You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือซ่อนตัวอยู่หลังหน้าต่างศาลเจ้าร้าง แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ในสายตา

เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพหลายสิบคนกลับถูกฆ่าตายจนหมดเกลี้ยง ทำเอาเขาตกตะลึงไปเลยทีเดียว

ภายใต้แสงจันทร์ เด็กหญิงสบตากับเขา แววตาของเธอเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์เลยแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นกัดแอปเปิ้ลไปคำหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

เสียงของปู่ดังมาจากด้านหลังของเฉินสือ “ไม่ต้องไปอิจฉาหรอก ด้วยร่างกายของแกในตอนนี้ แกก็สามารถเอาชนะพวกมือปราบเหล่านั้นได้เหมือนกัน”

เฉินสือชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ “ตอนนี้ผมเก่งเหมือนแม่บุญธรรมแห่งหมู่บ้านฟางเตี้ยนแล้วเหรอครับ?”

ปู่กำลังก่อไฟ ต้มยาอย่างใจเย็น ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “แค่กิ่งไม้กิ่งเดียวแม่บุญธรรมก็ฆ่าแกตายได้แล้ว ส่วนพวกมือปราบเหล่านั้น ถึงจะดูไม่ค่อยเก่ง แต่แค่คาถาบทเดียวก็ฆ่าแกตายได้เหมือนกัน”

เฉินสือไม่เข้าใจ

“แกสังเกตเห็นไหม? ผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพพวกนั้น พอถูกกิ่งไม้เข้าประชิดตัว ก็ตายสถานเดียว ไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบโต้ ครรภ์เทพของพวกเขาอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ร่างกายของพวกเขากลับอ่อนแอเกินไป ขอเพียงแกเข้าประชิดตัวพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะร่ายคาถา แกก็สามารถฆ่าพวกเขาได้”

ปู่คนยาในหม้อ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซิน มักจะฝึกแต่พลังจิตวิญญาณ ไม่ฝึกฝนร่างกาย ร่างกายของแกแข็งแกร่งพอแล้ว แถมยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แน่นอนว่าถ้าพวกเขาเป็นฝ่ายลงมือก่อน คาถาระดับต่ำที่สุด ก็สามารถฆ่าแกตายได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้แกไม่มีปราณแท้พอที่จะต่อต้านคาถาได้เลย เวลาที่แกเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้ สิ่งที่แกต้องทำก็คือชิงลงมือก่อน อย่าเปิดโอกาสให้ศัตรูได้ใช้คาถาเด็ดขาด!”

เฉินสือพยักหน้ารับ

พวกมือปราบข้างนอกล้วนสอบผ่านระดับซิ่วไฉมาแล้ว วิชาที่พวกเขาฝึกฝนคือเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซิน ซึ่งเป็นวิชาสำหรับการฝึกปราณและสร้างรากฐาน ไม่ได้เน้นการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งสักเท่าไหร่

แต่วิชาปราณแท้สามแสงที่เขาฝึกฝนนั้นแตกต่างออกไป วิชาปราณแท้สามแสงต้องหลอมกายาให้เป็นครรภ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคำว่าครรภ์ศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ ก็หมายถึงครรภ์เทพนั่นแหละ แปลว่าต้องหลอมร่างกายให้ทรงพลังเหมือนกับครรภ์เทพ ส่วนกายาธรรมก็หมายถึงพลังเวทหรือปราณแท้ แปลว่าต้องมีพลังเวทที่ล้ำลึกทัดเทียมกับร่างกาย

เฉินสือไม่มีครรภ์เทพ ต่อให้หลอมพลังเวทมาได้ก็สูญเปล่า แต่ถ้าทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปกับการหลอมร่างกาย ความเร็วในการก้าวหน้าก็จะเป็นสองเท่าของการฝึกฝนตามปกติ!

บวกกับยาที่ปู่ต้มให้ และ “กับข้าว” ประหลาดๆ เหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เฉินสือก้าวหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น!

ผ่านไปไม่นาน ยาในหม้อก็ต้มเสร็จ เฉินสือลงไปแช่ในอ่างยา ฝึกฝนวิชาปราณแท้สามแสงต่อไป ไม่นานเขาก็เข้าสู่สมาธิ ลืมเลือนสิ่งรอบกาย ลืมเลือนแม้กระทั่งตัวเอง

แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางประตู ผ่านช่องหน้าต่าง กระทบลงบนพื้น ดูเงียบสงบและลึกลับ

ปู่หลบเลี่ยงแสงจันทร์ ไปนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมกำแพง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง

“หิว… หิวจังเลย… หอม… หอมเหลือเกิน กลิ่นเนื้อคน…”

ภายใต้หมวกสานปีกกว้าง ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองไปที่เฉินสือ กองไฟในศาลเจ้าร้างพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง อุณหภูมิในอากาศลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ราวกับหิมะจะตก

หมาดำอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทิ้ม หมอบนิ่งอยู่กับพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ในมุมมืด ปู่ลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จ้องมองเฉินสือที่กำลังเข้าฌานตาไม่กะพริบ

“ฉันหิวจริงๆ อยากกินคนเหลือเกิน!”

จู่ๆ หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดอ้าออก ร่างของปู่หายวับไปจากศาลเจ้าร้าง ไปปรากฏตัวอยู่ข้างนอกศาลเจ้า

ปู่ทำเป็นมองไม่เห็นศพที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น กระโดดเพียงไม่กี่ครั้ง ก็หายลับเข้าไปในความมืดมิดยามค่ำคืนภายใต้แสงจันทร์

พอเฮยโกวเห็นหน้าต่างเปิดอ้า ก็รีบชะเง้อคอมอง ส่งเสียงเห่า ‘โฮ่ง โฮ่ง’ ออกมาสองครั้ง

เฉินสือสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเห่า รีบลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง

“ปู่ออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอ?”

เฉินสือชะงักไปเล็กน้อย มองไม่เห็นวี่แววของปู่ในศาลเจ้าเลย จึงรีบชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก ก็เห็นเพียงแสงจันทร์สว่างไสว สาดส่องลงบนศพของพวกมือปราบและม้าขาวหลายสิบศพ

ทันใดนั้น ศพศพหนึ่งก็กระตุกขึ้นมา

เฉินสือขยี้ตา เพ่งมองดูให้ชัดๆ ก็เห็นศพศพหนึ่งกำลังค่อยๆ ลุกขึ้นยืนภายใต้แสงจันทร์จริงๆ!

เฉินสือใจหายวาบ “ผีดิบคืนชีพเหรอ?”

เขาเพิ่งจะคิดเช่นนั้น ก็เห็นศพบนพื้นศพอื่นๆ เริ่มขยับเขยื้อน แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนทีละศพ

แม้แต่ศพม้าทั้งแปดตัว ตอนนี้ก็ยังใช้ขาทั้งสี่ข้างยันพื้น ลุกขึ้นมายืนได้!

บนร่างของพวกมันเต็มไปด้วยรูกลวงโบ๋จากบาดแผล ตามหลักแล้วน่าจะตายสนิทไปแล้ว แต่ตอนนี้พวกมันกลับขยับเขยื้อนได้ ราวกับฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ!

หัวใจของเฉินสือเต้นโครมคราม ตอนนี้เฮยโกวก็ย่องเข้ามาใกล้ๆ ยกขาหน้าขึ้นเกาะขอบหน้าต่าง ชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอกด้วย

ภายใต้แสงจันทร์ มีเสียงดนตรีแว่วมาแต่ไกล ศพเหล่านั้นเดินโซเซไปมาตามจังหวะดนตรี ราวกับคนเมาเหล้า

หนึ่งคนกับหนึ่งหมาตื่นตระหนกสุดขีด พยายามชะเง้อมองหาต้นตอของเสียงดนตรี ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงเป่าแตรสลับกับเสียงปี่ก็ดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏว่าในป่าเขามีขบวนวงดนตรีสองแถวกำลังเดินร่ายรำออกมา!

เฉินสือเคยเห็นงานแต่งงานมาก็เยอะ บรรยากาศล้วนคึกคักสนุกสนาน เจ้าภาพมักจะจ้างวงดนตรีมาบรรเลงเพลงเฉลิมฉลอง

และภาพที่เห็นอยู่ข้างนอกนี่ ก็ดูเหมือนขบวนแห่ขันหมากเพื่อไปรับเจ้าสาว เพียงแต่พอมองดูวงดนตรีนั้นให้ดีๆ กลับพบว่าพวกมันคือจิ้งจอก! จิ้งจอกพวกนั้นยืนสองขาเหมือนมนุษย์ พองแก้มจนป่อง เป่าแตรและปี่อย่างสุดความสามารถ

ยังมีจิ้งจอกบางตัวใช้สองมือตีฉาบดังเฉ้งๆ จนหนวกหู และมีบางตัวเอาเครื่องดนตรีประเภทกลองผูกไว้ที่เอว ตีกลองเสียงดังตุ้มๆ

พวกมันเดินโยกย้ายส่ายสะโพก ราวกับกำลังร่ายรำอยู่ภายใต้แสงจันทร์

สิ่งที่ตามหลังพวกมันมา คือเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสดที่ไม่มีคนหาม มันลอยอยู่กลางอากาศ โยกเยกไปมาตามจังหวะดนตรี

ศพหลายสิบศพหน้าศาลเจ้า ก็เต้นรำไปตามจังหวะดนตรีนั้นด้วย ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดน่าสะพรึงกลัวภายใต้แสงจันทร์เสียจริง

“ไม่ใช่ ‘เสีย’ (สิ่งชั่วร้าย) แต่เป็น ‘ซุ่ย’ (สิ่งอัปมงคล)!”

เฉินสือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาเคยได้ยินปู่บอกว่า ‘ซุ่ย’ นั้นร้ายกาจยิ่งกว่า ‘เสีย’ เสียอีก แม้แต่แม่บุญธรรมของหมู่บ้านก็ยังป้องกันไม่ได้!

ทุกครั้งที่มี ‘ซุ่ย’ อาละวาด มักจะมีหมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลายล้าง ชาวบ้านและแม่บุญธรรม จะต้องตายเรียบภายในชั่วข้ามคืน!

“ยันต์ไม้ท้อที่ปู่ทิ้งไว้ เกรงว่าจะกัน ‘ซุ่ย’ ไม่อยู่แน่!”

เฉินสือมองไปที่ขบวนแห่ขันหมาก ม่านของเกี้ยวสีแดงสดพริ้วไหว มองเห็นหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งอยู่ข้างในรางๆ มือเรียวขาวผ่อง ศีรษะและใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว

“เชิญเจ้าบ่าว—”

จู่ๆ ฝูงจิ้งจอกก็หันขวับมา มองตรงมายังทิศทางที่เฉินสืออยู่พร้อมเพรียงกัน พวกมันชะเง้อคอ แหงนหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องออกมาเป็นภาษามนุษย์ “เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยว—”

พวกศพที่กำลังเต้นรำไปตามจังหวะดนตรี ก็หันขวับมามองเฉินสือพร้อมกัน ดวงตาสีเทาขุ่นมัวจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่มในศาลเจ้า แล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยว!”

เฉินสือและเฮยโกวรีบหดหัวกลับ หัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ขบวนแห่ขันหมากข้างนอกยังคงบรรเลงเพลงต่อไป เกี้ยวสีแดงสดค่อยๆ ลอยเข้ามาหาศาลเจ้าร้าง เพื่อมารับเจ้าบ่าว!

เฉินสือรีบถอยกรูดไปด้านหลัง สายตาจับจ้องไปที่ยันต์ไม้ท้อที่แขวนอยู่บนประตูและหน้าต่างตาไม่กะพริบ

บนยันต์ไม้ท้อแม้จะวาดด้วยอักขระยันต์ แต่อักขระเหล่านั้นก็ประกอบกันเป็นรูปเคารพของเทพทวารบาล ยันต์ไม้ท้อที่วาดโดยผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพ สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั่วไปให้ถอยห่างไปได้

ส่วนฝีมือของปู่ของเฉินสือนั้น ยิ่งไม่ธรรมดา แม้จะแก่ชราลงมาก แต่ตบะบารมียังคงอยู่ ยันต์ไม้ท้อที่ปู่วาด ไม่เคยพลาดในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายเลยสักครั้ง!

ข้างนอกศาลเจ้าจู่ๆ ก็เงียบสงบลง ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ

เฮยโกวเอาตัวบังเฉินสือเอาไว้ หมอบต่ำจ้องเขม็งไปข้างหน้า แยกเขี้ยวส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ

ทันใดนั้น ยันต์ไม้ท้อที่แขวนอยู่บนประตูและหน้าต่างก็ลุกพรึบขึ้นมา ชั่วพริบตาเดียวก็ไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน!

ประตูศาลเจ้าเปิดอ้าออก

เกี้ยวสีแดงสดหลังหนึ่ง จอดสนิทอยู่หน้าประตูศาลเจ้า

“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”

เฮยโกวพุ่งไปที่หลังประตู แยกเขี้ยวขู่คำราม ท่าทางบ้าคลั่ง ตอนนั้นเอง ก็เห็นมือเรียวขาวผ่องข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในเกี้ยว ค่อยๆ เลิกม่านเกี้ยวขึ้น เผยให้เห็นเจ้าสาวที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้างใน

ขนสีดำทั่วตัวของเฮยโกวลุกซัน มันยิ่งเห่าขู่เสียงดังขึ้นไปอีก

“เฮยโกวนี่ซื่อสัตย์จงรักภักดีจริงๆ!” เฉินสือเห็นดังนั้น ก็แอบชื่นชมในใจ “เมื่อก่อนฉันคงเข้าใจมันผิดไป”

มือเรียวขาวผ่องของเจ้าสาวค่อยๆ ปล่อยม่านเกี้ยวลง เฉินสือรู้สึกแปลกใจ “หรือว่า ‘ซุ่ย’ ตัวนี้จะถูกเฮยโกวขู่จนกลัว เลยยอมถอยกลับไป?”

เขาเพิ่งจะคิดเช่นนั้น จู่ๆ ก็เห็นว่าข้างกายตัวเองมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง

เฉินสือหันไปมอง ก็พบว่าเป็นเจ้าสาวในเกี้ยวนั่นเอง

เฉินสือยืนอึ้งไป มองไปรอบๆ ตัว รอบด้านกลายเป็นสีแดงฉานไปหมด

เมื่อเห็นม่านเกี้ยวปิดลง เฮยโกวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่กลับเห็นว่าในเกี้ยวมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง สวมชุดแต่งงานสีแดงสดเหมือนกัน น่าจะเป็นเจ้าบ่าว

ตอนที่ม่านเกี้ยวปิดลงนั้น มันบังเอิญเห็นหน้าเจ้าบ่าวในเกี้ยวเข้าพอดี ปรากฏว่าเป็นเฉินสือนั่นเอง!

เฮยโกวขนลุกซู่ รีบหันขวับกลับมามอง ก็พบว่าในศาลเจ้าไม่มีวี่แววของเฉินสือแล้ว!

เกี้ยวสีแดงสดค่อยๆ ลอยขึ้น ฝูงจิ้งจอกตีฆ้องร้องป่าว เป่าแตรและปี่ แห่แหนเกี้ยวสีแดงสดเดินออกจากศาลเจ้าไปอย่างชื่นมื่น

เฮยโกวไม่สนอะไรแล้ว พุ่งตัวออกจากศาลเจ้าร้าง วิ่งตามเกี้ยวสีแดงสดไป หมายจะช่วยเฉินสือกลับมาให้ได้

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากในเกี้ยว ตามมาด้วยสายลมเย็นยะเยือกพัดวูบมา มืดมิดจนมองไม่เห็นทิศทาง เฮยโกวรีบหยุดฝีเท้าลงทันที เมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านไป เกี้ยวสีแดงสด ขบวนวงดนตรีจิ้งจอก และพวกศพเหล่านั้น ก็หายวับไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเฉินสือนั่งแปะอยู่บนพื้นคนเดียว

เฮยโกววิ่งเข้าไปหา เฉินสือมีสีหน้างุนงง ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในเกี้ยวตั้งแต่เมื่อไหร่

เขาแค่เห็นหน้าเจ้าสาว แล้วก็พบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในเกี้ยวแล้ว

ส่วนที่ว่าเขาออกมาจากเกี้ยวได้ยังไง เขาก็ไม่รู้เรื่องเลยเหมือนกัน

ตอนนั้นเจ้าสาวที่อยู่ข้างๆ เขาฉีกเสื้อผ้าของเขาออก แต่จู่ๆ เธอก็ทำท่าเหมือนตกใจกลัวสุดขีด ถอยกรูดไปซุกอยู่ตรงมุมเกี้ยว ราวกับกลัวว่าเขาจะทำอันตรายเธอ ปากก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมแสบแก้วหูออกมา จากนั้นเขาก็เปลี่ยนจากนั่งอยู่ในเกี้ยว มานั่งอยู่บนพื้นแทน

หนึ่งคนกับหนึ่งหมากลับเข้ามาในศาลเจ้าร้าง ยังคงหวาดผวาไม่หาย

เฉินสือมองดูประตูศาลเจ้าที่เปิดอ้า และยันต์ไม้ท้อที่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน ยังคงรู้สึกสับสนงุนงงอยู่บ้าง เขาต้องรีบสะบัดหัวแรงๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา

เขารีบเดินไปปิดประตูศาลเจ้า แล้วกลิ้งก้อนหินยักษ์หนักพันจินมาดันประตูเอาไว้

เฮยโกวกระโดดขึ้นไปบนรถไม้ รื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย ไม่นานก็กระโดดลงมา คาบมีดพกของปู่มาโยนแหมะตรงหน้าเฉินสือ ยกขาหน้าขึ้นทำท่าปาดคอตัวเอง เป็นการบอกให้เฉินสือแทงตรงนี้ เลือดหมาดำตรงนี้พลังหยางแข็งแกร่งที่สุด

เฉินสือหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกออกมา ไม่ได้ปาดคอเฮยโกวหรอก แต่แค่รองเอาเลือดหมาดำมานิดหน่อย แล้วลองวาดรูปยันต์ไม้ท้อตามแบบอย่างที่ปู่ทำ

เฉินสือจำรูปแบบยันต์ไม้ท้อที่ปู่วาดได้ขึ้นใจ พอฝนชาดเสร็จก็ตวัดพู่กันวาดอย่างรวดเร็ว

การวาดรูปยันต์ต้องใช้ปราณแท้ เฉินสือโคจรวิชาปราณแท้สามแสง ถ่ายทอดปราณแท้ที่ได้มาอย่างยากลำบากลงไปในน้ำหมึก รวบรวมสมาธิไว้ที่ปลายพู่กัน ไม่นานก็วาดรูปยันต์ไม้ท้อเสร็จสิ้นรวดเดียว

ตอนนี้ดึกมากแล้ว อาจจะมีสิ่งชั่วร้ายบุกมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เขาต้องรีบวาดยันต์ไม้ท้อออกมาให้ได้มากพอ เพื่อนำไปปิดทับประตูและหน้าต่างให้หมด!

เฉินสือลงพู่กันลื่นไหลราวกับมีเทพมาช่วยจับ ไม่นานก็วาดรูปยันต์ไม้ท้อออกมาได้หกแผ่น แขวนไว้ที่ประตูสองแผ่น หน้าต่างอีกสี่แผ่น

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายันต์ไม้ท้อที่ตัวเองวาดจะใช้การได้หรือเปล่า ในใจรู้สึกกระวนกระวายจนนอนไม่หลับ

เฮยโกวเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน หนึ่งคนกับหนึ่งหมาจึงไปหมอบอยู่ตรงริมหน้าต่าง แอบมองลอดออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ เพื่อระวังไม่ให้มีสิ่งชั่วร้ายบุกมาอีก

“แปลกจริงๆ ทำไม ‘ซุ่ย’ ตัวนั้นถึงยอมปล่อยฉันไปล่ะ?”

เฉินสือยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ‘ซุ่ย’ สามารถทำลายล้างหมู่บ้านและแม่บุญธรรมได้อย่างง่ายดาย เด็กเมื่อวานซืนอย่างเขา เกรงว่าโดนดูดทีเดียวก็คงแห้งเหี่ยวกลายเป็นซากศพไปแล้ว

แต่เจ้าสาว ‘ซุ่ย’ ตัวนั้นกลับดูเหมือนจะกลัวเขามาก ถึงกับทิ้งเขาไว้แล้วหนีเตลิดไปเลย

เฉินสือคิดยังไงก็คิดไม่ออก เลยเลิกคิด หันมาคอยเฝ้าระวังเหตุการณ์นอกศาลเจ้าอย่างตื่นตัวแทน

ผ่านไปเนิ่นนาน ข้างนอกก็ยังคงเงียบสงบ

เฮยโกวเอาขาหน้าทั้งสองข้างเกาะหน้าต่าง ชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอกเช่นกัน กำลังจะลดขาหน้าลงเพื่อผ่อนคลายสักหน่อย ก็ได้ยินเสียงเฉินสือกระซิบข้างหู “เฮยโกว ปู่อาจจะไม่ใช่คนแล้วนะ”

เฮยโกวหูผึ่ง หันไปมองเขาด้วยความงุนงง

ภายใต้แสงจันทร์ บนใบหน้าของเด็กหนุ่มมีหยดน้ำตาเกาะอยู่ แววตาดูล้ำลึก เขามองเหม่อออกไปไกล พลางเอ่ยเสียงเบา “เมื่อครึ่งเดือนก่อน ปู่บอกว่าตัวเองอายุขัยใกล้จะหมดแล้ว ต้องจัดงานศพให้ตัวเอง เพื่อหลอกยมทูตที่จะมาจับวิญญาณปู่ไปลงนรก ถ้ายมทูตเห็นว่าปู่ตายแล้ว ก็จะไม่มาจับปู่ไป”

เฮยโกวยังจำเรื่องนี้ได้

ปู่วางแผนหลอกผีมาตั้งนานแล้ว จัดเตรียมสถานที่ตั้งศพไว้ล่วงหน้า แถมยังเตรียมป้ายวิญญาณของตัวเองไว้อีกด้วย ส่วนพวกกระดาษเงินกระดาษทองหรือธูปเทียนก็ไม่ต้องพูดถึง

“ปู่บอกว่า ปู่จะจัดงานศพ แล้วลงไปนอนแกล้งตายอยู่ในโลงศพ ขอแค่ผ่านพ้นวันนั้นไปได้ หลอกยมทูตได้สำเร็จ ปู่ก็จะอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี ปู่ทิ้งฉันไว้คนเดียวไม่ลงหรอก”

เฉินสือจ้องมองไปไกล นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แต่วันนั้นหลังจากที่ปู่ออกมาจากโลงศพ ปู่ก็เปลี่ยนไป ปู่ไม่ยอมกินข้าว แต่หันไปชอบกินเทียนพรรษาแทน ปู่ไม่ชอบกลิ่นกับข้าว แต่กลับชอบกลิ่นควันธูป แถมปู่ยังชอบกินของแปลกๆ อีก อย่างเช่น… คน!”

เขาสะท้านเฮือก เอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “บางทีหลังจากผ่านพ้นวันนั้นไป ปู่ที่ออกมาจากโลงศพ อาจจะตายไปแล้วจริงๆ ก็ได้ บางที… ปู่อาจจะหลอกยมทูตไม่สำเร็จ”

เฉินสือมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เขาเอ่ยเสียงเบา “ปู่ไม่อยากให้ฉันรู้เรื่องนี้ ปู่อยากอยู่ข้างๆ คอยปกป้องฉัน ดูฉันเติบโต แต่ว่า ปู่ไม่ใช่คนแล้ว ปู่เป็นศพ ปู่ถึงได้อยากจะกินคนอยู่ตลอดเวลา”

เฮยโกวทำหน้าขึงขัง คิ้วขมวดเข้าหากัน พยักหน้ารับอย่างจริงจัง

“แต่ไม่ว่ายังไง ปู่ก็ยังเป็นปู่ของฉันอยู่ดี ต่อให้ปู่จะทำตัวเองให้กลายเป็นผีดิบ ต่อให้ปู่จะพยายามกินฉันตั้งหลายครั้ง ปู่ก็ยังคงเป็นปู่ของฉัน”

ดวงตาของเฉินสือมีน้ำตาคลอเบ้า เขาเอ่ยเสียงเบา “ฉันมีญาติแค่คนเดียวนี่นา… เฮยโกว แกไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยมาเปลี่ยนเวรกับฉัน”

เฮยโกวลดขาหน้าลง หมอบนอนบนพื้น ตอนนั้นเองเด็กหนุ่มที่อยู่ริมหน้าต่างก็พึมพำกับตัวเอง “เจ้าหมานี่มันรู้ความลับของฉันเยอะเกินไปแล้ว… เผื่อมันจะเอาไปบอกปู่ จะฆ่าปิดปากมันดีไหมนะ?”

เฮยโกวรีบลุกพรวดขึ้นมาทันที เดินไปหาเฉินสืออย่างรวดเร็ว ทำท่าบอกให้เขาไปนอนพัก เดี๋ยวตัวเองจะอยู่โยงเฝ้ายามให้เอง แถมยังแกว่งหางรัวๆ เพื่อแสดงความเต็มใจในการทำหน้าที่นี้ด้วย

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note