ตอนที่ 9 ศัตรูพบหน้า จิตสังหารพลันบังเกิด
แปลโดย เนสยังตอนที่ปู่กลับมา เฉินสือก็หลับไปแล้ว เฮยโกวที่ถูกเฉินสือขู่จนตาสว่าง รีบกระดิกหางเข้าไปต้อนรับ
“หลับแล้วเหรอ?”
ปู่เดินมานั่งข้างกองไฟ เติมฟืนเข้าไปสองสามท่อน มองดูเฉินสือที่หลับสนิท ร่างกายก็ผ่อนคลายลง
“เฉินอิ๋นตวง แกแก่แล้วก็จริง แต่แกยังทนไหวน่า!”
ปู่จ้องมองเปลวไฟที่เต้นระบำ ร่างกายที่เย็นเฉียบราวกับไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆ
“เฉินอิ๋นตวง แกทนอยู่ดูเขาเติบโตได้แน่!”
ปู่พ่นลมหายใจเย็นยะเยือกออกมา ทำเอาเปลวไฟหดเล็กลงไปมาก
“ถ้าวันไหนทนไม่ไหวขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องลงมือฆ่าเขาด้วยตัวเอง แล้วพาเขาลงนรกไปด้วยกัน จะปล่อยให้เขากลายเป็นภัยพิบัติต่อชาวโลกไม่ได้เด็ดขาด!”
ปู่จมอยู่ในห้วงความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็ผล็อยหลับไปเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น มีเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจของเฉินสือดังมาจากนอกศาลเจ้า เนินเขาเล็กๆ ที่พวกเขามาพักพิงเมื่อคืน เพียงชั่วข้ามคืน กลับกลายเป็นยอดเขาสูงตระหง่านกว่าร้อยจ้างไปเสียแล้ว!
และศาลเจ้าร้างก็ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาพอดิบพอดี!
“เรื่องประหลาดบนทวีปซีหนิวซินโจวมีถมเถไป จะตกใจไปทำไม?” ปู่กำลังก่อไฟทำกับข้าวอยู่ในศาลเจ้า เอ่ยค่อนขอดท่าทีแตกตื่นของเด็กหนุ่ม
เฉินสือแสร้งทำเป็นชื่นชม “ปู่หูตากว้างไกล ต้องรู้อะไรดีๆ เยอะแน่ๆ ศาลเจ้าแห่งนี้ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ทำไมศาลเจ้าและภูเขาถึงถูกฝังอยู่ใต้ดิน แล้วใครเป็นคนสร้างศาลเจ้านี้ ใครเป็นคนฝังมัน? แล้วคนพวกนั้นหายไปไหนหมดแล้ว? ทำไมจู่ๆ ศาลเจ้าและภูเขาลูกนี้ถึงงอกขึ้นมาจากใต้ดินได้ในเวลานี้ล่ะ? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของ ‘ซุ่ย’ หรือเปล่า? แล้วมันเกี่ยวกับการที่พระอาทิตย์ตกดินเร็วกว่าปกติหนึ่งเค่อไหมครับ?”
ปู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “คืนนี้เพิ่มยาเป็นสองเท่า”
เฉินสือหุบปากฉับอย่างว่าง่าย กลับเข้าไปในศาลเจ้าเพื่อเริ่มฝึกฝนพลังในยามเช้า
เขาโคจรวิชาปราณแท้สามแสง จู่ๆ ก็มีพลังแปลกประหลาดอีกสองสายหลั่งไหลเข้ามา กลายเป็นจุดแสงสีทองและสีเงินล่องลอยอยู่กลางอากาศ มุ่งตรงเข้าสู่ร่างกายของเขา!
เฉินสือรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก พลังสองสายนี้ สายแสงสีทองดั่งเปลวเพลิงอันร้อนแรง พกพาความร้อนทะลักเข้าสู่ร่างกาย แผดเผาพลังต้นกำเนิดในร่าง ช่วยให้การหลอมร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น!
ส่วนสายแสงสีเงินกลับไหลรื่นราวกับสายน้ำ สงบและเย็นเยียบ ซึ่งพอดีช่วยต้านทานความร้อนจากเปลวเพลิง ป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับอันตราย
พลังสองสายนี้ยิ่งใหญ่และทรงพลังกว่าพลังแสงดาว เมื่อทำงานประสานกัน ก็ยิ่งช่วยให้การหลอมร่างกายรวดเร็วกว่าการใช้พลังแสงดาวเพียงอย่างเดียวเสียอีก!
“หรือว่านี่คือปราณแท้แสงอาทิตย์และปราณแท้แสงจันทร์ในเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสง?”
เฉินสือรู้สึกสงสัย เมื่อก่อนตอนที่เขาฝึกฝน ไม่เคยสัมผัสได้ถึงปราณแท้แสงอาทิตย์และแสงจันทร์เลย แล้วทำไมวันนี้ถึงดูดซับปราณแท้ทั้งสองชนิดนี้ได้ล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน ซึ่งเป็นเวลาที่เทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าหลับตาที่สามตรงหว่างคิ้วลง ตอนนี้ไม่มีดวงจันทร์ แล้วแสงจันทร์จะมาจากไหนล่ะ?
เขาเกิดความสงสัยขึ้นในใจ จึงเดินออกไปนอกศาลเจ้า ปราณแท้แสงอาทิตย์และแสงจันทร์ก็พลันหายวับไปทันที
เฉินสือเดินกลับเข้ามาในศาลเจ้าอีกครั้ง จุดแสงสีทองและสีเงินก็ร่วงหล่นลงมาราวกับเกล็ดหิมะ เคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงโคจรอย่างเต็มกำลัง
“ทำไมถึงต้องอยู่แต่ในศาลเจ้าร้างแห่งนี้ ถึงจะสามารถดูดซับพลังบริสุทธิ์ของแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ได้ล่ะ?”
เฉินสือยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก เขาเหลือบมองปู่ที่กำลังก่อไฟทำกับข้าว พอคิดถึงเรื่องที่จะถูกเพิ่มยาเป็นสองเท่า ก็เลยไม่กล้าเอ่ยปากถาม
ถามไปปู่ก็คงไม่รู้อยู่ดีนั่นแหละ
“เมื่อก่อนฉันเคยเดาว่า บางทีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในยุคของเจินหวัง อาจจะไม่ใช่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ดวงเดียวกับในยุคปัจจุบัน ในตอนนั้นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์สามารถดูดซับพลังบริสุทธิ์เพื่อมาหลอมเป็นปราณแท้สามแสงได้ ถ้าหากข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องล่ะก็…”
เฉินสือทำหน้าพิลึกพิลั่น รวบรวมสมาธิ เอ่ยเสียงเบา “ถ้าหากข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้อง โลกภายในศาลเจ้านี้ กับโลกภายนอก ก็ไม่ใช่โลกใบเดียวกันสิ!”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แหงนหน้ามองท้องฟ้านอกศาลเจ้า
ท้องฟ้าสีครามสดใส มีเมฆขาวลอยละล่อง
เขาเดินออกไปนอกศาลเจ้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ท้องฟ้าเบื้องบนลึกล้ำสุดหยั่งคาด มองเห็นอวกาศอันเวิ้งว้าง เมฆขาวลอยล่อง ไร้ซึ่งสรรพสิ่งใดเจือปน
ท้องฟ้าที่มองเห็นจากในศาลเจ้า กับท้องฟ้าที่มองเห็นจากนอกศาลเจ้า ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย
“หรือว่าฉันจะเดาผิด?”
เฉินสือเกาหัวแกรกๆ ตัดสินใจเลิกคิดเรื่องนี้ แล้วกลับไปฝึกฝนต่อในศาลเจ้า
ปราณแท้สามแสงที่ฝึกฝนพร้อมกัน ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน อวัยวะภายในก็แข็งแรงตามไปด้วย
จนกระทั่งปู่ทำกับข้าวเสร็จและเรียกหลายครั้ง เฉินสือถึงได้หยุดฝึกฝนอย่างเสียดาย
“หลังหมดเทศกาลบูชาประจำเดือน ฉันต้องหมั่นมาฝึกฝนที่ศาลเจ้าร้างบนภูเขาลูกนี้ให้บ่อยขึ้นแล้วล่ะ!” เขาตั้งใจไว้แบบนั้น
กินข้าวเสร็จ สองปู่หลานไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านหวงพัว แต่เดินทางไปยังหมู่บ้านถัดไป อาศัยช่วงเทศกาลบูชาประจำเดือน ขายยันต์หาเงินให้ได้มากที่สุด
เทศกาลบูชาประจำเดือนมีทั้งหมดสามวัน บ่ายวันที่สาม พวกเขาเดินทางมาถึงหมู่บ้านเหยียนต้าง แม่บุญธรรมของหมู่บ้านเหยียนต้างเป็นรูปปั้นหินสูงกว่าหนึ่งจ้าง ในดวงตาของรูปปั้นมีมือยื่นออกมา ส่วนในมือก็มีดวงตาอยู่ ดูแปลกประหลาดมาก
หมู่บ้านเหยียนต้างสร้างบ้านเรือนเป็นวงกลมล้อมรอบรูปปั้นหินนี้
หมู่บ้านเหยียนต้างอยู่ใกล้อำเภอสุ่ยหนิว ห่างจากตัวอำเภอสุ่ยหนิวเพียงยี่สิบกว่าลี้ แต่กลับอยู่ห่างจากอำเภอซินเซียงถึงสองร้อยกว่าลี้ ดังนั้นชาวบ้านแถวหมู่บ้านเหยียนต้างจึงมักจะไปเดินตลาดที่อำเภอสุ่ยหนิวกัน ส่วนพวกขุนนางและผู้มีอันจะกินจากอำเภอสุ่ยหนิว ก็มักจะมาเที่ยวชมธรรมชาติหรือล่าสัตว์แถวๆ หมู่บ้านเหยียนต้าง
ช่วงบ่ายไม่ค่อยมีลูกค้าแล้ว ปู่ออกไปซื้อสมุนไพร เฉินสือนั่งเฝ้าแผงอย่างเบื่อหน่าย ตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “มียันต์ดอกท้อไหม?”
เฉินสือหูผึ่ง รีบยิ้มกว้างตอบ “มีครับ มี!”
ผู้ที่มาถามเป็นองครักษ์เสื้อแพรหนุ่ม สวมชุดกระโปรงม้าลายสีแดง อายุไม่มากนัก ประมาณยี่สิบต้นๆ ท่าทางทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว เพียงแต่ขอบตาดูดำคล้ำไปหน่อย น่าจะเพราะหมกมุ่นกับสุรานารีจนร่างกายทรุดโทรม
“มีกี่แผ่น?” ชายคนนั้นเอ่ยถาม
เฉินสือลองนับดู “เหลืออีกสามแผ่นครับ”
ยันต์ดอกท้อเป็นยันต์ที่ขายดีที่สุด หนุ่มสาวมักจะซื้อยันต์นี้ไปพกติดตัวเพื่อเรียกความสนใจจากเพศตรงข้าม และยันต์ดอกท้อก็สามารถเพิ่มโอกาสในการสานสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามได้อย่างมากจริงๆ ดังนั้นยันต์ดอกท้อจึงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
“เหมาหมดเลย”
องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นพูดขึ้น “แต่แค่นี้คงไม่พอ เจ้าเป็นนักพรตวาดยันต์งั้นเหรอ?”
เฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ แม้เขาจะไม่มีครรภ์เทพ ไม่สามารถเก็บกักพลังเวทไว้ได้ แต่ขอเพียงโคจรวิชาปราณแท้สามแสง การวาดยันต์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของเขา
องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นพูดต่อ “เจ้าตามข้ามา ช่วยวาดหน้างานให้หน่อย เอาเยอะๆ เลยนะ!”
เฉินสือยังคงลังเล องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นก็โยนเงินก้อนใหญ่มาให้ เป็นเงินรูปเกือกม้า ลองกะน้ำหนักดู น่าจะหนักถึงห้าสิบตำลึงเชียวล่ะ
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินสือเคยเห็นเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เขารีบจัดแจงหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกเก็บใส่กล่องหนังสือ เรียกเฮยโกวมา แล้วถามว่า “จะให้ไปวาดที่ไหนครับ?”
องครักษ์เสื้อแพรปรายตามองเฮยโกวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะบอกว่า “ตามข้ามา”
เฉินสือสะพายกล่องหนังสือเดินตามเขาไป ทั้งสองเดินมุ่งหน้าออกไปนอกหมู่บ้าน ถนนสายนี้เป็นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขา เฉินสือสงสัยจึงถามขึ้น “คุณชาย พวกเรากำลังจะไปไหนกันครับ?”
องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นหัวเราะ “ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายหรอก ข้าชื่อหลี่กวง เป็นคนรับใช้ของคุณชายข้าเอง พวกเราก็ต้องเข้าป่าสิ คุณชายของข้ากำลังล่าสัตว์อยู่บนเขา ตั้งค่ายพักแรมเรียบร้อยแล้ว เพราะอยากจะผูกมิตรกับคุณหนูหลายๆ ท่าน ก็เลยต้องใช้ยันต์ดอกท้อไงล่ะ”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
เฉินสือทำหน้าเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้ง “ไม่ทราบว่าคุณชายของท่านมีนามว่าอะไรครับ? เผื่อเจอกันจะได้ไม่เสียมารยาท”
หลี่กวง องครักษ์เสื้อแพรตอบว่า “คุณชายของข้าแซ่หลี่ เป็นผู้ลากมากดีแห่งอำเภอสุ่ยหนิว”
หางตาของเฉินสือกระตุก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที น้ำเสียงเริ่มแหบพร่าโดยไม่รู้ตัว “ตระกูลหลี่แห่งอำเภอสุ่ยหนิว? คุณชายหลี่ท่านนี้ ใช่จวี่เหรินที่ชื่อหลี่เซียวติ่งหรือเปล่าครับ?”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
โชคดีที่หลี่กวงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เอ่ยถามว่า “เจ้าเคยได้ยินชื่อเสียงคุณชายของข้าด้วยเหรอ?”
เฉินสือรีบควบคุมสติอารมณ์ ก้มหน้าตอบ “คุณชายหลี่สอบได้ที่หนึ่งในการสอบระดับมณฑล ใครบ้างจะไม่รู้จักล่ะครับ?”
หลี่กวงหัวเราะร่วน “คุณชายของข้าก็สอบได้คะแนนดีอยู่หรอก แต่ถ้าพูดถึงฝีมือจริงๆ ล่ะก็… หึๆ ก็แค่มีฐานะดีเท่านั้นแหละ”
หัวใจของเฉินสือยังคงเต้นโครมคราม เลือดสูบฉีดขึ้นสมองจนหูอื้อไปหมด
หลี่เซียวติ่งแห่งอำเภอสุ่ยหนิว ก็คือคุณชายหลี่ที่แย่งชิงครรภ์เทพของเขาไป จนทำให้เขากลายเป็นคนไร้ค่า ตามที่คุณหนูรองจ้าวหญิงสาวชุดม่วงคนนั้นบอก!
เดิมทีเขาเป็นถึงเด็กอัจฉริยะที่สอบได้ที่หนึ่งระดับมณฑลจากห้าสิบมณฑล อนาคตน่าจะสดใส แต่กลับถูกยอดฝีมือของตระกูลหลี่ลอบทำร้าย งัดกะโหลกศีรษะของเขาเปิดออก แล้วแย่งชิงครรภ์เทพของเขาไป!
ตั้งแต่นั้นมาคุณชายหลี่ก็เจริญรุ่งเรือง ส่วนเขากลับกลายเป็นคนไร้ค่า ต้องทนทุกข์ทรมานกินยาและแช่น้ำยาทุกวัน ต้องทนกับความเจ็บปวดทรมานราวกับถูกมือผีบีบหัวใจ แถมพ่อของเขาที่ชื่อเฉินถัง ก็ไม่ยอมรับเขาเป็นลูกด้วยซ้ำ!
เขาลืมเรื่องราวในอดีตไปจนหมดสิ้น จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแม่ของตัวเองเป็นใคร!
หลายวันที่ผ่านมา เขาเฝ้าคิดถึงการแก้แค้นมานับครั้งไม่ถ้วน อยากจะสับคุณชายหลี่ผู้นี้ให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น และในที่สุดโอกาสในการแก้แค้นก็มาถึงแล้ว!
“แต่ว่า ฉันก็ยังเป็นแค่คนไร้ค่า ไม่มีปราณแท้ ไม่สามารถใช้คาถาได้… แต่ปู่บอกว่าร่างกายของฉันแข็งแกร่งพอที่จะสู้กับพวกมือปราบขั้นครรภ์เทพได้ ขอแค่ไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ใช้คาถา ฉันก็มีสิทธิ์ฆ่าคุณชายหลี่ได้!”
ความโกรธแค้นอันดุร้ายพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเฉินสือ แต่ในใจก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง “ฉันจะฆ่าผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพได้จริงๆ เหรอ?”
หลายวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่ฝึกฝนวิชาปราณแท้สามแสง ไม่รู้เลยว่าตัวเองฝึกฝนมาถึงขั้นไหนแล้ว สำหรับเรื่องที่จะฆ่าหลี่เซียวติ่งได้หรือไม่นั้น ในใจของเขาก็ไม่ได้มั่นใจเลยสักนิด
ไม่รู้ตัวเลยว่า เขาเดินตามหลี่กวงเข้ามาในหุบเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
จุดที่หลี่เซียวติ่งและพวกตั้งค่ายพักแรมนั้น มีทั้งภูเขาและแม่น้ำ ล้อมรอบด้วยภูเขาสามลูก มีสายน้ำไหลลงมาจากภูเขา ใหญ่กว่าลำธาร แต่ก็ยังไม่ถึงกับเป็นแม่น้ำ
สิ่งแรกที่เห็นคือกระโจมแบบมองโกลสี่หลัง สามหลังเป็นสีขาว อีกหนึ่งหลังเป็นสีเหลือง แล้วก็มีม้าฝีเท้าดีอีกสี่ตัว
องครักษ์เสื้อแพรสามคนถอดเสื้อท่อนบนออก เหลือแต่เสื้อกล้าม กำลังขุดคูน้ำและทำขวากไม้กั้น ดูเหมือนตั้งใจจะสร้างค่ายขนาดย่อมๆ เพื่อค้างคืนบนเขา
พวกเขาใช้คาถาโค่นต้นไม้ ลิดกิ่งก้านสาขาออก เฉินสือมองเห็นแสงสว่างวาบเป็นรูปโค้งลางๆ กลางอากาศ แทบจะมองไม่ทัน เห็นแค่ว่าอากาศสั่นสะเทือนเบาๆ แล้วต้นไม้ขนาดเท่าปากกะละมังก็โค่นล้มลง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น
“ปู่พูดถูก ถ้าฉันเผชิญหน้ากับคาถา โดนเข้าไปทีเดียวก็ตายแน่” เขาคิดในใจ
คาถามองไม่เห็นทิศทาง หลบเลี่ยงไม่ได้เลย
ยังมีองครักษ์เสื้อแพรอีกสองคนกำลังตั้งเตาปิ้งย่าง และจัดเรียงผลไม้
องครักษ์เสื้อแพรอีกคนกำลังจัดเตรียมชั้นวางอาวุธ บนชั้นมีทั้งมีดสั้น หอกยาว หน้าไม้ และอาวุธอื่นๆ อีกมากมาย
หน้ากระโจมสีเหลือง มีเก้าอี้ผ้าใบตั้งอยู่สองสามตัว กางร่มกันแดดไว้ด้านบน
บนเก้าอี้ผ้าใบตัวกลาง มีชายหนุ่มอ้วนฉุคนหนึ่งนอนเอนกายอยู่ น้ำหนักน่าจะราวๆ สองร้อยกว่าจิน สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวอ่อน ปลดกระดุมออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีขาวที่ปลดกระดุมออกเช่นกัน เผยให้เห็นก้อนไขมันขาวจั๊วะ
“เขาต้องเป็นคุณชายหลี่เซียวติ่งแน่ๆ!”
หางตาของเฉินสือกระตุก ค่ายพักแรมนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร องครักษ์เสื้อแพรที่กำลังทำขวากไม้กั้นอยู่ห่างจากหลี่เซียวติ่งแค่สามจ้าง องครักษ์สองคนที่อยู่ตรงเตาปิ้งย่างก็อยู่ห่างไปแค่จ้างกว่าๆ ส่วนองครักษ์ที่อยู่ตรงชั้นวางอาวุธยิ่งใกล้เข้าไปอีก ห่างกันไม่ถึงหนึ่งจ้างด้วยซ้ำ
องครักษ์เสื้อแพรหกคน รวมกับคนที่นำทางมาด้วยก็เป็นเจ็ดคน
เจ็ดคนนี้ล้วนมีพลังพอที่จะฆ่าเขาได้ในพริบตา!
ขอเพียงเจ็ดคนนี้ใช้คาถา เขาก็ต้องตายสถานเดียว!
“คุณชาย นักพรตวาดยันต์มาถึงแล้วขอรับ” หลี่กวงค้อมตัวรายงานพร้อมรอยยิ้ม “ยันต์ดอกท้อมีไม่ค่อยเยอะ ข้าน้อยเลยถือวิสาสะพาเขามาวาดที่ค่ายเลยขอรับ”
หัวใจของเฉินสือเต้นโครมคราม ก้มหน้าลงต่ำ กลัวว่าหลี่เซียวติ่งจะจำเขาได้
หลี่เซียวติ่งพุงพลุ้ยชะโงกหน้าขึ้นมาดู พอเห็นว่านักพรตวาดยันต์เป็นแค่เด็กวัยรุ่นอายุสิบกว่าขวบ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สายตาของเขามองเลยไปที่เฮยโกวที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉินสือ ร้องอุทานอย่างประหลาดใจ “มีหมาด้วยนี่นา! จุ๊ๆ! มานี่สิ!”
เฮยโกวกระดิกหาง ก้มหน้างุดๆ เดินเข้าไปประจบประแจงหลี่เซียวติ่ง
หลี่เซียวติ่งโยนเนื้อให้ชิ้นหนึ่ง เฮยโกวเอาหัวแนบพื้น ยิ้มแป้นแล้น กระดิกหางดิ๊กๆ อย่างเอาอกเอาใจ
“หมาตัวนี้ดีจังแฮะ!” หลี่เซียวติ่งหัวเราะชอบใจ ไม่ได้สนใจเฉินสือเลยแม้แต่น้อย
เฉินสือลงใจ แต่ก็แอบโกรธอยู่ลึกๆ ที่หลี่เซียวติ่งจำเขาไม่ได้ แสดงว่าหลี่เซียวติ่งไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ
พวกลูกหลานผู้ลากมากดีอย่างนี้ คงไม่จำเป็นต้องรู้จักหน้าคร่าตาเหยื่อที่ตัวเองไปแย่งชิงครรภ์เทพมาหรอก พวกเขาแค่รับผลประโยชน์จากครรภ์เทพไปก็พอ ส่วนเรื่องสกปรกอย่างการไปควักครรภ์เทพคนอื่น ก็คงมีลูกน้องจัดการให้
หลี่กวงพาเฉินสือไปที่โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากหลี่เซียวติ่งเกือบสองจ้าง แล้วสั่งว่า “เจ้าวาดตรงนี้เลยนะ วาดมาสักยี่สิบแผ่น คุณชาย ยี่สิบแผ่นพอมั้ยขอรับ?”
หลี่เซียวติ่งหัวเราะ “ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี! คุณหนูบ้านตระกูลติงตระกูลจ้าวแห่งอำเภอข้างๆ ก็มาตั้งค่ายพักแรมอยู่แถวนี้เหมือนกัน ถ้าทำให้พวกนางถูกใจได้ ฐานะของข้าในตระกูลหลี่ก็คงจะสูงขึ้นอีกเยอะ ยิ่งไปกว่านั้น พวกผู้หญิงบ้านตระกูลติงตระกูลจ้าวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรากันทั้งนั้น ทำเอาข้าคันไม้คันมือไปหมด ยังไงก็ต้องจับพวกนางมาทำเมียให้หมดให้ได้”
เขาลุกขึ้นนั่ง ลูบหัวเฮยโกว พลางหัวเราะร่วน “ส่วนพวกเจ้าก็จะได้ส่วนแบ่งด้วยเหมือนกัน ถ้ายันต์ดอกท้อเหลือ ก็เอาไปแจกให้พวกเจ้า ไปจัดการพวกสาวใช้บ้านตระกูลติงตระกูลจ้าวให้เรียบเลยนะ!”
องครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นได้ยินดังนั้น ก็พากันหัวเราะชอบใจ ทำงานกันอย่างแข็งขันขึ้นมาทันที
เฉินสือวางกล่องหนังสือลง หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกออกมาวางเรียง จิตใจเริ่มสงบลงมาก
องครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดคนนี้ ล้วนมีฝีเท้าไม่มั่นคง หายใจไม่เต็มปอด เพราะถูกสุรานารีสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด แม้พวกเขาจะมีพลังพอที่จะฆ่าเฉินสือได้ในพริบตา แต่พวกเขากลับสูญเสียสัญชาตญาณความระแวดระวังขององครักษ์ไปจนหมดสิ้น!
เฉินสือติดตามปู่เข้าไปในป่าเขาเป็นประจำ เคยเห็นสัตว์ร้ายดุร้ายมาก็เยอะ สัตว์ร้ายเหล่านั้นล้วนเยือกเย็น สุขุม ร่างกายดูผ่อนคลายแต่ก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าจู่โจมปลิดชีพเหยื่อได้ทุกเมื่อ!
แต่องครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดคนนี้ผ่อนคลายเกินไป ไม่มีสัญชาตญาณความระแวดระวังแบบสัตว์ร้ายเลยแม้แต่น้อย
เฉินสือถึงกับรู้สึกว่า เขาสามารถฆ่าคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนี้ได้สบายๆ!
“ด้วยระยะห่างแค่นี้ ฉันสามารถก้าวเข้าไปถึงตัวหลี่เซียวติ่งได้ในสองก้าว และฆ่าเขาได้ในพริบตาเดียว!”
เฉินสือกวาดตามองไปรอบๆ แล้วล้มเลิกความคิดนั้นไป
หลังจากที่ฆ่าหลี่เซียวติ่งแล้ว เขาก็คงหนีไม่ทันแน่ๆ คงถูกองครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดคนรุมฆ่าด้วยคาถาตายคาที่
จู่ๆ ความคิดบ้าบิ่นก็ผุดขึ้นมาในหัว “ถ้าฆ่าหลี่เซียวติ่งแล้วจะถูกอีกเจ็ดคนรุมฆ่า ถ้างั้น… ถ้าฉันฆ่าองครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดคนรวดเดียวเลยล่ะ?”

0 Comments