ตอนที่ 42 ความฝันกระจ่างทาบทับทางช้างเผือก
แปลโดย เนสยังเซียวหวังซุนไม่อยู่ ม้าทั้งสี่ตัวกับคนขับรถม้าคันนี้ก็ยังไม่กลายเป็นหิน ยังคงเชื่อฟังคำสั่ง
“ไปภูเขาอัสนีบาต!” เฉินสือขึ้นรถม้า เอ่ยอย่างตื่นเต้น
ภูเขาอัสนีบาตในปากของเขาก็คือภูเขาที่ถูกปืนใหญ่หงอี๋ยิงถล่มจนราบเป็นหน้ากลองลูกนั้น คนขับรถม้าส่งเสียงร้องตวาด ม้าก็ออกเดินทางทันที พุ่งทะยานไปราวกับพายุ
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงตีนเขาอัสนีบาต เฉินสือค้นหารอบๆ ก็พบปืนใหญ่หงอี๋ที่ยังสมบูรณ์ดีกระบอกหนึ่งอยู่ในซอกเขา ทหารค่ายเสินจีที่จุดชนวนปืนใหญ่ตายไปแล้ว ศพนอนระเกะระกะเกลื่อนพื้น
ตอนนี้พระจันทร์ยังไม่ขึ้น ศพก็ยังคงอยู่
เฉินสือรีบกระโดดลงจากรถม้า ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็แบกปืนใหญ่น้ำหนักสองสามพันชั่งขึ้นมา แล้วเอาไปใส่ไว้ในรถ
คนขับรถม้ามองเขาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
เฉินสือไม่ได้ขนรถลากปืนใหญ่มาด้วย เพราะรถลากปืนใหญ่พังไปแล้ว ขนมาแค่ลูกปืนใหญ่เหล็กดำขนาดเท่าหัวคนหลายตะกร้าขึ้นรถ แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ไปกันเถอะ! กลับหมู่บ้านหวงพัวไปขึ้นครองราชย์กัน!”
คนขับรถม้าขับรถม้ามาถึงหมู่บ้านหวงพัว เฉินสือคึกคักเป็นอย่างมาก กระโดดลงจากรถ แบกปืนใหญ่หงอี๋เดินไปเดินมาในหมู่บ้านอย่างเบิกบานใจ
ของใหญ่โตน้ำหนักสองสามพันชั่งถูกเขาแบกไว้บนบ่า ถึงกับสามารถเดินวนรอบหมู่บ้านได้สามสี่รอบโดยยังไม่รู้สึกเหนื่อย
ชาวบ้านไม่มีใครกล้าโผล่หน้าออกมาเลย ทุกบ้านปิดประตูลงกลอนแน่นหนา อย่าว่าแต่เด็กๆ จะมาคุกเข่าต้อนรับท่านอ๋องเฉิน เพื่อสนับสนุนให้ท่านอ๋องเฉินขึ้นครองราชย์เลย แม้แต่เงาผีสักตัวก็ยังมองไม่เห็น
ไม่นานเฉินสือก็หมดสนุก รู้สึกเซ็งๆ เอาปืนใหญ่หงอี๋ไปวางไว้ที่บ้านตระกูลเฉิน ตั้งพิงกำแพงไว้ ส่วนลูกปืนใหญ่เหล็กดำพวกนั้นก็เอาไปกองไว้ในเล้าหมา
เฮยโกวหมอบอยู่บนพื้น มองดูเจ้านายตัวน้อยง่วนอยู่กับการทำนู่นทำนี่ ผ่านไปครู่หนึ่ง เจ้าหมาก็ปีนขึ้นไปนอนบนกองลูกปืนใหญ่เหล็กดำ ลูกปืนใหญ่พวกนี้เย็นเฉียบ นอนสบายมาก
พอเฉินสือจัดการเสร็จ จู่ๆ ก็นึกสนุกขึ้นมา แบกปืนใหญ่หงอี๋ขึ้นมาอีกครั้ง กะจะยิงสักสองนัดเพื่อฉลองการขึ้นครองราชย์ของท่านอ๋องเฉินหมาดๆ แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายังไงซะนี่ก็เป็นของค่ายเสินจี ขืนเรียกคนของค่ายเสินจีมา ท่านอ๋องเฉินก็คงต้องโดนจับกุมตามกฎหมายแน่ๆ จึงต้องล้มเลิกความคิดไป
เฉินสือปรายตามองเฮยโกวที่หมอบอยู่บนกองลูกปืนใหญ่แวบหนึ่ง ก่อนจะแอบย่องเข้าไปในห้องตัวเอง เอาลวดเหล็กเส้นหนึ่งออกมา มุดลงไปใต้เตียง แหย่เข้าไปในรูหนู แล้วเกี่ยวเอาถุงผ้าใบเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา
เขาเปิดถุงผ้าออก ข้างในมีเศษเงินอยู่หลายตำลึง
เขาถอนหายใจยาวๆ เศษเงินพวกนี้เป็นเงินเก็บส่วนตัวของเขา อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบาก ไม่โดนปู่ค้นเจอ และไม่ถูกเฮยโกวคุ้ยออกมา
“ตอนนี้ฉันแข็งแกร่งพอแล้ว ขอแค่ปราณแท้ในร่างกายไม่สลายไป ศาลเจ้าเทพก็สามารถคงอยู่ได้นาน เก็บเงินอีกหน่อย ก็ไปสมัครเรียนที่สำนักศึกษาในตำบลได้แล้ว แล้วก็สอบระดับอำเภอปีนี้ให้ติดซิ่วไฉ”
เฉินสือนับเศษเงินที่มีอยู่น้อยนิด ลอบคิดในใจ “ถ้าสอบติดซิ่วไฉ ก็จะมีพิธีประทานพรจากเทพเจ้า เทพเจ้าที่แท้จริงจะลงมาจุติ และประทานครรภ์เทพให้ ฉันก็เนียนๆ ไป ไม่แน่เทพเจ้าที่แท้จริงอาจจะประทานครรภ์เทพใหม่ให้ฉันก็ได้ แบบนั้นฉันก็จะไม่ใช่คนพิการอีกต่อไปแล้ว วันหน้าถ้าสอบติดจวี่เหริน จะได้พาปู่ไปใช้ชีวิตเสวยสุขรังแกชาวบ้านซะที”
เขาเพิ่งจะคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็เห็นเงาหัวหมาโผล่ขึ้นมาในเงาแดดที่สาดส่องลงมาบนพื้น อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งโหยง รีบเงยหน้าขึ้นมอง
ก็เห็นเฮยโกวเอาขาหน้าทั้งสองข้างพาดไว้บนขอบหน้าต่าง ชะโงกหัวเข้ามาในหน้าต่าง จ้องมองเขาเขม็ง
“เงินฉันโดนเจอแล้ว!”
เฉินสือเกิดความโมโหขึ้นมาทันที พุ่งตัวเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับหมาดำ ร้องตะโกนว่า “หม้อดำ แกมารู้ความลับของฉัน วันนี้ฉันต้องฆ่าหมาปิดปากซะแล้ว!”
เฮยโกวก็สู้ยิบตา เห่าโฮ่งๆ ไม่ยอมลดละเช่นกัน
หนึ่งคนหนึ่งหมาสู้กันอยู่พักใหญ่ ต่างก็ยอมถอยคนละก้าว เฮยโกวจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร เฉินสือก็จะไม่ฆ่าหมาปิดปาก แต่ต้องไปซื้อเนื้อสัตว์วิเศษที่ตำบลมาให้มันกินสักชั่งสองชั่ง ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการชดเชย เฮยโกวต้องยอมเสียสละเลือดหมาดำนิดหน่อยให้เฉินสือเอาไปวาดยันต์
หนึ่งคนหนึ่งหมาต่างก็พอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
เฉินสือพาหมาขึ้นรถม้าออกเดินทางอีกครั้ง ต้องยอมรับเลยว่ารถม้าของเซียวหวังซุนแล่นฉิวจริงๆ ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงตำบลเฉียววานที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าลี้
ที่เรียกว่าเฉียววาน ก็คือช่วงที่แม่น้ำเต๋อเจียงโค้งเป็นตัวยู ที่นี่มีการสร้างสะพานห้าโค้งพาดผ่านแม่น้ำ ตำบลเฉียววานก็ตั้งอยู่ที่นี่ จึงได้ชื่อนี้มา
เฉินสือซื้อเนื้อสัตว์วิเศษให้เฮยโกวสองชั่ง แล้วก็ซื้อว่าว ตัวต่อเจ็ดชิ้น ปริศนาไม้หลู่ปาน โยโย่จีน แล้วก็ลูกข่าง ของเล่นพวกนี้เฉินสือเองก็ไม่เคยมี อยากเล่นมาก แต่ก็ฝืนใจเอาไว้
เขาเอาของเล่นใส่ไว้ในตะกร้าหนังสือ นั่งรถม้าของเซียวหวังซุน ไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านหวงหยาง
พอชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางเห็นเขา ก็เกิดความหวาดกลัวอยู่บ้าง
คนบ้านนอกแยกแยะบุญคุณความแค้นออก เฉินสือมีบุญคุณต่อหมู่บ้านหวงหยาง เขาช่วยชีวิตเด็กๆ เอาไว้ก่อน แล้วก็ออกเงินทำศพให้ผู้เสียชีวิต แก้แค้นให้เด็กสามคน แถมยังสั่งสอนแม่บุญธรรม ทำให้แม่บุญธรรมไม่กล้ารังแกพวกเขาอีก ซานวั่งตาย เฉินสือก็แก้แค้นให้ซานวั่ง ฆ่าศัตรูตาย บุญคุณครั้งนี้ ชาวบ้านทุกคนล้วนจดจำไว้ในใจ
แต่ชาวบ้านก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ ลูกหลานตระกูลจ้าวหกคนตายอยู่ที่หมู่บ้านหวงหยาง หากตระกูลจ้าวมาแก้แค้น มนุษย์ปุถุชนอย่างพวกเขาจะเอาอะไรไปต่อกรล่ะ?
เฉินสือเรียกผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านหวงหยางมา เอ่ยว่า “ครั้งนี้ตระกูลจ้าวแห่งมณฑลมีลูกหลานตายไปตั้งหกคน คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ หากคนตระกูลจ้าวมาสืบเรื่องที่หมู่บ้าน ก็บอกชื่อผมไปได้เลย พวกเขามาหาเรื่องผม แล้วถูกผมตีตาย ก็จะไม่ไปหาเรื่องพวกคุณเอง”
ผู้อาวุโสอายุมากแล้ว เป็นชายชราวัยเจ็ดสิบกว่า หูตึงนิดหน่อย ฟังไม่ค่อยถนัดนัก จึงพูดไปตามความเข้าใจของตัวเองว่า “หมู่บ้านหวงหยางของเราถึงจะไม่มีคนเก่งกาจ แต่ก็ไม่มีทางหักหลังผู้มีพระคุณเด็ดขาด! คราวที่แล้วคนที่หักหลังผู้มีพระคุณคือเมียของกวงฮ่าว นางทนการทรมานไม่ไหว ถูกตีจนต้องยอมสารภาพ ทำให้หมู่บ้านเราต้องเสียหน้า พวกเราจับนางมัดไว้แล้ว หากผู้มีพระคุณสั่งคำเดียว พวกเราก็จะส่งนางแพศยานี่ไปลงนรกซะ!”
เฉินสือตกใจแทบแย่ มิน่าล่ะตอนที่เขามาถึงถึงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดไว้กับต้นไม้ เขาก็นึกว่าชาวบ้านเล่นอะไรสนุกๆ ซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะจับมัดไว้รอให้เขามาจัดการ
เฉินสือเก็บกิ่งไม้ขึ้นมาจากพื้น เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้หญิงคนนั้น ตีไปสองที แล้วโยนกิ่งไม้ทิ้งไป ยิ้มพลางกล่าวว่า “คนเนรคุณ สมควรโดนตี ตอนนี้ผมลงโทษไปแล้ว เมียของกวงฮ่าว เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ วันหลังอย่าทำอีกนะ”
ผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าก้มตากล่าวขอบคุณเขา
เฉินสือทวนคำพูดเมื่อครู่นี้อีกรอบ ผู้อาวุโสถึงได้ฟังเข้าใจ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้ เอ่ยว่า “แบบนั้นจะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวผู้มีพระคุณหรอกหรือ?”
เฉินสือหัวเราะ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหมู่บ้านหวงหยางแล้วล่ะ เป็นเรื่องของผม เรื่องของผม ผมจัดการเอง! หากตระกูลจ้าวส่งคนมา มาหนึ่งผมก็ฆ่าหนึ่ง มาสองผมก็ฆ่าคู่ ยิ่งคนตายเยอะ ตระกูลจ้าวก็คงยอมปล่อยวางความแค้นไปเองแหละ”
เขาสั่งเสียอีกสองสามประโยค แล้วนั่งรถม้าตรงเข้าป่าไป
คนขับรถม้าบรรทุกเขากับเฮยโกวไป ก็ไม่มีบ่นสักคำ
ระหว่างทาง เฉินสือก็แวะจุดธูปให้ยายจวง งูยักษ์เสวียนซาน หญิงสาวแห่งลำธารบนเขา และภูตผีปีศาจตนอื่นๆ ในป่า แล้วก็เอาของเล่นต่างๆ ที่ซื้อมาไปให้พวกกั่วกั่วในป่า เพื่อขอบคุณที่พวกมันช่วยชีวิตเซียวหวังซุนไว้
พวกภูตโสมเหล่านี้ดีใจกันใหญ่ เอาของเล่นไปเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เฉินสือพาเฮยโกวเข้าไปในศาลเจ้าเทพขุนเขา เขาไม่ได้มาที่นี่หลายวัน ในศาลเจ้าไม่มีแสงแดดแล้ว ดูมืดครึ้มและเงียบเหงา
แม้แต่พลังวิเศษก็ยังไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน
เฉินสือวางตะกร้าหนังสือลง ปักธูปสามดอกลงในกระถางธูปในศาลเจ้า ถึงได้โคจรเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสง ก้าวเท้าตามกลุ่มดาวเหนือทั้งเจ็ดดวง เดินไปรอบๆ ศาลเจ้าอย่างไม่รีบร้อน
ไม่รู้ตัวเลยว่า พลังวิเศษในศาลเจ้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง แล้วก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้นมา เพียงแต่สิ่งที่สาดส่องลงมาจากหลังคาไม่ใช่แสงแดด แต่เป็นแสงจันทร์อันเลือนลาง
เฮยโกวหมอบอยู่บนพื้น แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในศาลเจ้า ก็เห็นพระจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่กลางอากาศ หมู่ดาวทอแสงระยิบระยับ งดงามราวกับทางช้างเผือก
พระจันทร์เสี้ยวนั้น ไม่ใช่พระจันทร์เสี้ยวแบบพระจันทร์ของโลกใบนี้ในตอนกลางคืน
พระจันทร์เสี้ยวของโลกใบนี้คือดวงตาแนวตั้งของเทพเจ้าที่แท้จริง ดวงตาแนวตั้งของเทพเจ้าที่แท้จริงมีเปลือกตาสองชั้น เปลือกตาทั้งสองชั้นปิดลงพร้อมกัน ดังนั้นพระจันทร์เสี้ยวจึงมีลักษณะคล้ายใบหลิว
ทว่าพระจันทร์เสี้ยวที่มองเห็นในศาลเจ้า กลับมีลักษณะคล้ายคิ้วโค้งๆ ของเด็กผู้หญิง หรือไม่ก็เหมือนดวงตาของหญิงสาวตอนที่หัวเราะ ช่างดูมีเสน่ห์และเงียบสงบ
ภาพนี้ ทำให้เจ้าหมาถึงกับตะลึงงัน
ด้านหลังศีรษะของเฉินสือ ศาลเจ้าเทพปรากฏขึ้น แสงศักดิ์สิทธิ์ปกคลุม ไม่จางหายไปเป็นเวลานาน
ศาลเจ้าเทพของเขามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่มีครรภ์เทพ แต่ตอนนี้กลับมีปราณแท้ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับแสงดาวเหนือที่ปะทุออกมาอย่างต่อเนื่อง
เจ็ดการหล่อหลอมแห่งดาวเหนือกำลังหล่อหลอมร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาก้าวหน้าไปสู่ขั้นเบญจวัยวะแท้จริงและการหล่อหลอมกระดูกอย่างไม่หยุดยั้ง!
ด้วยความเร็วระดับนี้ อย่างมากก็แค่สองสามวัน เขาก็สามารถฝึกฝนเบญจวัยวะแท้จริงและการหล่อหลอมกระดูกจนสำเร็จได้แล้ว!
ถึงเวลานั้น เขาก็จะมีกายาธรรม!
หากฝึกฝนกายาธรรมสำเร็จ ร่างกายของเขาก็จะเทียบเท่ากับครรภ์เทพ!
เฉินสือฝึกฝนจนเหนื่อย ก็หยุดพัก ล้มตัวลงนอนในศาลเจ้า สองมือหนุนรองศีรษะ มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวจากต่างแดนในศาลเจ้า อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย
“ยามเมามายมิรู้ว่าฟ้าอยู่บนผืนน้ำ ความฝันกระจ่างทาบทับเหนือทางช้างเผือกเต็มลำเรือ โลกอีกใบหนึ่ง สรุปแล้วมันคือที่ไหนกันแน่? เมื่อไหร่ฉันถึงจะได้ไปเห็นที่นั่นด้วยตาตัวเองสักทีนะ?” เขาจินตนาการไปเรื่อยเปื่อย
นอกคฤหาสน์จิ้งหู ภูตผีปีศาจรูปร่างผอมสูงตนหนึ่งถือโคมไฟค่อยๆ เดินมา แสงจากโคมไฟสาดส่องลงบนพื้นจนเกิดเป็นวงแสงกลมๆ เงาร่างสีแดงสายหนึ่งเดินอยู่ท่ามกลางวงแสงนั้น
จินหงอิงแห่งค่ายเสินจี ในที่สุดก็ตามหาเซียวหวังซุนจนพบ
“ไม่คิดเลยว่าในป่าลึกขนาดนี้ จะมีคฤหาสน์ที่เงียบสงบถึงเพียงนี้ เซียวหวังซุน ท่านซ่อนตัวอยู่ที่นี่ คิดว่าข้าจะหาไม่เจอหรือ?”
จินหงอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านใช้กระบี่เดียวก็สามารถสังหารผู้บัญชาการค่ายเสินจีได้ สมกับที่เป็นผู้อาวุโสของค่ายเสินจีจริงๆ แต่กระบี่นี้ก็เปิดเผยให้เห็นความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในของท่านเช่นกัน”
ในคฤหาสน์มีเพียงโลงศพวางเรียงรายอยู่ ไม่เล็กก็ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ต้นไม้โบราณแต่ละต้น เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครตอบโต้กับนาง
จินหงอิงไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตู เข้ามาในคฤหาสน์ จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป มองไปที่โลงศพแต่ละโลงในคฤหาสน์อย่างระแวดระวัง
โลงศพในคฤหาสน์แห่งนี้มีจำนวนไม่มากนัก เท่ากับจำนวนต้นไม้พอดี
นอกจากโลงศพของเฉินสือที่เป็นโลงศพไม้บางๆ แล้ว โลงอื่นๆ ล้วนเรียกได้ว่าเป็นหีบศพชั้นดี หนักอึ้งและหรูหราเป็นอย่างยิ่ง
นางก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์เพียงก้าวเดียว ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากโลงศพเหล่านี้!
“ทำเป็นเล่นตลกไปได้!”
จินหงอิงแค่นเสียงเย็น ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว
พอก้าวเท้าที่สองออกไป แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน!
โลงศพแต่ละโลงที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โลกทั้งใบในสายตาของนางบิดเบี้ยวและหมุนเคว้ง!
ใบหน้าของจินหงอิงค่อยๆ กลายเป็นสีแดง ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว
พอก้าวเท้าก้าวนี้ออกไป ร่างกายอันบอบบางของนางก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ภูตผีปีศาจรูปร่างผอมสูงที่ถือโคมไฟอยู่ด้านหลัง จู่ๆ ก็ระเบิดดังปัง สลายกลายเป็นควันสีเขียว ตายอย่างอนาถ!
รูจมูกของจินหงอิงร้อนผ่าว เลือดสองสายไหลออกมาจากรูจมูก หยดลงบนหน้าอกอันขาวผ่อง ก่อนจะไหลลงไปตามร่องอก
“อั่ก—”
ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหว กระอักเลือดออกมาคำโต ไม่กล้ารั้งอยู่อีกต่อไป หันหลังเดินจากไปทันที
นางเพิ่งจะออกจากคฤหาสน์ จู่ๆ ชุดสีแดงก็ม้วนตัวพับ กลายเป็นผ้าคลุมสีแดงบินพริ้วจากไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง ข้างนอกก็มีเสียงเสื้อผ้าแหวกอากาศดังขึ้น ผ้าคลุมสีแดงนั้นกลับบินกลับมาอีกครั้ง นอกคฤหาสน์มีเสียงหัวเราะของจินหงอิงดังขึ้น “เซียวหวังซุน จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ ในเมื่อคนเป็นเข้าไปในคฤหาสน์ไม่ได้ แล้วถ้าคนที่เข้าไปไม่ใช่คนเป็นล่ะ?”
ภายใต้แสงจันทร์ มีตุ๊กตากระดาษสีขาวบริสุทธิ์สองตัวกำลังเดินมาจากนอกคฤหาสน์
นั่นคือตุ๊กตากระดาษที่ตัดมาจากกระดาษ มีแขนขาและหัว สูงแค่ฝ่ามือ เวลาเดินก็เดินสลับแขนขาผิดจังหวะ ดูโง่เขลา
พวกมันปีนข้ามธรณีประตู เข้ามาในคฤหาสน์ เดินไปพลาง ก็ส่งเสียงพึมพำไปพลาง พูดจาภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง
ตุ๊กตากระดาษทั้งสองตัวล้วงเอากระบี่กระดาษสองเล่มออกมาจากด้านหลัง ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่
จู่ๆ ตุ๊กตากระดาษทั้งสองตัวก็เร่งฝีเท้า พุ่งตรงดิ่งไปยังโลงศพของเซียวหวังซุน กระโดดลอยตัวขึ้นไป ใช้กระบี่กระดาษในมือแทงเข้าใส่โลงศพ
กระบี่สั้นที่บินวนอยู่รอบโลงศพรีบบินออกมาทันที ปะทะเข้ากับกระบี่กระดาษเล่มหนึ่ง ถึงกับมีประกายไฟกระเด็นออกมาเป็นสาย!
พลังที่ส่งผ่านมาทางกระบี่กระดาษนั้นมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ กระแทกจนกระบี่สั้นต้องถอยร่นไปหลายก้าว
กระบี่เล่มนี้คือหนึ่งในกระบี่คู่ของเซียวหวังซุน มีนามว่า โป๋วเหลา
กระบี่โป๋วเหลาปกป้องโลงศพ ไปขวางกระบี่กระดาษของตุ๊กตากระดาษอีกตัว เพิ่งจะรับการโจมตีเอาไว้ได้ ก็เห็นตุ๊กตากระดาษตัวแรกตกลงพื้นอย่างแผ่วเบา แล้วก็เด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กวัดแกว่งกระบี่จู่โจมเข้ามา
ตุ๊กตากระดาษตัวเล็กๆ สองตัวเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา เดี๋ยวหน้าเดี๋ยวหลัง กระบี่กระดาษพลิ้วไหวไปมา ถึงกับต้อนจนกระบี่โป๋วเหลาต้องถอยร่น รับมือแทบไม่ทัน
จู่ๆ กระบี่โป๋วเหลาก็เพิ่มความเร็วขึ้น ตุ๊กตากระดาษตัวหนึ่งถูกแทงเข้าที่กลางหลัง ทะลุอก!
ตุ๊กตากระดาษอีกตัวกระโดดขึ้น ปัดกระบี่โป๋วเหลาออกไปเสียงดังกริ๊ง ช่วยตุ๊กตากระดาษตัวนั้นเอาไว้ได้
กระบี่โป๋วเหลาแทงออกไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับปรมาจารย์เพลงกระบี่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังกวัดแกว่งกระบี่โจมตี ตุ๊กตากระดาษทั้งสองตัวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันทันที ตุ๊กตากระดาษที่ถูกแทงตัวนั้นรับมือไม่ทัน ก็โดนฟันไปอีกกระบี่ ถูกกระบี่โป๋วเหลาฟันขาดเป็นสองท่อน ล้มลงกับพื้น
กระบี่โป๋วเหลากำลังจะพุ่งเข้าไปโจมตีตุ๊กตากระดาษอีกตัว แต่กลับเห็นตุ๊กตากระดาษตัวนั้นคุกเข่าลงบนพื้น ทำท่าร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญให้กับศพของเพื่อน
ตุ๊กตากระดาษที่เหลือเพียงท่อนบนยื่นมือข้างหนึ่งออกมาอย่างสั่นเทา จับมือของมันเอาไว้ แหงนหน้าขึ้นราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็คอพับ สิ้นใจไปในที่สุด
ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นทำท่าร้องไห้โฮ ทุบตีหน้าอกตัวเองไม่หยุด จากนั้นก็หันหน้าขวับมา จ้องมองกระบี่โป๋วเหลาด้วยสายตาดุร้าย
ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นกระโดดลอยตัวขึ้น พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเดิม ทว่ากระบี่โป๋วเหลากลับรวดเร็วยิ่งกว่า ฟันเข้าที่หน้าอกและแผ่นหลังของตุ๊กตากระดาษอย่างต่อเนื่อง
ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นรับการโจมตีไปได้สองสามกระบี่ ก็ต้านทานกระบวนท่ากระบี่ไม่ไหว ถูกแทงเข้าที่หน้าอกติดต่อกันสามครั้ง ล้มลงบนพื้น
ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นรู้ดีว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว จึงคลานไปตามพื้น มุ่งหน้าไปหาเพื่อน ค่อยๆ ยื่นมือออกไปอย่างยากลำบาก หวังจะจับมือเพื่อนเอาไว้
กระบี่โป๋วเหลาลอยขึ้นไปฟันมันขาดเป็นสองท่อน ตุ๊กตากระดาษตัวนั้นแหงนหน้าขึ้น พยายามยื่นมือขวาออกไป แต่ก็ร่วงหล่นลงมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก สิ้นใจไปในที่สุด
กระบี่โป๋วเหลาถอนหายใจด้วยความโล่งอก จู่ๆ ก็เห็นตุ๊กตากระดาษอีกสิบกว่าตัวกำลังปีนข้ามธรณีประตูคฤหาสน์เข้ามา ตุ๊กตากระดาษพวกนี้ก็เหมือนกับตุ๊กตากระดาษเมื่อครู่นี้ เดินสลับแขนขาผิดจังหวะ ดูโง่เขลาแต่น่ารัก
ตุ๊กตากระดาษบางตัวลากปืนไฟและปืนใหญ่ที่ทำจากกระดาษเข้ามาจากหลังธรณีประตู ซ้ำยังมีตุ๊กตากระดาษบางตัวส่งเสียงร้องโวยวายอยู่ข้างๆ ราวกับกำลังออกคำสั่ง ดูท่าทางตั้งใจจะบุกโจมตีคฤหาสน์แห่งนี้จริงๆ

0 Comments