ตอนที่ 339 มือใหม่ในสงครามข่าวสาร
แปลโดย เนสยังการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างมัยซอร์และฝรั่งเศสเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
รวมถึงมาร์ควิสเดอลาฟาแยตด้วย
เมื่อเดินออกมาจากพระราชวังอัมบาวีลา เขามองไปที่ซาลาห์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและประหลาดใจ: “ท่านตั้งใจจะผลักดันการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับคนพื้นเมืองจริงๆ หรือ?!”
ซาลาห์ส่งยิ้มตอบอย่างสุภาพ: “นี่คือไพ่ต่อรองที่มกุฎราชกุมารทรงทิ้งไว้ให้พวกเรา เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น ย่อมต้องนำออกมาใช้ ท่านก็พูดเองไม่ใช่หรือ ว่าฤดูฝนกำลังจะมาถึงแล้ว
“อีกอย่าง นี่ก็เป็นเพียงการแต่งงานระหว่างฮาจิ เบย์… โอ้ ไม่สิ ดยุกแห่งฮาจิ กับอาณาจักรมัยซอร์เท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อราชวงศ์เลย
“อ้างอิงจากข้อตกลงลับที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งทำกันเมื่อครู่ งานแต่งงานนี้จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าชาวอังกฤษจะถอนตัวออกจากคาบสมุทรอินเดีย จะมีการจัดงานแต่งงานแบบลับๆ และส่งมอบสินเดิมเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ ในระยะสั้นก็จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส
“อ้อ แล้วยังมีสินสอดอีก 6 แสนปอนด์นั่นอีก! เงินจำนวนนี้มากพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายให้ท่านนำทหารสองกรมจากฝรั่งเศสมาสู้รบที่นี่ได้เลยนะ”
ใช่แล้ว ซาลาห์ได้ใช้ทักษะการเจรจาอันยอดเยี่ยมของเขา ในระหว่างการหารือเรื่องสัญญากรรมสิทธิ์เมื่อครู่นี้ เกลี้ยกล่อมให้สุลต่านตีปูเพิ่มสินสอดให้อีก 1 แสนปอนด์
“ตามใจท่านเถอะ…” ลาฟาแยตไม่ได้มีความสนใจในการดำเนินการทางการเมืองเหล่านี้เลย เขายังคงมีสีหน้ากังวล “แต่เมื่อครู่นี้ตีปูไม่ได้ตอบรับเรื่องที่ข้าพูดถึงการบุกโจมตีชาวอังกฤษเลย ดูเหมือนว่าแผนการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของท่าน จะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่นะ”
“นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการ” ซาลาห์เดินตามเขาขึ้นรถม้า ปิดประตูรถ แล้วกล่าวต่อ “มันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมัยซอร์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังทำให้เราได้พันธมิตรที่สำคัญมาอีกคน นั่นก็คือ นายพลเชค ข่าน
“อ้อ จริงสิ ท่านมาร์ควิส ข้าจำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ 1 แสนลีฟร์จากท่านด้วย”
ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของยุทธศาสตร์ในอินเดีย กำลังพลและการเงินทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การจัดการของลาฟาแยต ในครั้งนี้ โจเซฟได้จัดสรรงบประมาณให้เขาสูงถึง 7 แสนลีฟร์
“ท่านจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร?” ลาฟาแยตมองเพื่อนร่วมงานชาวตูนิสด้วยความตกใจ หากไม่ได้เป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสอาลัยอิ มีฐานะอันทรงเกียรติ และมาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพล เขาคงสงสัยว่าซาลาห์คิดจะหอบเงินหนีไปแล้ว
“เอาไปใช้รับมือกับบรรดาข้าราชการมัยซอร์ที่คอยพูดเข้าข้างชาวอังกฤษ” ซาลาห์ตอบ “อย่างเช่น จาฮันเซบ
“แม้ว่าการจ้างคนในมัยซอร์จะมีราคาถูก แต่ท่านก็รู้ว่า ที่นี่ไม่มีหนังสือพิมพ์ โอ้ ถึงมีก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่อ่านหนังสือไม่ออก ดังนั้น หากต้องการจะทำการประชาสัมพันธ์ ก็จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลข้าต้องจ้างคนจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขาใช้ปากในการกระจายข่าวสาร”
“ประชาสัมพันธ์? ท่านต้องการจะประชาสัมพันธ์เรื่องอะไร?”
“อืม หากใช้คำพูดของมกุฎราชกุมาร สิ่งนี้เรียกว่า สงครามข่าวสาร” ซาลาห์ยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า “ทำให้พวกที่ฝักใฝ่อังกฤษต้องตกที่นั่งลำบาก จากนั้นก็ให้นายพลเชค ข่าน เป็นผู้ปิดบัญชีพวกมันอย่างเด็ดขาด!”
ในเวลานี้ลาฟาแยตก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะเกลี้ยกล่อมสุลต่านตีปูได้ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้ายอมรับ: “เอาเถอะ หวังว่าท่านจะทำสำเร็จ แต่ท่านต้องเขียนรายงานสรุปค่าใช้จ่ายในแต่ละวันมาให้ข้าด้วย”
“ท่านจะได้รับรายงานทางการเงินทุกวันเลย ท่านมาร์ควิส”
ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับชาวอังกฤษก็เริ่มแพร่กระจายออกจากเมืองมัยซอร์ ไปยังเมืองต่างๆ อย่าง เซริงกาปาตัม (Srirangapatna) และ คุนกุ
ด้วยเส้นสายและทรัพยากรของเชค ข่าน ข่าวสารจึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
อันที่จริง ซาลาห์ใช้เงินไปเพียงหนึ่งในสามของงบประมาณที่ขอไปเท่านั้น ในฐานะพันธมิตร เชค ข่าน เพื่อที่จะได้โค่นล้มอำนาจของจาฮันเซบให้เร็วขึ้น ถึงกับยอมควักกระเป๋าตัวเองถึง 5,000 ปอนด์ ซึ่งเทียบเท่ากับหนึ่งแสนกว่าลีฟร์ และยังระดมขุนนางในขั้วการเมืองเดียวกันมาช่วยอีกมากมาย
บนถนนในเมืองเซริงกาปาตัม ชาวเมืองที่นับถือศาสนาฮินดูสิบกว่าคนกำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ญาติของข้าที่ทำงานในพระราชวังอัมบาวีลา ได้ยินบรรดานายพลคุยกันว่า ตอนนั้นมีคนตายไปถึงกว่า 3 ล้านคน! แต่ส่วนใหญ่อยู่แถวมาดูราย พวกเราก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่อง”
“ชาวอังกฤษถึงกับฆ่าคนไปมากมายขนาดนี้เลยหรือ!”
“นี่พวกเจ้าไม่รู้เลยหรือ? นั่นก็เพื่อเป็นการข่มขวัญพวกเราไงล่ะ” ชายร่างเล็กผิวขาวในชุดคลุมสั้นสีแดงพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีลึกลับ “พวกเจ้าเคยได้ยินไหม? เพื่อควบคุมทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปมาก ชาวอังกฤษได้ฆ่าชาวอินเดียนแดงที่พวกเขาพบเห็นทุกคนให้หมด! อินเดียนแดงก็คือชนพื้นเมืองของที่นั่น มีคนถูกฆ่าตายไปเป็นสิบล้านคนเลยนะ!”
“อืม เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกัน” ชายวัยกลางคนพยักหน้า “หุ้นส่วนธุรกิจของข้าเคยไปที่อเมริกาเหนือ เขาเคยเล่าเรื่องที่นั่นให้ข้าฟัง ชาวอังกฤษจะหลอกล่อพวกหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงเข้าไปในบ้าน โดยอ้างว่าจะคุยธุระ จากนั้นก็จุดไฟเผาพวกเขาทั้งเป็น อ้อ พวกเขายังเอาผ้าห่มที่คนป่วยเป็นโรคระบาดเคยใช้ ไปมอบให้กับพวกอินเดียนแดง เพื่อให้ทั้งหมู่บ้านติดโรคระบาดจนตายไปหมดเลยด้วย”
“ข้าได้ยินมาว่า ชาวอังกฤษกำลังเตรียมจะบุกโจมตีมัยซอร์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวอินเดียนแดง พวกเขาก็จะนำมาใช้กับพวกเราเช่นกัน…”
คนหนึ่งลูบหน้าอกด้วยความหวาดกลัว: “โชคดีที่มีกองทัพของสุลต่านตีปู ไม่อย่างนั้นในสงครามกับอังกฤษสองครั้งที่ผ่านมา คงไม่ได้มีคนตายแค่ 3 ล้านกว่าคนหรอก บางทีพวกเราเองก็อาจจะ…”
ชายชราอีกคนเสริมด้วยสีหน้าหวาดหวั่น: “ข้ายังได้ยินคนพูดอีกนะ ว่าชาวอังกฤษชอบกินเด็ก โดยเฉพาะเด็กจากวรรณะสูง เพราะสะอาดและมีเนื้อเยอะ พวกเขาจะกินแค่แขนขาและหัวใจ ส่วนที่เหลือก็จะโยนให้หมากิน…”
ผู้คนรอบๆ ต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัว แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในวรรณะสูง แต่ลูกหลานก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ดี หากครั้งนี้ชาวอังกฤษบุกมาจริงๆ ลูกหลานของพวกเขาคงต้องตายอย่างอนาถบนโต๊ะอาหารเป็นแน่
สิ่งที่พวกเขาพูดกันอยู่นั้น ย่อมเป็น “บทละคร” ที่ซาลาห์และนักเขียนที่ติดตามมาด้วยเป็นผู้แต่งขึ้น
เป็นเพราะก่อนหน้านี้โจเซฟไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ในมัยซอร์อย่างถ่องแท้นัก จึงได้แต่บอกแนวคิดคร่าวๆ ของสงครามข่าวสารไปเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ดำเนินการ “โครงการอินเดีย” ตัดสินใจเอาเอง และในฐานะมือใหม่ ซาลาห์จึงได้แต่งเรื่องราวสุดสยองขวัญเช่นนี้ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม เขาก็เข้าใจหลักการ “จริงแปดส่วน เท็จสองส่วน” ที่มกุฎราชกุมารตรัสไว้เป็นอย่างดี
โดยอาศัยบาดแผลทางจิตใจที่ชาวเมืองได้รับจากสงครามมัยซอร์สองครั้งแรกมาเป็นจุดเชื่อมโยง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ชาวอังกฤษเคยทำจริงๆ เพียงแต่มีการขยายตัวเลขให้ดูเกินจริงไปบ้าง ตัวอย่างเช่น ในสงครามระหว่างมัยซอร์และอังกฤษ มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วไม่ถึง 130,000 คนด้วยซ้ำ ส่วนชาวอินเดียนแดงก็ไม่ได้ถูกสังหารหมู่ไปถึงสิบล้านคน
แน่นอนว่า เรื่องการกินเด็กนั้นเป็นสิ่งที่เขาแต่งเติมขึ้นมาเอง โดยดัดแปลงมาจากเรื่องเล่าสยองขวัญในวัยเด็ก เพื่อป้ายสีให้ชาวอังกฤษ ซึ่งจัดอยู่ในขอบเขตของ “เท็จสองส่วน”
เนื่องจากข้อมูลข่าวสารของชาวอินเดียมีจำกัดอย่างมาก จึงยากที่จะมีใครสามารถพิสูจน์ความจริงหรือเท็จในเรื่องเหล่านี้ได้ และซาลาห์ที่ปล่อยหน้าม้าจำนวนมหาศาลออกไป ก็สามารถกุมอำนาจในการชี้นำสังคมในช่วงเวลานี้ได้อย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ทางตอนใต้ที่มาดูราย ผู้คนก็กำลังพูดคุยในหัวข้อเดียวกันนี้ และยังมีการเพิ่มเรื่องที่ชาวอังกฤษค้าทาสเป็นจำนวนมากเข้าไปด้วย
เนื่องจากที่นี่อยู่ติดทะเล ทุกคนจึงเริ่มกังวลว่าตนเองจะเหมือนกับชาวแอฟริกัน ที่ถูกขายไปเป็นทาสใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงในอเมริกา
และในอีกหลายพื้นที่ ข่าวลือที่ว่าชาวอังกฤษจะยกเลิกศาสนาฮินดูและอิสลามในมัยซอร์ บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ หากใครไม่ยอมทำตามก็จะถูกประหารด้วยปืนใหญ่ ได้สร้างความตื่นตระหนกในวงกว้างยิ่งกว่าเดิม
ในช่วงเวลาหนึ่ง ความทรงจำจากสงครามมัยซอร์สองครั้งแรก ผนวกกับข่าวลือมากมายเกี่ยวกับชาวอังกฤษ ทำให้จิตใจของชาวมัยซอร์ทุกคนเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความหวาดกลัวต่ออังกฤษ
ขาดเพียงแค่ประกายไฟเล็กๆ เพื่อจุดชนวนถังดินปืนนี้ให้ระเบิดขึ้น

0 Comments