ตอนที่ 112 อนาคตของอุตสาหกรรม
แปลโดย เนสยัง“เรื่องนี้จำเป็นต้องกว้านซื้อมันฝรั่งจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์” โจเซฟลูบคลำลวดลายบนถ้วยชา พลางมองไปที่มิราโบ “ในตอนนี้ งบประมาณของรัฐบาลสามารถเบิกออกมาได้เพียงหนึ่งล้านลีฟร์ แต่เราต้องการทั้งหมดห้าล้านลีฟร์ ข้าในตอนนี้ก็ยังไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงอยากจะมาขอยืมจากท่านสักหน่อย”
โจเซฟรู้ดีว่า หลังจากที่มิราโบลงทุนในโรงงานกระดาษไปแล้ว เขาก็คงจะไม่มีเงินเหลือมากนัก แต่เขามีเครือข่ายที่กว้างขวาง และสนิทสนมกับขุนนางนายทุนหลายคน จึงสามารถให้เขาช่วยติดต่อประสานงานได้
“โอ้ แน่นอน ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าสามารถใช้หุ้นของโรงงานกระดาษหรือบริษัทแองเจิลแห่งปารีสเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้”
มิราโบกล่าวว่า: “ฝ่าบาท ภายในประเทศมีเพียงไม่กี่มณฑลอย่างเช่น อาลซัส และ ลอแรน เท่านั้นที่มีมันฝรั่งขาย พระองค์ทรงหมายความว่า จะต้องเดินทางไปจัดซื้อไกลขนาดนั้นเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่แล้ว”
มิราโบพยักหน้าตอบก่อน: “ฝ่าบาท เรื่องเงินหม่อมฉันสามารถช่วยพระองค์หาทางได้พ่ะย่ะค่ะ”
นับตั้งแต่เกิดเรื่องร่างกฎหมายภาษี เขากับมกุฎราชกุมารก็ถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว ย่อมต้องออกแรงช่วยเหลือพระองค์
แต่แล้วเขาก็ขมวดคิ้วและกล่าวว่า: “แต่ว่า คำพูดต่อไปนี้อาจจะทำให้พระองค์ไม่สบอารมณ์นัก แต่หม่อมฉันคิดว่า หม่อมฉันมีหน้าที่ต้องเตือนพระองค์เอาไว้ก่อน”
“เชิญท่านพูดมาได้เลย”
“เหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่าๆ ก็จะถึงฤดูหว่านเมล็ดข้าวสาลีแล้ว และด้วยประสิทธิภาพการทำงานของพวกข้าราชการรัฐบาล… พระองค์ก็น่าจะทรงทราบดี ว่าการกว้านซื้อมันฝรั่งจำนวนมหาศาลมูลค่าหลายล้านลีฟร์ พวกเขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามสัปดาห์ เวลาที่เหลือก็ไม่เพียงพอต่อการขนส่งและเพาะปลูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป นึกในใจว่าตัวเองชะล่าใจไปจริงๆ ที่ไม่ได้เอาความห่วยแตกของระบบราชการเข้ามาคำนวณด้วย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ: “ขอบคุณสำหรับการเตือนของท่าน เคานต์มิราโบ บางทีข้าคงจะต้องเดินทางไปลอแรนด้วยตัวเองเสียแล้ว
“ถ้ามีข้าคอยจับตาดูอยู่ พวกเขาก็น่าจะขยับตัวได้เร็วขึ้นเยอะ
“นอกจากนี้ ข้าก็อยากจะถือโอกาสไปสำรวจเมืองน็องซี เพื่อเตรียมก่อตั้งเขตพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย”
“พระองค์ทรงทำเพื่อฝรั่งเศสมากเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มิราโบกล่าวชื่นชม ก่อนจะนึกถึงคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่ จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น: “ฝ่าบาท ที่พระองค์ทรงพูดถึงเขตพัฒนาอุตสาหกรรม มันคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟวางถ้วยชาลง แล้วอธิบายให้เขาฟัง: “ก็คือการกำหนดพื้นที่ขึ้นมาผืนหนึ่ง โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุน เพื่อดึงดูดให้ทุกคนมาตั้งโรงงาน ซึ่งจะเป็นการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม
“โอ้ ตัวอย่างเช่น โรงงานในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมจะได้รับการลดหย่อนภาษี ห้ามข้าราชการฝ่ายปกครองเข้ามาก้าวก่ายการผลิต มีรางวัลตอบแทนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และยกเลิกระบบสมาคมอาชีพ เป็นต้น
“ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย อย่างเช่น ธนาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้อะพาร์ตเมนต์”
ดวงตาของมิราโบเบิกกว้างกลมโต นี่มันสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในฝันของเขาชัดๆ! ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่การลดหย่อนภาษีข้อเดียว ก็สามารถดึงดูดคนจำนวนนับไม่ถ้วนให้ไปตั้งโรงงานได้แล้ว
แถมยังมีระบบสมาคมอาชีพที่น่ารำคาญนั่นอีก
ในฝรั่งเศสตอนนี้ ไม่ว่าจะจ้างคนงานแบบไหน ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาคมที่เกี่ยวข้องก่อน งานง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ แต่กลับมีสมาคมที่เกี่ยวข้องโผล่ขึ้นมาเก็บค่าสมาชิกจากคนงาน แถมยังเอามาข่มขู่โรงงานอีกต่างหาก
ส่วนเรื่องการขูดรีดและก่อกวนจากพวกข้าราชการรัฐบาล ก็ทำให้เจ้าของโรงงานแต่ละแห่งปวดหัวไม่แพ้กัน
หากสามารถขจัดผลกระทบด้านลบเหล่านี้ออกไปได้ ผลกำไรและประสิทธิภาพของโรงงานก็จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว
เขารีบพูดด้วยความตื่นเต้นทันที: “ฝ่าบาท ความคิดของพระองค์ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ! เขตพัฒนาอุตสาหกรรม นี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมฝรั่งเศสต้องการมากที่สุดในตอนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
จู่ๆ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา รัฐบาลฝรั่งเศสมักจะให้ความสำคัญแต่กับภาคเกษตรกรรมมาโดยตลอด ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็มีแต่การขูดรีดและเพิกเฉย มีเพียงมกุฎราชกุมารหนุ่มพระองค์นี้เท่านั้น ที่ปรารถนาจะผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง!
มิราโบพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองไปที่โจเซฟและถามอย่างประหลาดใจ: “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสว่า จะไปสร้างเขตพัฒนาอุตสาหกรรมที่เมืองน็องซีหรือพ่ะย่ะค่ะ? ขอประทานอภัยที่ต้องทูลตามตรง ที่นั่นตั้งอยู่ห่างไกล และไม่มีอุตสาหกรรมที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย บางทีการตั้งเขตพัฒนาอุตสาหกรรมที่ลียงอาจจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้ารับ จากมุมมองของมิราโบ สิ่งที่เขาพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด พื้นที่แถบลอแรนแม้จะมีถ่านหินและแร่เหล็กอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนา ต้องรอจนถึงศตวรรษที่สิบเก้าหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส น็องซีซึ่งเป็นเมืองหลวงของลอแรน ถึงได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของฝรั่งเศส
“เคานต์มิราโบ ท่านคิดว่าอะไรคือรากฐานของอุตสาหกรรมล่ะ?”
มิราโบตอบทันควัน: “ก็น่าจะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอพ่ะย่ะค่ะ อุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือการต่อเรือก็สำคัญมาก แต่ก็ไม่มีอันไหนที่มีพื้นที่ในการพัฒนาได้เท่ากับอุตสาหกรรมสิ่งทอ”
เมื่อเห็นมกุฎราชกุมารไม่ตอบอะไร เขาก็หัวเราะขึ้นมา: “ฝ่าบาท คงไม่ใช่การผลิตไวน์หรอกนะพ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟยิ้มตาม ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นและกล่าวว่า: “หากเปรียบอุตสาหกรรมเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอหรือการต่อเรือ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงลำต้นและใบไม้ที่อยู่บนผิวดิน ส่วนถ่านหินและเหล็กต่างหาก ถึงจะเป็นรากที่หยั่งลึกลงไปใต้ดิน”
เขาแอบเสริมในใจว่า แน่นอนว่าต่อไปก็จะเป็นเหล็กและน้ำมัน แต่นั่นมันก็ยังอีกยาวไกล
“ถ่านหิน? เหล็ก?” มิราโบกะพริบตาปริบๆ “แต่ปริมาณการค้าของทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่ได้มีเยอะเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ้มพลางกล่าวว่า: “ถ่านหินและเหล็กรวมกัน ก็คือเครื่องจักรไอน้ำ นี่แหละคือรากฐานของอุตสาหกรรม!”
มิราโบก็หัวเราะเช่นกัน: “ฝ่าบาท พระองค์ช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ เครื่องจักรไอน้ำหรือพ่ะย่ะค่ะ? ของพรรค์นั้นไม่มีประโยชน์อะไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ แถมยังราคาแพงและพังง่ายอีกต่างหาก”
“ไม่หรอก เทคโนโลยีย่อมต้องพัฒนาไปข้างหน้าเสมอ” โจเซฟกล่าว “เครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมนในสมัยก่อน ทำได้แค่สูบน้ำเท่านั้น ประสิทธิภาพยังสู้เด็กขยันๆ สองคนไม่ได้เลย
“แต่ตอนนี้ เครื่องจักรไอน้ำสามารถสูบน้ำจากเหมืองที่ลึกถึง 90 เมตรขึ้นมาได้แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้เลย
“ข้ากล้าพูดเลยว่า ประสิทธิภาพของเครื่องจักรไอน้ำจะยังคงก้าวกระโดดต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตใครที่ครอบครองเครื่องจักรไอน้ำ คนนั้นก็จะเป็นผู้กุมอำนาจในการควบคุมอุตสาหกรรม”
“…” มิราโบดูเหมือนจะยังไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่นัก
โจเซฟกล่าวต่อ: “ท่านเคยได้ยินเรื่องเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่พวกคนอังกฤษเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาไหม?”
มิราโบพยักหน้า: “เคยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แต่นั่นมันขับเคลื่อนด้วยกังหันน้ำนี่พ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ความจริงแล้วพวกคนอังกฤษกำลังวิจัยหาวิธีใช้เครื่องจักรไอน้ำแทนกังหันน้ำอยู่ หากพวกเขาทำสำเร็จ ประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสิบหรือหลายสิบเท่าเลยทีเดียว”
มิราโบถึงกับนั่งตัวตรงขึ้นมาทันที และดูมีท่าทีประหม่าขึ้นมาบ้างแล้ว
โจเซฟกลับวาดภาพอนาคตของการนำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้งานที่กว้างไกลยิ่งกว่าให้เขาฟัง:
“นอกจากอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว การนำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ในการตีเหล็กและการปั๊มขึ้นรูปก็ยังเป็นสิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่า
“เครื่องปั๊มขึ้นรูปที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ จะมีพละกำลังมหาศาลกว่าเครื่องปั๊มแบบกังหันน้ำในปัจจุบันถึงหลายเท่า และในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก ส่วนความเร็วนั้นก็จะยิ่งเร็วกว่าหลายสิบเท่า ที่สำคัญที่สุดคือ ความแม่นยำของมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลด้วย
“หากเรามีเครื่องปั๊มขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรไอน้ำที่เชื่อถือได้ ไม่ต้องพูดถึงชุดเกราะ ลูกปืน หรือรถม้าหรอกนะ แค่นำมาใช้ผลิตโคมระย้า อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่มีดส้อม ก็จะทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมหาศาล และคุณภาพสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ของเหล่านี้แม้จะดูเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่หากนำมารวมกันก็สามารถสร้างรายได้ทางการค้าได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว”
เขาเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขังอีกว่า: “และหากมีประเทศอื่นครอบครองเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำได้ก่อนเราล่ะก็ เราก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง”
ในประวัติศาสตร์ ก็เป็นประเทศอังกฤษนี่แหละ ที่เป็นผู้บุกเบิกเครื่องจักรไอน้ำ และเปิดฉากการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนก้าวขึ้นมาเป็นจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน

0 Comments