ตอนที่ 374 ข้าจะนำการปฏิวัติเฟอร์นิเจอร์มาสู่ยุโรป
แปลโดย เนสยังโจเซฟสั่งการเรื่องการทดลองผลิตแผ่นเกราะกันกระสุนเสร็จสิ้น ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่ทั่วทั้งร่าง
การทำงานหามรุ่งหามค่ำในโรงงานสรรพาวุธหลวงหลายวันมานี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในอดีตตอนที่ทำโปรเจกต์กับอาจารย์ที่ปรึกษาเลย โชคดีที่มีเสด็จพ่อมาช่วย ไม่อย่างนั้นเขาคงเหนื่อยจนแทบขาดใจตายไปแล้ว
เขามองส่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เสด็จกลับพระราชวังเปอติทริอานงหลายวันมานี้องค์กษัตริย์ทรงเพลิดเพลินกับการเป็นช่างฝีมือจนพอใจแล้ว ก็เริ่มจะคิดถึงพระมเหสีขึ้นมาบ้างส่วนตัวเขาก็ไม่ได้ชักช้า รีบขึ้นรถม้าตรงไปยังสำนักดินปืนหลวงปารีส เพื่อหารือกับลาวัวซิเยร์เรื่องการผลิตกาวเคซีน
หากไม่สามารถแก้ปัญหาการผลิตกาวในปริมาณมากได้ มูลค่าทางยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแผ่นเกราะกันกระสุนก็จะไม่สามารถแสดงให้เห็นได้เลย
เมื่อรถม้าของโจเซฟมาจอดหน้าอาคารสำนักงานของสำนักดินปืนหลวง ทั่วทั้งสำนักก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที ผู้บริหารและช่างฝีมือของที่นี่ไม่มากก็น้อยต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพ จึงให้ความสนใจกับชัยชนะที่แนวหน้าเป็นอย่างมาก ผู้คนต่างทิ้งงานในมือ แล้วพากันมามุงดู “มกุฎราชกุมาร” วีรบุรุษในตำนานผู้สร้าง “ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่เซาท์เนเธอร์แลนด์”
ท้ายที่สุด โจเซฟที่ถูก “รุมล้อม” อย่างหนัก ก็จำต้องลากลาวัวซิเยร์หนีออกจากสำนักดินปืนหลวง เพื่อไปคุยธุระที่ห้องทำงานของตนในพระราชวังตุยเลอรี
ส่วนทางฝั่งสำนักดินปืนหลวง ผู้คนต่างก็ชะเง้อมองรถม้าของมกุฎราชกุมารที่แล่นจากไป ผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้ยอมกลับไปทำงานต่อด้วยความอาลัยอาวรณ์ภายใต้เสียงตะคอกของหัวหน้างาน
บนรถม้าของโจเซฟ หลังจากลาวัวซิเยร์รับฟังความต้องการของมกุฎราชกุมาร เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและกล่าวว่า: “ฝ่าบาท การผลิตกาวเคซีนนั้นไม่ยากหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ ความต้องการแผ่นเกราะกันกระสุนของพระองค์ คงยากที่จะสนับสนุนการลงทุนเพื่อผลิตในปริมาณมากได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อโจเซฟได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ใช่แล้ว ช่วงที่เขามัวแต่ยุ่งจนหัวหมุน เขาก็ลืมคิดไปเลยว่า ในยุคก่อนอุตสาหกรรมนี้ ขอเพียงกล้าลงทุน และไม่มีอุปสรรคทางเทคโนโลยี ก็แทบจะผลิตอะไรออกมาในปริมาณมากได้ทั้งนั้น
แต่ปัญหาคือ ผลิตออกมาแล้วจะเอาไปขายใคร? ถ้าขายไม่ออกก็มีแต่จะต้องขาดทุนไปเรื่อยๆ
แม้ว่าในเรื่องของการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญ เขาจะยอมขาดทุนได้ แต่การจะให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่
เขาหันไปมอง “บิดาแห่งวิชาเคมี” แล้วถามว่า: “คุณลาวัวซิเยร์ เท่าที่ท่านทราบ มีใครบ้างที่ต้องการใช้กาวชนิดนี้?”
“อ้อ เมื่อก่อนมีแค่ช่างไม้ที่ใช้เพียงเล็กน้อย ส่วนช่างทำรองเท้าก็ใช้บ้างเพื่อติดพื้นรองเท้า พวกเขามักจะไปสั่งซื้อขวดเล็กๆ จากร้านขายยาในช่วงต้นปีพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างไม้หรือ?”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ลาวัวซิเยร์ตอบ “เริ่มแรกก็เพื่อตอบสนองความต้องการของช่างไม้ ถึงได้มีคนคิดค้นกาวเคซีนขึ้นมา แต่พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ไม่ได้ทำให้เขาทำเงินได้เลย”
โจเซฟครุ่นคิด: “ท่านช่วยอธิบายรายละเอียดให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม ว่าช่างไม้จะใช้ของสิ่งนี้ในกรณีไหนบ้าง?”
“ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ตะปูได้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กาวเคซีนสามารถติดไม้ได้แน่นมาก เมื่อกาวแห้งสนิท รอยต่อก็แทบจะแข็งกว่าเนื้อไม้เสียอีก…”
เมื่อลาวัวซิเยร์อธิบายคุณสมบัติของกาวเคซีนอย่างละเอียด ดวงตาของโจเซฟก็ค่อยๆ เป็นประกายขึ้นมา
หากกาวเคซีนเมื่อแห้งแล้วมีความแข็งแรงสูงขนาดนั้น แถมยังเข้ากับไม้ได้ดีเยี่ยม ถ้าอย่างนั้น ก็เอามาทำแผ่นไม้อัดไม่ได้หรือ?
เขารู้ดีว่า ในยุคหลัง คนธรรมดาทั่วไปแทบจะไม่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ 100% เลย เฟอร์นิเจอร์กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในตลาดล้วนเป็นแผ่นไม้ความหนาแน่นปานกลาง (MDF) แผ่นพาร์ติเคิลบอร์ด และแผ่นไม้อัดสังเคราะห์อื่นๆ
ซึ่งแผ่นไม้สังเคราะห์เหล่านี้ ก็เกิดจากการนำ “เศษไม้” อย่างขี้เลื่อย หรือเศษไม้ที่เหลือทิ้ง มาผสมกับกาวแล้วนำไปอัดขึ้นรูปนั่นเอง
อย่าดูถูกของที่ดูเหมือน “เศษขยะ” พวกนี้นะแผ่นไม้อัดสังเคราะห์นี่แหละที่นำมาซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19!
อย่างแรกเลย ราคาของแผ่นไม้อัดสังเคราะห์นั้นถูกกว่าไม้แท้มาก
สาเหตุหลักก็คือ ไม้แท้ที่สามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่แค่ส่วนลำต้นที่ตั้งตรงเท่านั้น ส่วนกิ่งก้านหรือต้นที่โตมาแบบบิดเบี้ยวก็ไม่สามารถใช้งานได้
แต่แผ่นไม้อัดสังเคราะห์สามารถนำไม้ทั้งต้นมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้เลย เพราะไม่ว่าจะเบี้ยวหรือแตกหัก ก็สามารถนำมาบดและผสมกาวให้กลายเป็นแผ่นไม้สี่เหลี่ยมได้มาตรฐานได้ แม้จะมีค่ากาวและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ราคาโดยรวมก็ยังถือว่าถูกมากอยู่ดี
ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไม้จำนวนมหาศาลอย่างการต่อเรือในศตวรรษที่ 18 เพียงแค่เศษไม้ที่ทิ้งไปในแต่ละปี ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ให้คนฝรั่งเศสทั้งประเทศได้แล้ว
หากสามารถตั้งโรงงานผลิตแผ่นไม้อัดสังเคราะห์ใกล้ๆ กับอู่ต่อเรือในแคว้นเบรอตาญได้ ก็จะเกิดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไม้ – การต่อเรือ – แผ่นไม้อัดสังเคราะห์ – เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการต่อเรือลงได้มาก
นอกจากนี้ ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ข้อดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นไม้อัดสังเคราะห์เมื่อเทียบกับไม้แท้ ไม่ใช่เรื่องของต้นทุน
ซึ่งนี่อาจจะต่างจากภาพจำของคนทั่วไป แต่เหตุผลที่แผ่นไม้อัดสังเคราะห์สามารถปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์ได้ ก็เพราะมันมีข้อดีที่ไม่มีใครเทียบได้หลายประการ:
ประการแรกคือ การขึ้นรูปง่าย แผ่นไม้อัดสังเคราะห์ที่ออกมาจากโรงงาน แทบจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีพื้นผิวเรียบเนียนทั้งสองด้าน ช่างไม้แค่เลื่อยนิดหน่อย ก็สามารถประกอบเฟอร์นิเจอร์ออกมาได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ช่างไม้ที่ใช้ไม้แท้ ยังต้องมานั่งไสไม้ให้เรียบอยู่เลย
การทำเช่นนี้ จะทำให้ปริมาณการผลิตเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นหลายเท่าหรือหลายสิบเท่า และรูปแบบก็จะมีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ซื้อเฟอร์นิเจอร์จะมีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น ในราคาที่ถูกลง ซึ่งย่อมต้องทำให้เกิดกระแสความนิยมในการซื้ออย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่า สินค้าอุตสาหกรรมที่ทำกำไรได้มากที่สุด ไม่ใช่สินค้าที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่เป็นสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชากรส่วนใหญ่ได้ต่างหาก เหมือนกับรถเบนซ์หรือบีเอ็มดับเบิลยูในยุคหลัง สุดท้ายก็สู้โตโยต้าหรือโฟล์คสวาเกนที่เน้นขายให้ผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้
ประการที่สองคือ แผ่นไม้อัดสังเคราะห์มีความสามารถในการยึดตะปูได้ดีกว่าไม้แท้มาก เนื่องจากไม้แท้มีความหนาแน่นสูง จึงมักจะมีแรงดันให้ตะปูหลุดออกมา แต่แผ่นไม้อัดสังเคราะห์ที่ทำจากเศษไม้จะไม่มีปัญหานี้
ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากแผ่นไม้อัดสังเคราะห์มีความทนทานกว่าไม้แท้
แน่นอนว่า ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการใช้โครงสร้างแบบเข้าลิ่มเข้าเดือยของทางฝั่งตะวันออก แต่ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ในทวีปยุโรปยังคงใช้ตะปูเป็นหลัก การจะให้ช่างไม้นับแสนคนเปลี่ยนเทคนิคที่คุ้นเคยมาตลอด คงต้องรอให้พระผู้เป็นเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เท่านั้นแหละ
ประการสุดท้ายคือ แผ่นไม้อัดสังเคราะห์สามารถป้องกันแมลงกัดกินได้ดีกว่าไม้แท้หลายสิบเท่า อืม… กาวน่ะ สำหรับพวกแมลงกินไม้แล้ว มันคือสิ่งที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าขี้หมาเสียอีก แถมยังมีพิษอีกต่างหาก
เฟอร์นิเจอร์ที่ทนทาน ป้องกันแมลงได้ และราคาถูก ย่อมสามารถโค่นล้มเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ และครองตลาดได้อย่างง่ายดาย
เมื่อคิดได้ดังนี้ โจเซฟก็ข่มความตื่นเต้นในใจ ถามลาวัวซิเยร์ว่า: “หากข้าสามารถหาช่องทางจัดจำหน่ายได้ เช่น เดือนละ 500,000 กิโลกรัมขึ้นไป ท่านจะสามารถสร้างโรงงานผลิตกาวเคซีนที่มีกำลังการผลิตมหาศาลขนาดนี้ให้ข้าได้ไหม?”
“500,000 กิโลกรัม?!”
ลาวัวซิเยร์ตกใจมาก ปัจจุบันทวีปยุโรปทั้งทวีปใช้กาวเคซีนปีหนึ่งๆ อาจจะแค่ไม่กี่หมื่นกิโลกรัม แต่มกุฎราชกุมารกลับจะขายให้ได้เดือนละ 5 แสนกิโลกรัม นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ทว่า เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของโจเซฟ เขาก็เริ่มก้มหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า: “ฝ่าบาท การจะผลิตให้ได้เดือนละ 5 แสนกิโลกรัมในระยะเวลาอันสั้นนั้น เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์ยินดีจะลงทุนสัก 1 ล้านลีฟร์ ข้าก็อาจจะลองทำให้กำลังการผลิตถึงเดือนละ 5 หมื่นกิโลกรัมดูได้พ่ะย่ะค่ะ”
“1 ล้านลีฟร์!” โจเซฟแทบจะหลุดสบถออกมา ตอนที่เขาก่อตั้งบริษัทเครื่องจักรไอน้ำร่วมทุน เงินลงทุนก้อนแรกก็แค่ 1 ล้านลีฟร์เท่านั้น แล้วไอ้ “โรงงานกาว” ที่ผลิตได้แค่เดือนละ 5 หมื่นกิโลกรัม มันมีดีอะไรถึงได้มาเทียบชั้นกับเครื่องจักรไอน้ำได้?

0 Comments