ตอนที่ 208 ไล่ล่าโจรสลัด
แปลโดย เนสยังในทะเล กองเรือร่วมได้ทำภารกิจยิงคุ้มกันจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่จำเป็น ผู้บัญชาการกองเรือ ซิสเนรอส จึงสั่งให้ถอยออกไปนอกระยะยิงของป้อมปืนท่าเรือ
หลังจากที่ใบเรือของเรือรบสองสามลำถูกปรับมุมจนเสร็จ เขากลับได้ยินเสียงปืนใหญ่บนป้อมปืนเงียบลงกะทันหัน
ซิสเนรอสรู้สึกแปลกใจ จึงเดินมาที่หัวเรือ “L’Avancée” หยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดู แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่า บนป้อมปืนมีธงลวดลายดอกไอริสบนพื้นสีน้ำเงินม่วงโบกสะบัดอยู่
“พวกนี้มันจะเร็วเกินไปแล้วมั้ง?” เขาหันไปมองผู้ช่วยด้วยความตกใจ “พวกเขาขึ้นฝั่งมาถึงชั่วโมงแล้วหรือยัง?”
ผู้ช่วยดูนาฬิกา แล้วส่ายหน้า:
“ยังเลยครับ ท่านนายพล เพิ่งผ่านไปแค่ 48 นาทีเท่านั้น”
มุมปากของซิสเนรอสกระตุกเล็กน้อย การจะเดินทัพจากชายฝั่งไปยังป้อมปืนนั้นโดยไม่หยุดพัก ก็คงต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว แบร์ตีเยคนนี้พาทหารวิ่งรวดเดียวไปถึงป้อมปืนของพวกโจรสลัดเลยหรือไง?!
เขาเคยคิดว่ากองทัพที่เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่ถึงปี แถมยังมีพวกตำรวจปะปนอยู่นี้ การจะยึดป้อมปืนได้ก่อนค่ำก็น่าจะถือว่าเร็วมากแล้ว ไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันเที่ยง การต่อสู้ก็จบลงแล้ว?!
ดูท่ากองทัพนี้คงไม่ธรรมดาซะแล้ว…
ถ้าหากมีใครบอกเขาในตอนนี้ว่า คนที่ตีป้อมปืนแตกก็คือพวกตำรวจนั่นแหละ เขาคงจะเริ่มสงสัยในชีวิตตัวเองขึ้นมาแน่ๆ
ทางฝั่งกองทัพองครักษ์ แพทย์ทหารกำลังสั่งให้คนนำคนเจ็บไปที่เต็นท์ ส่วนแบร์ตีเยก็มองดูรายงานสรุปผลการรบที่ผู้ช่วยเพิ่งส่งมาให้ ก่อนจะเดินไปที่ป้อมปืนบนเนินเขา
นักเรียนตำรวจตาย 8 เจ็บ 10 กองทัพของแบร์ตีเยตาย 3 เจ็บ 5 นี่เป็นเพราะพวกนักเรียนตำรวจเพิ่งจะเคยลงสนามรบครั้งแรก จึงตื่นเต้นเกินไปและบุกเร็วเกินไป ไม่อย่างนั้นก็คงจะสูญเสียน้อยกว่านี้
ส่วนผลการรบ จับเป็นโจรสลัดได้ 282 คน ยิงตายประมาณ 90 คน ยึดป้อมปืนของท่าเรือบิแซร์ตาได้ ส่วนปืนใหญ่ ปืนยาว และอาวุธอื่นๆ ยังไม่ได้นับ
เนื่องจากลักษณะของท่าเรือ หลังจากยึดป้อมปืนชายฝั่งได้ ท่าเรือและตัวเมืองที่อยู่ด้านหลังก็แทบจะไร้การป้องกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ บิแซร์ตา ฐานที่มั่นใหญ่แห่งหนึ่งของโจรสลัดบาร์บารีในตูนิเซียได้ถูกยึดครองแล้ว
เขาสั่งให้ผู้ช่วยพยายามรักษาคนเจ็บอย่างเต็มที่ กองทัพที่รับผิดชอบการบุกทะลวงชายหาดให้พักผ่อนอยู่ที่เดิม ส่วนอีก 2 กองพันที่เพิ่งจะขึ้นฝั่งตามมา ให้เข้าไปค้นหาตัวพวกโจรสลัดในตัวเมือง
ก่อนตะวันจะตกดิน กองทัพองครักษ์ก็สามารถควบคุมท่าเรือบิแซร์ตาทั้งหมดไว้ได้ จับตัวโจรสลัดที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อได้ 40 กว่าคน ส่วนคนที่เหลือก็หนีออกจากท่าเรือไปแล้ว
ผู้ช่วยผู้บังคับการกองทัพมองดูท้องฟ้าที่ยังพอมีแสงสว่างอยู่ หันไปถามแบร์ตีเยว่า:
“ท่านผู้บัญชาการ จะให้ส่งทหารม้าไปไล่ตามพวกที่หนีไปไหมครับ? พวกมันน่าจะยังหนีไปได้ไม่ไกล”
แบร์ตีเยกลับส่ายหน้า: “แจ้งให้ทุกคนทราบ ให้กองทัพพักผ่อนที่บิแซร์ตาหนึ่งวันครึ่ง เพื่อเติมเสบียงอาหารและไวน์”
“อ้าว? พักนานขนาดนั้นเลยหรือครับ?”
ผู้ช่วยถามด้วยความสงสัย: “ผู้พันครับ ถ้าทำแบบนั้น พวกโจรสลัดคงหนีไปไกลแล้วนะครับ”
“ไม่เป็นไร ก็ตั้งใจจะให้เวลาพวกมันหนีอยู่แล้วนี่” แบร์ตีเยนึกถึงแผนการของโจเซฟ แล้วยิ้มตอบ “มะรืนตอนเที่ยง เราค่อยออกเดินทางลงใต้”
บิแซร์ตาหันหน้าออกสู่ทะเลทางทิศเหนือ ส่วนทางทิศใต้ก็มีแค่ไครรูอานและเมืองตูนิเซียเท่านั้นให้ไป ตอนนี้ที่ป้อมปราการไครรูอานกำลังมีการสู้รบกันอยู่ ดังนั้น โจรสลัดพวกนี้ก็คงมีทางเดียวคือหนีไปที่เมืองตูนิเซีย ซึ่งนั่นแหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของโจเซฟ
…
สองวันต่อมา
เมืองตูนิเซีย
ในพระราชวังคาสร์ นายทหารเรือหลายสิบคนที่มีสภาพมอมแมม กำลังหมอบกราบอยู่บนพื้น ร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา:
“เบย์ผู้ยิ่งใหญ่ พวกยุโรปบุกมาโจมตีท่าเรือของเราอย่างกะทันหัน เราจะยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด!”
“พวกมันประกาศอย่างเปิดเผยเลยว่าจะฆ่าพวกเรา! นี่มันหยามเกียรติท่านชัดๆ!”
“เบย์ผู้ยิ่งใหญ่ ท่านต้องคุ้มครองพวกเราด้วย! หลายปีมานี้กองทัพเรือมอบภาษีให้ท่านไปตั้งมากมาย…”
“ขอให้ท่านเรียกระดมพล ตัดหัวพวกนอกรีตพวกนี้ให้หมด!”
ฮามูด อาลี ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่ขาดสาย
ถ้าไม่ใช่เพราะยูนิสก่อกบฏ จนเขาต้องส่งกองกำลังรักษาพระองค์จากทั่วประเทศไปปราบปราม ทำให้ที่ท่าเรือเหลือทหารป้องกันอยู่ไม่ถึง 500 คน พวกยุโรปก็คงไม่สามารถตีท่าเรือบิแซร์ตาแตกได้ง่ายๆ แบบนี้หรอก
เขาโบกมือไล่นายทหารเรือที่หนีมาจากบิแซร์ตาให้หุบปาก หันไปส่งสัญญาณให้ขุนนางวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ตามเขาเข้าไปในห้องด้านใน ขมวดคิ้วถามว่า:
“ซินานิดิน กองทัพของยุโรปกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เจ้าคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดี?”
ขุนนางวัยกลางคนผู้นี้คือ “คาร์ดิ” ของตูนิเซีย หรือก็คือเทียบเท่ากับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีนั่นเอง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าตอบ:
“เบย์ผู้ยิ่งใหญ่ พวกยุโรปมาเพื่อปราบปรามโจรสลัด… เพราะกองทัพเรือไปปล้นเรือสินค้าของพวกนั้น แถมยังเรียกค่าไถ่แพงลิบลิ่วอีกด้วย”
“แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ซินานิดินพูดเสียงเบา:
“เบย์ กองทัพเรือก็ไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของท่านอยู่แล้ว หากการยอมสละพวกเขาจะช่วยให้เรารอดพ้นจากการถูกพวกยุโรปเล่นงานได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะขอรับ”
“คาร์ดิ” ฮามูด อาลี ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด:
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล งั้นก็ให้กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์จับพวกที่อยู่ข้างนอกนั้นไปขังไว้ก่อน เจ้าไปบอกพวกยุโรป ว่าเราสามารถมอบตัวพวกมันให้ได้…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ฮาฟซาที่กำลังเล่นฮาร์ปอยู่ไม่ไกลก็รีบลุกขึ้นเดินเข้ามา โค้งคำนับเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า:
“เบย์ ท่านคาร์ดิ เราจะยอมมอบตัวทหารเรือให้พวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”
“โอ้? ลองบอกเหตุผลมาสิ” อาลีหันไปมองนาง
“ท่านคือผู้ปกป้องตูนิเซียทั้งมวล หากในเวลาแบบนี้ท่านไม่สามารถปกป้องกองทัพเรือได้ ก็จะทำให้ทั่วทั้งตูนิเซียหมดความศรัทธาในตัวท่าน”
ซินานิดินรีบพูดแย้ง: “แต่ทางฝั่งยุโรป…”
“ท่านไม่ต้องกังวลไป” ฮาฟซาทำท่าทีไม่ใส่ใจ “ได้ยินมาว่าพวกมันมากันแค่สองสามพันคน ส่วนเรามีทั้งกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์และทหารเรือ ไม่เห็นต้องไปกลัวพวกมันเลย!”
นางไม่รอให้ซินานิดินโต้แย้ง ก็รีบพูดต่อว่า:
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กองทัพของเบย์กำลังสู้รบกับพวกกบฏอยู่ หากท่านแสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่นิดเดียว พวกที่ยังลังเลอยู่ก็จะหันไปเข้าพวกกับยูนิสทันที!”
ฮามูด อาลี ได้ยินดังนั้นก็เริ่มลังเล
ตั้งแต่ยูนิสเริ่มก่อกบฏ การประเมินสถานการณ์ของฮาฟซาก็แม่นยำมาโดยตลอด แสดงให้เห็นถึงไหวพริบและสติปัญญาอันล้ำเลิศของนาง
และก็จริงอย่างที่นางพูด เขาต้องแสดงความเข้มแข็งออกมา ถึงจะสามารถควบคุมกลุ่มอำนาจต่างๆ ในตูนิเซียไว้ได้
ส่วนพวกยุโรป ถึงแม้กองทัพเรือจะไปปล้นเรือสินค้าของพวกนั้นจริง แต่แค่จ่ายเงินชดเชยให้มากหน่อย ก็น่าจะทำให้พวกนั้นสงบลงได้แล้ว
คิดได้ดังนั้น เขาก็หันไปมองซินานิดิน: “คาร์ดิ เจ้านำเงิน 30,000 ริยัลไปเจรจากับพวกยุโรป ต้องรักษาชีวิตพวกทหารเรือไว้ให้ได้
“แล้วก็เรียกระดมพลกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ เสริมการป้องกันเมืองตูนิเซียด้วย”
“แต่ว่า…” ซินานิดินยังอยากจะพูดคัดค้าน แต่เมื่อเห็นท่าทีเด็ดขาดของอาลี ก็จำต้องโค้งคำนับรับคำสั่งและเดินออกไป
ส่วนในดวงตาของฮาฟซา กลับมีประกายประหลาดที่ยากจะสังเกตเห็นวาบขึ้นมา แม้นางจะไม่รู้ว่าทำไมฮาจิถึงให้นางเกลี้ยกล่อมอาลีให้ปกป้องพวกทหารเรือ แต่ตอนนี้นางก็ทำสำเร็จแล้ว
…
ท่าเรือบิแซร์ตาอยู่ห่างจากเมืองตูนิเซียเพียง 70 กิโลเมตร กองทัพองครักษ์ใช้เวลาเดินทัพเพียงสามวัน ก็มาถึงหน้าเมืองตูนิเซียแล้ว
เพื่อสอดรับกับการปฏิบัติการของพวกเขา กองเรือร่วมก็ล่องเรือลงใต้มายังท่าเรือตูนิเซียเช่นกัน โดยทิ้งเรือคุ้มกันหนึ่งลำและเรือเล็กอีกไม่กี่ลำไว้เพื่อปิดล้อมท่าเรือบิแซร์ตา หลังจากยึดป้อมปืนของท่าเรือได้แล้ว การใช้เรือรบเพียงไม่กี่ลำก็เพียงพอที่จะทำภารกิจปิดล้อมได้แล้ว

0 Comments