ตอนที่ 120 เปลี่ยนรับเป็นรุก
แปลโดย เนสยังบอร์กโดซ์ในฐานะเมืองส่งออกไวน์ที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศส การค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของเมืองแห่งนี้
และจัตุรัสหลวงที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำการอนซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของบอร์กโดซ์ ก็เคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 มาก่อน แต่ในปัจจุบัน องค์กษัตริย์ไม่ค่อยได้เสด็จมาประทับที่นี่แล้ว จัตุรัสอันกว้างใหญ่และพระราชวังที่อยู่ข้างๆ จึงกลายมาเป็นสถานที่ซื้อขายสำหรับพ่อค้าไวน์และเจ้าของโรงบ่มไวน์ไปโดยปริยาย
ผู้คนจึงนิยมเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า จัตุรัสการค้า มากกว่า
ในแต่ละวัน ที่นี่จะมีการซื้อขายไวน์ในปริมาณมหาศาล ก่อนจะถูกส่งออกไปยังทั่วทุกมุมเมืองในทวีปยุโรป หรือแม้แต่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงทวีปอเมริกา
ในเวลานี้ ภายในห้องประชุมใหญ่ของพระราชวังอันโอ่อ่าที่ตั้งอยู่หน้าจัตุรัสการค้า มีขุนนางใหญ่และตัวแทนของพวกเขารวมตัวกันอยู่ห้าหกสิบคน
บรรดาขุนนางใหญ่เหล่านี้ต่างก็มีอีกหนึ่งบทบาทที่เหมือนกัน นั่นก็คือการเป็นเจ้าของไร่องุ่น
พวกเขาครอบครองไร่องุ่นส่วนใหญ่ในพื้นที่บอร์กโดซ์ ในขณะเดียวกันก็ยังทำธุรกิจโรงบ่มไวน์ด้วย ซึ่งครอบครองส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมผลิตไวน์ของฝรั่งเศสถึงเกือบ 60%
เมื่อสามวันก่อน พวกเขาได้รับคำเชิญจากเคานต์มงสโล ข้าหลวงใหญ่ ซึ่งในจดหมายเชิญ ท่านข้าหลวงได้ระบุไว้ว่า ผู้ที่เรียกประชุมในครั้งนี้อย่างแท้จริง ก็คือมกุฎราชกุมาร
ด้วยความเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนี้ ผู้ที่ได้รับเชิญทุกคนจึงออกเดินทางมาล่วงหน้า และมารวมตัวกันที่จัตุรัสการค้า
เวลาบ่ายสามโมง
เสียงดนตรีอันไพเราะดังแว่วมาจากด้านนอกห้องประชุมใหญ่ของพระราชวังตลาดหลักทรัพย์ บรรดาเจ้าของไร่องุ่นต่างก็หันไปมองทางประตู ก็เห็นข้าหลวงมงสโลเดินตามหลังชายหนุ่มในชุดเสื้อโค้ตสีน้ำเงินเข้มอย่างนอบน้อม และทยอยกันเดินเข้ามาในห้องประชุม
ทุกคนรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะต้องเป็นมกุฎราชกุมารอย่างแน่นอน จึงพากันลุกขึ้นยืน และก้มหัวทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม
หลังจากที่ท่านข้าหลวงได้แนะนำมกุฎราชกุมารอย่างเป็นทางการ และกล่าวเปิดงานสั้นๆ โจเซฟที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้องประชุมก็ยกมือขึ้นทักทายบรรดาเจ้าของไร่องุ่น แล้วเอ่ยเสียงดังว่า: “ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมการประชุมในครั้งนี้”
เขาเริ่มต้นด้วยการพูดตามธรรมเนียม โดยกล่าวชื่นชมบอร์กโดซ์ว่า มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นหลัก: “ที่ให้ทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ จุดประสงค์หลักก็คือการหารือเกี่ยวกับการปลูกมันฝรั่ง”
ด้านล่างเวทีเริ่มมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบดังขึ้นทันที:
“ข้าว่าแล้วเชียว ต้องเป็นเรื่องไอ้มันฝรั่งบ้านั่นแน่ๆ”
“เมื่อครึ่งเดือนก่อนก็เพิ่งจะมาเร่งให้พวกเราปลูกไอ้นี่ไป ใครจะไปรู้ล่ะว่าปลูกแล้วมันจะขาดทุนหรือเปล่า”
“ใช่ ปลูกธัญพืชต่างหากถึงจะไม่มีความเสี่ยง…”
“ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ ยังไงข้าก็จะไม่ยอมปลูกมันฝรั่งแม้แต่หัวเดียว เว้นแต่เขาจะยอมลดภาษีที่ดินให้”
“นังแพศยาออสเตรียนั่นถึงกับส่งมกุฎราชกุมารมาเองเลย ดูท่านางคงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก”
“เพราะฉะนั้น นี่แหละคือโอกาสดี พวกเราต้องร่วมมือกัน เพื่อกดดันให้เขาลดภาษีที่ดินลงให้ได้…”
“ไม่! ต้องให้ยกเลิกภาษีที่ดินไปเลยถึงจะถูก…”
คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะพูดกันเสียงเบา แต่ก็มีบางคนที่จงใจพูดเสียงดังเพื่อให้มกุฎราชกุมารได้ยิน
โจเซฟยิ้มบางๆ โดยไม่ใส่ใจกับเสียงเหล่านั้น แล้วกล่าวต่อ: “หลายปีมานี้เกิดภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผลผลิตของทุกคนไม่ค่อยสู้ดีนัก ในขณะที่มันฝรั่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงมาก ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหารจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว”
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ: “ดังนั้น ข้าจึงหวังว่าทุกท่านจะตอบรับคำเชิญชวนขององค์กษัตริย์ ด้วยการปลูกมันฝรั่งให้มากขึ้นในช่วงฤดูหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลินี้ อ้อ มันฝรั่งที่จะนำมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ น่าจะเดินทางมาถึงบอร์กโดซ์ในอีกสิบกว่าวันข้างหน้า”
บรรดาเจ้าของไร่องุ่นเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นขุนนางที่ดิน นอกจากจะครอบครองไร่องุ่นแล้ว พวกเขาก็ยังมีพื้นที่เพาะปลูกในบอร์กโดซ์อีกเป็นจำนวนมาก ขอเพียงพวกเขาให้ความร่วมมือ การปลูกมันฝรั่งก็จะสามารถขยายขอบเขตออกไปได้อย่างกว้างขวางและง่ายดาย
ด้านล่างเวที มีขุนนางจมูกเชิดรูปร่างแปลกประหลาดคนหนึ่ง ลองหยั่งเชิงตะโกนถามว่า: “ฝ่าบาท พระองค์คิดว่าพอจะลดภาษีที่ดินลงให้สักหน่อยได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
ทันใดนั้นก็มีคนตอบรับขึ้นมาทันที “เคานต์เลอเดอนีพูดถูกแล้ว การปลูกมันฝรั่งอาจจะขาดทุนได้ ทางที่ดีควรจะลดภาษีที่ดินลงเพื่อเป็นการชดเชยจะดีกว่า”
“โปรดรับปากว่าจะลดภาษีที่ดินก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นมันคนละเรื่องกัน” โจเซฟกล่าวอย่างเรียบเฉย “หากพวกท่านไม่พอใจเรื่องภาษีที่ดิน ก็สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อเสนาบดีคลัง เพื่อให้ศาลสูงสุดพิจารณาได้ แต่ในวันนี้ข้าจะขอคุยแค่เรื่องมันฝรั่งเท่านั้น”
เมื่อบรรดาขุนนางได้ยินเช่นนั้น ต่างก็แสดงความไม่พอใจออกมา ด้านล่างเวทีตกอยู่ในความเงียบงัน
แต่โจเซฟก็ยังคงอธิบายถึงประโยชน์ต่างๆ ของการปลูกมันฝรั่งอย่างใจเย็น เขาพูดร่ายยาวกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนจะปิดท้ายว่า: “เอาล่ะ ข้ารู้ดีว่าการเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ไม่คุ้นเคยนั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก
“ทุกคนสามารถกลับไปลองคิดดูก่อนได้ พรุ่งนี้เช้าเวลาเก้าโมงตรงให้มารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง ข้าหวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่ายินดีจากทุกท่านนะ”
โจเซฟพูดจบ ก็เตรียมตัวลุกขึ้นยืน ข้าหลวงมงสโลจึงรีบเดินมาที่กลางห้องประชุม และเชิญชวนบรรดาเจ้าของคฤหาสน์ให้ไปร่วมงานเลี้ยงด้วยรอยยิ้ม เพื่อบรรเทาบรรยากาศที่ดูกระอักกระอ่วนใจ
โจเซฟรู้ดีว่า ความจริงแล้วเขาสามารถงัดไม้ตายอย่างเทคโนโลยีพาสเจอไรซ์ออกมาใช้ได้ตั้งแต่แรก ซึ่งก็น่าจะทำให้มีเจ้าของไร่องุ่นจำนวนมากยินยอมที่จะร่วมมือด้วย
แต่หากทำเช่นนั้น มันก็จะทำให้พวกขุนนางที่ดินคิดไปว่า การที่พวกเขาใช้การปฏิเสธไม่ยอมปลูกมันฝรั่งมาเป็นข้อต่อรองข่มขู่ราชวงศ์ คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์เหล่านี้มา
ดังนั้น ในระหว่างทางที่เดินทางมาบอร์กโดซ์ โจเซฟก็ได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าเขาจะเปลี่ยนจากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุก เพื่อให้บรรดาเจ้าของไร่องุ่นตระหนักได้ว่า การร่วมมือกับมกุฎราชกุมารต่างหากถึงจะเป็นประโยชน์ ส่วนการต่อต้านมีแต่จะทำให้เสียเปรียบ
หลังจากงานเลี้ยงอันน่าอึดอัดผ่านพ้นไป มงสโลก็เชิญโจเซฟและบรรดาขุนนางไปร่วมงานเต้นรำที่คฤหาสน์ของเขาต่อ
โชคดีที่บรรดาคุณหนูขุนนางในบอร์กโดซ์ ยังคงมีความเกรงกลัวต่อมกุฎราชกุมารที่พวกนางไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โจเซฟจึงไม่โดนรุมทึ้งในงานเต้นรำ และได้มีโอกาสลิ้มรสไวน์บอร์กโดซ์แท้ๆ อย่างสบายใจ
จนกระทั่งเขาฝืนทนจนงานเต้นรำจบลง และกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องเต้นรำ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งรีบเดินตามเขามาจากด้านหลัง
เอมงรีบเข้าไปขวางไว้ด้วยความระมัดระวังทันที
ชายคนนั้นรีบนำมือทาบอก แล้วโค้งคำนับโจเซฟจากที่ไกลๆ: “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน มกุฎราชกุมารผู้สูงศักดิ์ หม่อมฉัน ปิแอร์ วิคตอร์นิแย็ง แวร์ญีโย ทำงานอยู่ที่ศาลสูงสุดบอร์กโดซ์พ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าหม่อมฉันจะมีเกียรติได้พูดคุยกับพระองค์สักสองสามประโยคได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้มาก แวร์ญีโย? จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ นี่มันนักพูดชื่อดังของกลุ่มฌีรงแด็งไม่ใช่หรือ?
ใช่แล้ว ชื่อของกลุ่มฌีรงแด็ง มีที่มาจากแกนนำสำคัญหลายคนที่มาจากจังหวัดฌีรงด์ ซึ่งแวร์ญีโยก็คือหนึ่งในนั้น แน่นอนว่าจังหวัดฌีรงด์เพิ่งจะถูกตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติครั้งใหญ่ ปัจจุบันยังมีแค่เขตบอร์กโดซ์หรืออากีแตนเท่านั้น
โจเซฟจำได้ว่าแวร์ญีโยคือหนึ่งในกลุ่มฌีรงแด็งที่มีแนวคิดอยากจะร่วมมือกับราชวงศ์ เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่มาหาเขาในวันนี้มีจุดประสงค์อะไร
เขาจึงพยักพเยิดให้เอมง: “ให้คุณแวร์ญีโยเข้ามาเถอะ”
เอมงพยักหน้ารับ แล้วเบี่ยงตัวหลบให้
แวร์ญีโยรีบก้าวเข้ามาใกล้ๆ แล้วโค้งคำนับอีกครั้ง “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทผู้สูงศักดิ์”
โจเซฟยิ้มพลางถามว่า: “ไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอะไรหรือ?”
แวร์ญีโยมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีขุนนางคนอื่นอยู่แถวนี้ เขาจึงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า: “ฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันต้องพูดตรงๆ ความจริงแล้ว พระองค์ไม่สมควรจะเสด็จมาบอร์กโดซ์ในครั้งนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้? เพราะอะไรหรือ?”
“ฝ่าบาท บรรดาขุนนางใหญ่เหล่านั้นเพิ่งจะปฏิเสธการปลูกมันฝรั่งไปเมื่อไม่นานมานี้ แล้วพระองค์ก็รีบเสด็จมาทันที พระองค์อาจจะทรงอยากจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนถึงฤดูหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิ แต่นี่มันจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าพระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา และจะยิ่งทำให้พวกเขายืนกรานที่จะต่อรองกับพระองค์มากขึ้นไปอีกพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ ทำไมถึงรู้สึกว่าคุณแวร์ญีโยคนนี้ จะใส่ใจเรื่องการปลูกมันฝรั่งมากกว่าตัวเขาเองเสียอีกล่ะ?
แวร์ญีโยกล่าวต่อ: “ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินข่าวจากปารีสมาว่า ปีนี้อาจจะเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงนะพ่ะย่ะค่ะ
“และบรรดาขุนนางใหญ่ก็คงจะไม่สนใจเรื่องนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ พวกเขามีเงินมากพอ ต่อให้ผลผลิตจะแย่แค่ไหนก็ไม่กระทบกระเทือนพวกเขา บางคนอาจจะกังวลว่าการปลูกมันฝรั่งจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าธัญพืช แต่ส่วนใหญ่ก็แค่หวังจะใช้โอกาสนี้ในการขอลดภาษีที่ดินมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ!
“แต่พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าช่วงหลายปีมานี้เกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง ชาวนาในบอร์กโดซ์ต่างก็ยากจนข้นแค้นกันหมดแล้ว พวกเขาไม่มีทางรับมือกับภัยแล้งระลอกใหม่ได้อีกหรอกพ่ะย่ะค่ะ
“หม่อมฉันเคยไปที่ปรัสเซีย ผู้คนในที่นั่นต่างก็พึ่งพามันฝรั่งในการต่อสู้กับความอดอยากทั้งสิ้น ในตอนนี้ พวกเราเองก็ต้องการมันฝรั่ง ชาวนาในบอร์กโดซ์ต้องการมันฝรั่งพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าทนายความท่านนี้จะห่วงใยความทุกข์ยากของประชาชนรากหญ้าถึงเพียงนี้ และยังยินดีที่จะทุ่มเทเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น
เขาพยักหน้าตอบ: “ใช่แล้ว ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนหันมาปลูกมันฝรั่งนี่แหละ”
แวร์ญีโยดูมีท่าทีร้อนรน: “ฝ่าบาท บรรดาเจ้าของไร่องุ่นได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ อ้อ ตัวหม่อมฉันเองก็ทำไร่องุ่นเล็กๆ อยู่ด้วย พวกเขาก็เคยมาหาหม่อมฉันเหมือนกัน พวกเขาบอกว่า หากไม่ยอมลดภาษีที่ดิน ก็จะไม่มีใครยอมปลูกมันฝรั่งอย่างเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านมาเพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้ข้าลดภาษีงั้นหรือ?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ภาษีที่ดินจะลดไม่ได้เด็ดขาด” แวร์ญีโยกล่าว “พวกขุนนางจะต้องรับผิดชอบภาระหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติด้วย!”
โจเซฟมองเขาด้วยความสนใจ: “โอ้? แล้วท่านคิดว่าควรจะทำอย่างไรล่ะ?”
สีหน้าของแวร์ญีโยดูหม่นหมองลงเล็กน้อย: “ในตอนนี้ คงต้องให้รัฐบาลควักเงินส่วนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นเงินอุดหนุนสำหรับการปลูกมันฝรั่งพ่ะย่ะค่ะ เมื่อมีผลประโยชน์มาล่อใจ ก็จะต้องมีคนยอมปลูกอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแอบคิดในใจว่า ท่านนี่มีนิสัยประนีประนอมตามแบบฉบับของกลุ่มฌีรงแด็งจริงๆ ด้วย
เขายิ้มพลางส่ายหน้า: “คุณแวร์ญีโย ท่านก็น่าจะรู้สถานะทางการเงินของฝรั่งเศสดี รัฐบาลไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอก และมันก็ไม่จำเป็นด้วย อย่างมากก็ไม่เกินสิบวัน ทุกคนก็จะแย่งกันปลูกมันฝรั่งเองนั่นแหละ”
แวร์ญีโยเผยรอยยิ้มเจื่อนๆ: “ฝ่าบาท พระองค์ช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ นอกเสียจากว่าพระองค์จะยอมลดภาษีที่ดิน มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีทาง…”
โจเซฟรีบเอ่ยสวนขึ้นมาทันที: “เอาแบบนี้ เรามาพนันกันไหม?”
“พนันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“หากภายในสิบวัน ไม่มีเจ้าของไร่องุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ยินยอมปลูกมันฝรั่งด้วยความเต็มใจ ข้าก็จะทำตามที่ท่านบอก ข้าจะควักเงินก้อนหนึ่งออกมาทำเป็นเงินอุดหนุนสำหรับปลูกมันฝรั่งให้”
แวร์ญีโยถาม: “แล้วถ้าตรงกันข้ามล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็จะต้องทำอะไรให้ข้าสักอย่างหนึ่ง”
โจเซฟรู้ดีว่าแวร์ญีโยผู้นี้เป็นนักพูดที่เก่งกาจ และมีความสามารถในการทำงานที่ไม่เลว หากได้ตัวเขามาเป็นแรงงานทาส ก็คงจะช่วยแบ่งเบาภาระของเขาไปได้เยอะเลยทีเดียว
แวร์ญีโยลังเลอยู่เพียงแค่ครึ่งวินาที ก็ยื่นมือออกมา: “ตกลงพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เอาตามที่พระองค์ตรัสเลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแปะมือกับเขา ก่อนจะขอตัวลากลับ
อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของไวน์ที่ดื่มไปเมื่อตอนค่ำ ทันทีที่โจเซฟกลับถึงห้องนอน เขาก็ล้มตัวลงนอนและหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขามาถึงห้องประชุมในพระราชวังตลาดหลักทรัพย์ เขาก็พบว่ามีคนมาร่วมงานน้อยกว่าเมื่อวานถึงเจ็ดแปดคน แน่นอนว่าบรรดาขุนนางที่ขาดประชุมเหล่านั้น ล้วนอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อลากับมงสโลไปหมดแล้ว
โจเซฟไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก พอมาถึงเขาก็ถามอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า: “เอาล่ะ มีใครยินดีที่จะเซ็นสัญญาปลูกมันฝรั่งเดี๋ยวนี้เลยไหม?”
ด้านล่างเวทีตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง วันนี้ที่มาก็เพื่อให้เกียรติมกุฎราชกุมารเท่านั้น ยังจะมาคิดเรื่องมันฝรั่งอยู่อีกหรือ?
แวร์ญีโยรีบลุกขึ้นยืนทันที: “ฝ่าบาท หม่อมฉันยินดีปลูก 5 อาร์ตพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเป็นเพียงแค่ทนายความที่มีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง ที่ดินทำกินที่อยู่ภายใต้ชื่อของเขาจึงมีเพียงแค่นี้
หลังจากนั้นก็มีเจ้าของไร่องุ่นที่มีความสัมพันธ์อันดีกับแวร์ญีโยอีกสองสามคนตอบรับ: “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็สามารถเซ็นสัญญา 8 อาร์ตได้พ่ะย่ะค่ะ”
“หม่อมฉันก็สามารถปลูก 6 อาร์ตได้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้าอย่างพึงพอใจ กวาดสายตามองลงไปด้านล่างเวทีอีกครั้ง: “มีใครอีกไหม?”
บรรดาเจ้าของไร่องุ่นต่างก็ชำเลืองมองแวร์ญีโยและคนอื่นๆ ด้วยความไม่พอใจ แต่ภายใต้การซักไซ้ของมกุฎราชกุมาร พวกเขาก็ต้องแสดงท่าทีอะไรบ้าง ถึงจะไม่เป็นการหักหน้าพระองค์
มีคนลังเลอยู่นาน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา: “หม่อมฉันปลูก 40 เอเคอร์พ่ะย่ะค่ะ”
1 อาร์ตมีค่าเท่ากับ 100 เอเคอร์ฝรั่งเศส นั่นก็หมายความว่า นี่มันไม่ถึงครึ่งอาร์ตด้วยซ้ำ
ขุนนางคนอื่นๆ ก็พากันตอบรับบ้าง: “ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันก็ขอปลูก 50 เอเคอร์ก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
“หม่อมฉันปลูก 40 เอเคอร์พ่ะย่ะค่ะ”
“หม่อมฉัน 30 เอเคอร์…”
โจเซฟยิ้มมองดูคนเหล่านี้ที่กำลังทำเป็นส่งๆ กับเขา ก่อนจะพูดเสียงดังขึ้นมาว่า: “โอ้ จริงด้วย ข้ามัวแต่กังวลเรื่องมันฝรั่ง จนลืมเรื่องสำคัญอีกเรื่องไปเสียสนิทเลย”
เขาหันไปส่งสัญญาณให้เอมง คนหลังก็รีบสั่งให้คนนำเอกสารไปแจกจ่ายให้กับบรรดาขุนนางที่อยู่ในงานทันที
โจเซฟพูดต่อ: “นี่คือสมาคมเทคโนโลยีการหมักบ่มแห่งฝรั่งเศสที่ข้าตั้งใจจะก่อตั้งขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการหมักบ่มกันได้ง่ายขึ้น และในเอกสารนี้ ก็คือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนที่ทางสมาคมมีอยู่ในปัจจุบัน”
บรรดาเจ้าของคฤหาสน์ด้านล่างเวทีต่างก็มีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด ทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนมาคุยเรื่องการหมักบ่มไวน์ได้ล่ะ? แล้วอะไรคือสมาคมเทคโนโลยีอีกล่ะ?
ทว่า เมื่อพวกเขาเริ่มเปิดอ่านเอกสารในมือ ดวงตาของแต่ละคนก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
มีคนอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา: “เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดอัตราความล้มเหลวในการหมักบ่มให้เหลือศูนย์?! มันจะเป็นไปได้อย่างไร?”
อีกคนหนึ่งกล่าวเสริม: “และยังมีเทคโนโลยีนี้ ที่สามารถทำให้ไวน์ที่หมักออกมาไม่มีรสเปรี้ยว แถมยังเพิ่มคุณภาพให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัวด้วย!”
“พระเจ้าช่วย! ยังมีวิธีที่จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าเดิมเป็นสิบเท่าอีก!”
บรรดาเจ้าของไร่องุ่นเริ่มพูดคุยปรึกษาหารือกันทันที และเสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
แวร์ญีโยก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาก็มีธุรกิจหมักบ่มไวน์อยู่ด้วย จึงมีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี
อย่างแรกเลย การหมักบ่มไวน์นั้นไม่มีทางที่จะไม่ล้มเหลวเลย การที่จะสามารถรักษาอัตราความล้มเหลวไว้ที่ระดับต่ำกว่า 10% ได้ นั่นก็คือยอดปรมาจารย์ด้านการหมักบ่มระดับท็อปแล้ว โดยทั่วไป หากมีไวน์ที่หมักล้มเหลวสัก 30% ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือ มันมีเทคโนโลยีที่ทำให้ไวน์ไม่มีรสเปรี้ยวได้ด้วย
ต้องรู้ไว้ว่า การมีรสเปรี้ยวเจือปนหรือไม่นั้น ถือเป็นมาตรฐานสำคัญในการวัดคุณภาพของไวน์เลยทีเดียว
ไวน์คุณภาพทั่วไปมักจะมีรสเปรี้ยวเจือปนอยู่บ้าง ซึ่งส่งผลต่อรสชาติ มีเพียงไวน์ระดับพรีเมียมเท่านั้น ที่จะทำให้แทบไม่ได้รสเปรี้ยวเลย
นั่นก็หมายความว่า เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้ไวน์ที่ผลิตออกมาทุกขวด ล้วนแต่มีคุณภาพในระดับพรีเมียมทั้งสิ้น!
และราคาของไวน์คุณภาพทั่วไปกับไวน์คุณภาพพรีเมียมนั้น มันต่างกันเป็นสิบเท่าเลยทีเดียว!
มีคนตื่นเต้นจนลุกพรวดขึ้นมาทันที ชูเอกสารในมือขึ้นแล้วถามโจเซฟว่า: “มกุฎราชกุมารผู้สูงศักดิ์พ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟยิ้มพลางพยักหน้าตอบ: “ย่อมต้องเป็นเรื่องจริงสิ ข้าได้ยื่นจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปารีสไปเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานก็น่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วล่ะ”
เจ้าของไร่องุ่นผู้มีอายุคนหนึ่งเอ่ยด้วยความคลางแคลงใจ: “ฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันต้องพูดตรงๆ หม่อมฉันทำอาชีพหมักบ่มไวน์มาหลายสิบปี ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีเทคโนโลยีแบบนี้ด้วย นี่คงจะไม่ใช่…”
โจเซฟมองไปยังบรรดาขุนนางที่กำลังจ้องมองเขาด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า: “มีใครที่มีโรงบ่มไวน์อยู่ใกล้ๆ แถวนี้บ้างไหม? ข้าสามารถสาธิตให้พวกท่านดูได้เดี๋ยวนี้เลย”
…
ชานเมืองทางตอนเหนือของบอร์กโดซ์ ณ โรงบ่มไวน์อาร์ซอง
แมัในตอนนี้จะเป็นฤดูหนาวแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังมีองุ่นที่ผ่านการอบควันแบบพิเศษ และนำไปตากแห้งเพื่อเก็บรักษาไว้ในห้องใต้ดิน ซึ่งสามารถนำมาใช้หมักบ่มไวน์ได้
ไม่นานนัก พวกคนงานก็นำถังองุ่นที่บดจนเละแล้วหลายถัง พร้อมกับน้ำที่ใช้ในการหมักบ่ม มาวางเรียงไว้ตรงหน้าโจเซฟ
โจเซฟสั่งให้นำเตาผิง ถังน้ำใบใหญ่ และอุปกรณ์อื่นๆ มาเพิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณให้บรรดาเจ้าของไร่องุ่นที่กำลังยืนมุงดูอยู่ออกไปก่อน
หลังจากที่โครซอร์ดเชิญทุกคนออกไปแล้ว โจเซฟก็รีบให้เอมงช่วยเติมน้ำลงในหม้อใบใหญ่ แล้วนำไปต้มบนเตาไฟ
เมื่อน้ำเดือด เขาก็นำน้ำเย็นและน้ำร้อนมาผสมกัน แล้วเทลงในถังไม้ใบใหญ่ จากนั้นก็นำเทอร์โมมิเตอร์ที่เตรียมมาด้วยมาวัดอุณหภูมิ จนกระทั่งน้ำมีอุณหภูมิอยู่ที่ 65 องศาพอดี
จากนั้นเขาก็นำถังเล็กๆ ที่บรรจุน้ำองุ่นบดใส่ลงไปในถังไม้ใบใหญ่ เริ่มจับเวลา และคอยวัดอุณหภูมิอยู่อย่างต่อเนื่อง ทันทีที่อุณหภูมิของน้ำลดลง เขาก็จะรีบเติมน้ำร้อนลงไป เพื่อให้น้ำองุ่นบดมีอุณหภูมิคงที่อยู่เหนือ 60 องศาตลอดเวลา

0 Comments