ตอนที่ 451 โอกาสของดยุกแห่งเบราน์ชไวค์
แปลโดย เนสยังสองวันต่อมา
สมรภูมิหลักไซลีเซีย แนวรบเลกนิตซา
พันโทไฮเน ผู้บังคับกองพันทหารราบออสเตรียกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นวมอย่างสบายอารมณ์ ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ที่ดังกึกก้องเป็นระยะๆ เขาตะแคงหน้ามองดูสุนัขล่าเนื้อของตัวเองที่ชื่อ “เสากระโดง” กำลังกัดแทะรากไม้อยู่ข้างๆ
หลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งปรัสเซียและออสเตรียต่างก็เอาแต่หดหัวอยู่หลังแนวป้องกัน หลับตายิงปืนใหญ่เข้าใส่กัน สุนัขตัวนั้นจึงคุ้นเคยกับเสียงนี้ไปตั้งนานแล้ว
ทันใดนั้น ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือก็เงียบลง จากนั้นปืนใหญ่ทางฝั่งของพันโทไฮเนก็หยุดยิงตามไปด้วย
ไฮเนขมวดคิ้วลุกขึ้นยืนทันที สุนัขล่าเนื้อข้างๆ ก็หันไปเห่ากรรโชกใส่ค่ายทหารปืนใหญ่ไม่หยุด
ยังไม่ทันที่เขาจะให้คนรับใช้ไปสอบถามสถานการณ์ นายทหารยศพันตรีก็รีบวิ่งเข้ามา ทำความเคารพแล้วกล่าว: “ท่านผู้บังคับกองพัน ดินปืนยังส่งมาไม่ถึงเลย ปืนใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งในกองพันของเราไม่มีดินปืนจะยิงแล้วครับ”
ช่วงนี้ไฮเนแทบจะไม่ได้สนใจเรื่องในกองพันเลย เพราะก็ไม่มีอะไรให้ต้องจัดการ ทุกเช้าก็แค่ยิงปืนใหญ่ตรงเวลา ตอนบ่ายก็เลิกงานตรงเวลา ไม่สนด้วยซ้ำว่าจะยิงโดนอะไร เขารีบถามด้วยความสงสัย: “เมื่อวานตอนเช้าก็ควรจะส่งมาถึงแล้วไม่ใช่หรือ?”
“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ แต่เมื่อวานเจ้าหน้าที่เสบียงบอกว่าวันนี้มาถึงแน่ แต่ท่านดูนี่สิครับ…”
ไฮเนรีบขึ้นม้า ควบตรงไปยังเต็นท์ของพันโทมาร์คัส ผู้รับผิดชอบด้านเสบียงและการขนส่งของกรมตน
เมื่อเขาไปถึง ในเต็นท์ก็เต็มไปด้วยผู้คน พันโทมาร์คัสเหงื่อแตกพลั่กกำลังอธิบายกับนายทหารที่ยืนซักไซ้เขาอยู่: “เสบียงที่ส่งมาจากเวียนนาถูกนายพลแบร์ตีเย เสนาธิการทหารสูงสุดของฝรั่งเศสขอเบิกไประหว่างทางเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นเขาบอกว่ากองทัพฝรั่งเศสจะมีกระสุนส่งมาถึงเมื่อบ่ายวานนี้ เขาต้องรีบไปเสริมกำลังให้นายพลเลออนที่ราติบอร์ เลยขอแลกเปลี่ยนเสบียงกับข้า
“ใครจะรู้ล่ะว่าจนป่านนี้ทางฝั่งฝรั่งเศสก็ยังไม่มีวี่แววอะไรเลย…”
แน่นอนว่า เขาคงไม่ยอมบอกว่าตอนนั้นเขารับสินบนจากแบร์ตีเยมา 1 หมื่นฟลอรินหรอก ไม่อย่างนั้นใครจะยอมมานั่งวุ่นวายแบบนี้ล่ะ
“แต่การระดมยิงปืนใหญ่ที่แนวหน้าจะต้องหยุดชะงักนะ!” ไฮเนตะโกนอย่างร้อนรน
การยิงปืนใหญ่แบบขอไปทีทุกวันนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรก็จริง แต่นั่นคือสัญลักษณ์แห่งความห้าวหาญในการรบของจักรวรรดิในไซลีเซีย ดังนั้นจะหยุดยิงสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
“ทุกคนรอก่อนนะ ข้าส่งคนไปเร่งที่ค่ายทหารฝรั่งเศสแล้ว” พันโทมาร์คัสพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “พรุ่งนี้ พรุ่งนี้กระสุนมาถึงแน่นอน พวกท่านไปขอยืมจากกองพันอื่นมาใช้ก่อนก็แล้วกัน”
ออสเตรียมีปืนใหญ่รวมทั้งหมดกว่า 200 กระบอกตลอดแนวรบเลกนิตซา ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีเพียงปืนใหญ่ 30 กว่ากระบอกจาก 8 กรมเท่านั้น ปืนใหญ่รอบๆ ส่วนใหญ่ก็ยังพอมีกระสุนสำรองอยู่บ้าง
หลังจากไล่นายทหารที่มาทวงกระสุนกลับไป มาร์คัสก็หน้าดำคร่ำเครียดสบถด่า: “ไอ้พวกฝรั่งเศสบัดซบ!” คิดไปคิดมา เขาก็หยิบไม้เท้าขึ้นมาแล้วรีบมุ่งหน้าไปค่ายทหารฝรั่งเศสด้วยตัวเอง
…
ภายในศูนย์บัญชาการปรัสเซีย
เสนาธิการนายหนึ่งยืนตัวตรง รายงานต่อดยุกแห่งเบราน์ชไวค์: “ท่านจอมพล ยืนยันแล้วว่ากองพลดาวีดอฟของออสเตรียและกองกำลังอื่นๆ รวมกว่า 3 หมื่นคนได้ออกจากเลกนิตซาไปแล้ว คาดว่าน่าจะมุ่งหน้าไปทางราติบอร์ครับ”
นายทหารข้างๆ รีบพูดขึ้นทันที: “ถ้าอย่างนั้น เราก็สามารถดึงกำลังทหารไปปราบปรามเลออนได้อย่างวางใจแล้วสิครับ”
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์กำลังจะพยักหน้า แต่จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปมองเสนาธิการอีกคนแล้วถาม: “กองพลเดอริสเซนถอยกลับมาอย่างปลอดภัยแล้วใช่ไหม?”
“ครับ ท่านจอมพล กองทัพของนายพลออกัสตัสได้เข้าประจำการเมื่อเช้านี้แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่ห่างจากที่นี่ไม่เกินสองวันครับ”
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์ได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง ตาแก่ลาซี่ยอมดึงทหารจำนวนมากไปที่ราติบอร์เพื่อช่วยเลออนเลยเชียวหรือ
เขาคำนวณอย่างรวดเร็วในใจ กองพลของเลออนมีทหาร 1 หมื่นกว่านาย จากนั้นวูร์มเซอร์ก็พาทหารไปอีก 1 หมื่นกว่านาย กองทัพฝรั่งเศสส่งคนไปสองรอบรวม 4 หมื่น 5 พันนาย ครั้งนี้ดาวีดอฟก็พาไปอีก 3 หมื่นนาย…
แล้วยังมีกองทัพบาวาเรียอีก เมื่อรวมกันแล้วกองทัพผสมออสเตรียได้ทุ่มกำลังทหารไปที่ราติบอร์เกือบ 1 แสนนาย ออสเตรียมีกองกำลังในไซลีเซียไม่ถึง 1 แสน 5 หมื่นนาย เมื่อรวมกับกองทัพฝรั่งเศสและบาวาเรีย ก็มีทหารทั้งหมด 1 แสน 9 หมื่นนาย หรือไม่ถึง 2 แสนนาย
นั่นก็หมายความว่า ปัจจุบันแนวป้องกันเลกนิตซามีกองทัพออสเตรียคอยป้องกันอยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ส่วนทางฝั่งของเขา กองกำลังที่ถูกส่งไปราติบอร์มีทั้งหมดแค่ 2 หมื่นกว่าคน ในจำนวนนี้ก็ยังมีกองทัพซัคเซินที่เคลื่อนไหวโดยพลการอีก ส่วนเดอริสเซนที่มีทหาร 3 หมื่นนายก็บังเอิญไปปะทะกับทหารฝรั่งเศส ตอนนี้ก็เดินทางกลับมาแล้ว
ดังนั้นในปัจจุบัน แค่กองทัพในประเทศก็มีถึง 1 แสนนายแล้ว กองทัพฮันโนเฟอร์ 2 หมื่น 7 พันนาย กองทัพซัคเซิน 2 หมื่นกว่านาย รวมเป็นกองกำลังทั้งหมด 1 แสน 5 หมื่นนาย
หรือก็คือ ในแนวรบเลกนิตซาแห่งนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ตนเองมีกำลังพลมากกว่าชาวออสเตรียถึง 50%!
“ดูเหมือนว่า ลาซี่จะทำพลาดครั้งใหญ่เข้าให้แล้ว” มุมปากของดยุกแห่งเบราน์ชไวค์ปรากฏรอยยิ้ม “เขามัวแต่สนใจราติบอร์ จนลืมไปว่าที่นี่คือสมรภูมิหลัก
“ต่อให้พวกเราพ่ายแพ้ที่ราติบอร์ อย่างมากก็แค่สูญเสียเลออนไปเท่านั้น”
จู่ๆ เขาก็ประสานมือไว้ที่หน้าอก คิดในใจว่า: นี่ต้องเป็นการจัดแจงของพระผู้เป็นเจ้าแน่ๆ เดอริสเซนแม้จะพ่ายแพ้ แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มกำลังรบในเลกนิตซาไปโดยปริยาย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ให้คนรับใช้ไปตามนายทหารระดับสูงทั้งหมดมาประชุม เพื่อหารือเรื่องการจัดวางกำลังพลในการบุกโจมตีสายฟ้าแลบในสมรภูมิหลัก
ช่วงบ่ายวันนั้น เมื่อดยุกแห่งเบราน์ชไวค์จัดการมอบหมายภารกิจการรบให้แต่ละกองพลอย่างภาคภูมิใจ จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างรอบตัว
เขาเอียงหูฟัง และหันไปมองเสนาธิการข้างๆ ด้วยความสงสัย: “ดูเหมือนว่าเสียงปืนใหญ่ของศัตรูจะเบาลงมากเลยนะ?”
ไม่นาน ก็นายทหารเข้ามารายงานว่า มีปืนใหญ่จำนวนมากตลอดแนวป้องกันทางฝั่งตะวันตกของออสเตรียที่หยุดยิงไป
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์รีบหันไปมองแผนที่ ตรงนั้นน่าจะเป็นพื้นที่ป้องกันของกองพลดาวีดอฟพอดี
ส่วนกองทัพของเขาเพิ่งจะถูกลาซี่เรียกตัวไปที่ราติบอร์เมื่อไม่กี่วันก่อน
จะต้องเป็นเพราะผู้บัญชาการไม่อยู่ แนวป้องกันถึงได้เกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ!
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์ดีใจเป็นล้นพ้นทันที ประสานมือไว้ที่หน้าอกอีกครั้ง แหงนหน้ามองฟ้าแล้วร้องตะโกน: “ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเมตตา! คราวนี้ไอ้พวกออสเตรียบัดซบจะต้องไสหัวออกไปจากไซลีเซียแล้ว!”
เขาหันไปมองนายทหารทุกคน ใช้ไม้เท้าเคาะไปที่แนวป้องกันของดาวีดอฟ เอ่ยเสียงหนักแน่น: “ก่อนบ่ายวันพรุ่งนี้ ทุกคนจะต้องเตรียมการรบให้พร้อม
“แผนการของเราจะต้องเปลี่ยนนิดหน่อยแล้ว พวกเราจะเปิดฉากบุกโจมตีเต็มรูปแบบจากตรงนี้!”
…
วันรุ่งขึ้น
พันโทไฮเนกำลังเล่นกับสุนัขแสนรัก พลางหาวหวอดอย่างสบายอารมณ์ คิดในใจว่าใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว
กระสุนยังคงส่งมาไม่ถึง เมื่อวานเขาขอยืมกระสุนจากกรมข้างๆ มาได้นิดหน่อย ทำให้ปืนใหญ่พอจะยื้อเวลาไปได้อีกหนึ่งถึงสองวัน ในตอนนี้ แม้เสียงปืนใหญ่ในค่ายจะเบาบางลงกว่าปกติมาก แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
การใช้ชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายมานาน ทำให้ความระมัดระวังและความรับผิดชอบของเขาลดทอนลงไปมาก
จู่ๆ สุนัขล่าเนื้อของเขาก็หยุดเล่น และหันไปมองทางทิศเหนืออย่างเหม่อลอย จากนั้นก็ย่นจมูกและแยกเขี้ยว
“ใจเย็นน่า เพื่อนยาก” ไฮเนตบหัวมันเบาๆ และมองตามสายตาของมันไป “นี่แกเห็นกระรอกงั้นหรือ? หรือว่าหมาจิ้งจอก?”
แต่วินาทีต่อมา เขาก็ต้องยืนอึ้งไปเช่นกัน เพราะเขาได้ยินเสียงกลองแว่วมา เป็นเสียงกลองศึกที่ดังรัวและถี่มาก

0 Comments