You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

รถม้าบรรทุกถ่านหินซอมซ่อคันหนึ่งมาหยุดจอดอยู่หน้าโรงแรมเก่าๆ แห่งหนึ่งทางชานเมืองฝั่งตะวันออกของเมืองตูล

เอริชรั้งสายบังเหียนม้า หันกลับไปเคาะตัวรถ แล้วกระซิบผ่านหน้าต่างบานเล็กว่า “ถึงแล้ว เช็ก ‘เครื่องมือ’ ของแต่ละคนให้พร้อม”

หลังจากลงจากรถม้า เอริชก็จ่ายเงิน 2 ซู ให้กับพนักงานต้อนรับ เพื่อสืบถามหมายเลขห้องของมาราต ก่อนจะหันมาสั่งการลูกน้องทั้งสอง:

“ห้อง 32 ชั้น 1 เดี๋ยวทิมไปดึงความสนใจพวกเขาที่หน้าประตู ส่วนไอเชนดอร์ฟตามฉันเข้าไปทางหน้าต่าง พยายามอย่าให้เกิดเสียงดังล่ะ อย่างอื่นคงไม่ต้องให้ฉันอธิบายมากใช่ไหม?”

ชายฉกรรจ์ทั้งสองพยักหน้าเงียบๆ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหันหลังเดินจากไป

ภายในห้องหมายเลข 32 มาราตกำลังจัดเตรียมเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับเนกเกร์ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู: “คุณผู้ชายครับ เบียร์ที่คุณสั่งมาแล้วครับ”

“คุณคงจำผิดห้องแล้วล่ะครับ เราไม่ได้สั่งเครื่องดื่มอะไรเลย”

แต่เสียงเคาะประตูก็ยังไม่ยอมหยุด: “แต่ว่าจ่ายเงินมาหมดแล้วนะครับ…”

อีแวนส์ ผู้ช่วยของเขาลุกขึ้นทำท่าจะเดินไปเปิดประตูด้วยความสงสัย แต่มาราตกลับคว้าแขนรั้งเขาไว้ แล้วขมวดคิ้วมองไปทางหน้าต่าง

วินาทีต่อมา พร้อมกับเสียงกระจกแตก “เพล้ง!” ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาทางรูโหว่ของหน้าต่าง พยายามจะปลดกลอนออก

ม่านตาของมาราตหดเล็กลง แต่สมองกลับเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด ทำงานเป็นนักข่าวต่อต้านราชวงศ์มานานหลายปี เขาก็พอจะเคยผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาบ้าง เขาเป่าเทียนให้ดับลงทันที ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางที่อยู่ข้างๆ มาถือไว้ ในนั้นมีปืนพกที่บรรจุกระสุนพร้อมใช้งานอยู่กระบอกหนึ่ง

แต่อีแวนส์กลับถอยกรูดด้วยความตื่นตระหนก จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังมี “พนักงานโรงแรม” ยืนอยู่หน้าห้อง จึงคิดจะขอให้ฝ่ายนั้นช่วยเหลือ อีแวนส์เป็นเพียงมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี เขาไม่มีทางคาดคิดเลยว่า พวกนักฆ่าใจเหี้ยมจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเพียงใด เขาจึงหันหลังกลับ พร้อมกับร้องเสียงหลงพลางดึงประตูห้องให้เปิดออก “มีคนกำลังจะพังเข้ามา…”

มาราตร้องในใจว่า ‘แย่แล้ว’ ยังไม่ทันที่เขาจะเข้าไปห้าม อีแวนส์ก็ล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น โดยมีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักคาอยู่ที่หน้าอก

ในชั่วพริบตานั้น มาราตอาศัยแสงไฟสลัวจากระเบียงทางเดิน ยกกระเป๋าเดินทางขึ้น เล็งปืนไปยังเงาร่างตรงประตู แล้วลั่นไกปืนอย่างแรง

“ปัง!” เสียงปืนดังสนั่น เงาร่างนั้นหงายหลังล้มลง มาราตรีบทิ้งกระเป๋าเดินทาง แล้วพุ่งตัวออกไปนอกห้อง

ในเวลาเดียวกัน หน้าต่างด้านหลังของเขาก็ถูกดันให้เปิดออก คนแรกที่กระโดดเข้ามาเห็นแผ่นหลังของมาราต ก็ซัดมีดสั้นเข้าใส่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

มาราตเพิ่งจะหันหน้ามองเห็นทางออกที่สุดทางเดิน ก็รู้สึกชาแปลบที่ก้นซ้าย พอเอื้อมมือไปจับก็พบว่ามีมีดสั้นปักอยู่

เขาเคยเรียนแพทย์มาก่อน ย่อมรู้ดีว่าในเวลานี้ห้ามดึงมีดออกเด็ดขาด จึงรีบกดบาดแผลด้านข้างใบมีดไว้แน่น แล้ววิ่งกะเผลกๆ ไปทางทางออก

เวลานี้ดึกมากแล้ว ในโถงชั้นล่างของโรงแรมมีเพียงเจ้าของโรงแรมที่กำลังฟุบหลับอยู่ที่เคาน์เตอร์พร้อมกับกลิ่นเหล้าคลุ้งไปหมด เมื่อมาราตเห็นว่ามีเงาสองเงากำลังไล่ตามมาติดๆ จึงต้องหันหลังวิ่งเตลิดออกไปนอกโรงแรม

ในเมืองเล็กๆ อย่างตูล ถนนในยามค่ำคืนนั้นแทบจะไม่มีผู้คนเลย มาราตฝืนทนความเจ็บปวดวิ่งมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง แต่ยิ่งเขาวิ่งเร็วเท่าไหร่ เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลก็ยิ่งมากเท่านั้น

แต่เสียงฝีเท้าที่ไล่กวดมาติดๆ ด้านหลัง ก็ทำให้เขาไม่กล้าชะลอความเร็วลง และไม่กล้าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ นอกจากการตะโกนจะทำให้คนร้ายรู้ตำแหน่งของเขาแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอย่างอื่นเลย

ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกใจสั่น หน้ามืด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว

ในจังหวะที่เขากำลังรู้สึกสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มองเห็นเงาร่างคนๆ หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่างของบ้านพักหลังเล็กข้างหน้า คล้ายกับกำลังมองมาที่เขา

เขารีบโบกมืออย่างแรงไปทางนั้น แต่จู่ๆ ขาซ้ายก็อ่อนแรง แล้วเขาก็ล้มลงกระแทกพื้น

คนที่อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ รีบวิ่งออกมา เป็นหญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ เธอประคองมาราตให้ลุกขึ้น ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม ก็ได้ยินเสียงอันแหบพร่าของเขา “เร็วเข้า! ซ่อนผมที มีคนกำลังจะฆ่าผม…”

หญิงสาวมีท่าทีตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่พอได้ยินมาราตบอกว่าตัวเองเป็นตำรวจจากปารีส เธอก็รวบรวมความกล้า ลากตัวเขาไปหลบอยู่หลังรั้วนอกบ้าน

เธอเพิ่งจะปิดประตูรั้วเสร็จ ชายสองคนที่ถือปืนพกก็วิ่งมาถึง

ชายร่างสูงใหญ่กว่ามองซ้ายมองขวา ทำท่าจะวิ่งไล่ตามไปตามถนนต่อ แต่กลับถูกชายร่างเตี้ยกว่าเรียกเอาไว้

คนร่างเตี้ยกว่านั่งยองๆ ลง ใช้มือลูบคลำไปบนพื้น ไม่นานก็สัมผัสได้ถึงของเหลวเหนียวหนืด

เขายกมือขึ้นมาดมกลิ่นที่ใต้จมูก ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แล้วเอ่ยเสียงต่ำ “เลือดนี่ มันต้องอยู่แถวนี้แหละ”

ชายร่างสูงใหญ่พยักหน้า ก่อนจะลงมือค้นหาต้นไม้ริมทางทีละต้น สายตาของเขาจับจ้องมาที่บ้านหลังเล็กอย่างรวดเร็ว

มาราตได้ยินเสียงรองเท้าบูตหนังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัว จนแทบไม่กล้าหายใจ

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็หยุดลงตรงหน้ารั้ว มาราตกำลังลอบดีใจอยู่ในใจ แต่แล้วบนรั้วอีกด้านกลับมีมือสองข้างโผล่ขึ้นมา ตามด้วยเงาร่างคนๆ หนึ่งกระโจนขึ้นไปบนยอดรั้ว แล้วจ้องมองเหยื่อที่กำลังหดตัวอยู่ตรงมุมมืดด้วยสายตาที่เย็นชา

“ราตรีสวัสดิ์ ‘คุณชายจุ้นจ้าน’! ดูสิว่าคราวนี้แกจะหนีไปไหนรอด?”

“คุณรีบหนีไปซะ!” มาราตตะโกนอย่างสิ้นหวัง ผลักหญิงสาวที่มาช่วยตนออกไปอย่างแรง ก่อนจะหลับตารอความตาย

จากนั้น เสียงปืน “ปัง” ก็ดังสนั่นขึ้น

มาราตตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด

‘นักฆ่ายิงพลาดงั้นหรือ?’

เขาลืมตาขึ้นมานิดหนึ่งด้วยความหวาดหวั่น แต่กลับเห็นเงาดำบนรั้วร่วงหล่นลงมาในแนวดิ่งเสียอย่างนั้น

ตามมาด้วยเงาร่างเจ็ดแปดสายพุ่งพรวดเข้ามาทางประตูรั้ว มีคนหนึ่งอาศัยแสงไฟจากคบเพลิงมองเห็นมาราต จึงรีบตะโกนเสียงดังว่า “อยู่นี่ครับ คุณมาราตอยู่นี่!”

พรอสเพอร์จากหน่วยข่าวกรองตำรวจรีบวิ่งเข้ามา นั่งยองๆ ลงแล้วกล่าวว่า “มกุฎราชกุมารทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่าท่านจะตกอยู่ในอันตราย จึงให้พวกเราแอบสะกดรอยตามมา พวกเราเพิ่งจะมาถึงบริเวณโรงแรมก็ได้ยินเสียงปืน โชคดีที่… ท่านบาดเจ็บหรือครับ? รีบไปตามหมอเร็วเข้า!”

ปารีส

สำนักงานอุตสาหกรรมและการผังเมือง ชั้นสอง

ฟูเชร์วางรายงานฉบับหนึ่งลงตรงหน้าโจเซฟ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “ฝ่าบาท คืนที่นายมาราตเดินทางไปถึงเมืองตูล เขาก็ถูกลอบสังหาร อีแวนส์ผู้ช่วยของเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนมาราตโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากหญิงสาวชื่อ ชาร์ล็อต กอร์แด (Charlotte Corday) จึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บที่ขาเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟขมวดคิ้วเปิดดูรายงานสองสามแผ่นนั้น “เขาไปพบคาโลนเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเนกเกร์ จากนั้นก็มีคนพยายามจะฆ่าเขา จับตัวฆาตกรได้ไหม?”

“คนร้ายตายไปสองคน อีกคนหนีไปได้ในความมืดพ่ะย่ะค่ะ” ฟูเชร์ตอบ “จากการสืบสวนของพรอสเพอร์ ทั้งสองคนเป็นนักเลงอันธพาลในท้องที่ของเมืองตูล”

เขามีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ฝ่าบาท จะเป็นไปได้ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าคาโลนต้องการจะขัดขวางไม่ให้มาราตสืบสวนเรื่องของเนกเกร์ จึงส่งคนไปลอบสังหาร?”

โจเซฟส่ายหน้า ชูรายงานของมาราตขึ้นมา “คุณมาราตมั่นใจมากว่าคาโลนกับเนกเกร์เคยมีความบาดหมางกัน เขาไม่น่าจะทำเรื่องพรรค์นี้เพื่อปกป้องหมอนั่นหรอก

“ยิ่งไปกว่านั้น คาโลนเป็นคนฉลาดแกมโกง ต่อให้จะลงมือลอบสังหารจริงๆ ก็คงไม่เลือกที่จะลงมือในคืนที่เพิ่งจะพบพวกเขาหรอก”

คาโลนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นถึงเสนาบดีคลัง และยังเป็นอัครมหาเสนาบดีได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน อันที่จริง ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของฝรั่งเศสก็เป็นผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาเองกับมือ ส่วนบรีแยนที่เข้ามารับช่วงต่อ ก็เป็นเพียงแค่ลอกเลียนแบบแผนการปฏิรูปภาษีของเขามาใช้เท่านั้น เพียงแต่ว่าในท้ายที่สุดคาโลนกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับการต่อสู้กับกลุ่มขุนนางชั้นสูง ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีล้มเหลว และเขาก็ถูกเนรเทศออกไป

ฟูเชร์พูดขึ้นทันที “ถ้าอย่างนั้น หรือว่าจะเป็นฝีมือคนของเนกเกร์?”

โจเซฟพยักหน้าเล็กน้อย “มีความเป็นไปได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ว่าทิศทางการสืบสวนของคุณมาราตมาถูกทางแล้วล่ะ”

เขาหันไปดูรายงานอีกครั้ง “แต่ถ้าพวกเขามีความบาดหมางกันจริง แล้วทำไมคาโลนถึงไม่ยอมเอาหลักฐานเอาผิดเนกเกร์ที่มีอยู่ในมือมอบให้คุณมาราตล่ะ?”

มาราตเขียนไว้ในรายงานอย่างชัดเจนว่า เขาได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า คาโลนน่าจะกุมจุดอ่อนของเนกเกร์เอาไว้แน่ๆ

ฟูเชร์กล่าว “ฝ่าบาท บางทีคาโลนอาจจะแค่ไม่เชื่อใจนายมาราต…”

โจเซฟใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ส่ายหน้าเล็กน้อย “ตรรกะของเรื่องนี้ดูจะผิดเพี้ยนไปหน่อยนะ

“ต่อให้ไม่มีนายมาราต หากคาโลนกับเนกเกร์บาดหมางกันจริงๆ และเขาก็กุมจุดอ่อนของเนกเกร์เอาไว้ แล้วทำไมถึงไม่แฉไปเลยตรงๆ ล่ะ? อย่างเช่น นำเรื่องไปกราบทูลองค์กษัตริย์โดยตรง”

ฟูเชร์ก้มหน้าครุ่นคิด “หากพวกเขาไม่ได้ฮั้วกันอยู่ ก็หมายความว่าไวเคานต์คาโลนกำลังถูกคุกคาม เหมือนกับสถานการณ์ที่นายมาราตต้องเผชิญ”

โจเซฟไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา คาโลนเคยเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ต่อให้ถูกเนรเทศ เขาก็ยังคงเป็นขุนนางใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล การจะจ้างผู้คุ้มกันสักหลายสิบคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย

อีกทั้งเขายังเป็นผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างเหนียวแน่น และยังได้รับความไว้วางใจจากพระราชินีมารีเป็นอย่างมาก อาศัยแค่อิทธิพลทางการเมืองของเขา เนกเกร์ก็ไม่มีทางกล้าลอบกัดเขาสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก

โจเซฟครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “นอกจากการถูกข่มขู่แล้ว คาโลนอาจจะยังมีความเป็นไปได้อื่นอีกหลายอย่าง

“อย่างเช่น เขากำลังรอปั่นราคาอยู่ เขาอาจคิดว่าข้อมูลเกี่ยวกับเนกเกร์ที่ตนมีอยู่นั้นมีค่ามาก จึงรอให้คนที่ต้องการเสนอราคาสูงๆ มาให้ ถึงจะยอมเปิดปาก

“อีกอย่างก็คือ เนกเกร์ก็กุมจุดอ่อนของเขาไว้เช่นกัน หากเขาแฉเนกเกร์ ตัวเขาเองก็จะถูกแว้งกัดไปด้วย”

โจเซฟมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คาโลนน่าจะกุมหลักฐานชิ้นสำคัญเอาไว้จริงๆ แต่จะทำอย่างไรให้เขายอมเปิดปากล่ะ?

จู่ๆ เขาก็นึกถึง ‘การพิสูจน์โดยการแจกแจงกรณี (Proof by Exhaustion)’ ที่เคยใช้บ่อยๆ ตอนเรียนคณิตศาสตร์

หากเหตุผลที่ทำให้คาโลนไม่ยอมเอาข้อมูลด้านมืดของเนกเกร์ออกมา ไม่หลุดกรอบการคาดเดาเมื่อครู่นี้ ถ้างั้นตนเองก็แค่แก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ให้หมด เขาก็จะต้องยอมจำนนอย่างแน่นอน!

อย่างแรก ตัดเรื่องที่คาโลนถูกคุกคามเอาชีวิตออกไปก่อน หากมีเรื่องแบบนั้นจริง ก็จะเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด ส่งทหารรักษาวังไปคุ้มครองเขาสักร้อยนายตลอดเวลา แค่นี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วจริงไหม?

ต่อมา หากคาโลนกำลังรอปั่นราคาอยู่ ตนเองก็ต้องเสนอสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจเขาได้มากพอก็พอ

เขาเคยเป็นเสนาบดีคลังมาแล้ว คงจะไม่ค่อยขัดสนเรื่องเงินทองเท่าไหร่ และตนเองก็เสียดายเงินลีฟร์ที่จะต้องเอามาจ่ายเป็นสินบนเหมือนกัน

สำหรับคนอย่างคาโลนแล้ว นอกเหนือจากเงินก็คืออำนาจ

โจเซฟนึกถึงตรงนี้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา คาโลนถูกเนรเทศไปที่ลอแรน อนาคตทางการเมืองจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ หากตนเองสามารถพาเขากลับปารีสได้ สำหรับเขาแล้ว นี่ก็เท่ากับการมอบชีวิตที่สองให้กับเขา ชีวิตทางการเมือง

ข้อเสนอระดับนี้ เชื่อว่าเขาต้องไม่มีทางปฏิเสธได้อย่างแน่นอน

ปัญหาคือ บรีแยนได้ขึ้นนั่งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ก็หลังจากที่คาโลนถูกขับไล่ออกไป หากดึงคาโลนกลับมา เขาจะต้องมีความเห็นแย้งเป็นแน่

เรื่องนี้จะโน้มน้าวเขาอย่างไรดีนะ…

หลังจากฟูเชร์รายงานสถานการณ์ที่เมืองตูลเสร็จสิ้น ก็ขอตัวลากลับไป

ส่วนโจเซฟก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่พระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อเตรียมที่จะพูดคุยกับบรีแยนเป็นอันดับแรก

บนรถม้า เขาขบคิดถึงกรณีที่เนกเกร์ก็มีจุดอ่อนของคาโลนอยู่ในมือด้วยเช่นกัน

นี่คือกรณีที่จัดการได้ยากที่สุด

มีเพียงการบีบให้คาโลนต้องเผชิญกับสถานการณ์แตกหักเท่านั้น เขาถึงจะมีแนวโน้มยอมเปิดปากแฉเนกเกร์

ทว่า โจเซฟสามารถยืนยันได้ข้อหนึ่ง นั่นคือหากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ คาโลนนั้นจงรักภักดีต่อราชวงศ์เป็นอย่างมาก

หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกบั่นพระเศียร เขาก็ก้าวออกมาเป็นผู้นำกลุ่มสนับสนุนกษัตริย์ เพื่ออุทิศตนให้กับภารกิจฟื้นฟูพระราชอำนาจ ถึงขั้นยอมสละทรัพย์สินของตนเองจนเกือบหมดตัวเพื่อการนี้

ในสภาวการณ์ที่จำเป็นต้องเสริมสร้างพระราชอำนาจให้มั่นคงอย่างในตอนนี้ สำหรับคนเช่นนี้แล้ว การดึงเขามาเป็นพวกย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็น

โจเซฟเปิดดูเอกสารที่มาราตส่งมาให้อย่างเหม่อลอย จู่ๆ เขาก็ยิ้มออกมา บางที เรื่องที่มาราตถูกลอบสังหารอาจจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้พอดี

หนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมา รถม้าที่ควบตะบึงไปบนรางไม้ก็หยุดลงที่ทิศตะวันออกของพระราชวังแวร์ซายส์ เหลือระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตรสุดท้ายเท่านั้น รางไม้ก็จะสามารถเชื่อมต่อระหว่างพระราชวังแวร์ซายส์กับปารีสได้โดยตรงแล้ว

ขณะนี้เป็นเวลา 17.00 น. โจเซฟตรงไปที่พักของบรีแยนทันที

อาร์คบิชอตรีบเดินออกมารับ ยิ้มและทำความเคารพ “ฝ่าบาท มีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ทรงเรียกให้กระหม่อมไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักของพระองค์ก็ได้นี่พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟทักทายปราศรัยกับเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะวกเข้าเรื่องทันที “อาร์คบิชอปบรีแยน เรามีเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง ที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”

“กระหม่อมรอรับใช้ฝ่าบาทเสมอพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพยักหน้า “หากเราต้องการให้ไวเคานต์คาโลนกลับปารีส ท่านคิดเห็นเช่นไร?”

บรีแยนชะงักไปทันที ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ “ฝ่าบาท หรือว่ากระหม่อมทำอะไรผิดพลาดไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“โอ้ ไม่เลย โปรดอย่าเข้าใจผิด การทำงานของท่านโดดเด่นมากมาโดยตลอด ฝ่าบาทและเราต่างก็ไว้วางใจท่านอย่างที่สุด” โจเซฟรีบกล่าว “การให้คาโลนกลับมา เป็นเพียงเรื่องของ ‘ธุรกิจ’ เท่านั้น เรารับรองได้ว่า เขาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของท่านแต่อย่างใด”

“เรื่อง ‘ธุรกิจ’ ที่พระองค์ตรัสถึง หมายถึงอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟแกล้งลดเสียงให้เบาลง “อย่างเช่น อาจจะช่วยให้ท่านมีรายได้เข้าคลังได้หลายล้าน หรืออาจถึงสิบล้านเลยล่ะ”

บรีแยนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจทันที “คาโลนยอมจ่ายเงินสนับสนุนทางการเมืองมากขนาดนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?!”

“อ้อ ไม่ใช่หรอก… การให้เขากลับมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการเท่านั้น” โจเซฟกล่าว “ส่วนรายละเอียดนั้น ไว้ท่านจะรู้เองในภายหลัง”

บรีแยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท หากไวเคานต์คาโลนไม่ได้เข้าคณะรัฐมนตรี กระหม่อมก็พอรับได้พ่ะย่ะค่ะ”

เขาคงเป็นคนที่รู้ซึ้งที่สุดในฝรั่งเศสแล้วว่า มกุฎราชกุมารหนุ่มผู้นี้ทรงมีอำนาจน่าเกรงขามเพียงใด

ตำแหน่งเสนาบดีคลังของเขา ก็รักษาไว้ได้ด้วยวิธีการอันน่าทึ่งของมกุฎราชกุมาร หากไม่ใช่เพราะพระองค์ ป่านนี้เขาคงต้องไปตกปลาอยู่ที่เกาะคอร์ซิกาแล้ว ชะตากรรมคงน่าเวทนายิ่งกว่าการถูกขับไล่ของคาโลนเสียอีก

หากมกุฎราชกุมารยืนกรานที่จะดึงตัวคาโลนกลับมา เขาย่อมไม่สามารถขัดขวางได้เลย และการที่มกุฎราชกุมารเสด็จมาเพื่อปรึกษาหารือกับเขา แถมยังรับปากว่าจะไม่กระทบต่อสถานะของเขา นั่นก็แสดงถึงความสนิทสนมไว้วางใจแล้ว

นี่แหละคือช่วงเวลาที่เขาจะได้แสดงความจงรักภักดีและความไว้วางใจให้พระองค์ได้เห็น เขายังพอมีสติปัญญาทางการเมืองอยู่บ้าง

อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาทางการคลังที่ทำให้เขาปวดหัวที่สุดได้อีกด้วย แล้วจะปฏิเสธไปทำไมล่ะ?

โจเซฟไม่คาดคิดเลยว่าบรีแยนจะรับปากอย่างง่ายดายเช่นนี้ เขาจึงกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจทันที ก่อนจะลากตัวเขาไปเข้าเฝ้าพระราชินีด้วยกันเลย เพราะเรื่องการลอบสังหารเกิดขึ้นในฝั่งของคาโลน ผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมต้องแตกตื่นกันหมด ดังนั้นจึงต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด หากล่าช้าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่สามารถรอให้คณะรัฐมนตรีมานั่งประชุมปรึกษาหารือกันได้อีกต่อไปแล้ว

ภายในพระตำหนักเปอติ ทริอานง พระราชินีมารีทอดพระเนตรบรีแยนด้วยความประหลาดใจ: “

ท่านกำลังบอกว่า ให้อภัยโทษไวเคานต์คาโลนอย่างนั้นหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” บรีแยนแสดงท่าทีจริงใจ “ในตอนนั้น ไวเคานต์คาโลนถูกปลดออกจากตำแหน่งและเนรเทศออกไป สาเหตุก็เป็นเพราะความหย่อนยานในการผลักดันร่างกฎหมายภาษี”

เขาขยับตัวเข้าใกล้เล็กน้อย: “พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่านั่นแท้จริงแล้ว เป็นเพียงการแสดงท่าทีประนีประนอมต่อสภาชนชั้นสูงเท่านั้น

“และตอนนี้ร่างกฎหมายภาษีก็บังคับใช้มาหลายเดือนแล้ว ศาลอุทธรณ์สูงสุดเองก็ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างใหม่หมด พระองค์ไม่จำเป็นต้องไปสนพระทัยในท่าทีของคนในสภาชนชั้นสูงอีกต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

บรีแยนสมกับเป็นนักการเมืองจอมเก๋า คำพูดไม่กี่ประโยคของเขากลับทำให้การอภัยโทษคาโลน กลายเป็นการทวงคืนพระพักตร์ของพระราชินีที่เคยเสียไปเมื่อครั้งนั้นกลับมาได้อย่างแนบเนียน

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note