ตอนที่ 201 ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในแอฟริกาเหนือ
แปลโดย เนสยังที่ริมฝั่งทิศตะวันออกของห้องโถงใหญ่ อัลวิน นักธุรกิจหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษเห็นลาวัวซิเยร์เดินขึ้นมาอยู่หน้าเวที ก็รีบสะกิดชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าเบื่อโลกอยู่ข้างๆ แล้วกระซิบว่า:
“คลาร์ก คนใหญ่คนโตมาแล้ว รีบจดบันทึกให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ห้ามพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียวเด็ดขาด!”
ใช่แล้ว นี่คืออัลวินคนที่เคยมาทำข่าวงานปารีสแฟชั่นวีคนั่นเอง หลังจากกลับประเทศไป เขาก็ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีเพื่อเสี่ยงโชคซื้อลิขสิทธิ์จากหนังสือพิมพ์ปารีส บิสซิเนส เดลี่ นำนิยายเรื่อง ‘สยบฟ้าล่าสวรรค์’ และ ‘คุณผู้หญิงโปรดหยุดเถอะ’ ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษออกวางจำหน่าย ผลปรากฏว่าเพียงไม่กี่เดือน เขาก็กอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ หลังจากนั้นเขาก็ไปซื้อกิจการสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วผันตัวมาเป็นเถ้าแก่เสียเอง
และในครั้งนี้ ที่เขาเดินทางมาก็เพื่อเจรจาซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องอื่นๆ จากปารีส บิสซิเนส เดลี่ แต่บังเอิญมาตรงกับช่วงที่ฝรั่งเศสกำลังจัดงานประกาศมาตรฐานการวัดพอดี เขาจึงพาลูกน้องมาทำข่าวด้วยเลย
“โอ้ ได้เลยครับ เถ้าแก่!”
คลาร์กสะดุ้งตื่นตัว รีบยืนตัวตรง ทำท่าเตรียมพร้อมจดบันทึก จากนั้นก็เห็นชายชาวฝรั่งเศสที่ชื่อลาวัวซิเยร์ชูสองมือขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น: “อันดับแรก ขอให้พวกเราแสดงความขอบคุณต่อฝ่าบาทมกุฎราชกุมารผู้ทรงเกียรติ! พระองค์คือผู้ที่ผลักดันให้เกิดการกำหนดมาตรฐานการวัดของฝรั่งเศส…”
คลาร์กจดคำพูดเหล่านั้นลงในสมุดอย่างรวดเร็ว แต่ในใจกลับรู้สึกดูแคลน คนพวกนี้ช่างประจบประแจงราชวงศ์เก่งเสียจริง
เขากวาดสายตามองห้องโถงที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ แล้วพึมพำเป็นภาษาอังกฤษเบาๆ ว่า:
“พวกคนฝรั่งเศสนี่ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง ก็แค่ประกาศหน่วยวัดไม่กี่หน่วย ถึงกับต้องจัดงานใหญ่โตขนาดนี้เลย”
อัลวินถลึงตาใส่เขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:
“หัดเก็บความไม่รู้ของนายไว้บ้างนะ นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องหน่วยวัดไม่กี่หน่วย แต่มันคือความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมวิทยาศาสตร์!”
บนเวที ลาวัวซิเยร์ให้ผู้ช่วยเข็นตู้กระจกที่มีแท่งทองแดงวางอยู่ข้างในออกมา แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า:
“ทุกท่านโปรดดู นี่คือต้นแบบของหน่วยวัดความยาวมาตรฐานที่เรียกว่า ‘เมตร’ นิยามของมันก็คือ ‘หนึ่งในสิบล้านของระยะทางจากเส้นศูนย์สูตรถึงขั้วโลกเหนือที่ลากผ่านเส้นเมริเดียนของกรุงปารีส’…”
คลาร์กจดบันทึกมือเป็นระวิง แต่ก็ยังคงบ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยพอใจว่า:
“โอ้ ใช่สิ พอมีเจ้านี่ พวกขุนนางฝรั่งเศสก็คงจะเก็บภาษีได้ง่ายขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแปลงหน่วยไปมาให้วุ่นวาย”
เมื่อลาวัวซิเยร์พูดจบและเสียงปรบมือจากด้านล่างดังกึกก้อง อัลวินก็อดทนอธิบายให้พนักงานของเขาฟังว่า:
“นายรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงต้องกำหนดนิยามของหน่วยวัดให้มันซับซ้อนขนาดนี้?”
“นี่มัน…” คลาร์กเกาหัว “เพื่อให้ดูเก่งกาจกระมัง?”
อัลวินพูดแทรกขึ้นมาว่า:
“นิยามแบบนี้ ไม่ว่าจะนำไปใช้ที่ไหนในโลก ก็จะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการ นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นคนอังกฤษ คนฝรั่งเศส หรือคนอเมริกาเหนือ ต่อให้อยู่ห่างกันเป็นหมื่นไมล์ ก็สามารถใช้หน่วยวัดเดียวกันในการคำนวณและวัดระยะได้
“นายรู้ไหมว่านี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของทั่วโลก จะสามารถอธิบายด้วย ‘ภาษาทางเทคนิค’ เดียวกันได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษยชาติจะก้าวไปสู่ความสมบูรณ์แบบและเป็นหนึ่งเดียวกันโดยเริ่มจากจุดนี้!”
อัลวินในฐานะนักอุดมคติ สายตาของเขามุ่งเน้นไปที่เรื่องอย่าง “วิทยาศาสตร์ระดับโลก” แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานการวัดมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าของประเทศมากกว่าเสียอีก
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนตะกร้าที่ผลิตในภาคเหนือของฝรั่งเศส มักจะขายไม่ออกในภาคใต้ เพราะคนภาคใต้ต้องการบรรจุธัญพืชทีละสาม ‘มง’ แต่ตะกร้าของภาคเหนือกลับตวงได้พอดีเป็นหน่วย ‘ออนซ์’ เท่านั้น
ในขณะนั้น หน่วยวัดที่ใช้กันทั่วไปในฝรั่งเศสมีมากกว่า 800 ชนิด ส่วนหน่วยที่ใช้ในวงแคบๆ ยิ่งมีเป็นหมื่นๆ ชนิด ส่งผลให้การไหลเวียนของสินค้าระหว่างพื้นที่ต่างๆ ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเพิ่มเติม
ที่แย่ไปกว่านั้นคือในภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม อย่าว่าแต่ระหว่างสองเมืองเลย ต่อให้เป็นโรงงานสองแห่งที่อยู่แค่คนละฝั่งถนน สกรูที่ผลิตจากฝั่งนี้ยังเอาไปใช้กับอีกฝั่งไม่ได้เลย แล้วแบบนี้จะไปสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้อย่างไร?
และหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันนี่แหละ คือรากฐานที่จะเชื่อมโยงระบบอุตสาหกรรมและการค้าเข้าด้วยกัน
เมื่อคลาร์กได้ฟังคำอธิบายของเถ้าแก่ก็ถึงกับเบิกตากว้าง ถึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมคนฝรั่งเศสถึงต้องจัดงานใหญ่โตเพื่อประกาศเรื่องมาตรฐานการวัดนี้
ทันใดนั้น ลาวัวซิเยร์ก็ให้คนนำตุ้มน้ำหนักที่ทำจากแพลทินัมบริสุทธิ์ในตู้กระจกออกมาอีกชิ้น และประกาศเสียงดังว่า นี่คือต้นแบบของหน่วยวัดมวลมาตรฐานที่เรียกว่า ‘กิโลกรัม’…
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หนังสือพิมพ์เกือบทั้งยุโรปต่างก็ลงข่าวเกี่ยวกับมาตรฐานการวัดที่คณะกรรมการมาตรฐานแห่งฝรั่งเศสกำหนดขึ้น แวดวงวิชาการในแต่ละประเทศล้วนตกตะลึงกันถ้วนหน้า ส่วนรัฐบาลแต่ละประเทศก็ถกเถียงกันอย่างดุเดือด ว่าควรจะสนับสนุนหน่วยวัดมาตรฐานของฝรั่งเศส หรือจะกำหนดมาตรฐานของตนเองขึ้นมาบ้าง
ในเวลานี้ บรรดาประเทศในยุโรปยังไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ตั้งแต่งานปารีสแฟชั่นวีคเมื่อต้นปี งานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มาจนถึงการประกาศมาตรฐานการวัดในครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ยึดครองพื้นที่ข่าวสำคัญๆ ในระดับนานาชาติมาโดยตลอด
…
ทะเลบาร์บารี
เรือสินค้าติดอาวุธของอังกฤษสองลำกำลังแล่นเข้าใกล้เมืองมิติญาในแอลจีเรีย โดยมีเรือคุ้มกันอีกสองลำคอยให้การคุ้มกัน โดยกางใบเรือเพียงครึ่งเดียว
ณ ห้องโดยสารบริเวณหัวเรือบนเรือคุ้มกัน ‘โรบินสัน’ ดุ๊กแห่งลีดส์กำลังใช้กล้องส่องทางไกลมองผ่านหน้าต่างเรือไปยังแนวชายฝั่งสีเหลืองหม่นที่สว่างไสวภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ
ที่นั่นมีป้อมปราการแห่งหนึ่ง ในขณะนี้ บนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังวุ่นวายกับการทำงานอย่างขะมักเขม้น
เขารู้ดีว่า นั่นคือวิศวกรชาวอังกฤษที่กำลังสั่งให้คนงานเสริมความแข็งแกร่งให้กับป้อมปืน
เมื่อเรือแล่นเข้าไปใกล้ ดุ๊กแห่งลีดส์ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ป้อมปืนนั้นสร้างเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ปืนใหญ่ขนาด 24 ปอนด์ที่ผลิตในอังกฤษกระบอกหนึ่ง ซึ่งผูกติดกับปลายเชือกเส้นใหญ่หลายสิบเส้น กำลังถูกทาสชาวแอลจีเรียนับร้อยคนลากขึ้นไปบนป้อมปราการ
“หึหึ อยากเห็นสีหน้าตกตะลึงของพวกฝรั่งเศสตอนที่โดนปืนใหญ่พวกนี้ยิงถล่มจังเลย”
เขาพูดพลางยิ้มและเก็บกล้องส่องทางไกล ก่อนจะหันไปพูดกับสจวร์ต กงสุลอังกฤษประจำแอลจีเรียคนใหม่ที่อยู่ข้างๆ:
“คนฝรั่งเศสอ้างการปราบปรามโจรสลัดมาแทรกแซงแอฟริกาเหนือ ถือเป็นหมากที่เดินได้ดีทีเดียว รัสเซียถึงกับส่งหนังสือท้วงติงมาหาเราหลายครั้ง โดยระบุว่าปฏิบัติการของฝรั่งเศสก็ถือเป็นการช่วยปกป้องการค้าทางทะเลของรัสเซียด้วย”
สจวร์ตยิ้มและพยักหน้าตอบ:
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ ท่านดุ๊ก เพียงแต่คนฝรั่งเศสคงลืมไปว่า พวกเรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แนบแน่นกับออตโตมัน ไอ้พวกฝรั่งเศสนี่เก่งแต่เรื่องแฟชั่นหรือเครื่องประดับอะไรพวกนั้นแหละ แต่ถ้าเป็นเรื่องการวางกลยุทธ์ พวกเขายังด้อยกว่าเราอยู่บ้าง”
เรือค่อยๆ หยุดนิ่ง ดุ๊กแห่งลีดส์เดินตามกัปตันไปที่ดาดฟ้าเรือ ในใจก็พลันนึกถึงการประชุมที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงเมื่อสามเดือนก่อนขึ้นมา
วันนั้นก็เป็นวันที่อากาศแจ่มใสเหมือนกับวันนี้…
“คุณฟ็อกซ์ ในที่สุดก็ยอมเงียบสักทีนะ” วิลเลียม พิตต์ ผู้เยาว์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษวัยเพียง 29 ปี ผายมือไปยังโซฟาตรงหน้าด้วยสีหน้าเบิกบาน “เชิญนั่งก่อนครับ ดุ๊กแห่งลีดส์ นายพลเจอร์วิส”
รัฐสภาเพิ่งจะอนุมัติงบประมาณพิเศษสำหรับจัดการกับสถานการณ์ในแอฟริกาเหนือให้เขา เขาจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขาสั่งให้คนรับใช้นำชาและขนมมาเสิร์ฟ ก่อนจะชี้ไปรอบๆ ห้องทำงานที่ดูคับแคบ แล้วบ่นกับทั้งสองคนว่า:
“กว่าจะขอให้รัฐสภาอนุมัติงบมาได้แต่ละทีนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ พวกท่านว่าไหม? ดูสิ จนป่านนี้ยังไม่มีห้องประชุมที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันเลย พวกเราก็เลยต้องมานั่งคุยงานกันในที่แคบๆ แบบนี้”
นายพลเจอร์วิสนั่งลงปุ๊บ ก็เอ่ยถามทันที:
“คุณพิตต์ รายงานที่คุณยื่นต่อรัฐสภาเมื่อเช้านี้ อา… ที่เกี่ยวกับเรื่องราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้นนั่นน่ะ มันเกี่ยวกับฝรั่งเศสจริงๆ หรือ? ทำไมผมถึงไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลย”
พิตต์ยิ้มตอบ:
“ถ้าจะพูดให้ถูก ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก แต่คนพวกนั้นฉลาดแกมโกงมาก ไม่ทิ้งเบาะแสอะไรไว้เลย
“ผมก็เพิ่งจะบังเอิญไปเห็นจากรายงานของหน่วยข่าวกรองที่ดับลินว่า เมื่อต้นปี มีชาวไอร์แลนด์คนหนึ่งช่วยพ่อค้าธัญพืชสองคนกว้านซื้อธัญพืชไปเป็นจำนวนมาก มูลค่าสูงถึงหลายแสนปอนด์”
หน่วยข่าวกรองดับลินที่เขาพูดถึง เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรับมือกับกลุ่มกบฏในไอร์แลนด์โดยเฉพาะ ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดของรัฐบาลอังกฤษ
ในเวลานี้ จักรวรรดิอังกฤษยังห่างไกลจากความเป็น “จ้าวแห่งข่าวกรองระดับโลก” ในยุคหลังอยู่มาก หน่วย MI6 หรือสกอตแลนด์ยาร์ดอะไรพวกนั้นก็ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา ในยุคนี้ เนื่องจากชาวอังกฤษเปิดรับแนวคิดเสรีนิยมค่อนข้างเร็ว ทำให้พวกเขาต่อต้านหน่วยงานข่าวกรองของรัฐบาลเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ขีดความสามารถด้านข่าวกรองของพวกเขาจัดอยู่ในระดับที่ธรรมดามากเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ
พิตต์กล่าวต่อ: “พวกท่านก็รู้ว่า พวกไอร์แลนด์กับฝรั่งเศสมักจะมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันอยู่เสมอ ผมจึงเกิดความสงสัย เลยจ้างให้ลอยด์แห่งลอนดอนไปสืบต่อ
“พวกเขาสืบเจอเบาะแสบางอย่างจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น พ่อค้าธัญพืชชาวอังกฤษบอกว่า คนที่มากว้านซื้อธัญพืชเหล่านั้นมักจะแอบคุยกันด้วยภาษาฝรั่งเศส แถมยังเคยจ่ายเงินเป็นลีฟร์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ฝรั่งเศสก็กำลังเผชิญกับภาวะผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก จึงต้องการธัญพืชเป็นอย่างมาก
“สรุปก็คือ ผลการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า ตัวการที่ทำให้ตลาดธัญพืชของเราปั่นป่วน ก็คือคนฝรั่งเศสนั่นเอง”
ในปีนี้ อังกฤษเองก็เผชิญกับภัยแล้งอย่างหนักเช่นกัน ทำให้ผลผลิตธัญพืชลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อังกฤษเป็นประเทศผู้ส่งออกธัญพืชมาโดยตลอด ภายในประเทศจึงมีธัญพืชกักตุนไว้ไม่น้อย บวกกับมีระบบการขนส่งทางแม่น้ำที่สะดวกสบาย จึงยังไม่ถึงขั้นเกิดภาวะอดอยาก
ทว่า พอพิตต์คิดจะระดมธัญพืชไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย กลับต้องตกใจเมื่อพบว่า ตั้งแต่ต้นปีก็มีคนมากว้านซื้อธัญพืชไปเป็นจำนวนมาก จนทำให้ธัญพืชสำรองในหลายๆ เมืองถูกกว้านซื้อไปจนหมดเกลี้ยง!
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ราคาธัญพืชในตลาดอังกฤษก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลจะพยายามควบคุมราคาอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถแทรกแซงราคาซื้อขายในตลาดมืดได้เลย เหมือนกับลูกไม้ที่พวกพ่อค้าร้านขนมปังในปารีสเคยใช้ไม่มีผิด
เมื่อเห็นว่าพื้นที่ประสบภัยหนักบางแห่งของอังกฤษกำลังจะเกิดความวุ่นวายเพราะไม่มีอาหารประทังชีวิต พิตต์จึงต้องจำใจใช้วิธีนำเงินงบประมาณไปอุดหนุนเพื่อควบคุมราคาธัญพืช แม้ในท้ายที่สุดจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจลได้ แต่ก็ต้องสูญเสียเงินไปถึงห้าหกแสนปอนด์
หากคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน นั่นก็เท่ากับเงินก้อนโตถึง 14 ล้านลีฟร์เลยทีเดียว!
ฟ็อกซ์และพรรคฝ่ายค้านคนอื่นๆ จึงฉวยโอกาสนี้โจมตีพิตต์อย่างหนักหน่วง ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก
ดุ๊กแห่งลีดส์ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะออกมา:
“ฟังจากที่คุณพูด เหมือนกับว่าคนฝรั่งเศสรู้ล่วงหน้าว่าปีนี้พวกเขาจะเผชิญกับภาวะผลผลิตตกต่ำอย่างนั้นแหละ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญหรอก เพราะเรื่องนี้สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้รัฐสภาสนับสนุนงบประมาณพิเศษของคุณได้พอดี”
พิตต์ส่งสายตาเห็นด้วยให้เขา:
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ พอรัฐสภารู้ว่าคนฝรั่งเศสเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาธัญพืชปั่นป่วน ก็ไม่มีใครคัดค้านเรื่องงบประมาณอีกเลย”
ดุ๊กแห่งลีดส์พยักหน้า: “พวกที่อยู่ในรัฐสภา ไม่รู้หรอกว่าการที่ฝรั่งเศสอ้างเรื่อง ‘ปราบปรามโจรสลัด’ อย่างเอิกเกริกนั้น มันมีผลกระทบร้ายแรงแค่ไหน!
“หากพวกเขาฉวยโอกาสนี้เข้าควบคุมแอฟริกาเหนือได้ มันก็จะช่วยชดเชยอาณานิคมในอเมริกาที่พวกเขาเพิ่งสูญเสียไปได้อย่างมหาศาล
“ต้องรู้ไว้ว่า เพื่ออาณานิคมเหล่านั้น เราต้องสูญเสียทั้งทหารและเงินทองไปตั้งเท่าไหร่ในสงครามเจ็ดปี แต่พวกฟ็อกซ์กลับจะปล่อยให้ฝรั่งเศสเข้าไปแทรกแซงแอฟริกาเหนือ เพียงเพราะเสียดายเงินงบประมาณแค่นิดหน่อย”
พิตต์กล่าวว่า: “โชคดีที่ตอนนี้เราได้งบประมาณมาแล้ว 5 แสนปอนด์ ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว”
“น่าเสียดายที่ต้องคำนึงถึงท่าทีของพวกรัสเซียด้วย” นายพลเจอร์วิสขมวดคิ้วส่ายหน้า “เลยทำให้เราไม่สามารถส่งทหารไปที่แอฟริกาเหนือได้โดยตรง”
“ส่งทหารไปหรือ?” ดุ๊กแห่งลีดส์เหลือบมองเขาอย่างแนบเนียน “ไม่ ที่นั่นไม่ใช่เขตอิทธิพลของเรา อยู่ใกล้สเปนและฝรั่งเศสเกินไป การสนับสนุนกองกำลังในพื้นที่ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว”
พิตต์พยักหน้า หันไปมองเจอร์วิสแล้วถามว่า:
“ท่านนายพล ด้วยมุมมองของมืออาชีพอย่างท่าน ท่านคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนฝรั่งเศสคือที่ไหน?”
แม้ว่าอังกฤษจะรู้แผนการด้านยุทธศาสตร์ในแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศสผ่านเครือข่ายข่าวกรองของตนในฝรั่งเศส และจากข้อมูลที่ได้จากดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง แต่รายละเอียดปลีกย่อยพวกเขาก็ต้องนำมาวิเคราะห์ต่อยอดเอง
ในฐานะประธานคณะกรรมการทหารเรือ เจอร์วิสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า: “ผมคิดว่า น่าจะเป็นแอลจีเรีย”
“ช่วยอธิบายเหตุผลให้ฟังหน่อยได้ไหม?”
เจอร์วิสพยักหน้า: “อย่างแรก โมร็อกโกอยู่ค่อนข้างไกลจากฝรั่งเศส และยังเป็นเขตอิทธิพลของสเปน ดังนั้นฝรั่งเศสคงไม่น่าจะไปที่นั่น
“ส่วนเบย์แห่งตูนิเซียก็ปกครองมานานกว่ายี่สิบปี อำนาจค่อนข้างมั่นคง ประกอบกับตูนิเซียก็ร่ำรวยมาก หากฝรั่งเศสบุ่มบ่ามเข้าไปปะทะ ก็คงจะเอาชนะได้ยาก
“ตริโปลีก็คล้ายๆ กัน ปาชาที่นั่นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะไม่ร่ำรวยเท่าตูนิเซีย แต่กองกำลังทหารค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกองทัพเรือ
“ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นตูนิเซียหรือตริโปลี หากพวกเขาสามารถต้านทานฝรั่งเศสได้สักสองสามเดือน ออตโตมันก็จะต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน
“และฝรั่งเศสก็รู้ดีว่า เราจะไม่มีทางทนดูพวกเขาขยายอิทธิพลไปได้หรอก ถึงตอนนั้น พวกเขาก็คงต้องจำใจถอยทัพกลับไปยังชายฝั่งตอนเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
พิตต์พยักหน้าอย่างครุ่นคิด:
“ดูเหมือนว่า แอลจีเรียจะเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดจริงๆ”
เจอร์วิสลูบหน้าผากพลางกล่าวว่า: “กองทหารรักษาพระองค์และกองทัพเรือในแอลจีเรียไม่ค่อยจะลงรอยกัน กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ก็ประมาทไม่ได้เลย ทั้งสามฝ่ายต่างก็คอยขัดแข้งขัดขากันอยู่ตลอดเวลา ทำให้สถานการณ์ภายในวุ่นวายมาก
“ขอเพียงแค่ฝรั่งเศสชนะศึกที่นั่นได้สักสองสามครั้ง คนในพื้นที่ก็อาจจะหันไปสวามิภักดิ์ต่อพวกเขาได้
“แถมผมยังได้ยินมาว่า กองเรือฝรั่งเศสและอเมริกาเพิ่งจะจมเรือของกองทัพเรือแอลจีเรียไปสองลำด้วย”
พิตต์จึงหันไปถามรัฐมนตรีคนสำคัญทั้งสองคนตรงหน้าว่า:
“ถ้าเช่นนั้น ทั้งสองท่านคิดว่า เราควรจะใช้กลยุทธ์ใดมารับมือดี?”
ดุ๊กแห่งลีดส์ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ แล้วตอบว่า:
“การที่เราจะบุ่มบ่ามเข้าไปแทรกแซงแอฟริกาเหนือคงเป็นเรื่องยาก ท้ายที่สุดแล้ว ที่นั่นก็ไม่ใช่เขตอิทธิพลเดิมของเรา
“ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำ ก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มอิทธิพลที่นั่นเสียก่อน”
พิตต์พยักหน้าตอบ:
“ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องนี้คงต้องพึ่งพากำลังของท่านแล้วล่ะ”
“ออตโตมันคือกุญแจสำคัญ” ลีดส์กล่าว “เรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับออตโตมัน สามารถใช้จุดนี้ไปจูงใจพวกเขาได้ แม้ว่าออตโตมันจะสูญเสียอำนาจการควบคุมแอฟริกาเหนือไปแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่มีทางอยากให้ฝรั่งเศสเข้าไปเป็นเจ้าของที่นั่นหรอก
“ดังนั้น เราสามารถส่งมอบความช่วยเหลือให้กับแอลจีเรียผ่านทางออตโตมันได้ หรืออาจจะให้ออตโตมันมอบตำแหน่งที่ปรึกษาอะไรสักอย่างให้กับคนของเราก็ได้”
เจอร์วิสพูดเสริม: “หากต้องการป้องกันไม่ให้กลุ่มอิทธิพลในแอลจีเรียหันไปพึ่งพาคนฝรั่งเศส วิธีที่ดีที่สุดคือการสกัดกั้นกองเรือฝรั่งเศสเอาไว้ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ส่งคนไปช่วยแอลจีเรียเสริมความแข็งแกร่งให้กับป้อมปืนตามแนวชายฝั่ง”

0 Comments