทำเข็ญมานับไม่ถ้วน แต่แม้แต่หน่วยสืบสวนกลาง (FBI) ก็ยังเอาผิดเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นกรมสรรพากร (IRS) ที่ลงมือ ใช้เวลาไม่นานก็จับเขาเข้าคุกได้สำเร็จ และยังถอนรากถอนโคนแก๊งมาเฟียนั้นจนสิ้นซากในท้ายที่สุด
นอกจากกรมสรรพากรอเมริกาแล้ว “อาวุธ” ด้านภาษีที่โจเซฟสามารถนำมาใช้ได้ก็ยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น ระบบใบกำกับภาษี ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ระบบการยื่นแบบแสดงรายการภาษี เป็นต้น
หน่วยงานสรรพากรของรัฐบาลในยุคหลัง เพื่อที่จะเก็บภาษีให้ได้ ถึงกับคิดค้น “ลูกเล่น” สารพัดวิธีออกมา แม้แต่นักบัญชีที่เชี่ยวชาญการเลี่ยงภาษีในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็ยังรับมือได้ นับประสาอะไรกับผู้เสียภาษีในศตวรรษที่สิบแปดล่ะ
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี โจเซฟคาดการณ์ว่าการผลักดันการปฏิรูปภาษีย่อมต้องก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นบ้างอย่างแน่นอน แต่เพื่อสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจของฝรั่งเศส นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถยกเลิกระบบนายอากรได้ เงินภาษีหลายสิบล้านฟรังก์ที่ตกไปอยู่ในมือของพวกนายอากรในแต่ละปี ก็จะสามารถนำมาช่วยปรับปรุงการคลังของฝรั่งเศสได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว การยอมเสี่ยงสักหน่อยก็นับว่าคุ้มค่า
จากนั้น ไบญีก็ยื่นรายงานสถานการณ์การพัฒนาเชิงพาณิชย์ของปีที่แล้วให้ รัฐมนตรีทั้งสองได้รายงานเรื่องการพาณิชย์และอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสให้โจเซฟฟังจนดึกดื่น จนกระทั่งได้รับการส่งซิกจากเอมองต์ ถึงได้ยอมกล่าวลาจากไปอย่างเสียดาย
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว แต่โจเซฟก็ยังคงนั่งอ่านรายงานในมืออยู่ภายในห้องหนังสือ พร้อมกับยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบเป็นระยะๆ
ปีที่แล้ว มูลค่าการค้ารวมของฝรั่งเศสพุ่งสูงถึงหนึ่งพันล้านฟรังก์อย่างน่าทึ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับสี่สิบเก้าล้านปอนด์ หรือก็คือหนึ่งพันสองร้อยยี่สิบล้านฟรังก์ของอังกฤษมากแล้ว
ทว่า ผลกำไรที่ฝรั่งเศสได้รับจากการค้าระหว่างประเทศกลับเทียบอังกฤษไม่ได้เลยสักนิด อย่างไรเสีย มูลค่าการค้าส่วนใหญ่ของฝรั่งเศสก็มาจากประเทศรอบข้างในยุโรป ดังนั้นจึงต้องกดราคาลงเพื่อแข่งขันกับสินค้าของประเทศเหล่านั้น
ในขณะที่อังกฤษกลับสามารถขูดรีดอาณานิคมได้อย่างเต็มที่ รับซื้อวัตถุดิบในราคาถูก แล้วนำไปขายเป็นสินค้าอุตสาหกรรมในราคาสูง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแข่งขัน แถมภาษีศุลกากรก็แทบจะเป็นศูนย์
แม้แต่อเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรในนามของฝรั่งเศส เนื่องจากเมื่อก่อนเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาโดยตลอด ทำให้อุตสาหกรรมและการพาณิชย์ทั้งหมดล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับอังกฤษ จึงต้องพึ่งพาอังกฤษอย่างหนัก ปัจจุบัน แม้จะบอกว่าเป็นเอกราชแล้ว แต่สัดส่วนการค้าที่มีต่ออังกฤษก็ลดลงกว่าสมัยอาณานิคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สรุปก็คือ ผลกำไรที่ฝรั่งเศสได้รับจากการค้าในแต่ละปีนั้น มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของอังกฤษเท่านั้น แต่กลับต้องเลี้ยงดูประชากรที่มากกว่าอังกฤษถึงสามเท่า ปัจจุบัน อังกฤษมีประชากรไม่ถึงสิบล้านคน ในขณะที่ฝรั่งเศสมีถึงสามสิบล้านคน
นี่ขนาดยังเป็นผลมาจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของโจเซฟแล้วนะ ในประวัติศาสตร์ อุตสาหกรรมของฝรั่งเศสในปี 1790 ได้เริ่มล่มสลายลงแล้ว มีเพียงไวน์เท่านั้นที่พอจะมียอดขายอยู่บ้าง จนกระทั่งจักรพรรดินโปเลียนใช้ปืนใหญ่ระเบิดเปิดตลาดทวีปยุโรป และเตะสินค้าอังกฤษออกไป
โจเซฟรู้ดีว่า ฝรั่งเศสในฐานะประเทศที่มีความแข็งแกร่งระดับชาติมากที่สุดบนแผ่นดินยุโรป จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสงครามของอังกฤษ ที่ยึดมั่นในนโยบายรักษาสมดุลแห่งทวีปยุโรปอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่เรียกว่านโยบายรักษาสมดุลแห่งทวีปยุโรป ก็คือการที่อังกฤษจะไม่มีวันยอมให้มีประเทศมหาอำนาจใดบนแผ่นดินยุโรปผงาดขึ้นมาข่มประเทศอื่นๆ และตั้งตนเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการรับประกันถึงอิทธิพลอันเบ็ดเสร็จของอังกฤษที่มีต่อยุโรป
ในทางปฏิบัติ ก็คือในยุโรปใครแข็งแกร่งที่สุด เขาก็จะพาประเทศอื่นๆ ไปรุมสกรัมประเทศนั้น
การปรากฏตัวของกลุ่มพันธมิตรต่อต้านฝรั่งเศสในประวัติศาสตร์ หากมองผิวเผินก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ และจับราชวงศ์ไปตัดหัว จึงกระตุ้นให้กษัตริย์ประเทศอื่นๆ เกิดความโกรธแค้นและรวมพลังกันต่อต้าน
แต่ในความเป็นจริง ต้นตอก็มาจากความอ่อนแอของปรัสเซียและออสเตรีย ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวบนแผ่นดินยุโรป จึงไปกระตุกต่อมความหวาดระแวงของคนอังกฤษเข้า
มิฉะนั้น หากจะว่ากันตามตรง อังกฤษต่างหากที่เป็นประเทศแรกที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วตัดหัวกษัตริย์ แถมปัจจุบันก็ยังเป็นประเทศที่ปกครองโดยรัฐสภาเสียด้วย แต่กลับไปเห็นอกเห็นใจกษัตริย์ประเทศอื่นแล้วมารุมเล่นงานฝรั่งเศสเนี่ยนะ? แท้จริงแล้ว อังกฤษก็แค่ต้องการอาศัยสงครามมาบั่นทอนกำลังของฝรั่งเศสเท่านั้นแหละ
ดังนั้น หลังจากแก้ไขวิกฤตการปฏิวัติภายในประเทศได้ในระดับหนึ่งแล้ว เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในตอนนี้ของโจเซฟ ก็คือการเตรียมพร้อมรับมือกับไม้กระบอง ‘ความสมดุลแห่งทวีปยุโรป’ ที่คนอังกฤษจะต้องฟาดลงมาอย่างแน่นอน
และในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม หากต้องการจะท้าทายอังกฤษ ก่อนอื่นก็ต้องแซงหน้าพวกเขาในด้านอุตสาหกรรมและการค้าให้ได้เสียก่อน
โจเซฟมองดูแผนที่โลกบนผนังข้างๆ อาณานิคมอันกว้างใหญ่ไพศาลของอังกฤษ ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงอเมริกาเหนือ จากมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างหนักจริงๆ
แต่เพียงไม่นาน ในดวงตาของเขาก็ฉายแววมุ่งมั่นและมั่นใจ เขาจะต้องนำพาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของฝรั่งเศสไล่ตามจนทันได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะสร้างกองเรืออันเกรียงไกรขึ้นมา บดขยี้กองทัพเรือที่คนอังกฤษภาคภูมิใจนักหนาให้แหลกสลาย ถอนคำสาปที่คอยจำกัดการพัฒนาและการขยายตัวของฝรั่งเศสให้สิ้นซาก และบรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่จักรพรรดินโปเลียนไม่อาจทำได้ตลอดชีวิตให้จงได้
จะชนะก็ต้องชนะอังกฤษให้ได้!
แน่นอนว่า ข้าวก็ต้องกินทีละคำ
ปัจจุบัน ก่อนอื่นต้องทำแผนการปฏิรูปต่างๆ ภายในประเทศให้เสร็จสิ้น ปูรากฐานให้มั่นคง จากนั้นก็รักษาตลาดที่แย่งชิงมาจากเยอรมนีไว้ให้ได้ และพยายามขยายอาณาเขตในแอฟริกาเหนือให้มากที่สุด เพื่อปูทางไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม

0 Comments