ตอนที่ 128 ชีวิตนี้ของข้าเปรียบดั่งการเดินบนน้ำแข็งบาง
แปลโดย เนสยังสี่สิบกว่านาทีต่อมา หัวหน้าช่างทาสีมองดูบ้านชาวนาที่ถูกตกแต่งจนดูใหม่เอี่ยม เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเรียกให้ลูกน้องเดินทางกลับ
ทหารที่เฝ้าบ้านหลังนี้อยู่ ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ถังสีในมือของเขามีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งใบ ในขณะเดียวกัน แปรงทาสีด้ามยาวของเขาก็หายไปด้วย
ภายในถังสีใบนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่องแบบทหารของลูกน้องสองคนของโอดอริค รวมถึงชุดช่างของทั้งสามคนด้วย ส่วนแปรงทาสีด้ามยาวนั้น ถูกทิ้งเอาไว้ในห้องใต้หลังคา
ตอนที่กลุ่มช่างทาสีเดินออกจากพื้นที่นั้น นายทหารจากกองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศสก็เข้ามาขวางทางพวกเขาอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบบัตรประจำตัวและนับจำนวนคน
ตอนมามีแปดคน ตอนกลับก็ยังมีแปดคน ไม่มีปัญหาอะไรเลย
นายทหารพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องปล่อยตัวไป ต่อให้เขาจะตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางไปสอบถามข้อมูลของช่างทาสีจากทหารที่เฝ้าบ้านชาวนาแต่ละหลังได้หรอก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องลงมาบนถนนสายใหญ่บริเวณชานเมืองปารีส อากาศอบอุ่นเสียจนแทบจะไม่เหมือนกับฤดูหนาวเลย
รถม้าสีขาวที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตหลายคัน ภายใต้การคุ้มกันของทหารม้ากว่าสิบคน กำลังแล่นมาจากทางทิศใต้อย่างช้าๆ
บนรถม้าคันกลาง เจ้าหญิงลุยซา มาเรีย แห่งสองซิซิลี กำลังใช้ดวงตากลมโตแสนสวยมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยความตื่นเต้น
ขนาดยังไม่ถึงปารีส นางก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากแล้ว ถนนหลวงนั้นกว้างขวางจนน่าเหลือเชื่อ บ้านเรือนสองข้างทางก็สวยงามประณีตกันไปเสียหมด ราวกับว่าคนที่อาศัยอยู่รอบๆ ปารีสนั้น ล้วนเป็นพวกขุนนางกันทั้งสิ้น
ทว่า สิ่งที่ทำให้นางตื่นเต้นที่สุด ก็คือการที่จะได้พบกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นบุตรแห่งเทวบัญชาต่างหาก
ได้ยินมาว่า ปีนี้เขามีพระชนมายุเพียงสิบสี่พรรษา ซึ่งอายุน้อยกว่านางหนึ่งปี แต่กลับเรียนจบหลักสูตรของมหาวิทยาลัยปารีสแล้ว แถมยังเป็นผู้นำในการปฏิรูปกรมตำรวจปารีสจนสำเร็จ และในตอนนี้ก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเสนาบดีคลังของฝรั่งเศสอีกด้วย
นี่มันไม่ใช่แค่คำว่าอัจฉริยะแล้ว! นางเองก็กำลังเรียนคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน นางจึงรู้ดีว่ามันยากแค่ไหน และก็ยิ่งรู้ดีว่างานบริหารประเทศนั้นมันวุ่นวายขนาดไหน แล้วเขาทำมันได้อย่างไรกัน?!
แถมยังได้ยินมาอีกว่า มกุฎราชกุมารทรงได้รับสืบทอดความงดงามมาจากพระมารดา พระองค์ทรงมีพระพักตร์ที่หล่อเหลามาก มีพระเกศาสีบลอนด์ทองหยักศกเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายราวกับแสงดาว และมีโครงหน้าสมส่วนราวกับรูปปั้นกรีกโบราณ บรรดาเด็กสาวในพระราชวังแวร์ซายส์ ขอเพียงแค่ได้พูดคุยกับเขาสักประโยคเดียว ก็จะตื่นเต้นดีใจไปอีกหลายเดือนเลยทีเดียว
เมื่อเจ้าหญิงมาเรียคิดว่ามกุฎราชกุมารที่แสนจะเพียบพร้อมผู้นี้ อาจจะกลายมาเป็นพระคู่หมั้นของนาง หัวใจของนางก็เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งทันที
ในขณะที่นางกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น รถม้าก็ค่อยๆ หยุดลง ทิโมธี เอกอัครราชทูตสองซิซิลีประจำฝรั่งเศส ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม รีบกระซิบเตือน: “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนว่ามกุฎราชกุมารจะเสด็จมาต้อนรับพระองค์แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าหญิงมาเรียรีบดึงสติกลับมา ก้มลงสำรวจเครื่องแต่งกายของตนเอง ก่อนจะยืดหลังตรง และเผยรอยยิ้มอันสุภาพและสง่างามออกมา
ทิโมธีลงจากรถไปเปิดประตูรถม้าให้ก่อน
มาเรียเดินลงบันไดไม้ลงมาจากรถม้า เดินผ่านกลุ่มคนรับใช้ที่กำลังก้มหน้าทำความเคารพอย่างนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเด็กหนุ่มรูปงามสวมเสื้อโค้ตผ้ากำมะหยี่หนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขายาวสีขาว และสวมหมวกสามเหลี่ยม กำลังส่งยิ้มมาให้นาง
ส่วนโค้งเว้าอันสง่างามบนใบหน้านั้น และดวงตาที่ชวนให้ลุ่มหลง ทำให้นางถึงกับสมองขาวโพลนไปครึ่งวินาที นางกล้าสาบานเลยว่า คนที่บรรยายรูปร่างหน้าตาของมกุฎราชกุมารให้นางฟังนั้น ไม่สามารถถ่ายทอดความหล่อเหลาของเขาออกมาได้ถึงหนึ่งในสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ
มาเรียเดินเข้าไปหาด้วยอาการวิงเวียนเล็กน้อย นางไม่กล้าสบตากับมกุฎราชกุมารโดยตรง รีบจับชายกระโปรงขึ้น แล้วย่อเข่าทำความเคารพอย่างจริงจัง ก่อนจะดัดเสียงให้ฟังดูหวานหยดย้อย: “ยินดีที่ได้พบเพคะ มกุฎราชกุมาร การที่พระองค์ทรงดั้นด้นมาต้อนรับหม่อมฉันถึงที่นี่ ทำให้หม่อมฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะ”
โจเซฟรีบยิ้มและนำมือทาบอกเพื่อตอบรับ: “นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว เจ้าหญิงผู้เลอโฉม ยินดีต้อนรับสู่ปารีส”
เขาทำตามธรรมเนียมดั้งเดิม ด้วยการสวมกอดและเอาแก้มแนบกับเจ้าหญิง อืม เอวบางมาก ผิวก็เนียนนุ่มลื่นมือ ส่วนหน้าอก…
อะแฮ่ม! โจเซฟรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที นางยังเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบห้าเองนะ เขาคิดอะไรอยู่เนี่ย?
หลังจากทำความเคารพเสร็จ เขาก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วผายมือไปทางรถม้าของเจ้าหญิง: “เจ้าหญิง ข้าจะนำทางไปก่อนนะ องค์กษัตริย์และพระราชินีได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่พระราชวังแวร์ซายส์ และกำลังรอท่านอยู่”
หลังจากพูดคุยตามมารยาทกันอีกสองสามประโยค โจเซฟก็หันหลังกลับไปขึ้นรถม้าของตน แล้วสั่งให้ขบวนรถเดินทางกลับไปยังพระราชวังแวร์ซายส์
เมื่อมาเรียเห็นว่าเขาไม่ได้เชิญให้นางไปนั่งรถม้าคันเดียวกัน นางก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านางยังมีคู่แข่งอีกคน นั่นก็คือ แกรนด์ดัชเชสเคลเมนไทน์แห่งทัสกานี
เสียงกลองและเสียงแตรดังขึ้นรอบทิศทาง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าขบวนรถกำลังจะออกเดินทาง นางจึงรีบเดินคอตกขึ้นรถม้าของตน ในใจก็รู้สึกเศร้าหมอง มกุฎราชกุมารทรงโปรดเคลเมนไทน์มากกว่างั้นหรือ? ไม่รู้เลยว่านางจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือไม่
…
ในบ้านชาวนาที่อยู่ห่างจากจุดที่โจเซฟไปต้อนรับเจ้าหญิงมาเรียประมาณหนึ่งลีเออ โอดอริคก็ได้ยินเสียงแตรดังแว่วมา เขารีบนวดแขนและขาที่ปวดเมื่อยทันที เขาและลูกน้องสองคน แอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่มาตลอดทั้งคืน
ผ่านไปครู่หนึ่ง โอดอริคในชุดชาวนาก็ค่อยๆ มุดออกมาจากตู้เสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง เขาชะโงกหน้ามองลงไปชั้นล่าง ก็เห็นทหารที่เฝ้าอยู่ที่นี่กำลังพิงกรอบประตูสัปหงกอยู่
เขาหยิบไม้กระบองที่เตรียมไว้ใต้เตียงขึ้นมา แล้วค่อยๆ ย่องลงมาจากห้องใต้หลังคา ก่อนจะฟาดลงไปที่หัวของทหารนายนั้นอย่างแม่นยำ อีกฝ่ายสลบเหมือดไปในทันที
โอดอริครีบชักมีดสั้นออกมา แล้วโยนให้ชายหัวล้านที่ตามมา ก่อนจะทำท่าปาดคอไปยังทหารที่นอนอยู่บนพื้น
ชายหัวล้านแทงทหารคนนั้นจนตายอย่างไม่ลังเล ก่อนจะลากศพเข้าไปในบ้าน การฆ่าคนสำหรับเขานั้น มันง่ายดายราวกับการดื่มเหล้าเลยทีเดียว
ส่วนโอดอริคก็กลับขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา หยิบแปรงทาสีด้ามยาวออกมาจากใต้เตียง แกะผ้าที่พันอยู่รอบๆ ด้ามแปรงออก เผยให้เห็นลำกล้องปืนที่อยู่ด้านใน จากนั้นเขาก็ถอดหัวแปรงที่พองนูนออก ซึ่งด้านในก็คือพานท้ายปืนที่ทำจากไม้นั่นเอง
ไม่นานนัก ปืนคาบศิลา บราวน์ เบสส์ รุ่น 1742 ของอังกฤษ ก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา
เขาหยิบดินปืนและลูกปืนตะกั่วออกมาจากอีกด้านของด้ามแปรง บรรจุเข้าไปในปากกระบอกปืนอย่างคล่องแคล่ว แล้วยัดปืนใส่มือลูกน้องผมแดง พลางสั่งการว่า: “เดี๋ยวพอรถม้าขนทองคำมาถึง แกก็ยิงไปทางนั้นเลยนะ”
“หา?” ชายผมแดงมองไปยังถนนที่อยู่ไกลออกไป พลางถามด้วยความสงสัย “ลูกพี่ ไกลขนาดนั้นคงจะยิงไม่โดนหรอกมั้ง…”
“ไอ้โง่ พวกเราก็แค่คนดูต้นทางเท่านั้นแหละ ที่ให้แกยิงก็เพื่อจะส่งสัญญาณให้คนของเราลงมือได้แล้ว”
โอดอริคพูดพลางก้มตัวลงไปหยิบปืนสั้นของฝรั่งเศสที่ถูกตัดพานท้ายออกไปจากใต้เตียง นี่คือปืนที่พวกช่างทาสีซ่อนไว้ในถังสีแล้วนำเข้ามา เขาบรรจุกระสุนเข้าไปเช่นกัน แล้วส่งให้ชายหัวล้าน: “แกก็ยิงด้วย”
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเอง ลูกพี่!” โจรทั้งสองคนเมื่อคิดว่าแค่ยิงปืนไปสองนัดก็จะได้เงินมาเจ็ดแปดพันลีฟร์แล้ว พวกเขาก็รู้สึกโชคดีที่ได้เข้าแก๊งเลอเกอวี
จากนั้น โอดอริคก็หยิบปืนคาบศิลาชาร์ลวิลล์ของทหารที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่นี้ขึ้นมา แล้วค้นหาดินปืนและลูกปืนจากศพ จากนั้นก็ตรวจสอบลำกล้องปืน และพบว่ามีกระสุนบรรจุอยู่แล้ว เขาจึงอุตส่าห์เทดินปืนออกมา แล้วบรรจุเข้าไปใหม่
ที่ริมหน้าต่างของห้องใต้หลังคาในบ้านชาวนา โอดอริคมองเห็นรถม้าสีขาวผ่านกล้องส่องทางไกล คนขับรถม้านั้นเขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ล้วนแต่เป็นคนของมกุฎราชกุมารทั้งสิ้น และเจอกันอยู่บ่อยๆ
โอดอริครีบสั่งให้ลูกน้องทั้งสองคนไปยืนที่หน้าต่าง ส่วนตัวเองก็ถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะตะโกนเสียงดัง: “ยิง!”
โจรทั้งสองคนยังคงจมอยู่ในจินตนาการว่าแก๊งเลอเกอวีได้ควบคุมสถานการณ์ไว้หมดแล้ว พวกเขาจึงยิงปืนไปทางรถม้าที่อยู่ไกลออกไปอย่างไม่ลังเล
เสียงปืนดังสนั่นสองครั้งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของชานเมืองปารีส ทำให้ฝูงนกในป่าข้างๆ ตกใจจนบินหนีขึ้นไปบนฟ้า

0 Comments