You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ต้นอวี๋โบราณกลางหมู่บ้าน

การที่หลิวเจ๋อสี่ใช้ตัวเองเป็นเครื่องสังเวย ย่อมไม่ใช่แค่คิดจะแขวนคอตายใต้ต้นไม้ธรรมดาๆ แน่ ก่อนตายสิ่งที่เขาคิด ย่อมไม่ใช่เรื่องครอบครัวมีความสุขหรือประเทศชาติสงบร่มเย็น

แต่เป็นการแก้แค้น!

แก้แค้นพวกที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!

เขาไม่มีกำลังพอจะแก้แค้น จึงได้แต่เอาตัวเองเป็นเครื่องสังเวย ถวายให้แด่แม่บุญธรรมผู้ทรงฤทธานุภาพ เพื่อให้แม่บุญธรรมแก้แค้นแทนเขา!

และพวกมือปราบจากที่ว่าการอำเภอซินเซียงที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็คือเป้าหมายในการแก้แค้นของเขา!

เฉินสือมองไปที่ศาลเจ้าเล็กๆ หน้าต้นไม้ เด็กหญิงในศาลเจ้ายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น กำลังกินของเซ่นไหว้สารพัดอย่างเอร็ดอร่อย ทำเป็นมองไม่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า

แต่ทว่าหัวหน้ามือปราบกลับมองไม่เห็นเด็กหญิงคนนี้ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ต้นอวี๋โบราณ พลางแค่นหัวเราะเย็นชา “หากแม่บุญธรรมคิดจะแก้แค้นแทนหลิวเจ๋อสี่ นั่นก็เท่ากับตั้งตนเป็นศัตรูกับที่ว่าการอำเภอซินเซียง เป็นศัตรูกับราชวงศ์หมิงอันยิ่งใหญ่! อำนาจเทพในชนบท มิสู้กฎมณเฑียรบาล กฎหมายของราชวงศ์หมิงบัญญัติไว้ การโค่นล้มแม่บุญธรรม เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ! ถึงตอนนั้น หมู่บ้านฟางเตี้ยนที่ไร้ซึ่งแม่บุญธรรมคุ้มครอง ทุกคนก็จะต้องถูกเปิดเผยต่อสายตาของสิ่งชั่วร้าย ไม่มีทางหนีพ้นความตายไปได้!”

เฉินสือใจหายวาบ หัวหน้ามือปราบคนนี้ถึงกับกล้าข่มขู่แม่บุญธรรมแห่งหมู่บ้านฟางเตี้ยนเชียวหรือ!

เขาหันไปมองเด็กหญิงคนนั้น เด็กหญิงในศาลเจ้ายังคงกินของเซ่นไหว้ต่อไป ราวกับไม่สนใจใยดีต่อสถานการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“นั่นสิ ระหว่างแก้แค้นแทนหลิวเจ๋อสี่ กับการปกป้องชาวบ้านฟางเตี้ยนคนอื่นๆ อะไรสำคัญกว่ากัน แม่บุญธรรมแห่งหมู่บ้านฟางเตี้ยนย่อมแยกแยะได้อยู่แล้ว” เฉินสือคิดในใจ

เมื่อเห็นว่าต้นอวี๋โบราณยังคงนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววเคลื่อนไหวใดๆ หัวหน้ามือปราบก็ยิ้มบางๆ แล้วถามต่อ “หลิวเจ๋อสี่ตายไปแล้วก็จริง แต่ตายแล้วก็ใช่ว่าจะหนีหนี้ภาษีได้ กฎหมายระบุไว้เช่นนั้น คนอื่นๆ ในครอบครัวของเขาล่ะอยู่ที่ไหน?”

ชาวบ้านคนหนึ่งตอบว่า “ไม่มีใครแล้วขอรับ เดิมทีเขามีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวถูกขายไปแล้ว ส่วนลูกชายลงไปอาบน้ำในแม่น้ำแล้วจมน้ำตาย ภรรยาของเขาพอเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้ก็สติฟั่นเฟือนเป็นบ้าไป วันหนึ่งก็ร้องรำทำเพลงเดินออกจากหมู่บ้านไป แล้วก็ไม่เห็นหน้าอีกเลย เดาว่าน่าจะตายไปแล้วเหมือนกันขอรับ”

หัวหน้ามือปราบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือไล่แล้วพูดว่า “คนตายแล้วก็จบกันไป ความผิดก่อนหน้านี้จะไม่เอาความ แต่ภาษีนี้ยังไงก็ต้องจ่าย มานี่สิ เข้าไปขนของมีค่าในบ้านของหลิวเจ๋อสี่ออกมาให้หมด พวกข้ากลับไปจะได้เอาไปรายงานนายอำเภอได้”

กลุ่มมือปราบพากันกรูกันเข้าไปในบ้านของหลิวเจ๋อสี่ แต่เพราะบ้านของเขาช่างยากจนข้นแค้น มีแต่ผนังสี่ด้าน จึงทำได้เพียงขนเอาพวกหม้อไหกะละมังออกมา กะว่าคงพอจะเอาไปแลกเป็นเงินได้บ้าง

หัวหน้ามือปราบเห็นดังนั้นก็ส่ายหัว “ก็น่าสงสารอยู่หรอกนะ เงินแค่นี้เกรงว่าจะอุดรอยรั่วไม่ได้ ใต้เท้าของพวกข้าคงต้องควักเงินจากที่ทำการอำเภอมาโปะให้ ชาวบ้านมักจะหาว่าพวกข้าที่ทำงานราชการชอบขูดรีดเอาเปรียบ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์!”

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ “ภาษีนี้เป็นภาษีที่ทางราชวงศ์หมิงเรียกเก็บ ไม่เกี่ยวกับที่ทำการอำเภอของพวกข้าสักหน่อย! ภาษีอากรที่พวกข้าเก็บมาได้ ต่อให้มีเศษเงินแดงๆ หล่นใส่กระเป๋าพวกข้าแม้แต่อีแปะเดียว ข้าลู่เทียนหนานขอสาบานให้ฟ้าผ่าตาย! ในทางกลับกัน ภาษีที่เก็บมาไม่ครบ พวกข้าและใต้เท้าก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายโปะให้ ไม่อย่างนั้นก็จะมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง! พ่อแม่พี่น้องชาวบ้านทั้งหลาย ไม่ต้องตื่นตระหนกไป!”

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ พลางหัวเราะร่วน “พวกเจ้าก็จงจ่ายภาษีกันอย่างซื่อสัตย์เถอะ อย่าเอะอะก็ชักมีดชักไม้เลย หลิวซานอิ๋น เอามีดที่ซ่อนไว้ในเป้ากางเกงออกมาซะ ระวังมีดจะลื่นไปบาดนกเขาขาดเอาล่ะ!”

เขาเดินผ่านฝูงชาวบ้านไปอย่างไม่แยแส เอ่ยเสียงดังฟังชัด “พี่น้องของข้าพวกนี้ ล้วนแต่เคยสอบผ่านระดับอำเภอมาแล้ว เป็นถึงซิ่วไฉ ได้รับพรจากเทพเจ้าที่แท้จริงจนหลอมรวมครรภ์เทพได้แล้วทั้งสิ้น! พวกเจ้าสู้พวกข้าไม่ได้หรอก จะมาทำผิดกฎหมายลอบทำร้ายเจ้าพนักงานไปทำไม? วางมีดลงซะ วางลงให้หมด มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน!”

มือปราบที่อยู่ด้านหลังเขาต่างก็พากันโคจรเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซิน แสงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังศีรษะของแต่ละคน ก่อตัวเป็นศาลเจ้าสูงราวหนึ่งฟุต ภายในศาลเจ้ามีครรภ์เทพประทับอยู่ ดูน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

ชาวบ้านฟางเตี้ยนหน้าถอดสี พากันวางมีดอีโต้และขวานลงอย่างเงียบๆ

หัวหน้ามือปราบโบกมือ สั่งให้ลูกน้องเดินเก็บภาษีตามบ้านเรือนทีละหลัง ส่วนตัวเองเดินทอดน่องมาที่แผงขายยันต์ของสองปู่หลานตระกูลเฉิน

ปู่เตรียมเงินค่าภาษีไว้เรียบร้อยแล้ว ยื่นส่งให้พลางเอ่ย “ใต้เท้าลู่ ช่างสง่างามน่าเกรงขามจริงๆ”

หัวหน้ามือปราบผู้นี้มีนามว่าลู่เทียนหนาน ดูเหมือนจะรู้จักมักคุ้นกับปู่เป็นอย่างดี เขารับเงินค่าภาษียันต์มา พลางหัวเราะ “มิกล้าๆ ข้าก็แค่ทำงานรับใช้ราชสำนักเท่านั้น ผู้เฒ่าเฉินร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่เลย เกรงว่าข้าคงจะได้เก็บภาษียันต์จากท่านไปอีกหลายปีเชียวล่ะ”

จู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ โชยมา จึงอดไม่ได้ที่จะย่นจมูก รู้สึกเสียวสันหลังวาบ “นี่มันกลิ่นศพนี่นา!”

สายตาของเขาตวัดไปมองเฉินสือ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เอ่ยถามว่า “ผู้เฒ่าเฉิน นี่คือเด็กคนนั้นเหรอ? เด็กอัจฉริยะที่สอบได้ที่หนึ่งระดับมณฑลจากห้าสิบมณฑลเมื่อปีนั้นน่ะหรือ?”

ปู่ไม่ได้ตอบอะไร

ลู่เทียนหนานรีบถอยกรูดไปหลายก้าว ทิ้งระยะห่างจากเฉินสือ มองสำรวจเฉินสือขึ้นๆ ลงๆ ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะหัวเราะหึๆ “สุดยอดจริงๆ ผู้เฒ่าเฉิน ท่านนี่สุดยอดจริงๆ! แอบขโมยความลับของสวรรค์ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กลับทำให้มันเป็นไปได้จนได้! แต่ว่า ท่านอย่าทำอะไรผิดกฎหมายล่ะ ระวังจะตกมาอยู่ในมือข้าก็แล้วกัน!”

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป

เฉินสือรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก เอ่ยถามว่า “คนของที่ทำการอำเภอคนนี้ ทำไมถึงดูเหมือนจะกลัวผมเลยล่ะ ปู่ครับ เมื่อก่อนผมเคยเป็นเด็กอัจฉริยะที่สอบได้ที่หนึ่งจากห้าสิบมณฑลจริงๆ เหรอครับ?”

“เรื่องในอดีต จะรื้อฟื้นขึ้นมาพูดทำไมอีก?”

ปู่กางกระดาษยันต์สีเหลืองออก หยิบชาดและพู่กันมา เฉินสือหยิบป้ายไม้ท้อและหยกหยาบลงมาจากรถ ปู่หยิบมีดพกออกมา กวักมือเรียก เฮยโกว (หม้อดำ) ก็เดินคอตกหางจุกตูดเข้ามาหาอย่างน่าสงสาร ส่งเสียงครางหงิงๆ

“ฉัวะ!”

ปู่แทงมีดฉึกเข้าที่ตัวเฮยโกว เฉินสือรีบหยิบกะละมังใบเล็กมารองเลือดหมาดำทันที ผ่านไปครู่หนึ่ง ปู่ก็โยนเนื้อสัตว์วิเศษชิ้นหนึ่งให้เฮยโกว เฮยโกวคาบเนื้อไปหลบอยู่ใต้ท้องรถ เดี๋ยกินเนื้อเดี๋ยวเลียแผล เจ็บปวดแต่ก็มีความสุข

สองปู่หลานนั่งอยู่ที่ตลาดนัด วาดรูปยันต์สารพัดชนิดไปพลาง ขายไปพลาง

พวกมือปราบจากที่ว่าการอำเภอซินเซียงเดินเก็บภาษีอากรตามบ้านเรือนทีละหลัง ทำเอาหมู่บ้านฟางเตี้ยนไก่บินหมาโดด ผู้คนแตกตื่นตกใจ มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาเป็นระยะๆ ช่างดูน่าเวทนายิ่งนัก

แม้จะมีความทุกข์ยากมากมายเพียงใด แต่ก็มีช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอ

ยังมีคนอีกไม่น้อยที่แวะเวียนมาซื้อยันต์ที่แผง

เฉินสือและปู่วุ่นวายอยู่พักใหญ่ จู่ๆ เฮยโกวก็ส่งเสียงเห่าขึ้นมาสองครั้ง ปู่แหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้ววางพู่กันลง “ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ถึงเวลากลับเสียที”

เฉินสือแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงยังคงลอยเด่นอยู่กลางนภา ไม่มีวี่แววว่าจะตกดินเลยสักนิด

สองปู่หลานเก็บข้าวของ นั่งรถไม้แล่นออกจากหมู่บ้านไป เฉินสือนั่งอยู่บนรถ หันกลับไปมองศาลเจ้าเล็กๆ หน้าต้นอวี๋โบราณ เด็กหญิงยังคงนั่งอยู่ในศาลเจ้าอย่างเงียบสงบ

ภายในหมู่บ้านฟางเตี้ยน พวกมือปราบอำเภอซินเซียงกำลังจัดเก็บภาษีอากรที่เก็บมาได้ ขึ้นรถม้าจนเต็มคันรถถึงสี่คัน มือปราบหลายคนกำลังผูกยันต์ม้าเกราะไว้ที่ขาม้า เพื่อให้ม้าวิ่งได้เร็วขึ้น

“รีบๆ จัดการให้เสร็จ! จะได้กลับไปถึงตัวอำเภอก่อนฟ้ามืด!” ลู่เทียนหนานตะโกนเร่งรัด “พรุ่งนี้ยังต้องไปหมู่บ้านอื่นอีก!”

“ใต้เท้า ยังมีเวลาอีกถมเถ กลับทันอยู่แล้ว จะรีบไปไหนขอรับ?” มือปราบคนหนึ่งพูดกลั้วหัวเราะ

ลู่เทียนหนานส่ายหน้าตอบ “บ้านนอกคอกนาไม่เหมือนในเมือง ในเมืองตอนกลางคืนไม่มีพวกสิ่งชั่วร้ายเพ่นพ่าน แต่บ้านนอกมีของพวกนี้เยอะแยะไปหมด ถึงแม้จะมีของชั่วร้ายไม่กี่อย่างที่พอจะทำอันตรายพวกเราได้ แต่ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า เกิดบังเอิญโชคร้ายไปเจอพวกมันเข้าจะทำยังไงล่ะ”

รถไม้แล่นออกจากหมู่บ้านฟางเตี้ยน ปู่นั่งอยู่บนรถกำลังจัดเตรียมสมุนไพรที่ซื้อมาจากตลาดนัด ล้วนแต่เป็นพวกสัตว์มีพิษอย่างงู แมลง มด ตะขาบ แถมยังมีสมุนไพรบางชนิดที่ดูแล้วไม่ค่อยจะปลอดภัยสักเท่าไหร่อีกด้วย

เฉินสือเห็นแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่ ของพวกนี้ก็คือมื้อเย็นของเขานั่นเอง

รถไม้แล่นไปได้ประมาณหกเจ็ดลี้ จู่ๆ ปู่ก็แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “ไม่ถูกสิ! ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติหนึ่งเค่อ!”

เฉินสือรีบแหงนหน้ามองตาม ก็เห็นดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงบนท้องฟ้ากำลังค่อยๆ ปิดลงราวกับเปลือกตา ไม่หลงเหลือรูปทรงกลมดิกอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นวงรีเรียวยาว!

นี่คือลางบอกเหตุว่าเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้ากำลังจะหลับตาลง และความมืดมิดยามค่ำคืนกำลังจะมาเยือน!

“หรือว่าเฮยโกวจะเห่าเตือนช้าไปหนึ่งเค่อกันนะ?” เฉินสือหันไปมองหมาดำที่กำลังวิ่งนำหน้าอยู่หน้ารถ พลางเอ่ยอย่างสงสัย

ปู่หันไปมองหมาดำเช่นกัน “เป็นไปได้ พระอาทิตย์ไม่น่าจะตกดินเร็วกว่าปกติไปหนึ่งเค่อหรอก ถ้างั้นความผิดนี้เฮยโกวก็ต้องเป็นคนรับไป”

หมาดำส่งเสียงเห่าหงิงๆ อย่างน้อยใจ เพื่อแสดงความไม่พอใจ

เฉินสือเสนอความเห็น “ปู่ครับ หมาตัวนี้ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ แต่เนื้อยังสดอยู่นะครับ”

ปู่พยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าคราวหน้ายังเห่าบอกเวลาผิดอีก ก็เอาไปทำสตูว์หม้อไฟซะเลย”

เฮยโกวหางจุกตูด รู้สึกท้อแท้กับชีวิตหมาๆ ของตัวเอง

ผ่านไปเพียงครู่เดียว ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ไหลเวียน เปลวเพลิงเหล่านั้นก่อตัวเป็นแสงสายัณห์สีแดงฉานกว้างไกลหลายหมื่นหลี่ แม้สองปู่หลานจะรีบเร่งเดินทางแค่ไหน แต่ก็กลับไปไม่ถึงหมู่บ้านหวงพัวทันเวลา

เฉินสือมองซ้ายมองขวา จู่ๆ ก็ชี้ไปทางซ้ายของถนน พลางร้องตะโกนด้วยความดีใจ “ทางนั้นมีศาลเจ้าอยู่ครับ!”

ปู่หันไปมองตาม ก็เห็นเนินเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งอยู่ห่างจากถนนหลวงไปไม่ไกล บนเนินเขามีศาลเจ้าโบราณที่เก่าและทรุดโทรมมากตั้งอยู่

“ตอนที่เราเดินทางมา แกจำได้ไหมว่ามีเนินเขาและศาลเจ้าโบราณแห่งนี้อยู่ตรงนี้ด้วยหรือเปล่า?” จู่ๆ ปู่ก็เอ่ยถามขึ้นมา

เฉินสือพยายามนึกทบทวนความทรงจำ แล้วก็ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ตอนที่พวกเขาเดินทางมา ที่ตรงนี้เป็นแค่ที่ราบโล่งๆ ไม่มีเนินเขาหรือศาลเจ้าโบราณเลยสักนิด!

ภูเขาลูกนี้ ราวกับผุดขึ้นมาจากใต้ดิน!

สภาพที่เห็น ดูคล้ายกับว่าศาลเจ้าโบราณและภูเขาทั้งลูก ถูกฝังอยู่ใต้ดิน แล้วภูเขาก็งอกสูงขึ้น ดันเอาศาลเจ้าและยอดเขาโผล่พ้นดินขึ้นมาอย่างนั้นแหละ!

เรื่องประหลาดพรรค์นี้ เขาไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินมาก่อนเลย!

“พวกเราไปค้างคืนที่ศาลเจ้าโบราณกัน”

ปู่หมุนเข็มทิศ รถไม้ก็แล่นโคลงเคลงขึ้นไปบนเนินเขา

ศาลเจ้าขาดการซ่อมแซมมานาน บนพื้นเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง อิฐปูนแตกหัก ซุ้มประตูพังทลาย เสาหินหักโค่น หลังคาศาลเจ้าก็เป็นรูโหว่ มีลมโกรกเข้ามาทุกทิศทาง

ปู่หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และมีดพกออกมา เฮยโกวเดินเข้าไปหาอย่างรู้งาน โดนมีดแทงฉึกเข้าให้ จากนั้นก็คาบเนื้อสัตว์วิเศษไปหลบมุมกินไปเลียแผลไปทั้งน้ำตา

เฉินสือไม่ได้เข้าไปช่วย เขาหยิบตะปูไม้ออกมาจากรถ เก็บเศษไม้กระดานบนพื้นมาตอกปิดซ่อมแซมประตูหน้าต่างที่พังทลายอย่างรวดเร็ว

กลอนประตูผุพังไปหมดแล้ว แต่โชคดีที่หน้าศาลเจ้ามีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ เฉินสือเดินไปที่ก้อนหินหนักนับพันจิน กำลังจะตะโกนเรียกปู่ให้มาช่วย แต่พอลองออกแรงยกดู ก้อนหินยักษ์กลับถูกเขายกขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ไม่ได้หนักอย่างที่คิด เฉินสือจึงค่อยๆ กลิ้งก้อนหินยักษ์เข้าไปในศาลเจ้าทีละนิด เพื่อเอาไปดันปิดประตูศาลเจ้าเอาไว้

เขาแหงนหน้ามองหลังคาศาลเจ้าที่พังเป็นรูโหว่ ย่อเข่าลงแล้วกระโดดขึ้นไป ชั่วพริบตาเดียวเขาก็กระโดดได้สูงเกือบเท่าหลังคาศาลเจ้า!

เฉินสือตกใจเล็กน้อย แต่ก็สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว “ในเมื่อกระโดดได้สูงขนาดนี้ ก็ต้องลงพื้นได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะตกลงมาตายหรอก”

เขาวางมือลงบนเสาข้างๆ แล้วค่อยๆ รูดตัวลงมาตามเสาได้อย่างปลอดภัย

เขารวบรวมเศษไม้ แล้วในที่สุดก็ซ่อมแซมรูโหว่บนหลังคาศาลเจ้าเสร็จก่อนที่ฟ้าจะมืด

ปู่เองก็วาดรูปยันต์ไม้ท้อเสร็จแล้วเช่นกัน นำไปแขวนไว้ตามประตู หน้าต่าง และบนหลังคาศาลเจ้า จากนั้นก็เริ่มก่อไฟ “ทำกับข้าว” ซึ่งอาหารที่ว่านั้น ก็คือการนำสมุนไพรที่ซื้อมาเมื่อตอนกลางวันมาต้มเป็นยาน้ำชามใหญ่นั่นเอง

ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงรถม้าและเสียงคนเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก เฉินสือมองลอดหน้าต่างออกไป ก็เห็นแสงสายัณห์สีแดงฉานบนท้องฟ้าเลือนหายไปแล้ว แสงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างหนาวเหน็บ ลู่เทียนหนานและพวกมือปราบกำลังคุ้มกันรถม้าสี่คันแล่นตรงมาทางนี้

“ลูกพี่ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ นะ!”

มือปราบคนหนึ่งแหงนหน้ามองท้องฟ้า พลางเอ่ยขึ้น “พระอาทิตย์ไม่น่าจะตกดินเร็วขนาดนี้! พวกเรากลับไปที่ทำการอำเภอไม่ทันแล้ว จะให้ถอยกลับไปที่หมู่บ้านฟางเตี้ยนดีไหมขอรับ?”

ทุกคน แม้จะฝึกฝนจนถึงขั้นครรภ์เทพแล้ว แต่ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความอันตรายยามค่ำคืนในชนบทมาบ้าง มีสิ่งชั่วร้ายบางชนิดที่ร้ายกาจมาก แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพก็อาจจะถูกฆ่าตายได้อย่างง่ายดาย

ลู่เทียนหนานเองก็รู้สึกกังวลใจเช่นกัน จู่ๆ เขาก็มองเห็นศาลเจ้าร้าง จึงหัวเราะขึ้นมา “ตรงนั้นมีศาลเจ้าอยู่ เราเข้าไปพักที่นั่นก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ”

พวกมือปราบรับคำสั่ง บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าร้าง

เฉินสือยืนอยู่ริมหน้าต่าง อาศัยแสงจันทร์มองดูเหตุการณ์อย่างชัดเจน ก็เห็นว่าที่ด้านหลังขบวนรถม้านั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ในมือถือลูกแอปเปิ้ลสีแดงก่ำ กำลังเดินกินแอปเปิ้ลไปพลาง เดินตามขบวนรถม้ามาติดๆ

“แม่บุญธรรมแห่งหมู่บ้านฟางเตี้ยน เด็กหญิงในศาลเจ้าคนนั้น!”

เฉินสือเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็เห็นมือปราบคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าเด็กหญิงที่กำลังกินแอปเปิ้ล จู่ๆ ก็ตัวแข็งทื่อ ร่างกายกระตุกเกร็งคล้ายคนเป็นตะคริว หลังแอ่นโค้งและสั่นเทา

จากนั้นก็ได้ยินเสียง ‘ฉึก ฉึก’ กิ่งไม้แหลมคมหลายกิ่งแทงทะลุหน้าอกของเขาออกมา พร้อมกับหยดเลือดสีแดงสด

“มีศัตรูบุก—”

ลู่เทียนหนานไหวตัวทันเป็นคนแรก แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ด้านหลังศีรษะหมุนวน ก่อตัวเป็นศาลเจ้า มีครรภ์เทพประทับอยู่ภายใน โคจรพลังปราณเตรียมพร้อมสู้ แต่ในวินาทีต่อมาเขาก็เห็นกิ่งไม้จำนวนนับไม่ถ้วนแกว่งไกวไปมาอยู่กลางอากาศ ภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับงูพิษสีดำที่กำลังเลื้อยทะยานฝ่าอากาศเข้ามา!

กิ่งไม้กิ่งหนึ่งพุ่งตรงมาที่กลางหว่างคิ้วของเขาแล้ว!

ลู่เทียนหนานรีบถอยหลังกรูด จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง ตามมาด้วยเสียงกระดูกแตกหัก เขาต้มหน้าลงมอง ก็เห็นกิ่งไม้โชกเลือดหลายกิ่งแทงทะลุหน้าอกของเขาออกมา!

“เร็วเกินไปแล้ว!”

หัวใจของลู่เทียนหนานถูกกิ่งไม้แทงทะลุ เลือดสดๆ ไหลทะลักเข้าสู่ปอดและหลอดลม ก่อนจะพุ่งทะลักออกมาทางปาก

เขาบิดคออย่างยากลำบาก ก็เห็นมือปราบที่ตามเขามา บางคนเพิ่งจะเรียกศาลเจ้าออกมา ยังไม่ทันได้ดึงพลังศักดิ์สิทธิ์จากครรภ์เทพมาใช้ ก็ถูกกิ่งไม้แทงทะลุร่างเสียแล้ว บางคนเพิ่งจะวิ่งหนีไปได้ไม่กี่จ้าง ก็ถูกรากไม้สิบกว่าเส้นที่แทงขึ้นมาจากพื้นดินเสียบทะลุร่าง!

แม้แต่ม้าฝีเท้าดีเหล่านั้น ก็ยังถูกกิ่งไม้และรากไม้ที่โผล่พรวดขึ้นมาแทงทะลุร่าง ตายตกไปตามๆ กันในชั่วพริบตา

มีเสียงดังครอกแครกดังมาจากลำคอของลู่เทียนหนาน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก

ภายใต้แสงจันทร์ ศพของมือปราบขั้นครรภ์เทพหลายสิบคนและม้าฝีเท้าดีอีกแปดตัว ลอยเคว้งคว้างอยู่หน้าศาลเจ้าร้างบนภูเขา หากไม่มีแสงจันทร์ ก็แทบจะมองไม่เห็นกิ่งไม้และรากไม้สีดำเหล่านั้นเลย

เด็กหญิงเหยียบย่างมาตามแสงจันทร์ ลัดเลาะมาตามกิ่งไม้เหล่านั้นอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงใดๆ

เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลู่เทียนหนาน กัดแอปเปิ้ลไปคำหนึ่ง พลางพินิจพิจารณาใบหน้าของเขาอย่างละเอียด

“แม่บุญธรรมจะไม่ละทิ้งคำอธิษฐานของลูกๆ โดยเฉพาะลูกที่ยอมใช้ตัวเองเป็นเครื่องสังเวย”

เด็กหญิงพยักหน้าเบาๆ “เป็นพวกเจ้าจริงๆ ข้าไม่ได้ฆ่าผิดคน”

กิ่งไม้จำนวนนับไม่ถ้วนหดตัวกลับไป ศพของพวกมือปราบและม้าหล่นลงมาจากกลางอากาศ กระแทกพื้นดังตุ้บตั้บ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note