ตอนที่ 4: ปราณแท้สามแสง
แปลโดย เนสยัง“คนซินเซียงมาหาสมบัติก็หาสมบัติไปสิ ทำไมถึงต้องคิดแต่จะฆ่าคนปิดปากอยู่เรื่อยเลย?”
ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่เฉินสือจำแลงร่างมา หนีออกจากอาณาเขตภูตผีแห่งนี้ได้ ก็กระโดดโลดเต้นวิ่งไปตามหุบเขาอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านแห่งหมู่บ้านหวงพัว ไม่เคยสนใจสุสานเจินหวังอะไรนั่นเลย เฉินสือเองก็ไม่สนสมบัติในสุสานเจินหวังเช่นกัน หากคนพวกนี้มาหาสมบัติโดยไม่มีความคิดที่จะฆ่าปิดปาก เขาถึงกับยินดีที่จะนำทางพวกเขาไปยังสุสานเจินหวังของจริงเสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่คนที่มาหาสมบัติทุกกลุ่ม ล้วนเกิดจิตสังหารต่อเขาทั้งสิ้น
เขาเดินทะลุผ่านป่าทึบไปทีละแห่ง ว่ายข้ามแม่น้ำ จนมาถึงสถานที่แปลกประหลาดอีกแห่งหนึ่ง ที่นี่มีถนนและบันไดหินที่ปูด้วยหินสีเขียวขจี สองข้างทางปลูกต้นสนและต้นไป๋ขนาดใหญ่ เปลือกไม้ขรุขระ กิ่งก้านแข็งแรงทรงพลัง เบื้องหน้าต้นไม้มีรูปปั้นหินมนุษย์และรูปปั้นหินสัตว์วิเศษที่สูงถึงสองสามจ้างตั้งตระหง่านอยู่ และที่นี่ก็คือสุสานเจินหวังที่พวกหญิงสาวชุดม่วงพยายามตามหาอย่างยากลำบากแต่ก็หาไม่พบนั่นเอง สุสานเจินหวังและโรงเผาเครื่องเคลือบอยู่ห่างกันเพียงสองสามลี้เท่านั้น แต่ทว่าภูมิประเทศในหุบเขานั้นแปลกประหลาด หากไม่มีคนนำทาง ก็ยากที่จะหาที่นี่เจอได้จริงๆ ทว่าเฉินสือกลับคุ้นเคยทางเป็นอย่างดี ที่นี่คือภูเขาเฉียนหยาง เขาและปู่เข้าไปในภูเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แม้จะรับรองไม่ได้ว่าจำหญ้าได้ทุกต้น แต่เขากลับจำตำแหน่งของต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เฉินสือกระโดดลงมาจากก้อนหินก้อนหนึ่ง เท้ากระทบพื้นหลังเท้าปะทะกับหินภูเขาใต้เท้าจนเกิดเสียงดังกังวานใส เด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจ รีบยกเท้าขึ้นมาดูอย่างละเอียด เมื่อพบว่าเท้าของตนไม่ได้ถูกหินกระแทกจนนิ้วเท้าหรือหลังเท้าหัก เขาถึงได้วางใจ ก็ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบ ซึ่งเปราะบางมาก หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ก็จะลงเอยด้วยการแหลกละเอียดเป็นผุยผง
เขาเดินไปตามทางเดินสุสาน และพบว่าเมื่อเขาขยับตัว ต้นไม้และรูปปั้นหินรอบๆ ตัวก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย! ต้นไม้สั่นไหว กิ่งก้านสะบัดไปมาราวกับมังกรวารีและงูเหลือมยักษ์ ดูใหญ่โตและน่าเกรงขาม ผงหินบนผิวรูปปั้นหินร่วงกราวลงมา รูปปั้นหินดูราวกับกำลังงอกเนื้อหนังมังสาขึ้นมา สัตว์เทพที่ตั้งตระหง่านเหล่านั้นคล้ายกับกำลังจะฟื้นคืนชีพ ภายในร่างค่อยๆ แผ่กลิ่นอายอันบ้าคลั่งออกมา!
เฉินสือฝืนทนต่อแรงกดดันที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เดินไปข้างหน้า ร่างกายเล็กๆ ของเขาเริ่มสูงขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เครื่องเคลือบอีกต่อไป แต่กลับค่อยๆ กลายเป็นเลือดเนื้อและร่างกายมนุษย์จริงๆ สุสานเจินหวังแห่งนี้ กลับถูกปกคลุมไปด้วยอาณาเขตภูตผีที่ทรงพลังยิ่งกว่า! อาณาเขตภูตผีแห่งนี้ ได้สะกดข่มผลกระทบจากอาณาเขตภูตผีที่โรงเผาเครื่องเคลือบทำไว้กับเฉินสือ ทำให้เขากลับคืนสู่ร่างปกติจากตุ๊กตากระเบื้องเคลือบได้!
เฉินสือเดินต่อไปข้างหน้า ฟ้าดินรอบๆ เริ่มบิดเบี้ยว ทิวเขาแกว่งไกวราวกับเกลียวคลื่น สัตว์เทพยักษ์แต่ละตัวดึงกรงเล็บอันแหลมคมที่ฝังอยู่ในตัวภูเขาออก แผ่ซ่านเปลวเพลิงที่รุนแรงจนแทบจะกลืนกินท้องฟ้าออกมา! เฉินสือกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาสามารถขจัดผลข้างเคียงจากอาณาเขตภูตผีของโรงเผาเครื่องเคลือบออกไปได้อย่างสมบูรณ์ แต่เขาก็ยังคงกัดฟันเดินไปข้างหน้าต่อไป
ป้ายหินก้อนหนึ่งเบื้องหน้าปรากฏขึ้นสู่สายตาของเขา ตัวอักษรบนป้ายหินเปล่งประกายเจิดจ้า เรืองรองด้วยแสงสีทอง ตัวอักษรบนนั้นพอจะอ่านออกอยู่บ้าง เฉินสือพยายามเพ่งมองตัวอักษรบนนั้น พลางหยิบเอาเนื้อแผ่นวิเศษที่ได้จากคุณหนูรองจ้าวหญิงสาวชุดม่วงยัดเข้าปากเคี้ยวไปพลาง พอเนื้อแผ่นวิเศษตกถึงท้อง พลังปราณวิญญาณอันมหาศาลก็หลั่งไหลไปทั่วอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย กระตุ้นปราณแท้ของเขา ก่อตัวเป็นศาลเจ้าเทพขึ้นที่ด้านหลังศีรษะ! เฉินสือรู้สึกเพียงว่าร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ เขากัดฟันแน่น ฝืนทนต่อแรงกดดันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเดินต่อไปข้างหน้า
รอจนเขาอ่านเนื้อหาบนป้ายหินก้อนนั้นไปได้กว่าครึ่ง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งหัวเราะดังขึ้น “เจ้าหนู ถ้าเดินหน้าไปอีก อาณาเขตภูตผีจะถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ ต่อให้ปู่ของเจ้ามาเองก็ช่วยเจ้าไว้ไม่ได้หรอก อย่าโลภมากนักเลย กลับไปซะเถอะ” ผู้ที่พูดไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์พิทักษ์สุสานที่อยู่ใกล้เฉินสือที่สุดตนหนึ่ง มันมีร่างกายเป็นมนุษย์ มีเขาแพะ เขาแพะนั้นตั้งตรง จมูกใหญ่โตมากจนกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งค่อนใบหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าดูเสแสร้ง แววตาแฝงความดุร้าย จนทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
“ข้ากับปู่ของเจ้าก็ถือว่ามีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง ข้าไม่อยากให้เจ้ามาตายที่นี่หรอกนะ”
สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์เผยรอยยิ้มบางๆ ในขณะที่สัตว์พิทักษ์สุสานตนอื่นๆ กลับคำรามเสียงก้องฟ้า พลังปราณสายเลือดอันแข็งแกร่งสุดเปรียบปานก่อตัวเป็นก้อนเมฆสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเหม็นสาบ ดูราวกับจะพุ่งเข้าฉีกทึ้งเฉินสือได้ทุกเมื่อ!
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย” สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์มีสีหน้าอ่อนโยนลง เอ่ยเตือนว่า “ฟ้ามืดมันอันตรายนะ ถึงเวลานั้นเจ้าอยากจะไปก็ไปไม่ได้แล้วล่ะ”
เฉินสือโค้งคำนับ กล่าวเสียงใสว่า “ขอบคุณครับลุงเขาแพะ!” สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์มีรอยยิ้มประดับใบหน้า โบกมือไล่ “ไปเร็วๆ เข้า!”
เฉินสือหันขวับกลับไปมองด้วยความอาลัยอาวรณ์ จ้องมองป้ายหินก้อนนั้นไม่วางตา ก่อนจะเดินจากไปอย่างหงอยๆ เมื่อเขาเดินออกจากอาณาเขตภูตผีแห่งนี้ ฤทธิ์ยาของเนื้อแผ่นวิเศษก็หมดลง ศาลเจ้าเทพที่ด้านหลังศีรษะก็พลันสลายหายตามไปด้วย เฉินสือทอดถอนใจ สีหน้าดูหมองคล้ำลงเล็กน้อย เขาไม่อยากกลายเป็นคนไร้ค่า เขาก็อยากจะเหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่สามารถเรียนหนังสือ สามารถฝึกฝน สามารถเข้าร่วมการสอบเซี่ยนซื่อและการสอบเซียงซื่อ เพื่อกลายเป็นซิ่วไฉจวี่เหริน เขาอยากให้ปู่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขา ไม่ใช่ให้ปู่ต้องมาคอยดูแลเขาไปตลอดชีวิต!
“ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว!” เฉินสือรวบรวมสมาธิ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ดวงใหญ่สองดวงอยู่ซ้ายขวา แขวนลอยอยู่กลางนภา แสงแดดยังคงร้อนระอุ ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ ตอนนี้ดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงกลับค่อยๆ แคบยาวลงราวกับดวงตาคู่หนึ่ง ที่กำลังค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง หากมีสายตาที่เฉียบคมพอ ก็จะมองเห็นได้ว่านอกแผ่นฟ้าเบื้องบน ที่ด้านหลังของดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงนั้น มีใบหน้าขนาดยักษ์ใบหนึ่งลอยอยู่ และดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงนี้ ก็คือดวงตาของใบหน้านี้ ในยามนี้ ดวงตาคู่นี้ค่อยๆ ปิดลง เปลวเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุดหลั่งไหลออกมาจากใต้เปลือกตาอย่างบ้าคลั่ง สาดส่องลงมายังชั้นบรรยากาศเบื้องบน ห่างจากพื้นดินแปดสิบลี้ ก่อตัวเป็นทะเลเพลิงกว้างใหญ่ไพศาลหลายหมื่นหลี่ สว่างไสวราวกับแสงสายัณห์! ที่ด้านหลังของใบหน้านี้ เลือนลางคล้ายกับมีร่างอันใหญ่โตมโหฬารไร้ที่เปรียบตนหนึ่ง นั่งขัดสมาธิซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดอันยิ่งใหญ่ ตัวตนอันสูงสุดที่ไร้ผู้ใดทัดเทียมผู้นี้ ก็คือเทพแท้จริงองค์เดียวแห่งทวีปซีหนิวซินโจวนั่นเอง! เทพแท้จริงประทับอยู่ท่ามกลางอวกาศ สูงตระหง่านไร้ขอบเขต เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็จะเป็นเวลากลางวัน สองตาหลั่งไหลเป็นเปลวเพลิง สาดแสงส่องสว่างให้ธรรมชาติ เมื่อเขาหลับตาลง ก็จะเป็นเวลากลางคืน ดวงตาแนวตั้งที่กลางหว่างคิ้วก็จะค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น สอดส่องไปทั่วทุกทิศ มองทะลุปรุโปร่งเห็นทุกสรรพสิ่งภายใต้ความมืดมิด เมื่อฟ้าดินค่อยๆ มืดมิดลง ก็จะมีของแปลกประหลาดบางอย่างตื่นขึ้นมาใต้แสงจันทร์ การออกไปข้างนอกจะกลายเป็นเรื่องอันตรายมาก ในเวลาเช่นนี้ คนที่อยู่ข้างนอกจะต้องหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อหลบซ่อนตัวก่อนที่ฟ้าจะมืด มิฉะนั้นอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณของ ‘ดวงอาทิตย์ตกดิน’!
สุสานเจินหวัง, อาณาเขตภูตผี
สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่แดงฉานขึ้นเรื่อยๆ มันหรี่ตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ “พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงปล่อยเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นั้นไปล่ะ?” สัตว์พิทักษ์สุสานขนาดยักษ์ตนหนึ่งตื่นขึ้นมา ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยว มันสูงกว่าสองจ้าง ร่างกายมีเปลวเพลิงลุกท่วม รูปร่างราวกับสิงโต บนหัวมีเขาเดี่ยวงอกอยู่ กลางหลังมีปีกสองข้าง ดูดุร้ายกล้าหาญผิดมนุษย์มนา สัตว์พิทักษ์สุสานตนอื่นๆ ก็พากันเปล่งเสียงออกมา ระบายความไม่พอใจ สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์รอให้พวกมันระบายอารมณ์จนพอใจ ถึงได้แค่นหัวเราะเย็นชา “พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่อยากจะบีบมันให้ตายงั้นรึ? ไอ้ตัวเล็กนี่ พอไปก่อเรื่องมาทีไร ก็วิ่งโร่มาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า อาศัยบารมีของท่านเจินหวังมาช่วยปัดเป่าภัยพิบัติให้ หากเป็นเมื่อก่อน มันคงตายไปเป็นพันเป็นร้อยครั้งแล้ว! แต่ว่า มันมีปู่ที่เก่งกาจอยู่คนหนึ่ง” มันถอนหายใจยาว ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “ปู่ของมันร้ายกาจมากจริงๆ พวกเจ้าเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็น ปีนั้นตอนที่มันบุกเข้ามาในสุสานเจินหวัง พวกเราขังมันเอาไว้ตั้งเก้าวันเก้าคืน แล้วผลเป็นยังไงล่ะ? สุดท้ายมันก็ชิงเอาคัมภีร์ที่ฝังไว้ในสุสานไปม้วนหนึ่ง แล้วจากไปอย่างหน้าตาเฉยอยู่ดี”
สัตว์พิทักษ์สุสานตนอื่นๆ พาเงียบกริบไปตามๆ กัน สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์รู้สึกสงสัยเล็กน้อย “เคล็ดวิชาที่มันชิงไปคือเคล็ดวิชาลับหลอมล้างน้ำไฟ ซึ่งเป็นวิถีบำเพ็ญเพียรของเซียนสลัดร่าง ไม่รู้ว่ามันเอาไปทำอะไรกันแน่”
ไม่รู้ว่าใครพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “แต่ว่า เจ้านั่นก็น่าจะแก่แล้ว คงใกล้จะตายแล้วมั้ง?”
สัตว์พิทักษ์สุสานหัวแพะร่างมนุษย์มองไปยังทิศทางที่เฉินสือจากไป แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “บางทีอาจจะตายไปแล้วก็ได้ คราวก่อนข้ายังเห็นมันอยู่ไกลๆ มันดูไม่เหมือนคนเป็นๆ แล้วล่ะ ที่มันชิงเอาเคล็ดหลอมล้างน้ำไฟไป เป็นเพราะอยากจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนสลัดร่างงั้นรึ?”
สัตว์พิทักษ์สุสานตนหนึ่งกล่าวว่า “ไอ้หนูคนเมื่อกี้ ดูแล้วก็ไม่เหมือนคนเหมือนกัน มันไม่มีกลิ่นอายของมนุษย์เลย…” มันยังพูดไม่ทันจบ พลังแปลกประหลาดสายหนึ่งก็พวยพุ่งเข้ามา สัตว์พิทักษ์สุสานเหล่านั้นต่างก็กลายสภาพเป็นหินไปอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง เฉินสือพุ่งตัวออกจากป่าเขาด้วยความรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านหวงพัว ดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงบนท้องฟ้าค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด เทพแท้จริงนอกแผ่นฟ้าได้ปิดเปลือกตาลงแล้ว เปลวเพลิงที่ไหลเวียนบนท้องฟ้าค่อยๆ ดับมอดลง ค่อยๆ ปรากฏแสงจันทร์อันเย็นชาและงดงาม สาดส่องออกมาจากหว่างคิ้วของเทพแท้จริง แสงจันทร์สาดส่องลงมายังผืนดินราวกับแสงสีเงิน ในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งทวีปซีหนิวซินโจวก็มีพลังลึกลับบางอย่างฟื้นตื่นขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แสงจันทร์ ทุกบ้านเรือนต่างปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา แขวนป้ายยันต์ไม้ท้อเอาไว้
ในป่าเขามีเสียงแปลกประหลาดดังแว่วมา คล้ายเสียงภูตผีร้องไห้ ในป่า ศีรษะขนาดยักษ์หัวหนึ่งที่ดูเหมือนลูกโป่งแฟบๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นมา หน้าตาบนหัวนั้นบิดเบี้ยว ศีรษะหัวนี้มีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหมู่ (ประมาณ 333 ตารางเมตร) มันค่อยๆ พองโตขึ้นราวกับถูกสูบลม หน้าตาเริ่มดูมีมิติ และหันไปมองเฉินสือภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าอันใหญ่โตนั้นเผยรอยยิ้มประหลาด ลอยไปลอยมามุ่งตรงมายังเด็กหนุ่ม
ศีรษะขนาดยักษ์แบบนี้ ปู่เรียกมันว่า ‘เสีย’ (สิ่งชั่วร้าย) เสียไม่ได้มีแค่พวกหัวโตเท่านั้น แต่เป็นสิ่งลี้ลับประหลาดที่จะออกมาในตอนกลางคืน เดินเตร่ไปทั่ว และจะหายไปก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น หากเจอเข้าก็คือตายสถานเดียว ชั่วร้ายแปลกประหลาดมาก
ในวินาทีเป็นวินาทีตาย เฉินสือกินเนื้อแผ่นวิเศษชิ้นสุดท้ายลงไป โคจรวิชายุทธ์ แสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าหลั่งไหลมาที่เขา มารวมตัวกันเป็นศาลเจ้าเทพเล็กๆ หลังศีรษะของเขา พลังศักดิ์สิทธิ์วนเวียนอยู่ภายในศาลเจ้าเทพ ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ระยะห่างจากหมู่บ้านหวงพัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!
เคล็ดวิชาที่เขาโคจร ไม่ใช่วิชาที่สอนในสถานศึกษา วิชายุทธ์ที่เรียนรู้จากสำนักศึกษาเรียกว่าเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซิน หลังจากที่เฉินสือถูกคนตัดครรภ์เทพทิ้งไป เขาก็เคยพยายามที่จะฝึกเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซิน แต่กลับพบว่าเมื่อไม่มีครรภ์เทพ ปราณแท้ที่เขาหลอมรวมขึ้นมาได้ก็กลายเป็นเพียงต้นไม้ไร้ราก ที่เอาแต่สลายหายไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ได้ วิชายุทธ์ที่เขาโคจรอยู่นั้น ก็คือวิชายุทธ์บนป้ายหินในสุสานเจินหวัง มีชื่อว่าปราณแท้สามแสง! สามแสงที่ว่า ก็คือแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ดูดซับสามแสงแห่งสุริยันจันทราดารา เพื่อฝึกปรือปราณแท้ในร่าง ป้ายหินกล่าวเอาไว้เช่นนั้น ในบรรดาสามแสงนี้ แสงอาทิตย์และแสงจันทร์จะรุนแรงที่สุด ส่วนแสงดาวจะบางเบาที่สุด ทว่าเฉินสือก็ไม่สามารถดูดซับแสงอาทิตย์และแสงจันทร์มาได้เลย ทำได้เพียงหลอมรวมแสงดาวเป็นปราณแท้เท่านั้น การที่เฉินสือไปยังสุสานเจินหวังหลายครั้งหลายครา นอกเหนือจากการขอยืมพลังของสุสานเจินหวังมาทำลายผลกระทบจากอาณาเขตภูตผีของโรงเผาเครื่องเคลือบแล้ว ยังมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง ก็คือการหาเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงฉบับสมบูรณ์มาให้ได้! แม้ครั้งนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่เคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงก็ถูกเขาจดจำไปกว่าครึ่งแล้ว สามารถโคจรวิชายุทธ์นี้ได้อย่างลื่นไหลแล้ว!
“วิชายุทธ์ของสุสานเจินหวัง ช่างร้ายกาจจริงๆ เหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชาปราณแท้เทียนซินของสถานศึกษาอย่างเทียบไม่ติด!” เฉินสือโคจรปราณแท้แสงดาว ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ก็ไปได้ไกลถึงหนึ่งจ้าง ฝีเท้าของเขารวดเร็วมาก หมู่บ้านหวงพัวอยู่ตรงหน้าแล้ว
หมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านเรือนอยู่ประมาณหนึ่งถึงสองร้อยหลังคาเรือน ใจกลางหมู่บ้านมีต้นไม้โบราณต้นใหญ่ต้นหนึ่ง ต้นไม้สูงใหญ่เทียมฟ้า เขียวชอุ่มชุ่มชื่น สูงใหญ่ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ลูกหนึ่ง ชาวบ้านหวงพัวสร้างบ้านเรือนโดยมีต้นไม้โบราณเป็นศูนย์กลาง บ้านเรือนเรียงรายกันเป็นวงกลมซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า มีมากถึงห้าชั้น ตอนนี้แสงจันทร์สาดส่องลงมายังผืนดิน กิ่งก้านและใบของต้นไม้โบราณปลิวไสว ดูดซับแสงจันทร์ กิ่งก้านร่ายรำไปมาราวกับงูวิเศษ ดูงดงามจับตายิ่งนัก ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านมีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าถูกบดบังด้วยความมืดมิด คล้ายกับกำลังรอต้อนรับการกลับมาของเฉินสือ
“ปู่ครับ!”
เฉินสือดีใจขึ้นมาในใจ รีบเร่งความเร็วให้เร็วขึ้น เมื่อมาถึงตรงหน้าชายชราร่างสูงผู้นั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าอุณหภูมิของอากาศรอบๆ ตัวลดฮวบลง ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าจู่โจม จากนั้นพลังวิญญาณจากเนื้อแผ่นวิเศษชิ้นสุดท้ายก็หมดลง ศาลเจ้าเทพที่ด้านหลังศีรษะของเขาก็สั่นคลอนไปมา ต่อให้เขาจะโคจรปราณแท้สามแสงก็ไม่อาจหยุดยั้งการพังทลายของศาลเจ้าเทพได้ ท้ายที่สุด ศาลเจ้าเทพก็พังทลายลง ปราณแท้แตกซ่านสลายหายไป กลายเป็นความว่างเปล่า เฉินสือสัมผัสได้ว่าพลังกำลังสูญสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ใจ แม้แต่วิชายุทธ์จากสุสานเจินหวัง ก็ไม่อาจช่วยให้เขาฝึกฝนได้อย่างเป็นปกติได้
“ได้เวลากลับบ้านไปกินยาแล้ว” ปู่มองไปยังหัวมนุษย์ขนาดยักษ์ที่ลอยมาแต่ไกล พลางกล่าว
“รู้แล้วครับ”
เฉินสือแหงนหน้าขึ้น อยากจะมองใบหน้าของปู่ แต่แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าของชายชรา ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน เขาไม่ได้เห็นใบหน้าของปู่ชัดๆ มาหลายวันแล้ว จะว่าไปก็แปลกดี ตอนที่เขาอยู่ข้างๆ ปู่ เขากลับได้กลิ่นเหม็นจางๆ กลิ่นหนึ่ง เป็นกลิ่นที่แปลกประหลาดมาก คล้ายกับกลิ่นเนื้อเน่า แต่ก็ไม่เหมือนกับกลิ่นเนื้อเสียที่เฉินสือเคยได้กลิ่นตามปกติ เขาอยากจะหาต้นตอของกลิ่นนี้ แต่บนตัวปู่ก็มีกลิ่นยาสมุนไพรโชยมา ซึ่งช่วยกลบกลิ่นเหม็นนั้นไปได้มาก
สองปู่หลานเดินเข้าไปในหมู่บ้านหวงพัว ระหว่างทางทุกบ้านเรือนที่เห็นสองปู่หลาน ต่างก็พากันดึงลูกหลานที่เล่นซนอยู่บนถนนกลับเข้าบ้าน แล้วปิดประตูลงกลอนแน่นหนา เฉินสือมองสำรวจบ้านเรือนสองข้างทาง เห็นทุกบ้านเรือนล้วนจุดตะเกียงน้ำมัน เงาของเจ้าของบ้านทอดลงบนหน้าต่างกระดาษ คนในบ้านกำลังแอบมองพวกเขาลับๆ ล่อๆ อย่างเห็นได้ชัด
“คนดีอายุสั้นแท้ๆ ตัวนำความวิบัติกลับมาอีกแล้ว” มีคนกระซิบเสียงเบาอยู่ในความมืด
“พวกเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของปู่เหมือนกันงั้นเหรอ?” เมื่อเฉินสือได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน ในใจก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาบ้าง “พวกเขาคงไม่ทำร้ายปู่หรอกใช่ไหม?”

0 Comments