ตอนที่ 175 คนที่รู้ใจคุณที่สุดก็คือศัตรูของคุณเสมอ
แปลโดย เนสยัง“โอ้ เรื่องนั้นแน่นอน เชิญเลยครับ” ฟูเชร์พูดพลางเบี่ยงตัวหลบให้
อย่างไรเสีย ในนามแล้วเขาก็เป็นเพียงนายตำรวจชั้นผู้น้อย การที่เขาสามารถมาเฝ้าเนกเกร์อยู่ที่นี่ได้ ก็ต้องอาศัยใบอนุญาตที่ลงนามโดยเคานต์โรแบร์ หัวหน้าตำรวจลับเท่านั้น
นายทหารร่างสูงใหญ่พยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้ต้องขัง พิจารณาชายผมเผ้ารุงรัง หนวดเคราเฟิ้มคนนี้อย่างละเอียด เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นเนกเกร์ตัวจริง จึงแสร้งทำเป็นค้นตามตัวเขา
“พวกเราค้นมาหมดแล้วล่ะครับ วางใจได้ ไม่มีของอันตรายหรือของมีค่าอะไรเลย” ฟูเชร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้น
นายทหารขยับไปด้านข้างตัวเนกเกร์ ทำท่าเหมือนจะตรวจค้นกระเป๋ากางเกงของเขา แต่กลับยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยความเร็วสูง “แค่คุณปิดปากเงียบ ภายในสามวันจะช่วยพาคุณออกไป แล้วหนีไปอังกฤษ”
เนกเกร์สะดุ้งตกใจ เมื่อหันไปมองนายทหารคนนั้น ฝ่ายหลังก็สวมถุงมือเสร็จและกำลังเดินออกไปที่ประตูแล้ว “ไม่มีปัญหาอะไรครับ เรื่องหลังจากนี้ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของคุณแล้วกัน”
เมื่อนายทหารจากไป ฟูเชร์ก็รีบปิดประตูห้องขัง แล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้อง “มาเลย ลงมือให้ไวหน่อย!”
การสอบสวนเนกเกร์เริ่มต้นขึ้นในคืนนั้นเลย
ผู้สอบสวนหลักคือเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษจากหน่วยตำรวจลับสองคน โดยมีฟูเชร์และคนอื่นๆ นั่งฟังอยู่ด้วย คดีสำคัญระดับที่ทำให้พระราชินีต้องลงมาจัดการด้วยองค์เองแบบนี้ ในทางเปิดเผยย่อมต้องให้ ‘เขี้ยวเล็บ’ ของราชวงศ์อย่างหน่วยตำรวจลับเป็นผู้รับผิดชอบ
ทว่า การสอบสวนดำเนินมาจนฟ้าสาง เนกเกร์ก็แทบจะไม่ปริปากพูดอะไรเลย
แม้จะเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา เขาก็เพียงแต่มองดูผู้สอบสวนตวาดใส่ด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ ราวกับว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้นเลย
ผู้สอบสวนหลักทั้งสองคนหาวหวอดด้วยความเหนื่อยล้า จึงตัดสินใจพักชั่วคราว
ฟูเชร์สั่งให้พรอสเพอร์จับตาดูเนกเกร์อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยตำรวจลับก็ห้ามออกไปไหนตามอำเภอใจ ส่วนตัวเขาเองก็พาผู้ช่วยคนหนึ่งกลับไปยังห้องขังบนชั้นสามของคุกบาสตีย์
นายทหารจากหน่วยข่าวกรองตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องขังยกมือแตะหมวกทำความเคารพ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ ท่าน”
ฟูเชร์พยักหน้า ชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องผ่านช่องเล็กๆ บนประตู ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งพิงกำแพงหลับยามอยู่หน้าประตู
จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง เสียงถ้วยชามกระทบกันก็ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมา
เขาหรี่ตามอง ก็เห็นนายทหารคนหนึ่งพร้อมกับทหารยามอีกสองคนกำลังประคองถาดอาหารเดินเข้ามา
ลูกน้องของฟูเชร์รีบเดินเข้าไปหา พูดคุยกับนายทหารคนนั้นสองสามประโยค ฝ่ายหลังก็ยิ้มพยักหน้า หยิบชุดช้อนส้อมสำรองขึ้นมา แล้วตักอาหารทุกจานชิมทีละคำ
เจ้าหน้าที่จากหน่วยข่าวกรองตำรวจจึงยอมเปิดประตู แล้วพยักพเยิดเข้าไปในห้อง “เชิญเข้าไปได้เลยครับ”
นายทหารคนนั้นเดินเข้าไปในห้อง วางอาหารมื้อใหญ่ลงบนโต๊ะต่อหน้าผู้คุมหลายคน ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ในตอนที่เขายกถ้วยซุปครีมถั่วลันเตานั้น เล็บนิ้วหัวแม่มือของเขาได้จุ่มลงไปในซุป
เมื่อจัดวางอาหารเสร็จ นายทหารก็ส่งสัญญาณให้เนกเกร์ที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นอยู่บนโซฟา รวมถึงผู้หญิงและเด็กๆ ที่หดตัวอยู่ตรงมุมห้อง: “เชิญรับประทานได้เลยครับ”
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเอะอะโวยวายและเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากในห้องขัง
ฟูเชร์ที่กำลังนอนชดเชยเวลาที่เสียไปเมื่อคืนก็เบิกตากว้างทันที เด้งตัวลุกจากเก้าอี้ แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในห้อง
ภาพที่เห็นคือ เนกเกร์นอนกระสับกระส่ายด้วยความเจ็บปวดอยู่บนโซฟา ร่างกายกระตุกเกร็งเป็นระยะๆ มีเลือดสีคล้ำไหลออกมาจากมุมปากที่เต็มไปด้วยหนวดเครา หยดแหมะลงบนพรม
ฟูเชร์เอื้อมมือไปจับชีพจรที่คอของเนกเกร์ หันไปถามลูกน้องว่า “โดนวางยาพิษหรือ?”
นายทหารจากหน่วยข่าวกรองตำรวจชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ “น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ ท่าน หลังจากเขากินข้าวเสร็จไม่นานก็บ่นว่าปวดท้อง แล้วก็มีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”
“ลงมือได้เร็วจริงๆ” ฟูเชร์ยิ้มเยาะ แล้วหันไปสั่งลูกน้องรอบๆ “ไปจับกุมคนที่เอาอาหารมาส่งเมื่อกี้ซะ
“โอร็อง ไปหาสัตว์มาลองทดสอบอาหารพวกนี้ดูซิ”
“ครับ ท่าน!”
…
พระราชวังปาแล-รัวยาล
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องผลักประตูห้องโถงใหญ่บนชั้นสองเข้าไป ยิ้มทักทายบรรดานายธนาคารยักษ์ใหญ่ที่กำลังปรึกษาหารือหาทางออกกันอยู่ที่นี่ “อย่าทำหน้าเศร้ากันแบบนั้นสิครับ สุภาพบุรุษทุกท่าน สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก
“ผมขอเสนอให้พวกเราไปดื่มด่ำกับมื้อค่ำอันแสนอร่อยกันก่อน บางทีปัญหาอาจจะคลี่คลายลงแล้วก็ได้นะครับ”
“เนกเกร์ก็เคยมีธุรกรรมร่วมกับท่าน แล้วทำไมท่านถึงดูผ่อนคลายขนาดนี้ล่ะ?” เจ้าของธนาคารเบรังเยร์ (Béranger) หันไปมองเขา “สรุปแล้วท่านคิดหาวิธีไหนได้ล่ะ?”
“เดี๋ยวพวกคุณก็รู้เอง” ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องผายมือไปทางโถงทางเดิน “ห้องอาหารอยู่ทางนี้ครับ”
เคานต์ไอแซกจับสังเกตอะไรบางอย่างได้จากสีหน้าของเขา จึงถามด้วยความดีใจว่า “ท่านจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
เมื่อคนอื่นๆ เห็นดุ๊กแห่งออร์เลอ็องยิ้มเงียบๆ ต่างก็พากันโห่ร้องยินดี “โอ้ พระเจ้า ท่านคือผู้กอบกู้ของพวกเราทุกคน!”
“เยี่ยมไปเลย ดูท่าคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว…”
“ผมขอสาบานเลยว่า ท่านคือราชวงศ์กาเปเซียง (Capetian) ที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ที่สุด!”
บรรดานายธนาคารยักษ์ใหญ่ต่างพากันประจบประแจง โค้งคำนับดุ๊กแห่งออร์เลอ็องกันเป็นแถว ในใจต่างก็นึกยินดีที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจเลือกเขามาเป็นพนักพิงหลัง ช่างเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดจริงๆ!
ในตอนนั้นเอง โดนาติแอร์ (Donatier) พ่อบ้านของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็รีบวิ่งเข้ามา ยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ปิดผนึกด้วยครั่งให้กับดุ๊กแห่งออร์เลอ็องอย่างนอบน้อม
ฝ่ายหลังชูม้วนกระดาษขึ้นอวดคนในห้องด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะแกะครั่งออก แล้วค่อยๆ คลี่ม้วนกระดาษออก
ทว่า เมื่อเขาได้เห็นตัวหนังสือเล็กๆ สองบรรทัดบนกระดาษ สีหน้าของเขาก็มืดมนลงทันที หันไปตวาดถามพ่อบ้านว่า “ลาวิแยร์ไม่ได้บอกว่าทำสำเร็จแล้วรึไง?!”
“คะ…ครับ ข้อความที่เขาส่งมาตอนเที่ยงบอกแบบนั้นครับ” พ่อบ้านตอบด้วยความหวาดกลัว
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องฉีกกระดาษแผ่นนั้นขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้งลงพื้น “มันจะเป็นไปได้ยังไง?”
กระดาษแผ่นนั้นส่งมาจากสายลับของเขาที่แฝงตัวอยู่ในหน่วยตำรวจลับ มีเนื้อหาเพียงสองประโยค: ‘บ่ายนี้เนกเกร์ถูกนำตัวไปสอบสวน ยังไม่ได้ซัดทอดธนาคารอื่นๆ’
แต่ลาวิแยร์เพิ่งจะบอกเขาไปเองนะว่า เนกเกร์โดนวางยาพิษตั้งแต่ตอนมื้อเที่ยงแล้ว!
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบคว้าตัวพ่อบ้านมาถาม “ลาวิแยร์ถูกจับได้งั้นรึ?”
พ่อบ้านยังงงๆ กับเหตุการณ์ จึงรีบโค้งคำนับตอบว่า “ผมจะรีบให้คนไปสืบดูเดี๋ยวนี้ครับ”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องหันกลับไปปิดประตูห้องโถง เดินวนไปวนมาด้วยความหงุดหงิด พลางสบถพึมพำไม่หยุด “ลาวิแยร์ ไอ้โง่เอ๊ย! ทำไมไม่เตรียมการให้รัดกุมกว่านี้วะ!”
จู่ๆ เขาก็หยุดเดิน เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ไม่ว่าเนกเกร์จะรอดจากการถูกวางยาพิษมาได้อย่างไร แต่ตอนนี้หมอนั่นคงไม่หลงเชื่อคำโกหกที่ว่าจะ ‘ช่วยพาหนีไปอังกฤษ’ อีกแล้วแน่ๆ
นั่นก็หมายความว่า เรื่องสกปรกระหว่างเนกเกร์กับธนาคาร มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะถูกราชวงศ์ล่วงรู้จนหมดสิ้น
เขาลากเก้าอี้มานั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน รู้สึกสับสนวุ่นวายใจไปหมด จะทำยังไงดี? ขั้นต่อไปต้องทำยังไง?
ก่อนหน้านี้เขาก็สูญเสียอำนาจในการควบคุมสื่อและศาลฎีกาไปแล้ว การแทรกซึมเข้าสู่กองทัพก็ต้องพังทลายลงเพราะเหตุลอบสังหารอันแสนงี่เง่านั่น หากต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมระบบการเงินไปอีก การท้าทายบัลลังก์ของตระกูลออร์เลอ็องที่สั่งสมมากว่าร้อยปี ก็จะต้องมาจบสิ้นลงในยุคของเขาอย่างแน่นอน!
ไม่ ต้องมีวิธีสิ… ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือลงบนเสื้อคลุม ฉันยังสามารถระดมกองกำลังไหนมาช่วยได้อีก…
เคานต์เคปเฟลที่อยู่ข้างๆ เห็นว่าบรรยากาศในห้องจู่ๆ ก็ตึงเครียดขึ้นมา จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “เอ่อ แล้วตอนนี้ยังจะไปรับประทานมื้อเที่ยงกันอยู่ไหมครับ?”
…
คุกบาสตีย์
ในห้องขังบนชั้นสาม เนกเกร์ซึ่งเปลี่ยนมาใส่เสื้อคลุมสีขาว โกนหนวดเคราจนเกลี้ยงเกลา และสวมวิกผมเรียบร้อยแล้ว กำลังเบิกตากว้างมองดูร่างของใครอีกคนที่เหมือนเขาทุกประการนอนกองอยู่บนพื้น ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
หากตำรวจไม่พาเขาไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามคุกบาสตีย์เพื่อทำการสอบสวน ป่านนี้คนที่นอนกระอักเลือดดำคล้ำกลายเป็นศพ ก็คงจะเป็นตัวเขาเองไปแล้ว
ใช่แล้ว เมื่อคืนนี้ฟูเชร์ได้นำนักโทษประหารชีวิตคนหนึ่งมาแต่งตัวปลอมเป็นเนกเกร์ไว้ที่นี่ อาศัยว่าก่อนหน้านี้เนกเกร์มีผมเผ้ารุงรังและหนวดเคราเฟิ้ม จึงยากที่จะมองออกว่าผิดปกติ
โจเซฟรู้ดีมาตลอดว่าคุกบาสตีย์ถูกแทรกซึมจนพรุนเป็นรังผึ้ง ในหน้าประวัติศาสตร์ ขนาดโจน (Jeanne de Valois-Saint-Rémy) ตัวการคดี ‘สร้อยพระศอ’ (Affair of the Diamond Necklace) ยังสามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้เลย นับประสาอะไรกับเป้าหมายสำคัญอย่างเนกเกร์ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ฟูเชร์สร้างเป้าลวงขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจ ส่วนตัวเนกเกร์ตัวจริงก็ถูกนำไปขังไว้ในบ้านพักของชาวบ้านริมถนน ซึ่งกลับกลายเป็นที่ปลอดภัยอย่างยิ่งแทน
เนกเกร์ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็หันไปถามฟูเชร์อย่างร้อนรนว่า “ซูซานกับลูกๆ ล่ะ?!”
ซูซานคือชื่อภรรยาของเขา ตำรวจพวกนี้ถึงกับใช้ลูกเมียของเขามาเล่นละครตบตาไอ้ตัวปลอมนั่น เพื่อล่อให้นักฆ่าเผยตัวออกมาเลยทีเดียว
ฟูเชร์ทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางห้องด้านใน “พวกเขาปลอดภัยดี อาหารของพวกเขา คนของฉันเป็นคนเอาไปส่งให้เองกับมือ”
เนกเกร์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มองไปยังศพบนพื้น แล้วพูดเสียงเย็นว่า “นี่มันก็แค่แผนลวงที่คุณวางไว้หลอกผมไม่ใช่หรือไง?”
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก พรอสเพอร์เดินเข้ามา ยกมือแตะหมวกทำความเคารพฟูเชร์ “ท่านครับ คนที่เอาอาหารมาส่งชื่อคาร์ลาร์ (Carla) เป็นร้อยโทครับ”
“จับตัวมันมาได้ไหม?”
“มันตายแล้วครับ”
ฟูเชร์เตะโซฟาด้วยความโมโห “บัดซบ! มันจะตายได้ยังไง? ใครฆ่ามัน?!”
“มันโดนวางยาพิษครับ” พรอสเพอร์ตอบ “ตอนนี้มันยังพอมีลมหายใจอยู่ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้แล้วครับ”
ฟูเชร์ปรายตามองเนกเกร์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน “คุณอยากจะไปดูไหมล่ะ? ว่าเราวางยาพิษฆ่านายทหารคนหนึ่งเพื่อมาหลอกคุณได้เนียนแค่ไหน
“พระราชาทรงอภัยโทษให้คุณแล้ว คุณคิดว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่อยากได้ชีวิตคุณมากที่สุด?”
เนกเกร์ก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง ความหวังสุดท้ายในใจของเขาได้พังทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่นานนัก โจเซฟที่ได้ยินข่าวก็รีบรุดมาที่คุกบาสตีย์เช่นกัน
เขารับฟังรายงานสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อวานจากฟูเชร์อย่างคร่าวๆ ก่อนจะเอ่ยถามเป็นอันดับแรกว่า “มือสังหารตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ไหม?”
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท มันสิ้นใจไปเมื่อสองชั่วโมงก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เร็วขนาดนั้นเลยรึ?” โจเซฟขมวดคิ้ว “นี่พวกนายไม่ได้ล้างท้องให้มันเลยหรือไง?”
“เอ่อ การล้างท้องคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ ดูเหมือนการล้างท้องจะยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในยุคนี้ หากสามารถล้างท้องให้คนถูกวางยาพิษได้ทันที อย่างน้อยก็อาจจะยื้อชีวิตให้รอดพ้นคืนนี้ไปได้ บางทีอาจจะล้วงความลับเรื่องผู้บงการออกมาได้สำเร็จ
“เนกเกร์ยอมรับสารภาพมามากแค่ไหนแล้ว?”
ฟูเชร์ก้มหน้าตอบ “เขาเอาแต่ปิดปากเงียบมาตลอดเลยพ่ะย่ะค่ะ เขาบอกว่าจะยอมพูดก็ต่อเมื่อเราตกลงว่าจะลงโทษเพียงแค่เนรเทศเท่านั้น”
โจเซฟแค่นหัวเราะ “ยังกล้ามาต่อรองอีกรึ? รอให้คนๆ นั้นมาถึงก่อนเถอะ เดี๋ยวหมอนั่นก็ต้องยอมคายทุกอย่างออกมาเองแหละ
“เอาล่ะ พวกคุณไปจัดการงานของตัวเองเถอะ จับตาดูเนกเกร์ไว้ให้ดีล่ะ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เมื่อฟูเชร์และคนอื่นๆ ออกไปแล้ว โจเซฟถึงหันไปมอง มาร์ควิส แบร์นาร์-เรอเน ชูร์ดอง เดอ โลเนย์ (Bernard-René Jourdan de Launay) ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ประจำคุกบาสตีย์ ที่เดินตามอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม
“มาร์ควิส เดอ โลเนย์ คุณรู้ไหมว่าเนกเกร์สำคัญแค่ไหน? คุณรู้ไหมว่าถ้าเขาตายไป จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงขนาดไหน?”
“เรื่องนี้… ฝ่าบาท กระหม่อมต้องกราบขออภัยอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะความสะเพร่าของนายทหารใต้บังคับบัญชาของกระหม่อมเอง” โลเนย์ปาดเหงื่อเย็นเฉียบ ไม่คิดเลยว่าเรื่องจะไปถึงหูราชวงศ์เร็วขนาดนี้ โชคดีที่เนกเกร์ยังไม่ตาย ไม่อย่างนั้นตำแหน่งของเขาคงรักษาไว้ไม่ได้แน่
โจเซฟมองค้อนเขา “ความสะเพร่าของ ‘นายทหารใต้บังคับบัญชา’ ของคุณงั้นรึ?”
“โอ้ ไม่ ไม่พ่ะย่ะค่ะ” โลเนย์โค้งคำนับปลกๆ “เป็นความสะเพร่าของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟพยักหน้า “อืม ฉันจะรายงานให้พระราชินีทรงทราบตามความเป็นจริง”
“หา?” โลเนย์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก “ขอพระองค์ได้โปรดอย่าทำเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท! โปรดประทานโอกาสให้กระหม่อมอีกสักครั้งเถิด…”
โจเซฟหยุดเดิน หันไปมองเขาแล้วพูดว่า “ช่วงเวลานี้ ตั้งแต่ทหารยามหน้าประตูคุกบาสตีย์ ไปจนถึงพ่อครัวและพนักงานทำความสะอาด จะต้องเปลี่ยนเป็นคนของฉันทั้งหมด นายทหารและทหารยามใต้บังคับบัญชาของคุณ ห้ามเข้าใกล้ห้องขังของเนกเกร์ในรัศมีร้อยก้าวเด็ดขาด”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ ได้ กระหม่อมจะทำตามที่พระองค์รับสั่งทุกประการพ่ะย่ะค่ะ!”
“และจำกัดเวลาให้คุณสืบหาตัวผู้บงการเบื้องหลังการลอบสังหารเนกเกร์ให้ได้ภายในครึ่งเดือน”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะลากคอไอ้สารเลวนั่นออกมาให้ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟรู้อยู่แก่ใจว่าผู้บงการเบื้องหลังเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ต้องเป็นคนของสมาคมธนาคารอย่างแน่นอน โลเนย์ไม่มีทางสืบหาได้หรอก
ทว่า คุกบาสตีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นแผลเป็นในใจของชาวฝรั่งเศสไปแล้ว และมักจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการใส่ร้ายป้ายสีราชวงศ์อยู่เสมอ เขาจึงอยากอาศัยโอกาสนี้สร้างข้ออ้างบางอย่างไว้ เพื่อให้จัดการเรื่องคุกบาสตีย์ได้ง่ายขึ้นในภายหลัง
ตกดึก
ณ ห้องสอบสวนบนชั้นสองของคุกบาสตีย์ เนกเกร์กัดฟันแน่น เอาแต่พร่ำประโยคเดิมซ้ำๆ “ผมต้องการคำรับรองจากราชวงศ์” “ต้องตัดสินให้ผมเนรเทศเท่านั้น” ฯลฯ
ทันใดนั้น ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก ใบหน้าที่แสนจะคุ้นเคยปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา
เนกเกร์ถึงกับชะงักไป หลุดปากร้องออกมาว่า “คาโลน? คุณมาที่นี่ได้ยังไง?!”
คาโลนในชุดเสื้อคลุมสีดำเรียบง่าย โค้งตัวทักทายเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตร “คุณเนกเกร์ อรุณสวัสดิ์ครับ! เราไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้วนะ? อืม น่าจะตั้งแต่ตอนที่ผมถูกเนรเทศเมื่อสองปีก่อนกระมัง”
“คุณ… คุณมาที่นี่ได้ยังไง?” เนกเกร์พูดซ้ำราวกับเครื่องจักร
คาโลนพยักหน้าทักทายฟูเชร์และคนอื่นๆ จากนั้นก็เดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ของผู้สอบสวนหลัก หยิบแฟ้มบันทึกการสอบสวนและแฟ้มคดีขึ้นมาเปิดดูอย่างชำนาญ
ครู่ต่อมา เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเนกเกร์ พร้อมกับส่งยิ้มให้อีกครั้ง “ฝ่าบาทมกุฎราชกุมารทรงโปรดให้ผมมาเป็นผู้สอบสวนหลักของคุณครับ คุณเนกเกร์ เพื่อนเก่าของผม รู้สึกประหลาดใจบ้างไหมครับ?”
“ทำไมถึงต้องเป็นคุณ…”
“หึหึ เราฟาดฟันกันมานานหลายปี ผมน่าจะเป็นคนที่คุ้นเคยกับเรื่องราวที่คุณก่อไว้มากที่สุดในโลกนี้แล้วล่ะมั้ง” คาโลนพลิกแฟ้มคดีไปมา “อย่าเสียเวลาเลย เริ่มจากข้อตกลงเงินกู้ระหว่างคุณกับธนาคารเบรังเยร์ (Béranger) ก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่ ผมต้องการคำรับรองว่าจะถูกตัดสินให้เนรเทศเท่านั้น!”
“อืม ให้ผมเดานะ เงินกู้ 4 ล้านลีฟร์ก้อนนี้ คุณน่าจะทำสัญญาซ้อนกับธนาคารเบรังเยร์ไว้สองฉบับ” คาโลนไม่สนใจคำพูดของเขาเลย ในใจกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสะใจที่ได้แก้แค้น สมองแล่นฉิวราวกับติดปีก ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดที่น่าสงสัยทีละจุด พร้อมกับอาศัยประสบการณ์การทุจริตมาหลายปีของตนเองในการคาดเดา “คุณดูสิ ยอดเงินที่จ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลตรงนี้ แม้ว่าคุณจะทำการลงบัญชีหักล้างไปแล้ว แต่เส้นทางการไหลเวียนของเงินตรงนี้กลับทิ้งร่องรอยเอาไว้…”
เนกเกร์ฟังเขาพูดเป็นคุ้งเป็นแควอยู่นานกว่าชั่วโมง สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากความโกรธแค้นกลายเป็นความตื่นตะลึง สิ่งที่คาโลนพูดมา มันเริ่มจะตรงกับความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนในตอนท้ายแทบจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งเรื่องพวกนี้มีเพียงเขาและกรรมการบริหารของธนาคารเบรังเยร์เท่านั้นที่รู้!
“อืม ดูเหมือนคุณจะยอมรับแล้วสินะ” คาโลนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปถามเจ้าพนักงานจดบันทึกที่อยู่ข้างๆ “คุณจดบันทึกไว้หมดแล้วใช่ไหม?”
“เรียบร้อยแล้วครับ ไวเคานต์คาโลน”
“ดีมาก พรุ่งนี้ก็ให้ตำรวจหลวงไปดำเนินการจับกุมและตรวจสอบบัญชีตามนี้ได้เลย เชื่อว่าจะต้องได้เบาะแสอะไรบ้างแน่นอน”
เหงื่อเย็นๆ ของเนกเกร์ไหลชุ่มแผ่นหลัง…

0 Comments