ตอนที่ 305 จดหมายจากบ้านของนโปเลียน
แปลโดย เนสยังเมื่อเทียบกับอาหารแล้ว สิ่งที่ทำให้ทหารกองพลช็องปาญอิจฉามากกว่า ก็คือการที่นายทหารของกองพลทหารองครักษ์มาร่วมกินข้าวกับทหารด้วยกัน!
แถมอาหารในชามก็เหมือนกับของทหารทุกประการ
ทุกคนต่างแอบคิดในใจว่า:
“นี่สิถึงจะเป็นนายทหารที่ควรค่าแก่การรับใช้และเคารพ เมื่อเทียบกันแล้ว พวกนายทหารของกองพลช็องปาญก็เห็นเราเป็นแค่สัตว์ใช้งานที่ยิงปืนได้เท่านั้นแหละ”
และหลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่า มกุฎราชกุมารก็ทรงประทับอยู่รวมกลุ่มกับทหารกองพลทหารองครักษ์ และกำลังเสวยพระกระยาหารในหม้อใบเดียวกันกับพวกเขาด้วย!
“อืม ซุปนี่อร่อยดีนะ” โจเซฟเอาขนมปังจุ่มน้ำซุปสีแดง แล้วเอาเข้าปาก ซุปมะเขือเทศที่มีรสเผ็ดนิดๆ นี่รสชาติเหมือนซุปบอร์ชเลย
เลอแฟบวร์พยักหน้าแล้วกล่าวว่า:
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท นี่เป็นอาหารที่ทหารชอบมากที่สุดรองจากเนื้อเลยพ่ะย่ะค่ะ”
นายทหารฝ่ายเสนาธิการที่อยู่ข้างๆ พูดเสริม:
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณซอสมะเขือเทศเลยพ่ะย่ะค่ะ พระเจ้าช่วย ใครเป็นอัจฉริยะที่คิดค้นของแบบนี้ขึ้นมานะ? รสชาติของมะเขือเทศสดนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ”
อัจฉริยะผู้คิดค้นอย่างโจเซฟไม่ได้ตอบรับคำชมนั้น แต่หันไปมองนโปเลียนที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างรวดเร็ว:
“ร้อยเอกบัวนาปาร์ต ชินกับชีวิตในกองพลทหารองครักษ์หรือยัง?”
ฝ่ายหลังชะงักไปครู่หนึ่ง รีบวางอาหารลง แล้วยืนตัวตรง “ปัง”:
“ชินแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ทุกอย่างดีมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“เอ่อ ท่านไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้” โจเซฟคิดในใจว่า ในอนาคตพวกเรายังมีงานต้องทำร่วมกันอีกเยอะ ขืนเกร็งแบบนี้ตลอดคงไม่ดีแน่
จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นดวงตาของนโปเลียน จึงถามด้วยความสงสัยว่า:
“ทำไมตาของท่านถึงมีเส้นเลือดฝอยเต็มไปหมดล่ะ? พักผ่อนไม่พอหรือเปล่า?”
นโปเลียนพักผ่อนไม่พอจริงๆ ตลอดสองเดือนกว่าที่เข้ามาอยู่ในกองพลทหารองครักษ์ เขาต้องเอาแต่ “เรียนเสริม” อย่างหนัก คนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ อย่างเขานอนแค่วันละห้าหกชั่วโมงเท่านั้น
“มะ ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ”
นายทหารฝ่ายเสนาธิการของกองพลหันไปทูลโจเซฟว่า:
“ฝ่าบาท ร้อยเอกบัวนาปาร์ตขยันมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เขาย้ายมาที่กองพล เขาก็ผ่านการทดสอบพื้นฐานไปได้หลายอย่างแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้าให้นโปเลียนอย่างชื่นชม จากนั้นก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องทั่วไป:
“จริงสิ หลังจากออกจากทรัวส์แล้ว พวกท่านก็จะต้องมุ่งหน้าไปที่แวร์เดิงนะ”
นายทหารฝ่ายเสนาธิการถามด้วยความประหลาดใจ:
“ฝ่าบาท ที่นั่นดูเหมือนจะไม่มีกองกำลังไหนให้เราต้องไปทดสอบเลยนะพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่ใช่ไปทดสอบหรอก” โจเซฟกล่าว “ไปรบต่างหาก ไปสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งจริงๆ”
ดวงตาของนายทหารและทหารรอบข้างเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นทันทีตามระเบียบของกองพลทหารองครักษ์ การออกรบหมายถึงผลงานและเกียรติยศ และนั่นก็หมายถึงการเลื่อนยศด้วย
นอกจากนี้ยังมีความอิจฉาและความเคารพจากครอบครัวและเพื่อนบ้านอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของกระทรวงกิจการทหาร
ครอบครัวของนายทหารและทหารที่สร้างความดีความชอบ จะได้รับการ “โจมตี” จากวงดุริยางค์ทหาร ธงเกียรติยศ ดอกไม้ และเงินรางวัล ประกอบกับการประกาศความดีความชอบในบริเวณใกล้เคียงติดต่อกันถึงสามวัน ทำให้นายทหารและทหารเหล่านั้นกลายเป็นวีรบุรุษของชุมชนไปในทันที
เมื่อพวกเขากลับไปที่บ้าน ความรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติที่ได้รับ มันยิ่งทำให้รู้สึกดีกว่าการได้เลื่อนยศเสียอีก
“ฝ่าบาท พวกเราจะไปสู้กับใครหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ผู้บังคับกองร้อยนายหนึ่งรีบถามขึ้นมา
“ตอนนี้ยังตอบไม่ได้หรอก แต่ในนั้นน่าจะมีพวกปรัสเซียอยู่ด้วยนะ”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าจะได้ประลองฝีมือกับกองทัพยุโรปของแท้ ต่างก็กระตือรือร้นและเตรียมพร้อมกันอย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเอาชนะกองทัพแอลเจียร์และแอลเบเนียมาแล้ว รวมถึงกองทัพมงกาล์มด้วย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของพวกเขาได้อย่างแท้จริง
หากพวกเขาสามารถเอาชนะชาวปรัสเซียในสนามรบได้ ก็จะไม่มีใครกล้าสงสัยในผลงานของกองพลทหารองครักษ์อีกต่อไป!
เมื่อพูดถึงการรบ โจเซฟก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงหันไปถามเลอแฟบวร์:
“พันตรี ไม่ทราบว่า ‘รถม้าปืนใหญ่แบบกะทัดรัด’ รุ่นใหม่ล่าสุด ส่งมาถึงหรือยัง?”
ฝ่ายหลังส่ายหน้า: “ตอนที่เราออกจากปารีสก็ยังไม่มาเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แต่ทางโรงงานสรรพาวุธได้ส่งคู่มือการฝึกมาให้ก่อนแล้ว และบอกว่าจะจัดส่งมาให้ภายในหนึ่งสัปดาห์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟถอนหายใจ ยังถือว่าช้าไปนิดนึง เขาจึงกำชับว่า:
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเขาส่งรถม้าปืนใหญ่ไปที่แวร์เดิงเลยก็แล้วกัน พวกท่านต้องรีบฝึกซ้อมการใช้งานที่นั่นให้เร็วที่สุด เพราะเวลาที่จะเปิดศึกคงเหลือไม่มากแล้ว”
เมื่อนโปเลียนได้ยินคำว่า “รถม้าปืนใหญ่” เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที จึงถามนายทหารฝ่ายเสนาธิการที่อยู่ข้างๆ ว่า:
“ท่านครับ อาวุธใหม่ที่ฝ่าบาทตรัสถึงเมื่อครู่นี้คืออะไรหรือครับ?”
“อ้อ ก็เป็นปืนใหญ่ที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วน่ะ เดี๋ยวท่านไปถึงแวร์ซายส์ก็จะรู้เองแหละ” นายทหารฝ่ายเสนาธิการแอบดูถูกคนจากคอร์ซิกาคนนี้อยู่ลึกๆในยุคนี้การเหยียดคนต่างถิ่นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึง “คนบ้านนอก” ที่มาจากเกาะเล็กๆ แถบชายแดนเลย
นโปเลียนอยากจะถามรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เห็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการและมกุฎราชกุมารกำลังคุยกันเรื่องการฝึกซ้อมอยู่ จึงหาจังหวะแทรกไม่ได้ ในใจก็ร้อนรนเหมือนมีแมวเป็นสิบๆ ตัวมาข่วน
หากเขาอยากจะเห็นรถม้าปืนใหญ่คันนั้น ก็หมายความว่าเขาจะต้องโดดการชุมนุมของกลุ่มกอบกู้เอกราชคอร์ซิกาในครั้งต่อไปอีก บางทีประธานปาโอลีอาจจะมีคำสั่งอะไรใหม่ๆ ก็ได้…
แต่อาวุธใหม่ที่เกี่ยวกับปืนใหญ่นั่น มันดูน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ…
ในขณะที่เขากำลังลังเลและไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนดี เช้าวันรุ่งขึ้น บุรุษไปรษณีย์ของกองพลก็เดินทางมาถึงทรัวส์
นี่คือช่วงเวลาที่ทหารทุกคนตื่นเต้นที่สุด กล่องไม้ไม่กี่ใบที่บุรุษไปรษณีย์นำมาด้วยนั้น บรรจุข่าวคราวจากครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูง ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่เชื่อมต่อพวกเขากับโลกภายนอกค่ายทหาร
เมื่อกลุ่มคนที่มารับจดหมายเริ่มบางตาลง นโปเลียนก็เดินเข้าไปหาบุรุษไปรษณีย์ทั้งสองคน แล้วบอกชื่อของตัวเอง:
“นโปเลียน บัวนาปาร์ต ไม่ทราบว่ามีจดหมายของผมไหมครับ?”
บุรุษไปรษณีย์ร่างสูงค้นหาตามตัวอักษรของชื่อในสมุดบันทึก จากนั้นก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกล่องไม้ใบที่สอง แล้วยื่นให้เขา:
“มีจดหมายของคุณครับ ส่งมาจาก โจเซฟ บัวนาปาร์ต โอ้ นามสกุลแปลกดีนะ เขาเป็นพ่อหรือพี่น้องของคุณหรือ?”
“พี่ชายคนโตของผมน่ะ”
นโปเลียนตอบไปส่งๆ รับจดหมายมาแล้วก็รีบกลับไปที่เต็นท์ของตัวเอง จากนั้นก็รีบแกะซองอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
ในจดหมาย พี่ชายเริ่มด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและชีวิตในค่ายทหารของนโปเลียนตามปกติ จากนั้นก็เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ด้วยความบังเอิญ เขาได้รับเลือกจากผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าไปทำงานเป็นผู้ช่วยในคณะผู้แทนเจรจา
เนื่องจากพวกเขากำลังต้องการคนด่วน เขาจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อตำแหน่งนี้ แถมยังได้เงินเดือนถึง 65 ลีฟร์ต่อเดือน และยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
นโปเลียนเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุข นี่มันดีกว่าธุรกิจที่พี่ชายเคยทำแบบครึ่งๆ กลางๆ มาตั้งเยอะ เมื่อมีรายได้ประจำก้อนนี้แล้ว เขาก็ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโตของครอบครัวเพียงลำพังอีกต่อไป
แน่นอนว่า ตำแหน่งในรัฐบาลของโจเซฟ บัวนาปาร์ตนั้น เป็นฝีมือของโจเซฟที่สั่งให้บายยี่จัดการให้ คนคอร์ซิกามีความผูกพันกับครอบครัวสูงมาก หลังจากที่พ่อของนโปเลียนเสียชีวิต พี่ชายคนโตก็เปรียบเสมือนพ่อของเขา นโปเลียนก็มักจะเชื่อฟังพี่ชายของเขาเสมอ
ดังนั้น โจเซฟจึงจัดการให้พี่ชายคนโตของนโปเลียนเข้าไปอยู่ในระบบข้าราชการของฝรั่งเศสเสียก่อน เมื่อเขาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็ว “ตำแหน่งก็จะกำหนดความคิด” ถึงตอนนั้นต่อให้นโปเลียนอยากจะก่อตั้งประเทศคอร์ซิกาขึ้นมา พี่ชายของเขาก็คงไม่ยอมแน่ๆ
นโปเลียนอ่านจดหมายต่อไป โจเซฟ บัวนาปาร์ตบอกเขาว่า ตอนที่ส่งจดหมายฉบับนี้ เขาได้เดินทางออกจากปารีสพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อไปเข้าร่วมการเจรจาทางการค้าที่สำคัญที่บาวาเรียแล้ว

0 Comments