ตอนที่ 68 ปืนใหญ่ยิงแม่งเลย
แปลโดย เนสยังเฉินสือสะพายตะกร้าหนังสือ บนบ่าแบกปืนใหญ่หงอี๋ที่ยาวเท่าตัวคน ส่วนหลี่เทียนชิงก็รีบเดินตามเขามา ด้านหลังสะพายตะกร้าใบใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยลูกปืนใหญ่เหล็กดำขนาดเท่าหัวคน
ด้านหน้า ในตะกร้าหนังสือของเฉินสือก็มีลูกปืนใหญ่เหล็กดำอยู่สามสี่ลูกเช่นกัน
ของเล่นพวกนี้แต่ละลูกหนักถึงยี่สิบกว่าชั่ง ข้างในอัดแน่นไปด้วยดินปืนดำ ภายนอกวาดลวดลายยันต์มหาห้าอัสนี อานุภาพรุนแรง ดุดัน และทรงพลังถึงขีดสุด!
ไม่ว่าจะเป็นดินปืนดำหรือยันต์มหาห้าอัสนี ล้วนไม่เสถียรเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะระเบิดได้
หากมีลูกไหนระเบิดขึ้นมา ลูกอื่นๆ ก็จะต้องระเบิดตามอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนระดับครรภ์เทพตัวเล็กๆ สองคนอย่างพวกเขาเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมวิญญาณขั้นที่สาม หรือผู้ฝึกตนระดับแปรผันวิญญาณ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็คงถูกระเบิดจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง และผู้ฝึกตนระดับเทพจุติขั้นที่สี่ ก็คงต้องร้องโอดครวญอย่างแน่นอน!
แต่เฉินสือกับหลี่เทียนชิงกลับเดินตัวปลิว ราวกับไม่ได้แบกอะไรหนักๆ อยู่เลย เดินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน
ที่พวกเขาทำตัวสบายๆ ได้ขนาดนี้ ก็เพราะเฉินสือเอายันต์สงบจิตไปแปะไว้บนลูกปืนใหญ่พวกนั้น ทำให้ยันต์มหาห้าอัสนีและดินปืนดำไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป แต่หลี่เทียนชิงรู้สึกว่ายันต์สงบจิตไม่น่าจะช่วยให้จิตวิญญาณของปืนใหญ่สงบลงได้หรอก แต่แปลกดี อารมณ์ของเขากลับสงบลงได้อย่างประหลาด
จากภูเขาอันไกลโพ้นมีแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวดังมาเป็นระยะๆ ทั้งสองปีนขึ้นไปบนยอดเขาลูกหนึ่ง ชะเง้อมองไป ก็เห็นแสงสว่างจ้าเรืองรอง นั่นน่าจะเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากการปะทะกันของวิชาคาถา สาดส่องออกมาจากหุบเขา สะท้อนกับใบไม้กระเบื้องเคลือบที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา ดูงดงามตระการตายิ่งนัก
“จบงานนี้แล้ว ข้าก็จะกลับบ้านเกิดล่ะนะ”
หลี่เทียนชิงวางตะกร้าลงบนยอดเขา เอ่ยว่า “เจ้าสิบ ก่อนไปข้าจะให้หนังสือนายสองสามเล่ม เป็นหนังสือเก่าที่ข้าเอาติดตัวมาด้วย มี ‘ซือ’ (คัมภีร์กวี), ‘ซู’ (คัมภีร์ประวัติศาสตร์), ‘โจวหลี่’ (ขนบธรรมเนียมราชวงศ์โจว), ‘จงยง’ (ทางสายกลาง), ‘ต้าเสวีย’ (มหาปราชญ์) ส่วนใหญ่เป็นหนังสือของท่านอาจารย์”
เฉินสือวางปืนใหญ่หงอี๋ลง ปลดตะกร้าหนังสือลงจากหลัง หยิบลูกปืนใหญ่เหล็กดำออกมา ถามด้วยความสงสัยว่า “ตอนสอบระดับอำเภอ เขาสอบเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?”
“สอบสิ”
หลี่เทียนชิงเลียปลายนิ้ว ชูขึ้นรับลม เพื่อกะทิศทางและความเร็วลมคร่าวๆ เอ่ยว่า “ข้าสอบติดซิ่วไฉเมื่อปีที่แล้ว ข้อสอบข้อเขียนก็มีออกเรื่องพวกนี้ ถ้านายสอบติดซิ่วไฉช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ พอถึงเดือนแปดช่วงปลายปี พวกเราก็อาจจะได้ไปสอบจวี่เหรินด้วยกัน การสอบจวี่เหรินจัดขึ้นทุกๆ สามปี ถ้าพลาดรอบฤดูใบไม้ร่วงนี้ ก็ต้องรอไปอีกสามปีเลยนะ”
เฉินสือเอาดินปืนห่อด้วยเสื้อผ้าขาดๆ ยัดเข้าไปในกระบอกปืนยาวๆ แล้วก็หาไม้มาแทงๆ กระทุ้งๆ ให้แน่น เอ่ยว่า “แต่สอบจวี่เหรินเป็นการสอบระดับมณฑล นายต้องไปสอบที่ฉวนโจว ส่วนข้าต้องสอบที่ซินเซียง น่าเสียดายที่ไม่ได้สอบด้วยกัน”
หลี่เทียนชิงต่อสายชนวนให้ปืนใหญ่หงอี๋ เอ่ยว่า “น่าเสียดายจริงๆ แต่ถ้าสอบติดจวี่เหริน แล้วก้าวไปอีกขั้น ก็สามารถไปสอบราชสำนักได้ ถึงตอนนั้น ทุกคนต้องไปสอบที่ซีจิง”
เฉินสือตื่นเต้นขึ้นมา “ถึงตอนนั้นพวกเรามาแข่งกันดู ว่าใครจะได้เป็นจอหงวน!”
เขามั่นใจเต็มเปี่ยม มีอาจารย์จู (ผีบัณฑิต) คอยชี้แนะ เขาต้องทำผลงานได้อย่างโดดเด่นแน่นอน!
เขาเอาลูกปืนใหญ่ใส่เข้าไปในกระบอกปืน หยิบยันต์นักรบผ้าเหลืองออกมาสองแผ่น พอยันต์ถูกเผาไหม้ เทพนักรบเกราะทองสององค์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
หลี่เทียนชิงเอ่ยชม “เลือดหมาชั้นดีจริงๆ! เลือดของหม้อดำวาดออกมาแล้ว อานุภาพมากกว่าเลือดหมาดำทั่วไปหลายเท่าเลย ชัดเจนมาก!”
เฉินสือจัดท่าทางให้เทพนักรบเกราะทองทั้งสององค์ เอาปืนใหญ่หงอี๋พาดไว้บนบ่าของเทพนักรบ แล้วก็ให้พวกเขากุมตัวปืนไว้ เพื่อให้ปืนใหญ่มั่นคง
หลี่เทียนชิงหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา ขีดๆ เขียนๆ เฉินสือชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็เห็นว่าบนกระดาษมีรูปแปลกๆ วาดไว้เพียบ แถมยังมีตัวเลขเขียนไว้ด้วย
“ข้าเคยไปเรียนวิชาคำนวณกับชาวหงอี๋มาช่วงนึงน่ะ”
หลี่เทียนชิงคำนวณไปพลาง อธิบายไปพลาง “ชาวหงอี๋ หรือที่เรียกกันว่าฝรั่งผมแดงตาเขียว บรรพบุรุษของพวกเขาคือชาวยุโรป ตามกองเรือของขันทีซานเป่ามาที่ทวีปซีหนิวซินโจว ปืนใหญ่หงอี๋นี่แหละที่พวกเขาสร้างขึ้น ชาวหงอี๋คนที่สอนข้าชื่อ หลี่เกิน เป็นซินแสคำนวณที่ตระกูลหลี่จ้างมา เขาเคยบอกข้าว่า การจะยิงปืนใหญ่ ต้องคำนวณปริมาณดินปืน น้ำหนักลูกปืน ทิศทางลม ระยะห่างของเป้าหมาย แล้วก็ต้องปรับมุมของปากกระบอกปืนด้วย”
“ยุ่งยากขนาดนี้เลยเหรอ?”
เฉินสือนึกว่าการยิงปืนใหญ่แค่ใส่ดินปืนกับลูกปืนใหญ่ แล้วก็จุดไฟก็จบแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะต้องมานั่งคำนวณด้วย
โชคดีที่หลี่เทียนชิงเข้าใจเรื่องพวกนี้ ใช้เวลาไม่นานก็คำนวณเสร็จ
หลี่เทียนชิงเอาไม้บรรทัดมาวัดทีละนิด เทียบกับข้อมูลบนกระดาษ เอ่ยว่า “ถ้านายสอบติดจวี่เหริน แต่สอบราชสำนักไม่ติด ก็ลองไปสอบค่ายเสินจีดูสิ ค่ายเสินจีต้องสอบวิชาคำนวณด้วยนะ พวกเขายิงปืนใหญ่ ต้องยิงให้เข้าเป้าทุกนัด ถ้ายิงนัดนี้เข้าเป้า พอข้าสอบติดจวี่เหริน ข้าก็จะไปสอบเข้าค่ายเสินจีเหมือนกัน! ค่ายเสินจีเงินดี แถมครั้งนี้ก็ตายไปตั้งเยอะ น่าจะเข้าได้ง่ายขึ้นเยอะเลย!”
เฉินสือปรับทิศทางของปากกระบอกปืนและท่าทางของเทพนักรบทั้งสองตามคำแนะนำของหลี่เทียนชิง ส่ายหน้าเอ่ยว่า “เสี่ยวจินไม่มีทางชอบนายหรอก เสี่ยวจินน่ะชอบผู้ชายแมนๆ แบบข้าต่างหาก”
หลี่เทียนชิงทำเสียงฮึดฮัด กระซิบเสียงเบาว่า “ข้าว่าสายตาที่เสี่ยวจินมองข้ามันแปลกๆ อยู่นะ”
เฉินสือหยิบที่จุดไฟออกมา หัวเราะ “นายคิดไปเอง ข้าว่าตอนที่เสี่ยวจินมองข้า สายตาของนางมีประกายวิบวับเลยนะ…”
ในตอนนั้นเอง ท้องฟ้าก็มืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน มีเสาแสงสีดำพุ่งทะยานขึ้นมาจากกลางภูเขา พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน กลายเป็นม่านสีดำปกคลุมผืนฟ้าเอาไว้
รอบด้านมืดสนิท มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง มีเพียงแสงสว่างจากเทพนักรบเกราะทองสององค์เท่านั้นที่พอจะทำให้มองเห็นได้ลางๆ
ทั้งสองคนรู้สึกตกใจกลัว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าในร่างกายมีพลังความบ้าคลั่งพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตา จิตมารก็ลุกโชนเต้นเร่า
พวกเขายังไม่เคยผ่านการฝึกฝนด้านจิตใจ ย่อมไม่รู้ว่าสภาวะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง
หากถูกจิตมารเข้าครอบงำจิตใจ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นมาร สูญเสียสติสัมปชัญญะ กลายเป็นเพียงผู้ที่ทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น!
ผลกระทบของมารอาณาเขตแห่งพระโพธิสัตว์ปีศาจ คือการทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดค่อยๆ กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
ส่วนมารอาณาเขตของเฉินอิ๋นตวง กลับเป็นการทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดกลายเป็นมาร จากนั้นก็ดูดกลืนสิ่งเหล่านั้นเข้าไป!
“เทียนชิง มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล…”
เฉินสือเพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ท้องฟ้าก็กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง แสงแดดค่อยๆ สาดส่องลงมา ไม่เพียงแต่ม่านสีดำจะหายไป แม้แต่ม่านท้องฟ้าที่เกิดจากมารอาณาเขตของพระโพธิสัตว์ปีศาจก็หายไปด้วยเช่นกัน!
พลังมารที่ควบคุมพวกเขาทั้งสองเมื่อครู่นี้ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
หลี่เทียนชิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แหงนหน้ามองฟ้า “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? มารอาณาเขต เหมือนจะสลายไปเลย หรือว่า… ปู่กับคนอื่นๆ จะทำสำเร็จแล้ว?!”
เขาอดไม่ได้ที่จะดีใจอย่างสุดขีด หัวเราะลั่น “เจ้าสิบ แผนการของพวกเราสำเร็จแล้ว! พวกเขาทำสำเร็จแล้ว! พวกเขากำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้แล้ว!”
เฉินสือมองไปรอบๆ ก็เห็นสายลมพัดโชยมา พัดใบไม้กระเบื้องเคลือบที่ปกคลุมไปทั่วภูเขาให้สั่นไหว เกิดเสียงกระเบื้องกระทบกันดังกริ๊งๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงสวบสาบดังมาด้วย
นั่นคือเสียงของใบไม้บางส่วนที่เริ่มเปลี่ยนจากกระเบื้องเคลือบกลับมาเป็นปกติ!
พร้อมกับการสลายไปของมารอาณาเขตแห่งพระโพธิสัตว์ปีศาจ ต้นไม้เหล่านี้ ก็เริ่มกลับมาฟื้นคืนสภาพเดิมทีละนิด!
เฉินสือทั้งตกใจทั้งดีใจ ย่อตัวลงตรวจสอบวัชพืชบนพื้น สิ่งมีชีวิตที่ทรหดอดทนเหล่านี้ก็กำลังค่อยๆ ฟื้นคืนชีพเช่นกัน!
ในตอนนั้นเอง หลี่เทียนชิงก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้าสิบ! คนในค่ายของตระกูลจ้าวเตรียมตัวจะไปแล้ว!”
เฉินสือรีบลุกขึ้น มองไปที่ค่ายของตระกูลจ้าว ก็เห็นองครักษ์เสื้อแพรของตระกูลจ้าวห้อมล้อมลูกหลานตระกูลจ้าวและตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสองสามตัว กำลังเร่งรีบเดินทางออกจากหุบเขา พวกเขากระตุ้นยันต์ม้าเกราะ ความเร็วรวดเร็วมาก
สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเหล่านั้นก็กำลังค่อยๆ กลับมาเป็นคนปกติทีละนิด!
ตอนที่เฉินสือตั้งใจจะจุดไฟ ก็เห็นว่าคนพวกนั้นเดินเลี้ยวผ่านตีนเขาไป หายลับไปจากสายตาแล้ว
เขาเฉียนหยางมีภูเขาสลับซับซ้อน ภูมิประเทศเปลี่ยนไปมาตลอด ปืนใหญ่หงอี๋ต้องอาศัยการวัดและคำนวณ จึงไม่สะดวกที่จะยิงในสถานการณ์เช่นนี้
“ปล่อยพวกมันไปไม่ได้!”
เฉินสือจิตสังหารพลุ่งพล่าน รีบสะพายตะกร้าหนังสือ เอ่ยว่า “ไม่ใช้ปืนใหญ่แล้ว ใช้ลูกปืนใหญ่เหล็กดำนี่แหละ ปาอัดพวกมันให้กระจุย! คนตระกูลจ้าวพวกนี้ปล่อยพระโพธิสัตว์ปีศาจออกมา ทำให้คนตายไปตั้งเยอะแยะ ต้องให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิต!”
เขารีบวิ่งลงจากเขา ไล่ตามลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรไปทันที
หลี่เทียนชิงลังเลเล็กน้อย กระตุ้นยันต์ม้าเกราะที่ขาทั้งสองข้าง แบกตะกร้าลูกปืนใหญ่เหล็กดำวิ่งตามเขาไป พลางเอ่ยว่า “เจ้าสิบ สิ่งมีชีวิตที่ถูกพระโพธิสัตว์ปีศาจทำให้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบเริ่มฟื้นคืนชีพแล้ว ถ้าไม่มีผลกระทบจากพระโพธิสัตว์ปีศาจ ยอดฝีมือตระกูลจ้าวที่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบพวกนั้น ก็คงจะฟื้นคืนชีพกลับมาเหมือนกัน ถ้าพวกเขาฟื้นคืนชีพกลับมา เกรงว่าพวกเราจะไม่ใช่คู่มือของพวกเขา…”
อย่าว่าแต่ไม่ใช่คู่มือเลย?
อย่าว่าแต่จ้าวเยี่ยนหลงและจ้าวเยี่ยนชูที่อยู่ระดับแปรผันวิญญาณเลย แค่จ้าวเยี่ยนเลี่ยงที่อยู่ระดับแก่นทองคำ พอแก่นทองคำปรากฏขึ้นมา แสงสว่างสาดส่อง พวกเขาสองคนก็คงแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว
เฉินสือลังเล เอ่ยว่า “ถ้าพวกเขาฟื้นคืนชีพกลับมา พวกเราก็จะไม่ตาม”
ความเร็วของทั้งสองคนเร็วกว่าพวกลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรมากนัก วิ่งไปตามทางบนเขาได้แค่สี่ห้าลี้ ก็ตามคนพวกนั้นทัน
ลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรถูกสิ่งชั่วร้ายรังควานมาหลายวัน แถมยังหิวจนแทบจะกินคน แต่ความระมัดระวังกลับไม่ลดลงเลย ไม่นานก็พบว่ามีคนสองคนตามมา
“เป็นไอ้ฆาตกรที่ฆ่าคุณชายใหญ่นี่นา!” มีคนจำเฉินสือได้ จึงตะโกนลั่น
ทันใดนั้นก็มีคนหลายสิบคนชะลอความเร็วลง จ้าวเยี่ยนหลงที่ตอนนี้กำลังค่อยๆ กลับมาเป็นคนปกติ ได้ยินดังนั้นก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ น้ำตาคลอเบ้า แหงนหน้าหัวเราะลั่น “ซืออวี้ ลูกมีดวงวิญญาณคุ้มครอง ส่งไอ้ฆาตกรมาให้พ่อถึงที่เลยเหรอ? ดี! ดี! สมกับที่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพ่อ!”
ในระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองฝ่ายก็อยู่ห่างกันแค่ยี่สิบกว่าจั้ง เข้ามาอยู่ในระยะการโจมตีของเพลงกระบี่พิฆาตมารจื่ออู่แล้ว เฉินสือกำลูกปืนใหญ่เหล็กดำไว้ในมือ โคจรเลือดลม ออกแรงขว้างออกไปสุดแรง!
“ฟิ้ว——”
พละกำลังของเขามหาศาลมาก ลูกปืนใหญ่เหล็กดำพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็มาถึงเหนือหัวของทุกคน พุ่งเป้าไปที่หัวของคนคนหนึ่ง!
องครักษ์เสื้อแพรทุกคนต่างเตรียมวิชาคาขาไว้พร้อมแล้ว ทันใดนั้นก็มีคนใช้เพลงกระบี่พิฆาตมารจื่ออู่ พุ่งเข้าใส่ลูกปืนใหญ่เหล็กดำนั้น
“บึ้ม!”
ทันใดนั้น ราวกับอัสนีบาตจุดประกายเพลิงใต้พิภพ ไฟบรรลัยกัลป์ก็ระเบิดขึ้น ลูกไฟทรงกลมรัศมีกว่าสองจั้งปรากฏขึ้นเหนือหัวทุกคน!
องครักษ์เสื้อแพรและลูกหลานตระกูลจ้าวสี่ห้าคนที่อยู่ข้างล่าง แหลกละเอียดไปในกองไฟทันที เปลวไฟพวยพุ่ง กลืนกินพื้นที่ขนาดหนึ่งหมู่ ในพื้นที่หนึ่งหมู่นี้ ลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรกว่าสิบคนลอยละลิ่วขึ้นไปบนฟ้า แขนขาขาดกระจุยกระจาย แทบจะหาศพที่สมบูรณ์ไม่ได้เลยสักคน!
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือไฟบรรลัยกัลป์ เปลวไฟอุณหภูมิสูงปรี๊ด ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ก็เผาแขนขาที่ลอยอยู่กลางอากาศจนดำเป็นตอตะโก!
คนอื่นๆ แก้วหูอื้ออึง ฟังเสียงอะไรไม่รู้เรื่องเลย รู้สึกแค่เหมือนมีอัสนีบาตฟาดลงมากลางหัวสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงขั้นรู้สึกว่าทั้งฟ้าและดินกำลังสั่นสะเทือน
เสียงระเบิดดังสนั่นจนทำให้วิญญาณของพวกเขาสั่นคลอน จึงรู้สึกเหมือนฟ้าดินสั่นสะเทือน
พวกเขาพยายามส่ายหัวอย่างแรง หวังจะสลัดเสียงประหลาดในหูออกไป แต่หูก็ยังคงมีเสียงอื้ออึงอยู่ดี
จ้าวเยี่ยนหลงก็ถูกแรงระเบิดซัดจนกระเด็นไปเช่นกัน เขายังไม่ทันได้กลับมาเป็นคนปกติอย่างสมบูรณ์ ตอนที่ร่อนลงพื้นก็ได้ยินเสียงกระดูกขาของตัวเองดังกร๊อบ ใจหล่นวูบ รีบตะโกนบอกลูกหลานตระกูลจ้าวที่อยู่ใกล้ที่สุดว่า “รีบอุ้มข้าขึ้นมา!”
“อะไรนะ?” ลูกหลานตระกูลจ้าวคนนั้นแก้วหูอื้ออึง ตะโกนถามกลับเสียงดังลั่น
“อุ้มข้าขึ้นมา!”
ครั้งนี้ลูกหลานตระกูลจ้าวคนนั้นได้ยินแล้ว รีบอุ้มเขาขึ้นมา แล้วก็วิ่งหนีเตลิดไป
ลูกหลานตระกูลจ้าวคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็วิ่งหนีตามไป กลัวว่าถ้าวิ่งช้า จะต้องโดนลูกปืนใหญ่เหล็กดำนั่นระเบิดตายแน่ๆ!
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงวิ่งไล่ตามมาติดๆ เฉินสือคว้าลูกปืนใหญ่เหล็กดำขึ้นมาอีกลูก ออกแรงขว้างออกไป!
ลูกปืนใหญ่พุ่งทะยานไปอยู่ด้านหลังทุกคน กำลังจะตกลงมา ทันใดนั้นแก่นทองคำทรงกลมเม็ดหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้า ดันลูกปืนใหญ่เหล็กดำให้หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
เฉินสือคำรามลั่น วิ่งไปข้างหน้าพลางออกแรงขว้างลูกปืนใหญ่อีกลูกออกไป ชนเข้ากับลูกปืนใหญ่เหล็กดำที่ลอยอยู่กลางอากาศเสียงดังโครม
“บึ้ม!”
ลูกปืนใหญ่เหล็กดำสองลูกระเบิดขึ้นพร้อมกัน แก่นทองคำที่ลอยอยู่กลางอากาศก็แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงไปในการระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวนั้น!
ในกลุ่มคนที่กำลังวิ่งหนีอยู่ข้างล่าง จ้าวเยี่ยนเลี่ยงกระอักเลือดคำโต ล้มพับลงไปกองกับพื้น
แก่นทองคำที่ลอยอยู่กลางอากาศ ก็คือแก่นทองคำของเขานั่นเอง
เขาคือยอดฝีมือระดับแก่นทองคำขั้นปลาย ฝีมือเหนือกว่าจ้าวซืออวี้มากนัก แต่พอเอาแก่นทองคำไปรับลูกปืนใหญ่เหล็กดำ ก็เลยโดนโจมตีอย่างหนัก ลูกปืนใหญ่สองลูกทำเอาแก่นทองคำของเขาแตกสลาย หายวับไปกับตา!
จ้าวเยี่ยนเลี่ยงพลังอ่อนโทรมลง พยายามจะเรียกคนมาพยุง แต่ลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรรอบข้างต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่มีใครสนใจเขาเลย
จ้าวเยี่ยนเลี่ยงพยายามรวบรวมกำลัง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากข้างหน้า เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มแบกตะกร้าหนังสือวิ่งพุ่งเข้ามา
“ไอ้ฆาตกรคนนี้นี่เอง…”
เขายกมือขึ้น พยายามรวบรวมพลังเวทเพื่อใช้คาถา แม้จะไม่มีแก่นทองคำแล้ว แต่พื้นฐานของเขาก็ยังอยู่ ยังสามารถสู้ได้
แต่ฝ่ามือของเขาเพิ่งจะยกขึ้น เฉินสือก็พุ่งเข้ามาถึงตัวเขาแล้ว คว้ามือของเขาไว้ได้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ออกแรงกดลงไป เสียงกระดูกข้อมือหักดังกร๊อบ
จ้าวเยี่ยนเลี่ยงเจ็บจนตัวสั่น ร้องโอดโอย เฉินสือพุ่งผ่านร่างเขาไป ตวัดฝ่ามือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเขา
พอหลี่เทียนชิงวิ่งตามมาถึง ก็เห็นว่ายอดฝีมือระดับแก่นทองคำคนนี้ สมองไหลกระจาย นอนตายอยู่บนพื้นแล้ว

0 Comments