ตอนที่ 73 ปู่ อย่าไปนะ
แปลโดย เนสยังรถม้าไม้ส่งเสียงดังกุกกักแล่นไปตามชนบท โคมไฟของเฮยโกวดับไปตั้งนานแล้ว เฉินสือเอามาเสียบไว้ที่หน้ารถ สองปู่หลานนั่งอยู่บนรถ ร่างกายโยกเยกไปตามจังหวะรถ
“ปู่มีเพื่อนไม่เยอะหรอก แถวเขาเฉียนหยางก็มีแค่ไม่กี่คนนี้แหละ”
ปู่กล่าว “แถวเขาหวงสือ (หินเหลือง) ยังมีเพื่อนอีกสองคน คนนึงชื่อตู้อี๋หราน เป็นช่างสลักป้ายหลุมศพ เขาเป็นมารอยู่ที่เขาหวงสือ ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้ มีคนที่ฆ่าไม่ได้ ก็ไปหาเขาได้ หาเขาไม่ยากหรอก ที่ที่เขาอยู่ จะมีแต่ป้ายหลุมศพเต็มไปหมด เขาเป็นคนรับจ้างสลักป้ายหลุมศพ”
เฉินสือชะงักไป
เพื่อนคนที่สามของปู่ ก็เป็นมารอีกแล้วเหรอ?
ปู่พูดต่อ “ยังมีเพื่อนอีกคน เป็นคนเลี้ยงผึ้งชื่ออาจัว อาศัยอยู่แถวทะเลสาบต้าหนาน เลี้ยงผึ้งอยู่ที่นั่น”
เฉินสือมีความหวังขึ้นมาบ้าง คนเลี้ยงผึ้งที่ชื่ออาจัวคนนี้ ต้องเป็นคนเป็นๆ แน่
“เขาน่าจะกลายเป็นมารไปแล้วล่ะมั้ง?”
ปู่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เอ่ยว่า “เขาเลี้ยงมารน่ะ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี เขาคงโดนมารกลืนกินไปแล้วล่ะ… แต่อาจัวเป็นคนรักเพื่อนพ้องมาก ถ้าเจ้ามีปัญหา ไปบอกเขาว่าเจ้าเป็นหลานของเฉินอิ๋นตวง เขาต้องยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้าแน่ๆ”
ปู่หยุดไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ยังมีเซียวหวังซุน ยายชา จินหงอิง แล้วก็หลี่จินต๋อย พวกเขาสี่คนถึงจะไม่ใช่เพื่อนปู่ แต่ในภัยพิบัติระดับมารครั้งนี้ พวกเขาก็ติดหนี้บุญคุณปู่ก้อนโต หลังจากปู่ไปแล้ว ถ้าเจ้ามีปัญหา พวกเขาก็คงไม่ทิ้งเจ้าหรอก”
เฉินสือนั่งเหม่อ มองดูชายหนุ่มชุดดำในทุ่งนาไกลๆ จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ปู่ ถ้าโรคของข้ายังรักษาไม่หาย สู้ปล่อยให้ข้าตายไป แล้วก็ลงนรกไปพร้อมกับปู่ดีกว่า ข้าไม่มีญาติที่ไหนแล้ว ถ้าลงนรกไป ข้าจะได้คอยดูแลปู่ไง”
ปู่นิ่งเงียบไปนาน หลานชายคนนี้ช่างรู้ความเหลือเกิน รู้ความจนทำให้เขาปวดใจ
เฉินสือเงยหน้าขึ้น ก็เห็นปู่กำลังเช็ดน้ำตา
“เด็กโง่ เจ้ายังมีพ่อมีแม่อยู่นะ”
ปู่ยื่นมืออันหยาบกร้านออกมา ลูบหัวเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “หลังจากปู่ไปแล้ว พ่อของเจ้า เฉินถัง จะคอยดูแลเจ้าเอง”
“ข้าไม่รู้จักเขาซะหน่อย”
เฉินสือก้มหน้าลง เอ่ยว่า “ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ”
เฉินถังสำหรับเขาแล้ว ก็เหมือนคนแปลกหน้า
ปู่ต่างหากที่เป็นญาติเพียงคนเดียวของเขาบนโลกใบนี้
ปู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าสิบ เจ้าวางใจเถอะ ปู่จะยอมแลกทุกอย่าง เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้! บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสามารถแย่งหลานชายของเฉินอิ๋นตวงไปได้ ต่อให้เป็นพญายมราชในปรโลกก็ไม่ได้!”
ในอกของเขาเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา ถ้าเป็นพญายมราช เขาก็จะบุกไปฆ่าถึงยมโลก ถ้าเป็นเทพมาร เขาก็จะกำจัดเทพมารทิ้งซะ!
ในตอนนั้นเอง ร่มกระดาษน้ำมันสีเขียวก็มีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมา ราวกับไม่สามารถสะกดความโกรธเกรี้ยวของเขาเอาไว้ได้
ชายหนุ่มชุดดำที่อยู่ไกลๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ร่มสีเขียวถึงได้ไม่ลุกไหม้
ช่วงหลายวันมานี้ เสวียนซานคอยช่วยเขาสะกดพลังมารมาตลอด
พวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านอย่างปลอดภัย เฉินสือกับหลี่เทียนชิงช่วยกันวุ่นวาย ต้มยาให้ผู้บาดเจ็บทั้งสี่คน
สิ่งที่เรียกว่ายาอายุวัฒนะ (灵丹) จริงๆ แล้วแบ่งออกเป็นสี่ประเภท
ประเภทแรกคือการใช้สมุนไพรชนิดต่างๆ มาต้มด้วยไฟอ่อนๆ ต้มจนน้ำแห้ง ส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันข้นๆ ก็เอามาปั้นเป็นลูกกลอน นี่คือยาอายุวัฒนะ
ประเภทที่สองคือการนำสมุนไพรมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกกลอน
ประเภทที่สามคือการใช้ไฟแท้ของตัวเองกระตุ้นเตาหลอม นำแร่ธาตุต่างๆ ใส่ลงไป เรียกว่า ห้าทองแปดหิน (五金八石) ผสมกับสมุนไพร หลอมเป็นแก่นทองคำ นี่คือยาภายนอก (外丹)
ประเภทที่สี่คือการใช้ไฟแท้ของตัวเองเป็นเปลวไฟ ใช้น้ำแท้ของตัวเองเป็นตัวหล่อเย็น ใช้ตันเถียนบน กลาง ล่างเป็นเตาหลอม ใช้เลือดลมและจิตวิญญาณเป็นยาสมุนไพร หลอมเป็นแก่นทองคำ นี่คือยาภายใน (内丹)
ไม่ว่าจะเป็นยาภายในหรือยาภายนอก ล้วนเป็นยาสมุนไพรชั้นยอด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบำเพ็ญเพียรระดับแปรผันวิญญาณ (หยวนอิง)
แต่วิธีที่หาง่ายและปรุงง่ายที่สุด ก็คือยาต้ม หนึ่งคือปรุงเสร็จเร็ว สองคือเห็นผลเร็ว
คนป่วยทั้งสี่คนตอนนี้รอดตายมาได้ก็เพราะยาต้ม โชคดีที่ปู่มีความรู้เรื่องแพทย์สูง ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงไม่รอด
“บุญคุณช่วยชีวิต จะตอบแทนยังไงดีเนี่ย?” จินหงอิงกระซิบเสียงเบา “ถ้าข้าเป็นคนเนรคุณก็คงดีสิ”
อีกสามคนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ก็เพราะมีมโนธรรมนี่แหละ ถึงได้ต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่มีมโนธรรม ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
เฉินสือเดินออกไปไหว้แม่บุญธรรม เพิ่งจะก้าวออกจากประตูบ้าน ก็เห็นชายหนุ่มชุดดำยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้าประตู
เสวียนซานขยับเข้ามาใกล้ปู่เรื่อยๆ
ชายหนุ่มชุดดำพยักหน้าให้เขาเบาๆ เฉินสือรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ในตอนนั้นเองปู่ก็เดินตามมาจากข้างหลัง เอ่ยว่า “เจ้าสิบ ข้าจะไปเยี่ยมแม่บุญธรรมกับเจ้าด้วย”
เฉินสือรับคำ สองปู่หลานเดินออกไปนอกหมู่บ้าน พอมาถึงเนินดินเหลือง ก็เห็นชายหนุ่มชุดดำปรากฏตัวอยู่ริมแม่น้ำอวี้ไต้ที่ไม่ไกลนัก ยังคงจ้องมองมาที่พวกเขาอยู่
เฉินสือมาที่ใต้ต้นหลิวเก่าแก่ จุดธูปไหว้แม่บุญธรรมศิลาจารึก เอ่ยเสียงเบา “แม่บุญธรรมคุ้มครองปู่ข้าให้สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดปลอดภัย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนยาวด้วยเถิด”
ปู่หัวเราะ “เด็กโง่ บนโลกนี้มีใครที่ไหนไม่แก่ไม่ตายบ้างล่ะ?”
รอจนเฉินสือไหว้เสร็จ เขาก็ถือธูปดอกหนึ่งเดินเข้าไป พึมพำเบาๆ “สหายเต๋า แม้ข้าจะไม่รู้ที่มาที่ไปของท่าน แต่ท่านเก่งกาจลึกล้ำนัก ได้โปรดคุ้มครองเจ้าสิบให้เติบโตอย่างปลอดภัยด้วยเถิด”
เขายังจำตอนที่ตัวเองมาที่เนินดินเหลืองแห่งนี้เป็นครั้งแรกได้ดี ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็กน้อย อายุแค่หกเจ็ดขวบ
เนินดินเหลืองในตอนนั้นกับตอนนี้แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
เขาปีนขึ้นเนิน พอสัมผัสศิลาจารึก ทันใดนั้นศิลาจารึกขนาดมหึมาก็ตั้งตระหง่านขึ้น ศาลเจ้าโบราณสูงเสียดฟ้า ถูกล้อมรอบด้วยควันธูป
ภาพนั้นเขาไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
แต่ทว่าหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยเห็นภาพประหลาดแบบนั้นอีกเลย
ต่อมาเฉินสือประสบเคราะห์กรรม เขารู้ตัวว่ารับมือกับมือผีสีเขียวไม่ไหว จึงเกิดความคิดที่จะให้เฉินสือกราบศิลาจารึกเป็นแม่บุญธรรม
แต่ผ่านไปนานขนาดนี้ เฉินสือไหว้แม่บุญธรรมมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากศิลาจารึก ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ครั้งนี้เขาตามเฉินสือมา ก็เพื่อจะดูว่าศิลาจารึกจะตอบสนองอะไรบ้างไหม
แต่ทว่า ธูปไหม้จนหมดดอก ศิลาจารึกก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใดๆ
“หรือว่าตอนนั้นข้าจะตาฝาดไปเอง?”
ปู่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เดินลงจากเนินดินเหลือง
หลังจากนั้นไม่กี่วัน อาการบาดเจ็บของเซียวหวังซุนและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่ขาทั้งสองข้างของหลี่จินต๋อยไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้ว แต่ชายชราผู้นี้กลับมองโลกในแง่ดี หัวเราะพลางกล่าวว่า “รอให้อาการดีขึ้นอีกนิด ก็ให้เทียนชิงจับข้าใส่ตะกร้า แล้วก็แบกข้ากลับบ้าน”
ช่วงหลายวันมานี้ ชายหนุ่มชุดดำปรากฏตัวบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เฉินสือรู้สึกหงุดหงิด แทบจะอยากหยิบไม้ไปไล่ตีเขา
คืนนั้น เฉินสือฝึกวิชาเสร็จก็ล้มตัวลงนอน หลับสนิท ทันใดนั้นก็เห็นปู่เดินออกมาจากความมืด เขย่าตัวเขา
เฉินสือสะลึมสะลือลืมตาขึ้น ถามด้วยความสงสัย “ปู่ มีอะไรเหรอครับ?”
ปู่นั่งอยู่ข้างเตียงเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าสิบ ปู่จะไปแล้วนะ เลยมาบอกลาเจ้า”
เฉินสือสงสัย “ปู่จะไปไหนเหรอครับ?”
“ปู่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ต้องไปปรโลก ปู่อยู่บนโลกมนุษย์มานานเกินไปแล้ว ถ้าขืนอยู่ต่อ ก็จะกลายเป็นมาร ปู่ไม่อยากทำร้ายเจ้า”
ปู่หัวเราะ “พวกเราสองปู่หลาน วันนี้คงต้องแยกทางกันแล้ว เจ้าสิบ เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ”
เขาลูบหัวเฉินสือ แล้วลุกขึ้นยืน
“ปู่ อย่าไปนะได้ไหม?”
เฉินสือใจหาย ร้องไห้ออกมา จับมือชายชราไว้แน่น “ปู่ อย่าไปนะ! ปู่ อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว! ข้ากลัว!”
เขากลิ้งตกลงมาจากเตียง จับมือชายชราไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ปู่ อย่าทิ้งข้าไว้! ข้ากลัว! ปู่จะไปไหนพาข้าไปด้วย! ปู่ ปู่คือญาติคนเดียวของข้านะ!”
ชายชราสลัดมือเขาหลุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เดินเข้าไปในความมืด ราวกับมีแสงส่องมาที่ตัวชายชรา
ปู่หันกลับมา ยิ้มแล้วโบกมือให้เขา
“ปู่ อย่าไปนะ!”
เฉินสือร้องไห้โฮ วิ่งตามชายชราไป เขาร้องไห้จนตัวสั่น วิ่งไปในความมืด น้ำตาไหลอาบแก้ม ร่างกายสั่นเทา
“ปู่พาข้าไปด้วย! อย่าทิ้งข้าไว้! ปู่ อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!”
เขาวิ่งตามปู่ไป แต่ชายชราในความมืดกลับเดินห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแค่จุดแสงเล็กๆ
“ปู่ อย่าทิ้งข้าไป! พาข้าไปด้วยเถอะ อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!”
เขาร้องไห้โฮ ไร้ที่พึ่งราวกับเด็กน้อย
“เจ้าสิบ เจ้าสิบ ตื่นสิ!”
ข้างหูมีเสียงของยายชาดังขึ้น เฉินสือลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง ไม่ได้เดินเข้าไปในความมืด ยายชายืนอยู่ข้างเตียง กำลังเขย่าแขนเขาอยู่
เฉินสือนั่งเหม่อ ผ้าห่มเย็นเฉียบ เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของเขา
แค่ฝันไปเหรอ?
เฉินสือรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที โชคดีที่เป็นแค่ความฝัน
ช่วงนี้เขาเป็นห่วงปู่มาก การปรากฏตัวของชายหนุ่มชุดดำ ทำให้เขามีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี
“ยายชา มีอะไรเหรอครับ?” เฉินสือถาม
ยายชาลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “เจ้าสิบ เจ้าต้องทำใจดีๆ ไว้นะ ปู่ของเจ้าเขา… ไปแล้ว เพิ่งจะไปเมื่อกี้นี้เอง เด็กดี อย่าร้องไห้นะ ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร… เด็กดี มาส่งปู่เจ้าหน่อยสิ ท้องฟ้าในปรโลกมันมืดมาก เจ้าถือโคมไฟนี้ไว้ ส่องทางให้ปู่ของเจ้าหน่อย… เด็กดี ส่องสิ ส่องทางหน่อย เขาจะได้เดินสะดวกขึ้น”
เฉินสือถือโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายาง แสงไฟสลัวๆ ส่องทะลุโลกคนเป็น ส่องสว่างไปถึงปรโลก
ยายชาเขย่ากลองเหวินหวัง (กลองที่ใช้ในพิธีกรรม) เสียงกลองดังทุ้มต่ำสลับกับเสียงซ่าๆ เสียงร้องเพลงอันแหบพร่าและเศร้าสร้อยดังออกมาจากปากของนาง ส่งผ่านไปยังปรโลก
“ส่องสว่างเอยส่องสว่าง ส่องให้ปรโลกสว่างไสว วิญญาณคนตายที่แก่เฒ่าเอ๋ยค่อยๆ เดิน ญาติมิตรจุดโคมส่องทางข้างหน้า ระวังสะดุดล้มจนขาเจ็บนะ”
เฉินสือส่องสว่างไปในความมืด แสงไฟขับไล่หมอกหนาตาทึบ ทำให้ภูตผีที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกหนีเตลิดไป
ชายชราที่เดินอยู่ท่ามกลางสายหมอกราวกับมองเห็นแสงไฟ หันกลับมามองเขา เผยให้เห็นรอยยิ้ม
“ส่องสว่างเอยส่องสว่าง ส่องให้แม่น้ำลืมเลือนสว่างไสว วิญญาณคนตายที่แก่เฒ่าเอ๋ยต้องระวัง น้ำแกงยายเมิ่งบนสะพานไน่เหอ ดื่มเข้าไปแล้วจะลืมเลือนสายใยครอบครัว”
เฉินสือถือโคมไฟ มองดูชายชราที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปในแสงไฟ
“ส่องสว่างเอยส่องสว่าง ส่องให้หอชมบ้านเกิดสว่างไสว วิญญาณคนตายที่แก่เฒ่าเอ๋ยรีบหันกลับมา บนหอชมบ้านเกิดมองดูบ้านเกิด ความรักของลูกหลานอย่าได้ลืมเลือน”
“ผ่าผืนดินพิพากษานรก ผ่าขุมนรกไถ่คืนวิญญาณแท้!”
“ทองคำซื้อได้ซึ่งอายุขัยพันปี เส้นไหมไถ่ได้ซึ่งวิญญาณหมื่นปี!”
“หนึ่งวิญญาณกลับคืน สองวิญญาณกลับคืน!”
“สามวิญญาณเจ็ดจิตจงกลับคืนมาพร้อมเพรียง!”
“อิ๋นตวงกลับคืนมาเถิด—— กลับมารับธูปเทียนพบลูกหลาน!”
…
โคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายังส่องสว่างไปข้างหน้า ส่องไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ชายชราคนนั้นก็เดินห่างออกไปเรื่อยๆ หายลับเข้าไปในส่วนลึกของปรโลก
เดินช้าๆ หน่อย เดินช้าๆ หน่อย
ปู่เดินช้าๆ หน่อย
แสงไฟจะตามปู่ไม่ทันแล้วนะ
เขาถือโคมไฟ ส่องสว่างอยู่นานแสนนาน จนกระทั่งมองไม่เห็นชายชราคนนั้นอีกต่อไป
เขาไม่รู้ว่าฟ้าสางตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าเซียวหวังซุน ยายชา และคนอื่นๆ จัดการสถานที่ตั้งศพเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาสะลึมสะลือ ราวกับคนไร้วิญญาณ กำโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
พวกเขาจับเขาใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาวหยาบๆ สวมหมวกสีขาว ให้เขาเฝ้าศพอยู่หน้าโลงศพ คืนแล้วคืนเล่า
ยายชาและหลี่เทียนชิงพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากินข้าว แต่เขากลับไม่อยากกินอะไรเลย
เฮยโกวมานอนอยู่ข้างๆ เขา ผ่านไปเนิ่นนาน เขากอดเฮยโกวไว้ ถึงได้ร้องไห้ออกมา
“ร้องไห้ออกมาก็ดีแล้ว ร้องไห้ออกมาก็ดีแล้ว!”
ยายชาถอนหายใจด้วยความโล่งอก หัวเราะ “ร้องไห้ออกมาก็ไม่เป็นไรแล้ว!”
เฉินสือกอดหมาไว้
หม้อดำ ต่อไปนี้ก็เหลือแค่แกกับข้าแล้วนะ ที่ต้องอยู่ด้วยกัน
ช่วงไม่กี่วันนี้ มีคนมาเคารพศพปู่เยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้าน แล้วก็มีเพื่อนของปู่ รวมถึงคนแปลกหน้าที่เฉินสือไม่รู้จักด้วย
ตกกลางคืน เฉินสือลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ ช่วงหลายวันมานี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก
เขาเดินเตาะแตะไปที่ห้องของปู่ หาหยิบยันต์สื่อสารทางไกลที่ปู่วาดทิ้งไว้ในลิ้นชักออกมา
ยันต์ลุกไหม้ขึ้นกลางอากาศ เปลวไฟสีฟ้าดูลึกลับ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงชายวัยกลางคนก็ดังออกมาจากในเปลวไฟ “พ่อ ข้าบอกพ่อแล้วไง ว่าปีนี้ข้าไม่กลับ ข้ายุ่งมาก ยุ่งจริงๆ นะ…”
มุมปากของเฉินสือขยับ รวบรวมความกล้า ในที่สุดก็เอ่ยปากขัดจังหวะการบ่นของชายคนนั้น
“ท่าน ท่านคือพ่อของข้า เฉินถังใช่ไหม? ข้าคือเฉินสือ ปู่เขา… ไปแล้ว”

0 Comments