ตอนที่ 32 วางก้ามข่มขู่
แปลโดย เนสยังเฉินสือนำขาหลังของเฟิงซีมาถวาย แล้วหันหลังเดินกลับไปที่ริมลำธาร
“เขาเห็นข้าจ้องเขาอยู่ตลอดเวลา คงคิดว่าข้าอยากกินอาหารของเขา ก็เลยเอาขาหลังที่ย่างสุกแล้วมาถวายข้า”
งูยักษ์เสวียนซานคิดในใจเงียบๆ
มันคาดเดาความคิดของเฉินสือได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เพียงแต่ มันเลิกกินเนื้อสัตว์มานานแล้ว สามพันปีมานี้ไม่เคยแตะต้องของคาวเลย มันสูดเอาสายลม ดื่มกินหยาดน้ำค้าง
ปณิธานของมันนั้นสูงส่ง อยากจะเป็นดั่งเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้า ที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงนิจนิรันดร์ ไม่กินไม่นอน นั่งมองดูความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า
แต่ว่า…
หอมจังเลย
งูยักษ์เสวียนซานจ้องมองขาหลังของเฟิงซี ต้องยอมรับเลยว่า ฝีมือการย่างเนื้อของเจ้าหนูคนนี้มีฝีมือจริงๆ ปลุกความตะกละในตัวมันขึ้นมาได้
“ข้าคงถูกความตะกละครอบงำเข้าให้แล้ว”
งูยักษ์เสวียนซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลองลิ้มรสขาหลังของเฟิงซีดู
ข้าถูกความตะกละครอบงำเข้าให้แล้วจริงๆ มันคิดเช่นนั้น
งูยักษ์เสวียนซานกินขาหลังเฟิงซีย่างจนหมดเกลี้ยง จิตใจของมันล่องลอยตามเฉินสือที่เดินห่างออกไป
“ข้าอยากเป็นดั่งเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้า มองดูทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ข้าคิดว่าจิตใจแห่งมรรคาของเทพเจ้าคงแข็งแกร่งดั่งหินผา ไม่หวั่นไหว ไม่แปรเปลี่ยน แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ท้องฟ้ากลับมืดลงเร็วกว่าปกติหนึ่งเค่อ”
สายตาของงูยักษ์เสวียนซานทอดยาวออกไป ลอบคิดในใจ “เทพเจ้าที่แท้จริงก็กำลังเปลี่ยนไป เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงของพระองค์นั้นยาวนานเหลือเกิน การเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวของพระองค์ มนุษย์ปุถุชนอาจจะต้องผ่านการเกิดแก่เจ็บตายไปหลายสิบชั่วอายุคนแล้ว การเปลี่ยนแปลงของเทพเจ้าในครั้งนี้ ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อโลกใบนี้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีผลกระทบอะไรเลย? บางที ข้าเองก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง…”
การกินเนื้อสัตว์ในครั้งนี้ ทำให้จิตใจแห่งมรรคาที่ไม่เคยหวั่นไหวของมันเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ เพียงแต่มันมีอายุยืนยาวเกินไป เฉินสือสำหรับมันแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ผู้สัญจรผ่านทางในช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิตอันยาวนานของมันเท่านั้น เป็นเพียงแค่คนที่นำพาความรู้แจ้งทางจิตใจแห่งมรรคามาให้มันในครั้งนี้เท่านั้น
ตกกลางคืน มันเข้าฝันเด็กหนุ่มคนนี้ ชี้แนะวิธีหายใจรับส่งปราณ และวิธีโคจรเลือดแท้ ให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกายตามความนึกคิดของตนเองให้แก่เฉินสือ
ตอนที่เฉินสือนอนหลับ เขาก็ฝึกฝนตามมัน พอถึงตอนกลางวัน เขาก็จะลืมเรื่องพวกนี้ไปหมด พอตกกลางคืนในความฝันก็จะนึกขึ้นมาได้ และฝึกฝนตามมันต่อไป
ผ่านไปห้าหกวัน การเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้จึงถือว่าเสร็จสมบูรณ์
งูยักษ์เสวียนซานไม่ได้เข้าฝันเขาอีก
ในมุมมองของมัน มันได้ตอบแทนบุญคุณขาหลังเฟิงซีที่เฉินสือนำมาถวายเรียบร้อยแล้ว
เฉินสือหลับตาลง วินาทีนี้ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงเลือดในร่างกายที่สูบฉีดออกจากหัวใจ นำพาปราณแต่กำเนิดอันมหาศาลส่งไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เลือดแท้ก็ส่งไปถึงปลายประสาทแขนขา เส้นเลือดทุกเส้น อวัยวะภายในทั้งห้าและหก หรือแม้กระทั่งสภาพต่างๆ บนผิวหนัง ล้วนสะท้อนชัดเจนอยู่ในหัวของเขา!
เขาสามารถรับรู้ถึงบาดแผลบนผิวหนัง รอยแผลเป็นจากอาการบาดเจ็บในอดีตได้อย่างชัดเจน
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านผิวหนัง การพลิ้วไหวของเส้นขนทุกเส้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถโคจรเลือดลมไปซ่อมแซมบาดแผลและรอยแผลเป็นของตัวเองได้!
นี่คือความมหัศจรรย์ที่ได้จากการเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้!
ไม่เพียงเท่านั้น การหล่อหลอมเลือดแท้ ทำให้อวัยวะภายในของเขาได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดแท้อยู่ตลอดเวลา เลือดลมไหลเวียน อวัยวะภายในก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ความบกพร่องของอวัยวะภายใน และจุดที่อ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด ก็ค่อยๆ ได้รับการเติมเต็ม!
นี่คือขั้นที่สองของกายาทิพย์ เรียกว่า เบญจวัยวะแท้จริง (อวัยวะภายในแท้จริงทั้งห้า)
ต้องผ่านการเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้เสียก่อน อวัยวะภายในถึงจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดแท้ จนก้าวไปสู่ระดับเบญจวัยวะแท้จริงได้
เฉินสือเดินเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสง ศาลเจ้าเทพก็ปรากฏขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เปล่งประกายเจิดจ้า สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้เขาหยุดเดินเคล็ดวิชา ศาลเจ้าเทพก็ยังคงอยู่ ผ่านไปสักหนึ่งหรือสองอึดใจถึงจะสลายไป
เขาดีใจจนเนื้อเต้น
“ถ้าศาลเจ้าเทพอยู่ได้นานกว่านี้ ฉันก็สามารถลองฝึกวิชาเพลงกระบี่ในเคล็ดวิชาปราณแท้แห่งใจสวรรค์ได้ เพียงแต่ถ้าจะเรียนวิชานี้ ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาในตำบลถึงจะได้”
เขาเก็บเงินมาได้ก้อนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะพอจ่ายค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาหรือเปล่า
เฉินสือเดินออกจากศาลเจ้าเทพขุนเขา สองมือยกหม้อใบใหญ่ที่สามารถลงไปต้มตัวเองได้ขึ้นมา ใช้กระดองเต่าที่เก็บมาได้ทำเป็นฝาชี แล้วเดินออกจากหุบเขา
หลังจากเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้แล้ว เขาก็ไม่รู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ในป่าลึกเพื่อล่าสัตว์ เขาสามารถกลับบ้านได้แล้ว
การมาเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้ในครั้งนี้ เขาจากบ้านมาหลายวัน รู้สึกคิดถึงปู่กับเฮยโกว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจากบ้านมานานขนาดนี้ แถมยังแบกหม้อต้มยาใบใหญ่ของบ้านมาด้วย ในใจอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล กลัวว่าปู่จะลงโทษ
“แต่ของกินที่บ้านก็ถูกฉันกินจนหมดเกลี้ยงจริงๆ ถ้าไม่พึ่งพาภูเขาหากิน ฉันก็ต้องหิวตายแน่ๆ”
เฉินสือคิดในใจ “ปู่ต้องโกรธแน่ๆ หม้อดำก็ต้องคอยยุแยงอยู่ข้างๆ แน่เลย แต่ถ้าฉันยอมรับผิดแต่โดยดี ต่อให้หม้อดำจะใส่ร้ายป้ายสี ปู่ก็คงไม่ตีฉันจนตายหรอกมั้ง อย่างมากก็แค่จับแขวนแล้วตี”
เขาเดินผ่านหมู่บ้านกั่งจื่อ มาที่หน้าประตูบ้านยายชา และเอ่ยทักทายยายชา
ยายชามองเขาอย่างระแวดระวัง ไม่ยอมให้เขาเข้าบ้าน
“แม่ที่ตามใจลูก มักจะได้ลูกไม่เอาไหน บ้านข้าไม่มีข้าวสารเหลือสักเม็ดแล้ว!” ยายชาร้องห่มร้องไห้ตัดพ้อ
เฉินสือวางหม้อใบใหญ่ลง เปิดฝาชีออก หยิบเนื้อสัตว์วิเศษหนักร้อยกว่าชั่งออกมาจากข้างใน แล้วยิ้ม “ผมกินของของยายไปตั้งเยอะ ก็เลยเอาเนื้อมาให้เป็นการชดเชยครับ”
พอเห็นดังนั้น ยายชาก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง พูดด้วยความกระดากอายว่า “บอกตามตรง ยายก็เพิ่งซื้อข้าวสารมานิดหน่อย ที่บ้านพอจะมีข้าวกินอยู่ เจ้าสิบ กินข้าวด้วยกันก่อนค่อยไปสิ?”
เฉินสือเห็นว่านางไม่ได้ชวนกินข้าวด้วยความจริงใจ จึงอ้างว่าคิดถึงบ้าน แบกหม้อใบใหญ่เดินจากไป
หม้อใบใหญ่นั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์วิเศษนานาชนิด ล้วนเป็นส่วนที่อร่อยที่สุดของสัตว์วิเศษ เขาตัดใจกินไม่ลง นอกจากจะเอามาฝากยายชาแล้ว ยังต้องเอาไปให้ปู่กับแม่บุญธรรมศิลาจารึกอีกด้วย
เขากลับมาถึงหมู่บ้านหวงพัว มาที่หน้าประตูบ้านย่าอวี้จู วางหม้อใบใหญ่ลง แล้วเคาะประตู
ตอนที่อวี้จูมาเปิดประตู กลับไม่เห็นใครอยู่ข้างนอก ที่บานประตูมีเนื้อสัตว์วิเศษแขวนอยู่ชิ้นหนึ่ง กะด้วยสายตาน่าจะหนักสักสิบกว่าชั่ง
และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากบ้านข้างๆ อวี้จูหันไปมอง เฉินสือกำลังแขวนเนื้อไว้ที่ประตูบ้านข้างๆ กะด้วยสายตาน่าจะหนักสิบกว่าชั่งเหมือนกัน
ย่าอวี้จูตะโกนถามมาจากข้างหลัง “นังหนู ใครมาอยู่ข้างนอกน่ะ?”
“ย่าจ๋า ก็ไอ้เด็กผีที่ย่าพูดถึงไง”
อวี้จูหิ้วเนื้อชิ้นนั้นกลับเข้ามาในลานบ้าน กระซิบกระซาบกับย่าว่า “เขาเอาเนื้อพวกนี้มาให้พวกเรา ย่าจ๋า เราไม่ได้กินเนื้อมาตั้งนานแล้วนะ!”
ย่าอวี้จูประหลาดใจ เขย่งเท้าเดินเตาะแตะออกจากลานบ้าน ก็เห็นเฉินสือเดินเคาะประตูบ้านทีละหลัง ไม่รอให้ใครออกมา ก็แขวนเนื้อไว้ที่ประตูบ้านคนอื่น
และด้วยวิธีนี้ เฉินสือก็เดินไปแขวนเนื้อไปตลอดทาง ไม่นานเนื้อสัตว์วิเศษในหม้อก็หายไปกว่าครึ่ง
พอมาถึงบ้านของเฉินสือ เนื้อในหม้อก็ร่อยหรอจนเห็นก้นหม้อ เหลือแค่สองสามชิ้นเท่านั้น
“เด็กคนนี้ก็มีน้ำใจเหมือนกันนะ ถ้าตอนนั้นเขาไม่ตายล่ะก็…”
ย่าอวี้จูถอนหายใจ หันไปกำชับอวี้จู “จำไว้นะ ห้ามไปเล่นกับเขาเด็ดขาด! เขาเป็นเด็กผี!”
เฉินสือผลักประตูบ้าน แบกหม้อใบใหญ่เดินเข้ามาในลานบ้าน ส่งเสียงจุ๊ๆ สองที เรียกเฮยโกวออกมา แล้วล้วงเอาเนื้อสัตว์วิเศษชิ้นหนึ่งออกมาจากหม้อ
เฮยโกวดีใจจนเนื้อเต้น ล้มเลิกความคิดที่จะช่วยปู่ดุด่าที่เขาหายหน้าไปหลายวัน คาบเนื้อเดินไปมุดอยู่ใต้โต๊ะ แล้วสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย
เฉินสือตะโกนเรียกเข้าไปในห้องโถง “ปู่ครับ ผมกลับมาแล้ว!”
“หึ ยังรู้จักกลับมาอีกนะ!”
ปู่เดินออกมาจากห้องโถง ในมือบีบเทียนไขที่กินไปครึ่งแท่งไว้ สีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ดุด่าว่า “จะออกไปไหนก็ไม่บอก เก่งนักก็ไปตายอยู่ข้างนอกเลยไม่ต้องกลับมาอีก! จริงไหม หม้อดำ? หม้อดำ! มุดหัวไปอยู่ไหนแล้ว? ไม่รู้จักช่วยกันด่าสักสองสามคำ…”
ปู่ด่าไปสองประโยค เฉินสือหยิบเนื้อสัตว์วิเศษที่เหลือออกมาจากหม้อ แล้วยิ้ม “ปู่ครับ มื้อเย็นกินเจ้านี่กัน!”
ปู่เอาเนื้อไปแขวนไว้ อยากจะด่าเขาอีกสักสองสามคำ แต่ก็ไม่รู้จะด่าตรงไหนดี อยากจะตีก็ตัดใจตีไม่ลง
“สองสามวันก่อนฉันไปรับงานมา ได้เงินมานิดหน่อย ก็เลยซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้แก อยู่ในห้องแกนั่นแหละ ลองไปใส่ดูสิว่าพอดีไหม”
เฉินสือรีบเดินเข้าไปในห้อง สองสามวันที่ผ่านมานี้พอเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้ ตัวเขาก็สูงขึ้นมาก รู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่มันคับไปหมด กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงปู่ถึงจะยอมควักเงินซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ ไม่คิดเลยว่าปู่จะซื้อมาให้แล้ว
บนเตียงมีเสื้อผ้าชุดใหม่วางอยู่ นอกจากเสื้อกล้ามกับกางเกงชั้นในที่ใส่ติดตัวแล้ว ยังมีเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน กางเกงสีขาว เสื้อตัวยาวสีฟ้าคราม แล้วก็เข็มขัดผ้าไหมสีแดง กับถุงหอมสีฟ้าอีกหนึ่งใบ
เฉินสือสวมเสื้อผ้าจนเสร็จสรรพ ขนาดพอดีเป๊ะราวกับสั่งตัด
เขาดีใจจนเนื้อเต้น กำลังจะเดินออกไป ก็เหลือบไปเห็นว่าบนเตียงยังมีริบบิ้นผูกผมอีกเส้นหนึ่ง สีแดงเหมือนกัน แต่ค่อนไปทางสีชมพูบานเย็น
เฉินสือมัดผมเสร็จ ก็เดินออกจากห้อง
“หล่อใช้ได้เลยนี่ไอ้หนู!” ปู่เอ่ยชม
เฉินสือดีใจมาก ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นสักรอบ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าในหมู่บ้านนี้ตนเป็นที่รังเกียจทั้งคนและหมา ไม่มีเพื่อนสักคน ก็เลยต้องล้มเลิกความตั้งใจ
“ปู่บอกว่าไปรับงานมาคืองานอะไรเหรอครับ?” เขาถามด้วยความสงสัย
“หมู่บ้านซานอินเจอผีหลอก ลาของบ้านตระกูลหวังตาย แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ พอตกดึกมันก็ฟื้นขึ้นมา ลุกขึ้นมาลากโม่ทั้งคืน พอฟ้าสางก็งอกกรงเล็บและเขี้ยวแหลมคมออกมา จะกินคน ไล่กัดคนไปทั่วถนน กัดคนเจ็บไปหลายคนเลย”
ปู่จัดแจงสมุนไพรไปพลาง พูดอย่างเนิบนาบไปพลาง “แม่บุญธรรมในหมู่บ้านก็ไม่สนใจ พวกเขาเลยต้องมาเชิญฉัน ฉันไปดูมาแล้ว ปรากฏว่าตอนกลางคืนมันไปตากแสงจันทร์ ก็เลยกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไป แต่เพราะมันกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายในหมู่บ้าน แม่บุญธรรมก็เลยไม่สนใจ”
เฉินสือถามต่อ “แล้วยังไงต่อครับ?”
“แล้วยังไงต่อเหรอ? ฉันก็เลยปราบลาตัวนั้น เอาไปคืนให้ตระกูลหวัง ได้เงินมาหนึ่งตำลึง ก็เลยเอามาซื้อเสื้อผ้าชุดนี้ให้แกไง”
เฉินสือทำหน้างง “ตระกูลหวังจะเอาลาที่กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปทำอะไรครับ?”
“เอาไปลากโม่น่ะสิ”
ปู่ตอบหน้าตาเฉย “ลามันตายไปแล้ว กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แค่ให้ตากแสงจันทร์ก็มีแรงแล้ว สามารถลากโม่ได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องพัก เงินที่หาได้เยอะกว่าหนึ่งตำลึงตั้งเยอะ”
เฉินสือร้องอ้อ
“แต่ฉันได้ยินคนเขาบอกว่า เมื่อวานลาตัวนั้นตายไปแล้ว น่าจะเพราะถูกใช้งานหนักเกินไป จนตระกูลหวังใช้งานมันจนตาย”
ปู่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “จากนั้นตระกูลหวังก็ถลกหนังลา เอาไปเคี่ยวเป็นกาวเจียวกาว ได้เงินมาอีกก้อน หนึ่งตำลึงนี่ ถือว่าเรียกน้อยไปหน่อย”
ปู่ถอนหายใจพลางส่ายหน้า
เฉินสือเบิกตากว้าง ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?
เขาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมา หันไปมองเฮยโกว “ถ้าหมากลายเป็นสิ่งชั่วร้าย เราจะรีดเลือดหมาดำไปได้เรื่อยๆ หรือเปล่านะ…”
ใต้โต๊ะ เฮยโกวรีบเอาตัวบังเนื้อชิ้นนั้นของตัวเองไว้อย่างเงียบๆ กลัวว่าเขาจะมุดลงมาแย่งของมันไป
เพราะเมื่อก่อนเฉินสือก็เคยทำแบบนี้มาแล้ว
ณ หมู่บ้านหวงหยาง หลิวฝูกุ้ยกำลังเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ในหมู่บ้าน
เขายังเป็นแค่เด็ก ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว เพียงแต่ยังมักจะรู้สึกหนาวอยู่บ่อยๆ ตอนกลางคืนที่นอนหลับก็มักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ส่วนเรื่องปัสสาวะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำคนเดียว ต้องให้ผู้ใหญ่ไปเป็นเพื่อนตลอด
แม้อากาศจะเย็นสบาย แต่เขาก็ยังคงสวมเสื้อหนาวหนาเตอะ ใบหน้าซีดเผือด
เขาเดินไปพลางชะโงกหน้ามองลงไปในคูน้ำไปพลาง เขาจำได้ว่าเคยเห็นปลาเป่าฮุ่ยตัวใหญ่ในคูน้ำสายนี้ วันนี้เขาทำเบ็ดตกปลามา ตั้งใจจะตกมันขึ้นมาให้ได้
จู่ๆ เขาก็เดินไปชนเข้ากับคนคนหนึ่ง ราวกับชนเข้ากับโครงเหล็ก แข็งปั๋ง ขนาดใส่เสื้อหนาวหนาๆ ก็ยังเจ็บจนแทบน้ำตาร่วง
“ไอ้เด็กเวร เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ!”
คนที่ถูกเขาเดินชนเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา ยกเท้าถีบเขาตกลงไปในคูน้ำ
หลิวฝูกุ้ยใส่เสื้อผ้าหนาเตอะ ในใจก็ตื่นตระหนก กลัวว่าจะจมน้ำตาย รีบตะเกียกตะกายดิ้นรน แต่กลับพบว่าใต้ร่างลื่นปรู๊ดปร๊าด นั่นมันปลาเป่าฮุ่ยตัวใหญ่นั่นเอง เขารีบตะครุบมันไว้ทันที
น้ำในคูไม่ได้ลึกมากนัก เขากดปลาเป่าฮุ่ยที่ดิ้นพล่านสะเปะสะปะเอาไว้ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปบนฝั่ง ก็เห็นว่าคนที่ถีบเขาตกลงมาคือนายจ้างหนุ่มอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี สวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม ใส่เสื้อคลุมสีฟ้าคราม ปกเสื้อสีขาว สวมรองเท้าหัวตัดสีดำ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย น่าจะเป็นบัณฑิตที่มาจากในเมือง
ด้านหลังนายจ้างหนุ่มคนนี้ ยังมีชายหญิงหนุ่มสาวที่แต่งกายคล้ายๆ กันอีกหลายคน อายุตั้งแต่สิบสี่สิบห้าไปจนถึงยี่สิบสามสิบปี มีทั้งหมดหกคน
ด้านหลังคนทั้งหก คือองครักษ์เสื้อแพรในชุดเฟยอวี้สีแดง กางเกงทรงกระโปรงม้า คาดดาบไว้ที่เอว มีประมาณสามสี่สิบคน
องครักษ์เสื้อแพรที่เป็นผู้นำเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคล้ำดำ ไว้หนวดเคราครึ้ม คิ้วหนาดกดำ ชี้เฉียงลงมาคล้ายตัวอักษร ‘ปา’ (八) ดำขลับเป็นประกาย สะพายปืนไฟสามตากระบอกหนึ่งไว้ที่หลัง ดูน่าเกรงขาม โดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
“น้องเหยียน พูดจากับชาวบ้านให้มันดีๆ หน่อยสิ ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูตระกูลอื่น เขาจะหัวเราะเยาะตระกูลจ้าวของเราได้นะว่ามารังแกเด็ก!”
บัณฑิตวัยยี่สิบเศษผู้หนึ่งมีสีหน้าขรึมลง เอ่ยตำหนิ “พวกเรามาสืบเรื่องการหายตัวไปของพี่รอง ไม่ได้มาเพื่อวางก้ามข่มขู่ใคร! พวกเจ้าจงสำรวมไว้บ้าง อย่าก่อเรื่อง!”
บรรดาบัณฑิตเหล่านั้นพากันรับคำ พูดว่า “พี่สามพูดถูกแล้ว”
พี่สามท่านนั้นก็คือคุณชายสามแห่งจวนเสวียนอิง ตระกูลจ้าวแห่งมณฑลซินเซียง นามว่าจ้าวเยว่
ตระกูลจ้าวเป็นตระกูลใหญ่ สมาชิกมากมาย บรรพบุรุษตระกูลจ้าวเคยติดตามปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิงทำศึกสงคราม สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ปฐมกษัตริย์จึงไม่ได้สั่งประหารล้างโคตรตระกูลนี้
ต่อมาตระกูลจ้าวได้อพยพมาอยู่ที่ทวีปซีหนิวซินโจว ซึ่งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ จึงไม่ถูกกวาดล้าง
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พระราชอำนาจเสื่อมถอย ตระกูลจ้าวก็ฉวยโอกาสผงาดขึ้นมา บริหารจัดการมณฑลซินเซียงจนเติบใหญ่ มีการจัดตั้งจวนขึ้นมาสี่แห่ง ได้แก่ จวนเทียนลู่ จวนตี้กัง จวนเสวียนอิง และจวนหวงถิง
คุณหนูรองตระกูลจ้าวและจ้าวเยว่กับพวก ก็มาจากจวนเสวียนอิง โดยมีจ้าวเยี่ยนหลง ผู้เป็นเจ้าสำนัก เป็นบิดาของพวกเขา
เพียงแต่จวนเสวียนอิงนั้นใหญ่โตมาก จ้าวเยี่ยนหลงนอกจากจะมีภรรยาเอกแล้ว ยังมีอนุภรรยา สาวใช้ประจำห้อง และภรรยาน้อยที่เลี้ยงไว้ข้างนอกอีกมากมาย มีลูกเต้ามากมายถึงสิบเก้าคน
และนอกจากสายของจ้าวเยี่ยนหลงแล้ว ยังมีสายย่อยอีกมากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นพี่น้องของจ้าวเยี่ยนหลง ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไป แค่คนรุ่นต่อไปที่ใช้แซ่จ้าว ก็มีถึงสองสามร้อยคนแล้ว
นี่เป็นแค่จวนเสวียนอิงเพียงแห่งเดียวเท่านั้นนะ
ถ้าหากรวมอีกสามจวนที่เหลือ ก็จะยิ่งมากกว่านี้
ดังนั้นเวลาที่จ้าวเยว่และพรรคพวกเดินทางไปไหนมาไหน ถึงได้สำรวมตัวนัก ไม่อยากทิ้งช่องโหว่ให้ตระกูลอื่นจับผิดได้ และก็ไม่อยากให้ลูกหลานจากอีกสามจวนเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างโจมตีจวนเสวียนอิงของพวกเขาได้เช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง จ้าวเยว่ก็ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของผู้อาวุโสในตระกูล โดยมีองครักษ์เสื้อแพรหน้าหนวดเคราครึ้มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ด้านหลัง ดูน่าเกรงขามจนน่าขนลุก
จ้าวเยว่ยกถ้วยชาขึ้นมา เป่าฟองอากาศที่ยังไม่ทันสลายตัวบนผิวน้ำชาเบาๆ สูดดมกลิ่นหอมของชา ค่อยๆ หรี่ตามองชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางที่คุกเข่ากันอยู่มืดฟ้ามัวดินเบื้องล่างด้วยความรู้สึกจนปัญญา เอ่ยว่า “ลุกขึ้นเถอะ ข้าแม้จะเป็นขุนนาง แต่การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาทำราชการ พวกเจ้าคุกเข่าให้ข้าแบบนี้ ถ้ามีใครเอาไปพูด มันจะดูไม่งาม”
ชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
จ้าวเยว่เงยหน้ามองใบหน้าที่ซูบผอมเหลืองซีดของชาวบ้านเหล่านี้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยความจนใจว่า “พวกเจ้าคุกเข่าลงเหมือนเดิมเถอะ พวกเจ้าลุกขึ้นยืนแล้ว ข้ามองไม่ค่อยถนัด”
ชาวบ้านพากันคุกเข่าลงไปอีกครั้ง นิ่งขึงไม่ไหวติง
จ้าวเยว่จิบชา วางถ้วยชาลง แล้วพูดเรียบๆ “พูดมาเถอะ เถี่ยปี่เวิงมาขอพักที่หมู่บ้านพวกเจ้าคืนหนึ่ง ผ่านไปไม่กี่วันก็ถูกคนลอบทำร้าย ใครเป็นคนฆ่า? พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้จ้างวานฆ่าคนของตระกูลจ้าวของข้า?”

0 Comments