ตอนที่ 342 ผู้แพ้คู่ควรเพียงงานศพที่ยิ่งใหญ่
แปลโดย เนสยังภายในอาคารสุดหรูทางตะวันออกของเมืองมัยซอร์ ซาลาห์เบิกตากว้างจ้องมองเชค ข่าน แล้วลดเสียงลงพูดว่า:
“คน 300 กว่าคนนั่นตายได้ยังไง?!”
“ได้ยินว่าโดนวางยาพิษน่ะ” เชค ข่าน พลิกข้อมืออย่างไม่ใส่ใจ “อาหารในคุกนั่น กินแล้วตายไปก็ไม่แปลกหรอก”
ซาลาห์ก้าวไปข้างหน้า น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย:
“ฝีมือท่านใช่ไหม?”
“อืม ก็อาจจะใช่”
ซาลาห์โกรธจัด: “ข้าแค่ให้ท่านลักพาตัวพวกเขาไประหว่างทาง ทำไมท่านถึงฆ่าพวกเขาทั้งหมดล่ะ?!”
“โอ้ ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ท่านกงสุล” เชค ข่าน ยื่นกล้องยาสูบงาช้างอันวิจิตรให้เขา “สูบสักหน่อยไหม? มีอีกสิบกว่าคนที่ไม่ได้กินมื้อเย็นเมื่อวาน ก็เลยยังรอดอยู่”
ซาลาห์ปัดกล้องยาสูบทิ้ง เชค ข่าน ก็ไม่ได้ถือสาอะไร ยิ้มแล้วกล่าวว่า:
“ท่านก็รู้นี่ การจะชิงตัวคนเป็นร้อยๆ คน ต้องใช้ทหารอย่างน้อย 300 กว่าคน ในจำนวนนี้ถ้ามีใครสักคนปากโป้ง เราก็ต้องเจอปัญหาใหญ่แน่
“แต่การจะฆ่าคนพวกนั้น แค่ติดสินบนพ่อครัวสองคนก็พอแล้ว จากนั้นก็ส่งมือสังหารไปจัดการพ่อครัวสองคนนั้นอีกที บนโลกนี้ก็จะไม่มีใครรู้แล้วว่าเราเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“ตอนนี้ ทุกคนก็จะคิดว่าจาฮันเซบเป็นคนลงมือเพื่อเอาใจชาวอังกฤษความสัมพันธ์ของเขากับพวกอังกฤษ แม้แต่ขอทานในเมืองก็รู้กันทั่ว”
“แต่ว่า…” ซาลาห์แหงนหน้าถอนหายใจ ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้ เขาก็ทำได้เพียงพูดอย่างจนใจ “ข้าหวังว่า ต่อไปก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ ช่วยปรึกษาข้าก่อนได้ไหม”
“แน่นอนอยู่แล้ว เราเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุดนี่นา”
ซาลาห์รับกล้องยาสูบมา หันหลังเดินออกจากบ้านพักของเชค ข่าน เขายังมีแผนงานอีกมากมายที่ต้องไปจัดการต่อ
เขาเติบโตมาในครอบครัวชาวตูนิสที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดยุคเรืองปัญญา จึงไม่สามารถเข้าใจความเมินเฉยของขุนนางระดับสูงชาวอินเดียภายใต้ระบบวรรณะ ที่มีต่อชีวิตของคนวรรณะกลางและล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจัณฑาลในศาสนาฮินดู [หมายเหตุ 1] ได้เลย
ในสายตาของเชค ข่าน คนทั้ง 370 คนนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับไก่หรือแพะที่บ้านของเขาเลย ในยามที่ต้องการจะล้มคู่แข่งทางการเมือง ต่อให้เป็นคน 30,000 คน เขาก็สามารถสั่งฆ่าได้อย่างไม่ลังเล
…
“เหตุสังหารหมู่ผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัว” ภายใต้การโหมกระพือของซาลาห์และพวกพ้อง ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามวัน ก็กลายเป็นประเด็นร้อนระอุไปทั่วทั้งมัยซอร์ ผู้คนนับไม่ถ้วนด่าทอชาวอังกฤษผู้โหดเหี้ยม รวมถึงสุนัขรับใช้ของพวกมัน และร่วมไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน
ส่วนบรรดาคู่แข่งทางการเมืองของจาฮันเซบ ก็มองเห็นโอกาสทองนี้ จึงรีบส่งจดหมายฟ้องร้องจำนวนนับไม่ถ้วนไปวางบนโต๊ะของสุลต่านตีปู เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เหตุสังหารหมู่ ไปจนถึงการทุจริต คอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางมิชอบ ราวกับเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมคนที่กำลังล้ม
พระราชวังอัมบาวีลา
“ข้าจำได้ว่า ข้าสั่งให้เจ้าปล่อยพวกเขาไป” สุลต่านตีปูจ้องมองจาฮันเซบด้วยสายตาเย็นชา “แล้วเจ้าไปทำอะไรมา?”
พระองค์เพิ่งจะเสียเวลาและแรงกายไปมหาศาล แถมยังต้องระดมทหารรักษาพระองค์ออกมาด้วย ถึงจะสามารถระงับความโกรธแค้นของฝูงชนที่มาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหตุสังหารหมู่ได้สำเร็จ
จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนอีกเกือบพันคนรวมตัวกันอยู่นอกพระราชวัง เพื่อรอให้สุลต่านมอบความยุติธรรมให้กับญาติผู้เสียชีวิตของพวกเขา
“สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่” จาฮันเซบพูดอย่างยากลำบาก “ข้าได้สั่งให้ปล่อยพวกเขาแล้วจริงๆ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึง…”
เขาชำเลืองมองไปที่ชาห์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การคลังในกลุ่มของเชค ข่าน ในใจก็แค้นแทบกระอักเลือด เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของคนผู้นี้แหละ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีส่วนรู้เห็น แต่เขาไม่มีหลักฐานไปเอาผิดอีกฝ่ายเลย
“หึ” สุลต่านตีปูส่งเสียงในลำคอเพื่อขัดจังหวะเลขาธิการส่วนพระองค์
ถึงแม้พระองค์จะฉลาดหลักแหลม และมองออกตั้งแต่แรกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำต่อให้จาฮันเซบจะอยากลงมือ เขาก็คงไม่เลือกทำในวันก่อนที่จะมีการปล่อยตัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีคนมามุงดูมากที่สุดหรอก
ทว่าการต่อสู้ทางการเมืองก็เป็นเช่นนี้ เมื่อคุณตกหลุมพรางของผู้อื่น ก็แสดงว่าคุณไม่ฉลาดพอ ไม่รอบคอบพอ และหากคุณคิดหาทางพลิกสถานการณ์ไม่ได้ สิ่งเดียวที่คุณจะได้รับก็คือ งานศพที่ยิ่งใหญ่
คงไม่มีใครยอมให้สุลต่านต้องออกหน้ารับความโกรธแค้นของประชาชนทั้งประเทศแทนคุณหรอก
“ฝ่าบาท โปรดประทานอภัยให้ข้าด้วยเถิด!” จาฮันเซบทรุดตัวลงหมอบกับพื้น กอดพระบาทของสุลต่านตีปูไว้แน่น พูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า “อีกอย่าง คนพวกนั้นจงใจสร้างข่าวลือ ต่อให้พวกเขาตายไป อย่างมากก็แค่โดนลงโทษหนักไปหน่อย ข้ายินดีจะจ่ายเงินก้อนโต เพื่อชดเชยให้กับครอบครัวของพวกเขา…”
ชาห์รีบเอามือทาบอกคำนับสุลต่านตีปู:
“ฝ่าบาท คนพวกนั้นไม่ได้สร้างข่าวลือเลยพ่ะย่ะค่ะ เท่าที่ข้าทราบมา สิ่งที่พวกเขาพูดเกี่ยวกับชาวอังกฤษ ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น”
เขาหันไปมองจาฮันเซบด้วยสายตาเย็นชา:
“ใต้เท้าเลขาธิการรับผลประโยชน์จากชาวอังกฤษ คอยปกป้องหน้าตาให้ชาวอังกฤษมาตลอด ถึงขนาดยอมข่มเหงชาวมัยซอร์อย่างหนัก!”
ความจริงแล้วเขาไม่รู้เรื่องการตกลงลับๆ ระหว่างอังกฤษและจาฮันเซบเลย แต่พวกอังกฤษก็คงต้องมอบผลประโยชน์ให้อีกฝ่ายแน่ๆ พูดมั่วๆ ไปยังไงก็ไม่ผิด
จาฮันเซบรีบเถียงทันควัน:
“สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์อย่าไปฟังที่เขามั่ว…”
ทว่าสุลต่านตีปูกลับหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย พยักหน้ายอมรับ:
“เรื่องข่าวลือพวกนั้น ช่วงนี้ข้าก็ให้คนไปสืบมาบ้างแล้ว มันก็คือสิ่งที่ชาวอังกฤษเคยทำไว้จริงๆ”
ในฐานะ “ผู้นิยมยุโรป” พระองค์ก็พอจะทราบเรื่องราวแย่ๆ ของอังกฤษมาบ้าง แน่นอนว่า สำหรับเรื่องที่ว่าอังกฤษฆ่าชาวอินเดียนแดงไปเท่าไหร่ หรือค้าทาสไปมากแค่ไหน พระองค์ไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัดหรอก
เมื่อจาฮันเซบได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่า หากแม้แต่ข้อหา “สร้างข่าวลือ” ก็ยังถูกหักล้างไป การกระทำของเขาก็จะไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง
“ขอพระองค์ทรงเห็นแก่สุลต่านองค์ก่อน โปรดประทานอภัยให้ข้าในครั้งนี้ด้วยเถิด…”
สุลต่านตีปูปรายพระเนตรมองขุนนางชราที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย ผ่านไปพักใหญ่ก็ทรงถอนหายใจออกมา:
“เจ้านำเงิน 1 หมื่นปอนด์ ไปแบ่งให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตเถิด ข้ารู้ว่า เจ้าอยากจะไปแสวงบุญมาตลอด แต่หลายปีมานี้มัวแต่ยุ่งกับงานบ้านเมือง เลยไม่ได้ไปสักที คราวนี้ข้าจะให้เจ้าลาพักผ่อนสักหลายปี เจ้าไปแสวงบุญเถอะ”
แม้จะบอกว่าให้ไปแสวงบุญ แต่ความจริงก็คือการขับไล่ออกจากศูนย์กลางอำนาจของมัยซอร์ด้วยการคมนาคมในยุคนี้ การไปแสวงบุญแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับอย่างน้อยสองปี ศูนย์กลางการเมืองก็คงจะไม่มีที่ให้เขายืนอีกต่อไปแล้ว
จาฮันเซบตัวแข็งทื่อ ผ่านไปพักใหญ่ถึงจะตอบรับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง:
“ขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่…”
…
“ไอ้คนอินเดียโง่เง่าเอ๊ย!” คัลลัม กริฟฟิธส์ ตัวแทนระดับสูงของบริษัทอินเดียตะวันออก หลังจากที่ได้ฟังรายงานเกี่ยวกับ “เหตุสังหารหมู่” ล่าสุด ก็เตะราวแขวนหมวกและเสื้อคลุมจนล้มลงด้วยความโกรธ
จาฮันเซบไม่เพียงแต่ไม่สามารถระงับข่าวลือที่ใส่ร้ายชาวอังกฤษได้ แต่กลับทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนอังกฤษในมัยซอร์ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นตอนนี้ในมัยซอร์ ใครกล้าบอกว่าตัวเองสนับสนุนอังกฤษ ถ้าออกจากบ้านไป ก็คงถูกรุมประชาทัณฑ์จนตายแน่ๆ
สายลับที่มารายงานสถานการณ์ก็พูดเสริมขึ้นว่า:
“ท่านตัวแทน ข้ายังได้ข่าวมาอีกว่า ตีปูเตรียมจะประกาศสงครามกับตราวันกอร์และบริษัทอินเดียตะวันออกพร้อมกันด้วยขอรับ”
“อะไรนะ?” กริฟฟิธส์คว้าแขนของสายลับไว้แน่น “ข้อมูลเชื่อถือได้ไหม?”
[หมายเหตุ 1: ในสมัยนั้น แม้ว่าอาณาจักรมัยซอร์จะถูกปกครองโดยชาวมุสลิม แต่ประชากรระดับล่างส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นชาวฮินดู และมีชาวซิกข์กลุ่มเล็กๆ สุลต่านตีปูทรงใช้นโยบายประนีประนอมทางศาสนา ทำให้ศาสนาต่างๆ ในมัยซอร์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขพอสมควร]

0 Comments