ตอนที่ 75 เมื่อพระจันทร์ปรากฏในตอนกลางวัน
แปลโดย เนสยัง“เจ้าสิบ เจ้ามีพรสวรรค์ที่จะเป็นจอหงวนได้เลยนะ!” ใต้ต้นหลิวเก่าแก่ ผีบัณฑิตเอ่ยชม
การสอบระดับอำเภอใกล้เข้ามาแล้ว เฉินสือเริ่มเตรียมตัวสอบ ทุกวันจะต้องมาขอคำชี้แนะจากเขาที่นี่
ผีบัณฑิตก็สอนทุกอย่างที่รู้ อธิบายตำราหลุนอวี่ คัมภีร์ซือ คัมภีร์ซู คัมภีร์จงยง และตำราอื่นๆ จนทะลุปรุโปร่ง เฉินสือตั้งใจจำทุกคำพูด ในใจรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก เอ่ยว่า “หากวันข้างหน้าข้าสอบติด ข้าจะตั้งป้ายวิญญาณให้ท่านอาจารย์ และถวายของเซ่นไหว้ทุกวัน”
ผีบัณฑิตก็ดีใจมากเช่นกัน เอ่ยว่า “ข้าถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มีให้เจ้าแล้ว สนามสอบก็คือสนามรบที่เจ้าจะได้เฉิดฉาย! เจ้าต้องสอบติดแน่นอน!”
“ก็เป็นเพราะอาจารย์สั่งสอนมาดีด้วย!”
“แหม หลักๆ ก็เพราะเจ้ามีไหวพริบ ฉลาด แถมยังมีความมุ่งมั่นด้วยไงล่ะ!”
หนึ่งคนหนึ่งผีผลัดกันยกยอ ต่างฝ่ายต่างก็พอใจ
เฉินสือกลับมาถึงบ้าน ก็คัดลอก ‘เคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟ’ ต่อไป ต้นฉบับที่เขาใช้คัดลอก คือเล่มที่ปู่ไปเสี่ยงตายเอามาจากสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง หนังสือเก่ามาก กระดาษก็เริ่มเปื่อยแล้ว เขาคัดลอกเสร็จไปเล่มหนึ่งแล้ว เอาไปให้เซียวหวังซุน เล่มนี้จะคัดลอกให้ยายชา
เคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟบันทึกวิธีสำเร็จเป็นเซียนสละร่าง (尸解仙) เอาไว้ วิธีนี้แปลกประหลาดมาก ต้องตายก่อนครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะตายเพราะจมน้ำ ตายเพราะถูกไฟคลอก หรือตายเพราะถูกอาวุธฆ่า แต่พอตายแล้ว ฝังศพลงไป เจ็ดร้อยปีศพก็จะไม่เน่าเปื่อย
รอจนผ่านไปเจ็ดร้อยปี ศพจะเริ่มเปื่อยยุ่ย ตอนนี้แหละที่ความวิเศษของการชำระล้างด้วยน้ำและไฟจะแสดงผล สวรรค์จะส่งน้ำแท้ (真水) ลงมาท่วมตัว หากศพถูกน้ำพัดแล้วกระดูกไม่แหลกสลาย ผ่านไปอีกสี่สิบปี ก็จะมีไฟแท้ (真火) มาแผดเผา
หากศพยังคงสามารถรักษาตัวไว้ได้ในไฟแท้ ร่างจริงก็จะถือกำเนิดขึ้นจากกองไฟ มีเลือดมีเนื้อ มีเส้นเอ็น มีอวัยวะภายใน หล่อหลอมเป็นร่างเซียน เรียกว่าเซียนสละร่าง
และเคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟ ก็คือการฝึกฝนน้ำแท้และไฟแท้ล่วงหน้า ชำระล้างร่างกาย เพื่อให้สามารถรับมือกับมหาภัยพิบัติหลังจากผ่านไปเจ็ดร้อยปีได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องถูกหลอมจนวิญญาณและร่างกายแตกซ่าน
“ปู่ก็ใช้วิธีนี้หล่อหลอมร่างกายข้า ให้ศพข้าไม่เน่าเปื่อยงั้นเหรอ?”
เฉินสือวางพู่กันลง เริ่มคิดฟุ้งซ่าน
ตอนที่เขาถูกคนควักครรภ์เทพไป เขาก็ต้องตายแน่ๆ และถูกเฉินถังฝังศพ ปู่รีบกลับมาที่บ้าน ขุดศพเขาขึ้นมาจากหลุมศพ พบว่าผ่านวันทำบุญครบรอบเจ็ดวัน (头七) ไปแล้ว เรียกวิญญาณกลับมายังไงก็เรียกไม่กลับ ก็เลยรีบบุกเข้าไปในสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง แย่งชิงเคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟมา ใช้วิธีชำระล้างด้วยน้ำและไฟรักษาสภาพศพของเขาเอาไว้
หลังจากนั้น ปู่ก็พยายามหาวิธีอื่นๆ เพื่อช่วยชีวิตเขา
“จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน ปู่ถึงสามารถเรียกวิญญาณข้ากลับมาได้สำเร็จ ให้วิญญาณข้ากลับเข้าร่าง แต่ทว่าข้าก็ตายไปตั้งแปดปีแล้ว ความทรงจำก่อนหน้านั้นก็เลยหายไปหมด คงจะเป็นแบบนี้แหละมั้ง”
เฉินสือถอนหายใจยาวๆ ดึงตะกร้าหนังสือมาตรงหน้า หยิบกล่องหินและตราประทับหยกออกมา วางไว้ข้างๆ แล้วก็หยิบปึกตั๋วเงินออกมานับ
ตั๋วเงินยังเหลืออีกห้าใบ ห้าร้อยตำลึงเงิน
ตั้งแต่ปู่ไม่อยู่ เขาก็เพิ่งจะรู้ว่ายาสมุนไพรที่เขาต้องใช้มันแพงขนาดไหน ยาที่เขาต้มกินทุกวัน ต้องใช้สมุนไพรมูลค่าห้าหกตำลึง เดือนนึงก็ต้องใช้เงินร้อยหกสิบกว่าตำลึง
เงินที่เขาหามาได้เมื่อก่อน ไม่พอจ่ายค่ายาเลยสักนิด
“มิน่าล่ะ ปู่ถึงไม่มีเงินเก็บเลย”
เฉินสือเก็บตั๋วเงินอย่างระมัดระวัง หยิบตราประทับหยกและกล่องหินมาเล่น ของสองชิ้นนี้ ชิ้นนึงได้มาจากศาลเจ้าเทพขุนเขา อีกชิ้นเซียวหวังซุนเอาไปแขวนไว้บนกิ่งไม้ แล้วผีบัณฑิตก็ยกให้เขา
พูดไปก็แปลก วันนั้นเฉินสือกลับมาถึงบ้าน เอาตราประทับหยกวางไว้ข้างกล่องหิน กล่องหินก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา
เฉินสือเอาตราประทับหยกไปจ่อใกล้ๆ กล่องหิน ก็เห็นว่ากล่องหินเปล่งแสงสีฟ้าออกมาอีกครั้ง สว่างสลับกับมืด ราวกับกำลังหายใจ
พอเขาขยับตราประทับหยกออกห่าง แสงสีฟ้าก็ค่อยๆ จางหายไป
เขาวางตราประทับหยกไว้ข้างๆ พยายามจะเปิดกล่องหินตอนที่มันกำลังเปล่งแสงสีฟ้า แต่กล่องหินก็ยังคงปิดสนิท ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกเลยแม้แต่น้อย
เฉินสือกำหมัด ทุบลงไปแรงๆ สองสามที กล่องหินก็ยังนิ่งไม่ไหวติง กลับเป็นหมัดของเขาเองที่เจ็บจนแทบน้ำตาร่วง
เขานวดสันหมัด พึมพำว่า “ตกลงกล่องหินนี่มันคืออะไรกันแน่? ถ้าเอาไว้หลอกคน ทำไมถึงได้แข็งขนาดนี้ แถมยังเปล่งแสงได้อีก? หรือว่าข้างในจะมีของอยู่จริงๆ?”
เขาออกแรงเขย่ากล่องหิน ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาเลย
ในตอนนั้นเอง ข้างนอกก็มีเสียงเห่าของเฮยโกวดังขึ้น เฉินสือมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าพระอาทิตย์หลับตาลงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แสงจันทร์สาดส่องลงมา
ฟ้ามืดแล้ว
เขาก่อไฟต้มยาให้ตัวเอง แล้วก็ต้มยาอีกหม้อ ต้มเนื้อให้เฮยโกวกินสองสามชิ้น พอกินยาเสร็จก็ลงไปแช่ในหม้อยา เฮยโกวก็คอยเติมฟืนให้ที่ข้างหม้อ
ช่วงที่ปู่ไม่อยู่ เขาก็ค่อยๆ ชินกับการใช้ชีวิตแบบหนึ่งคนหนึ่งหมาแล้ว
วันรุ่งขึ้น เฉินสือมาที่หมู่บ้านกั่งจื่อ เคาะประตูบ้านยายชา
“เจ้าสิบมาทำไมเหรอ?”
ยายชาประหลาดใจมาก รีบเชิญเขาเข้ามา เอ่ยว่า “สองวันนี้ยายไม่ได้ไปหาเจ้า ธุรกิจของยายดีมากเลยนะ ช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติระดับมาร คนตายเยอะมาก มีคนมาจ้างยายให้เรียกวิญญาณคนตายมาคุยด้วยเยอะแยะเลย เจ้าสิบมาที่นี่ ตั้งใจจะให้ยายเรียกวิญญาณปู่เจ้าเหรอ?”
เฉินสือลังเล “ได้ไหมครับ?”
“ไม่ได้หรอก”
ยายชาส่ายหน้า “ปู่ของเจ้าลงไปปรโลกทั้งร่างกายเนื้อ ถ้าเรียกวิญญาณ ก็ต้องเรียกเขากลับมาโลกคนเป็นทั้งตัว ถ้าไม่มีเสวียนซานคอยสะกดไว้ เกรงว่าเขาจะกลายเป็นมารทันทีน่ะสิ”
เฉินสือหน้าสลด ก่อนจะยิ้มออกมา “ข้าตั้งใจจะเอาหนังสือมาให้ยายครับ” พูดจบ ก็หยิบ ‘เคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟ’ ออกมา
พอชายชาเห็นหนังสือเล่มนี้ ก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น รีบแย่งมาเปิดดูอย่างรวดเร็วสองสามหน้า จากนั้นก็รีบปิดหนังสือ สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
“หนังสือเล่มนี้ ปู่ของเจ้าสั่งให้เจ้าเอามาให้ข้าใช่ไหม?”
เฉินสือพยักหน้า
“ตาเฒ่าเฉินบ้าเอ๊ย ตายไปแล้วยังจะมาวางแผนเล่นงานข้าอีก!”
ยายชาโกรธจัด “เขารู้ดีว่าขอแค่เจ้าเอาหนังสือมาส่ง ข้าก็ต้องรับไว้ แล้วก็ต้องโดนเจ้าซื้อตัว! ถ้าเจ้ามีอันตราย ข้าก็ต้องเข้าไปช่วยแน่ๆ! ฮึ่ม! ฮึ่ม!”
นางฮึดฮัดสองที ทำท่าจะคืนหนังสือให้เฉินสือ แต่ยื่นไปได้ครึ่งทางก็ชักมือกลับ ลังเลตัดสินใจไม่ถูก
เฉินสือหัวเราะ “ยายครับ ต่อให้ไม่มีหนังสือเล่มนี้ ถ้าข้ามีอันตราย ยายจะไม่ช่วยข้าเหรอครับ?”
ยายชาตอบโดยไม่ต้องคิด “ช่วยสิ เจ้าเสี่ยงตายไปขโมยโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางมาจากแม่น้ำลืมเลือน ต่อให้เจ้าจะให้ยายเฒ่าคนนี้ไปสู้ตาย ยายก็ยอม!”
เฉินสือหัวเราะ “งั้นยายจะลังเลอะไรอีกล่ะครับ? รับหนังสือไปเถอะ”
“ถ้ารับไว้ก็เท่ากับตกหลุมพรางของตาเฒ่าเฉินน่ะสิ… ช่างเถอะ รับไว้ก็ได้ ข้าจะไปถือสาหาความกับคนตายทำไม?”
ยายชารับเคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟไปอย่างสบายใจ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ช่วงนี้เจ้าหน้าตาดูดีขึ้นนะ ไม่ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อน กินให้เยอะๆ หน่อยนะ เจ้ากำลังโต ถ้าที่บ้านเงินไม่พอใช้ ก็มาหายายได้ ยายถึงจะไม่มีความสามารถอะไรมาก แต่ก็พอจะเลี้ยงดูเจ้าให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ได้สบายๆ”
เฉินสือเอ่ย “ข้าเตรียมตัวจะไปสอบซิ่วไฉ ช่วงนี้ก็เลยตั้งใจอ่านหนังสือ…”
ยายชากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเฮยโกวก็เห่าขึ้นมาในลานบ้าน เสียงเห่าดังขึ้นเรื่อยๆ
เฉินสือใจเต้น เอ่ยว่า “หม้อดำบอกว่าเกิดเรื่องแล้ว! เสียงเห่ามันตะกุกตะกัก สงสัยต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ!”
เขารีบเดินออกไป ยายชาเดินตามหลังมาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าฟังออกด้วยเหรอว่าเสียงหมาเห่าตะกุกตะกัก? นี่มันวิชาอะไรเนี่ย? สอนข้าบ้างสิ!”
ทั้งสองคนมาที่ลานบ้าน ก็เห็นเฮยโกวกำลังเห่าใส่ท้องฟ้าไม่หยุด
ทั้งสองแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นพระอาทิตย์สองดวงลอยอยู่บนฟ้า แต่ด้านหน้าพระอาทิตย์สองดวงนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงมีพระจันทร์เสี้ยววงเล็กๆ โผล่มาเพิ่ม
พระจันทร์ ปรากฏขึ้นในตอนกลางวัน!
เฉินสือกับยายชาถึงกับอึ้งไปเลย
ตั้งแต่โบราณกาลมา พระอาทิตย์กับพระจันทร์ก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน พระอาทิตย์โผล่ตอนกลางวัน พระจันทร์โผล่ตอนกลางคืน
พระจันทร์ขึ้นเมื่อไหร่ ก็คือเวลาที่สิ่งชั่วร้ายออกอาละวาด
แต่ตอนนี้ พระจันทร์กลับปรากฏขึ้นในตอนกลางวัน!
แสงจันทร์จางมาก ยิ่งมีแสงอาทิตย์ด้วยแล้ว แทบจะมองไม่เห็นแสงจันทร์เลย
แต่แสงจันทร์ก็มีอยู่จริง แทรกซึมอยู่ในแสงอาทิตย์ ส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้อย่างเงียบๆ
“ปู่เคยบอกว่า สิ่งชั่วร้ายได้รับผลกระทบจากแสงจันทร์ ตอนนี้พระจันทร์โผล่มาแล้ว สิ่งชั่วร้ายล่ะ?”
หัวใจเฉินสือเต้นโครมคราม “สิ่งชั่วร้ายจะปรากฏตัวในตอนกลางวันไหม?”
ยายชาสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง กระทืบเท้าเอ่ยว่า “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่จริงๆ! พระจันทร์โผล่มาตอนกลางวัน เทพเจ้าที่แท้จริงนอกแผ่นฟ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?”
บนภูเขาสูง งูยักษ์เสวียนซานขดตัวอยู่บนยอดเขา สายตาดูลึกล้ำและกว้างไกล จ้องมองความเป็นไปของเขาเฉียนหยาง
เทพเจ้าที่แท้จริงนอกแผ่นฟ้าคือเทพเจ้าที่แท้จริงของทวีปซีหนิวซินโจว คงอยู่ตลอดกาล จิตใจไม่แปรเปลี่ยน
งูยักษ์เสวียนซานก็เปรียบเสมือนเทพเจ้าแห่งเขาเฉียนหยาง
เขายกย่องในสภาวะจิตใจของเทพเจ้าที่แท้จริง ตั้งแต่เขาบรรลุวิถีแห่งเต๋า เขาก็ทำตัวเหมือนเทพเจ้าที่แท้จริง เฝ้ามองความเป็นไปของโลกมนุษย์รอบๆ เขาเฉียนหยาง รับรู้ถึงความสุขความเศร้าของมนุษย์ จิตใจของเขาก็ได้รับการขัดเกลาและยกระดับขึ้นในทุกๆ วัน
วันนี้ เขารู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อย
เดิมทีเขาเรียนรู้จากเทพเจ้าที่แท้จริง หล่อหลอมสภาวะจิตใจที่มั่นคงดั่งขุนเขา เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ทว่าเมื่อสองเดือนก่อน ท้องฟ้ากลับมืดเร็วขึ้นหนึ่งเค่อ
ตอนแรกเขาก็คิดว่านี่เป็นแค่ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเทพเจ้าที่แท้จริง หรือไม่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของเทพเจ้าที่แท้จริงที่ใช้เวลายาวนานมาก นานนับล้านปี หรือหลายสิบล้านปีถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงสักครั้ง เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ความเปลี่ยนแปลงในสภาวะจิตใจครั้งนั้น ทำให้เขายอมกินขาหมูป่าย่างที่เฉินสือเอามาถวาย
แต่ใครจะไปคิดว่า กลางวันแสกๆ พระจันทร์กลับเปิดตาขึ้นมา!
แค่ครั้งเดียวยังพอทำใจยอมรับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานของเทพเจ้าที่แท้จริง แต่ในเวลาสั้นๆ แค่เดือนกว่าๆ กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงถึงสองครั้ง!
หางตาของงูยักษ์เสวียนซานกระตุก สภาวะจิตใจที่มั่นคงดั่งขุนเขาก็เกิดระลอกคลื่น
แม้แต่ภัยพิบัติระดับมาร ที่ทำให้คนตายไปมากมาย รัศมีร้อยลี้ หรือแม้กระทั่งเขาเฉียนหยางเกือบจะพินาศไปในภัยพิบัติครั้งนั้น ก็ไม่สามารถทำให้สภาวะจิตใจของเขาสั่นคลอนได้
แต่ตอนนี้ ระลอกคลื่นในจิตใจของเขากลับเหมือนถูกสายลมพัด สายลมยิ่งพัดแรง ระลอกคลื่นก็ยิ่งใหญ่ขึ้น
ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจและหวาดหวั่น
“หรือว่าเทพเจ้าที่แท้จริงจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เขาคิดในใจ
การปรากฏของพระจันทร์เสี้ยวในตอนกลางวัน สำหรับเทพเจ้าที่แท้จริงที่ดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดร์ อาจจะเป็นเพียงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับสรรพสัตว์ในทวีปซีหนิวซินโจว นี่คือความผิดปกติครั้งใหญ่!
ความผิดปกตินี้ จะกวาดล้างทุกคน ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่มีใครสามารถหลีกหนีพ้น!
ในช่วงแรกของการเกิดความผิดปกติ ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ชีวิตของคนส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างจากปกติมากนัก มีเพียงควันธูปหน้าแม่บุญธรรมของแต่ละหมู่บ้านเท่านั้นที่เพิ่มมากขึ้น
ควันธูปลอยคลุ้งไปทั่ว ทุกที่มีแต่คนมาขอพร ขอความปลอดภัย ขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
เฉินสือฉวยโอกาสช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ขับรถม้าไม้ไปตามหมู่บ้านต่างๆ เหมือนที่ปู่เคยทำ เพื่อขายยันต์ไม้ท้อและยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
ตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของความผิดปกติ แม้แต่คนธรรมดาก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ดังนั้นยันต์ของเฉินสือจึงขายดีมาก เพิ่งจะตั้งแผงเสร็จ ยันต์ที่วาดมาก็ถูกกว้านซื้อไปจนหมด
เฉินสือซื้อเนื้อสัตว์วิเศษมาให้เฮยโกวเยอะมาก เพื่อเป็นรางวัลให้มัน แล้วก็รีดเลือดมันมาวาดรูปยันต์เพิ่ม
“โชคดีที่เป็นแค่พระจันทร์เสี้ยว พระจันทร์ยังไม่ลืมตาเต็มที่ ถ้าลืมตาเต็มที่ล่ะก็ สิ่งชั่วร้ายคงออกมาเพ่นพ่านตอนกลางวันแน่ๆ” เขาคิดในใจ
ช่วงนี้เขาได้ยินข่าวลือเรื่องสิ่งชั่วร้ายออกมาเพ่นพ่านตอนกลางวันอยู่บ้าง ซึ่งถือว่าแปลกมาก ดังนั้นเวลาเขาออกจากบ้าน ต่อให้เป็นตอนกลางวัน เขาก็จะแขวนยันต์ไม้ท้อและยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายไว้บนรถม้าไม้
แต่โชคดีที่ยังไม่เจอสิ่งชั่วร้าย
“อาจารย์เฉิน อาจารย์เฉิน!”
มีคนวิ่งมาที่แผงขายยันต์ของเขา เป็นผู้หญิงวัยสี่สิบกว่า รูปร่างกำยำ สวมชุดผ้าหยาบที่เหมาะกับการทำไร่ทำนา ใส่ผ้ากันเปื้อนที่มีแป้งเปื้อนอยู่ น่าจะเพิ่งนวดแป้งมา ท่าทางดูร้อนรนมาก “อาจารย์เฉิน สามีข้าทำงานอยู่ในทุ่งนา จู่ๆ ก็โดนผีเข้า! อาจารย์เฉินช่วยด้วย!”
ผู้คนรอบข้างรีบมุงดูทันที ท่าทางหวาดหวั่น ต่างก็พากันถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เฉินสือไม่เคยจัดการกับสิ่งชั่วร้ายคนเดียวมาก่อน ตอนที่หมู่บ้านหวงหยางมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาด นั่นก็เป็นฝีมือของนักพรตวาดยันต์ตระกูลจ้าวที่แอบฆ่าเด็กเอาไปทำน้ำมันตะเกียง ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายจริงๆ ตอนที่ฆ่าแมลงชักใย ก็ร่วมมือกับหลี่เทียนชิง เขาจึงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้
เขาเป็นนักพรตวาดยันต์ ต่อให้ไม่มีครรภ์เทพ ก็สามารถวาดรูปยันต์ ท่องคาถา สู้กับสิ่งชั่วร้ายได้
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ผสมดินปืนดำ ระเบิดสิ่งชั่วร้ายให้กระจุยไปเลย
“ห้าตำลึง” เฉินสือกล่าว
ผู้หญิงคนนั้นมีสีหน้าหนักใจ ราคาที่เฉินสือเรียกนั้นไม่แพงเลย นักพรตวาดยันต์คนอื่นเวลาปราบผีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย มักจะเรียกราคาแพงหูฉี่ แต่เงินห้าตำลึง สำหรับครอบครัวนางก็ถือว่าเป็นจำนวนมหาศาล
“ห้าตำลึง หมู่บ้านเราออกให้เอง!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา
เวลาหมู่บ้านมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาด ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่มักจะลุกลามไปทั้งหมู่บ้าน
พวกเขาเรี่ยไรเงินจากทุกบ้าน แป๊บเดียวก็ได้เงินห้าตำลึงมาให้เฉินสือ
เฉินสือเดินตามผู้หญิงคนนั้นออกไปนอกหมู่บ้าน ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งมุงดูอยู่กลางทุ่งนา ส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก อยากจะเข้าไปใกล้ แต่ก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างทำให้ตกใจจนต้องถอยหนี
“หลบไป! นักพรตวาดยันต์มาแล้ว!” มีคนตะโกน
ฝูงชนแหวกทางให้ เฉินสือรีบเดินเข้าไป ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนหลับตาอยู่ในทุ่งนา แขนข้างหนึ่งยกขึ้น นิ้วมือถูกอะไรบางอย่างแทะจนเหลือแต่กระดูก นิ้วทั้งห้ากางออก
ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจับมือเขาไว้ กินนิ้วและฝ่ามือของเขาไปแล้ว ตอนนี้กำลังแทะท่อนแขนอยู่ เนื้อบนท่อนแขนถูกแทะไปกว่าครึ่ง จนเห็นกระดูกสีขาวโพลน
เฉินสือเห็นแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน แต่ชายคนนั้นกลับยืนหลับสบาย แถมยังหลับสนิทอีกต่างหาก
ทันใดนั้น ชายคนนั้นก็สะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาหวาดกลัว เอามือกุมแขนขวา ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“ช่วยด้วย! รีบช่วยข้าที!”
จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา ราวกับง่วงนอนอีกครั้ง ยืนเอียงคอหลับไปพร้อมกับเสียงกรน หลับสนิทราวกับกำลังฝันหวาน
ส่วนแขนขวาของเขาก็ยังคงยกค้างไว้ ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังแทะแขนเขาอย่างเอร็ดอร่อย แทะเนื้อไปชิ้นนึง ก็เคี้ยวหงับๆ แถมยังทำเสียงจ๊วบจ๊าบ เหมือนอร่อยมาก
ชายคนนั้นก็สะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ร้องโหยหวน “ช่วยด้วย——”
แต่วินาทีต่อมา เขาก็ยิ้มออกมา แล้วก็หลับตาปี๋ หลับสนิท
ชาวบ้านหวาดกลัวกันมาก รีบถอยกรูด ไม่กล้าเข้าไปใกล้
พวกเขามองไม่เห็นว่ามีตัวอะไรกำลังกินชายคนนั้นอยู่ และก็ไม่เข้าใจด้วยว่า ทำไมเขาถึงยังหลับได้ทั้งๆ ที่โดนกินอยู่ ในใจจึงรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
แต่เฉินสือกลับมองเห็นชัดเจน ชายคนนั้นมีชายชุดเทารูปร่างสูงผอมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ มีหูมีขน มือข้างหนึ่งจับแขนชายคนนั้นไว้ นิ้วมือเรียวยาว มีขนสีเทา ส่วนที่ไม่มีขนก็เป็นสีชมพูอ่อน
มันหันหลังให้เฉินสือ กำลังแทะแขนชายคนนั้นอย่างเอร็ดอร่อย
ทุกครั้งที่ชายคนนั้นสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด ชายชุดเทาก็จะใช้หางสีชมพูอ่อนที่อยู่ด้านหลัง ชูขึ้นไปลูบหัวชายคนนั้น ราวกับกำลังนวดหัวให้
ชายคนนั้นก็จะยิ้มอย่างมีความสุข ลืมความเจ็บปวดที่โดนแทะแขน แล้วก็ยืนหลับไป
ชายชุดเทาก็แทะแขนต่อไป คนนึงกินอย่างเอร็ดอร่อย อีกคนก็หลับอย่างมีความสุข
เฉินสือมองเห็นชัดเจน แต่คนรอบข้างกลับมองไม่เห็นชายชุดเทาคนนี้
ในตอนนั้นเอง ชายชุดเทาก็หยุดกิน ค่อยๆ หันหน้ามา เผยให้เห็นใบหน้าเหมือนหนู ดวงตาเล็กๆ สีดำขลับจ้องมองเฉินสือ
นี่มันคือหนูที่ใส่ชุดมนุษย์ ยืนสองขา ตัวสูงกว่าคนซะอีก!
“เจ้ามองเห็นข้าด้วยเหรอ?” หนูชุดเทาถามด้วยความประหลาดใจ

0 Comments