You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“มาจากเมืองหลวงของมณฑล? มาตามหาคุณหนูตระกูลจ้าวที่หายตัวไป?”

เฉินสือนึกถึงหญิงสาวชุดม่วงที่ถูกตนหลอกให้ไปที่โรงเผาเครื่องเคลือบ จนกลายเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

ตระกูลจ้าวแห่งมณฑลซินเซียง ในที่สุดก็ส่งคนมาตามหาจนได้

แต่นี่ก็ไม่แปลก ทว่าหญิงสาวชุดม่วงเดินทางโดยมีองครักษ์เสื้อแพรสิบกว่าคนคอยคุ้มกัน เห็นได้ชัดว่าฐานะในตระกูลจ้าวย่อมไม่ธรรมดา นางหายตัวไปสิบกว่าวัน ตระกูลจ้าวย่อมต้องส่งคนออกมาตามหาร่องรอยของนางอย่างแน่นอน

“จะว่าไปแล้ว เมื่อก่อนคนที่ถูกฉันหลอกไปโรงเผาเครื่องเคลือบ ก็น่าจะมีสักสองร้อยกว่าคน ตายไปก็ตั้งเยอะ ทำไมครอบครัวของพวกเขาถึงไม่มาตามหาบ้างเลยนะ?” เฉินสือคิดในใจ

เขาสะกดข่มความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ลงไป แล้วเอ่ยถามต่อว่า “นักพรตวาดยันต์ที่อายุมากคนนี้ ตอนกลางคืนเขาไปพักที่บ้านร้างตระกูลเตี๋ยนงั้นเหรอ?”

ซานวั่งส่ายหน้า “กลางคืนเขานอนในศาลเจ้าแม่บุญธรรมขอรับ”

สายตาของเฉินสือจับจ้องไปที่ศาลเจ้ากลางหมู่บ้านด้วยแววตาล้ำลึก พลางพึมพำเสียงเบา “ค้างคืนในศาลเจ้างั้นเหรอ…”

ของเซ่นไหว้ในศาลเจ้าแห่งนั้นลดน้อยลงไปมาก รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุสวาปามของเซ่นไหว้ที่กองเป็นภูเขาเลากาไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นท่อนบนที่ดูราวกับภูเขาเนื้อ

เฉินสือละสายตากลับมา หยิบเศษเงินที่ซานวั่งให้มาเมื่อครู่ขึ้นมา เขี่ยดูในฝ่ามืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเงินก้อนหนึ่งที่หนักราวๆ หนึ่งตำลึงกว่ายื่นส่งให้ซานวั่ง

ซานวั่งไม่เข้าใจ มองหน้าเขาด้วยความสงสัย

“เอาเงินก้อนนี้ไป จัดการฝังโลงศพทั้งแปดโลงนั้นซะ แล้วก็เด็กอีกสามคนนั่นด้วย ไปซื้อโลงมา แล้วจัดการฝังศพให้ดีๆ”

เฉินสือหันไปมองทางเข้าหมู่บ้าน แล้วสั่งว่า “ไปเอาเก้าอี้มาให้ฉันสองตัว วางไว้ที่หมู่บ้าน ฉันจะรอคน”

ซานวั่งไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็ยอมทำตาม ไปยกเก้าอี้มาให้สองตัว

เฉินสือมาที่ทางเข้าหมู่บ้าน นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วหันไปพูดกับเฮยโกวที่อยู่ข้างๆ ว่า “ฟู่กุ้ยเป็นเพื่อนฉัน เป็นเพื่อนคนเป็นๆ คนเดียวของฉัน เขาเจ็บหนักขนาดนี้ ฉันจะทิ้งเขาไปไม่ได้ นักพรตวาดยันต์ที่ทำร้ายเขาถูกฉันทำน้ำมันตะเกียงหก ทำลายแผนการของเขาจนพังทลาย เขาต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ และจะต้องกลับมาแก้แค้นฉันอย่างแน่นอน”

เฮยโกวแกว่งหางไปมา เป็นการแสดงความเห็นด้วย

เฉินสือพูดต่อ “นักพรตวาดยันต์คนนี้เก่งมาก เกรงว่าจะเก่งกว่าปู่ซะอีก ปู่แก่แล้ว ฝีมือไม่เหมือนเมื่อก่อน อาจจะสู้เขาไม่ได้”

เฮยโกวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้แกว่งหาง

ถ้าเฉินสือได้เห็นตอนที่ปู่บินออกไปนอกบ้านตอนกลางคืน เกรงว่าคงไม่พูดแบบนี้หรอก

เฉินสือพูดต่อ “ตามหลักแล้ว ฉันไม่ควรทำอวดเก่ง นั่งรอเขาอยู่ที่นี่ ฉันควรรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ จริงไหม?”

เฮยโกวพยักหน้าอย่างจริงจัง

นักพรตวาดยันต์คนนั้นอันตรายเกินไป ควบคุมยันต์จากระยะไกลให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดยันต์ มาต่อสู้กับเฉินสือ แถมยังกดดันเฉินสือได้อีกต่างหาก

หากเฉินสือไม่ได้วาดรูปยันต์ขุนเขาทั้งห้าสะกดวิญญาณเตรียมไว้ก่อน เกรงว่าคงต้องไปจบชีวิตอยู่ในท้องของสัตว์ประหลาดยันต์ไปแล้ว!

หากต้องเผชิญหน้ากับนักพรตวาดยันต์ผู้นี้ตรงๆ ย่อมต้องอันตรายกว่านี้แน่นอน

เฉินสือพูดต่อ “เขากลับมาด้วยความโกรธแค้น ต้องเตรียมตัวมาอย่างดีแน่ ยันต์ของเขาก็แปลกประหลาดขนาดนั้น ฉันต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นการหนี ย่อมเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด”

เฮยโกวพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับแกว่งหางไปด้วย

“แต่ว่า ทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนี่นา!”

เฉินสือพูดขึ้นเสียงดังจู่ๆ “เฮยโกว ทำแบบนี้มันไม่ถูก จริงไหม? ฆ่าเด็กไปตั้งสี่คน เพียงเพื่อจะหลอมน้ำมันตะเกียงบ้าบออะไรนั่น มันไม่ถูกต้องเลย จริงไหม? โลกนี้ไม่ต้องการความยุติธรรมแล้วเหรอ? ฉันคิดว่ามันต้องการนะ! ต้องมีใครสักคนกล้าลุกขึ้นมา แล้วตะโกนบอกว่าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง! เพราะงั้น ฉันหนีไปไม่ได้หรอก”

เขามองดูมือทั้งสองข้างของตัวเอง แล้วเอ่ยเสียงเบา “ฉันหนีไปไม่ได้ ถ้าฉันหนีไป นักพรตวาดยันต์คนนั้นก็ต้องกลับมา แล้วก็จะจับตัวฟู่กุ้ยไปอีก ฉันหนีไม่ได้ ฉันต้องอยู่รอเขาที่นี่ ฉันสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่ว่า… ต้องมีใครสักคนทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ต้องมีใครสักคนเสียสละเพื่อเรื่องนี้!”

เขารู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ในใจยังคงคุกรุ่นไปด้วยความโกรธ

เขาอยากจะพุ่งเข้าไป ซ้อมนักพรตวาดยันต์คนนั้นให้หนัก จนกว่าจะตีมันให้ตายคามือไปเลย!

ถ้าแกไม่ตีฉันให้ตาย ฉันก็จะตีแกให้ตาย!

เฮยโกวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยปากห้ามเฉินสือ

มันรู้ดีว่านิสัยของเฉินสือเป็นอย่างไร ภายนอกดูเหมือนเป็นคนฉลาดแกมโกง แต่แท้จริงแล้วเป็นคนหัวรั้นและดื้อดึงมาก

เกิดมาก็หัวรั้นเหมือนลา ถ้าปักใจเชื่อเรื่องอะไรแล้ว ก็ไม่มีวันยอมเปลี่ยนใจเด็ดขาด

เฮยโกวรู้สึกวางใจ ถึงยังไงเฉินสือก็ทิ้งจดหมายไว้ให้ปู่แล้ว พอปู่กลับมาถึงบ้านเห็นจดหมาย ก็ต้องรีบตามมาที่หมู่บ้านหวงหยางแน่

พอถึงตอนนั้น ค่อยให้ปู่เป็นคนจัดการกับนักพรตวาดยันต์อายุมากคนนั้นก็แล้วกัน

อีกด้านหนึ่ง ภายในค่ายพักแรมแห่งหนึ่งทางตีนเขาด้านตะวันตกของภูเขาเฉียนหยาง ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ จู่ๆ กระโจมแบบมองโกลหลังหนึ่งก็ถูกเปิดออก ชายชราผมสีดอกเลาเดินหน้าดำคร่ำเครียดออกมา ผูกยันต์ม้าเกราะไว้ที่ขา แล้วรีบเดินออกจากค่ายไปทันที

“ไอ้เด็กเปรต บังอาจมาทำลายแผนของข้า!”

ชายชราผมสีดอกเลาโกรธจัดจนแทบคลั่ง กัดฟันกรอดพูดว่า “ข้าอุตส่าห์หลอมตะเกียงต่ออายุมาตั้งนาน ขาดเด็กผู้ชายบริสุทธิ์อีกแค่คนเดียวก็จะสำเร็จอยู่แล้ว แต่กลับถูกแกมาทำลายซะได้ ข้าไม่มีวันละเว้นแกแน่! ทำลายน้ำมันตะเกียงของข้า กระทืบหม้อของข้าจนพัง ถ้าข้าไม่ได้หลอมแกให้กลายเป็นน้ำมันตะเกียงล่ะก็ ถือว่าเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา ข้ามีชีวิตอยู่เสียเปล่า!”

เขาเปิดใช้งานยันต์ม้าเกราะ เพียงเห็นสายลมพัดหมุนวนอยู่ใต้ฝ่าเท้า ถึงกับพยุงร่างของเขาให้ลอยขึ้นจากพื้นได้ถึงสามสี่นิ้ว!

“เถี่ยปี่เวิง เจ้าจะไปไหนรึ?”

จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกหยุดเขา ชายชราผมสีดอกเลารีบหันกลับไปมอง ไม่กล้าชักช้า รีบยิ้มประจบประแจงผู้มาเยือน “ผู้ดูแลจ้าวคงยังไม่รู้ ข้ามาสืบเรื่องการหายตัวไปของคุณหนูรองในชนบท ก็เลยถือโอกาสหลอมของดีๆ ไว้เผื่อจะนำไปมอบให้นายท่าน เพื่อสร้างผลงาน หวังให้นายท่านเลื่อนขั้นให้ แต่นึกไม่ถึงเลยว่า วันนี้จะถูกนักพรตวาดยันต์บ้านนอกคนหนึ่งมาทำลายแผนการของข้าเสียได้ ข้าเลยตั้งใจจะไปคิดบัญชีกับมันสักหน่อยขอรับ”

ผู้มาเยือนเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมแหวนหยกสีเขียวมรกตที่นิ้วมือ ที่เอวห้อยป้ายหยก เขาคือจ้าวหมิง ผู้ดูแลจวนเสวียนอิงของตระกูลจ้าวแห่งมณฑลซินเซียงนั่นเอง

จ้าวหมิงพัดพัดจีบไปมา ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วแค่นหัวเราะเย็นชา “ของที่จะมอบให้นายท่าน คงไม่ใช่ตะเกียงต่ออายุหรอกนะ? เจ้าคิดจะทำร้ายคนอีกแล้วสิ เถี่ยปี่เวิง ที่นายท่านเห็นคุณค่าในตัวเจ้า ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเชี่ยวชาญวิชาอาคมสารพัด วาดรูปยันต์ได้เก่งกาจ ไม่ใช่เพราะความประจบประแจงสอพลอของเจ้าหรอกนะ! ตะเกียงต่ออายุของเจ้านี่มันทำร้ายชีวิตคน ถ้าหากเจ้าหลอมสำเร็จ คนภายนอกก็จะเอาไปนินทาตระกูลจ้าวของข้าได้ ว่าแต่ เจ้าฆ่าคนไปกี่คนแล้วล่ะ?”

เถี่ยปี่เวิงไม่กล้าปิดบัง ยอมพูดความจริง “แค่สี่คนเองขอรับ”

จ้าวหมิงโมโห “ชีวิตคนตั้งสี่คนนี้ คนอื่นเขาไม่เอาไปคิดบัญชีกับเจ้าหรอก แต่เขาจะเอามาคิดบัญชีกับตระกูลจ้าวของข้าแทน! ช่างเถอะ เลิกหลอมของพรรค์นั้นได้แล้ว การเดินทางมาครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาคุณหนูรอง ไม่ใช่มาหลอมตะเกียงต่ออายุ คราวก่อนที่เจ้าบอกว่าจะวาดรูปยันต์ค้นหาวิญญาณ ยันต์นั่นอยู่ไหนล่ะ?”

เถี่ยปี่เวิงรีบหยิบยันต์ค้นหาวิญญาณออกมา พลางยิ้มประจบ “ยันต์ค้นหาวิญญาณวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านผู้ดูแลจ้าวลองดูสิขอรับ”

จ้าวหมิงคลี่ยันต์ค้นหาวิญญาณออก พิจารณาดูไปพลาง เอ่ยไปพลาง “นายท่านเองก็เชื่อมั่นในฝีมือของเจ้ายิ่งนัก เดิมทีนายท่านคิดว่าคุณหนูรองคงไปตายอยู่ในภูเขาเฉียนหยางแล้ว แต่เจ้ากลับสามารถคำนวณได้ว่าคุณหนูรองยังไม่ตาย หากเจ้าสามารถพาข้าไปพบคุณหนูรองได้สำเร็จล่ะก็ จะต้องกังวลเรื่องการเลื่อนขั้นไปทำไมเล่า?”

เถี่ยปี่เวิงดีใจเป็นล้นพ้น

การที่เขาคำนวณได้ว่าคุณหนูรองตระกูลจ้าวยังไม่ตายนั้น ไม่ใช่เพราะเขาหูตากว้างไกลอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเขาลองเรียกวิญญาณของคุณหนูรองดูแล้ว แต่เรียกยังไงก็เรียกไม่มา เขาจึงกล้าฟันธงว่าคุณหนูรองจ้าวยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

จ้าวหมิงส่งยันต์ค้นหาวิญญาณคืนให้เขา แล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อวาดยันต์เสร็จแล้ว พวกเราก็รีบไปตามหาคุณหนูรองกันเถอะ เรื่องแก้แค้นน่ะ เอาไว้ทีหลังเถอะ”

เถี่ยปี่เวิงรับคำ พลางกล่าวว่า “ไอ้เด็กนั่น ข้าจำหน้ามันได้แม่น มันหนีไม่พ้นหรอกขอรับ เมื่อครู่นี้ข้าน้อยได้ใช้ยันต์ค้นหาวิญญาณ ตรวจสอบดูแล้ว ก็พบว่าคุณหนูรองน่าจะอยู่แถวๆ นี้แหละขอรับ ท่านผู้ดูแลจ้าว จะให้ข้าน้อยไปเรียกคนอื่นมาด้วยไหมขอรับ?”

จ้าวหมิงนัยน์ตาเป็นประกาย หัวเราะ “เพิ่มคนมาอีกคน ก็ต้องแบ่งผลงานกันไปอีกคนน่ะสิ”

เถี่ยปี่เวิงเข้าใจความหมายทันที หยิบยันต์ม้าเกราะอีกชุดออกมา นั่งยองๆ ลงไปผูกยันต์ม้าเกราะให้จ้าวหมิงที่ขาทั้งสองข้างด้วยตัวเอง ทั้งสองคนก้าวเท้าไปตามสายลม ก้าวเพียงก้าวเดียวก็ไปได้ไกลกว่าหนึ่งจ้าง เดินเลียบไปตามตีนเขาด้านตะวันออกของภูเขาเฉียนหยาง

ภายนอกหมู่บ้านหวงหยาง เฉินสือนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน แสงแดดแผดเผาอย่างรุนแรง ทำเอาเขารู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย

โชคดีที่ภรรยาของซานวั่งกลัวว่าเขาจะหิว ก็เลยทำกับข้าวมาให้เขากินมื้อนึง

สองปีมานี้ ในที่สุดเฉินสือก็มีโอกาสได้กินกับข้าวที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมเป็นครั้งแรก ทำเอาเขาน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ เอ่ยชมไม่หยุดปาก จนภรรยาของซานวั่งเขินหน้าแดงก่ำ

“ก็แค่กับข้าวบ้านนอก จะไปอร่อยอะไรนักหนาล่ะ?” หญิงซื่อๆ คนนั้นลูบผ้ากันเปื้อนไปมา พลางหัวเราะร่วน

เฉินสือกินเรียบไม่เหลือหลอ พักผ่อนจนมีแรง แล้วก็กลับไปนั่งรอที่ทางเข้าหมู่บ้านต่อ

รอจนถึงช่วงบ่าย เฮยโกวก็ส่งเสียงเห่าสองครั้ง เฉินสือถึงได้ลุกขึ้น สะพายกล่องหนังสือขึ้นหลัง

รอต่อไปไม่ได้แล้ว

ขืนรอต่อไปฟ้าก็จะมืด แล้วจะกลับหมู่บ้านหวงพัวไม่ทัน

เฮยโกวเดาเวลาได้แม่นยำเสมอ ยกเว้นครั้งนั้นที่พระอาทิตย์ตกดินเร็วกว่าปกติไปหนึ่งเค่อ

เฉินสือไม่ได้บอกลากับชาวบ้านหวงหยาง เดินออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้ากลับไปที่หมู่บ้านหวงพัว

“นักพรตวาดยันต์คนนั้นไม่ได้มา บางทีเขาอาจจะกลัวว่าเรื่องที่เขาเอาเด็กมาหลอมเป็นน้ำมันตะเกียงจะถูกจับได้ แล้วจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง วันนี้เขาไม่โผล่มา แสดงว่าคงไม่มาแล้วล่ะ”

เฉินสือหันไปพูดกับเฮยโกว “นึกไม่ถึงเลยว่าคนพรรค์นี้จะยังห่วงหน้าตาตัวเองอยู่ น่าเจ็บใจจริงๆ ที่ครั้งนี้ไม่ได้เจอเขา อยากจะเจอเขาอีกที ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน”

เฮยโกวรีบก้าวฉับๆ ตามเขาไป รู้สึกผ่อนคลายลงมาก

เฉินสืออยากจะสู้กับนักพรตวาดยันต์คนนั้นเพื่อระบายความโกรธ แต่มันไม่อยากหรอกนะ

ถ้าหากเฉินสือเป็นอะไรไป ปู่จะสามารถช่วยชีวิตเฉินสือกลับมา แล้วซ้อมนักพรตวาดยันต์คนนั้นได้ไหมเนี่ย?

ปู่ก็คงเอาความผิดทั้งหมดมาโยนให้มันรับบาปแทนน่ะสิ!

เฉินสือแหงนหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดแผดเผาอย่างรุนแรง ไม่มีวี่แววว่าจะตกดินเลยสักนิด

ด้วยฝีเท้าของเขา น่าจะสามารถกลับถึงบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างแน่นอน

“ไม่รู้ว่าปู่กลับถึงบ้านหรือยังนะ…”

เฉินสือและเฮยโกวเดินไปได้สองสามลี้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังมาจากด้านหลัง เฉินสือชะลอฝีเท้าลง หันไปมอง ก็เห็นคนสองคนกำลังก้าวเท้ามาตามสายลม

ทั้งสองคน คนหนึ่งอายุมากแล้ว ผมเริ่มหงอกขาว อีกคนเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อผ้าหรูหรา ทุกก้าวที่เหยียบย่างลงไป จะมีลมหมุนพัดขึ้นมาพยุงร่างของทั้งสองเอาไว้ ทำให้เท้าของพวกเขาไม่จำเป็นต้องแตะพื้น

ด้วยเหตุนี้ เพียงแค่ก้าวเท้าก้าวเดียว ก็ไปได้ไกลกว่าหนึ่งจ้างแล้ว เดินทางได้รวดเร็วและประหยัดแรงเป็นอย่างมาก

“ยันต์ม้าเกราะมันใช้แบบนี้ได้ด้วยเหรอเนี่ย?”

เฉินสือรู้สึกประหลาดใจ จึงหลบเข้าข้างทาง รอให้ทั้งสองคนเดินผ่านไปก่อน

ปู่วาดยันต์ม้าเกราะให้เขาดู เขาก็ยืนดูอยู่ข้างๆ เรียนรู้วิชาวาดมาตั้งนานแล้ว แต่ปู่มักจะวาดยันต์ม้าเกราะไว้บนรถไม้ เพื่อให้รถไม้แล่นไปเอง เฉินสือไม่เคยเห็นปู่เอายันต์ม้าเกราะมาผูกไว้ที่ขาเลย

“ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมยังมีเด็กอยู่ข้างทางอีกล่ะ” ชายวัยกลางคนมองเห็นเฉินสือแต่ไกล จึงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย

ทั้งสองคนเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว นักพรตวาดยันต์วัยชราผู้นั้นก็คือเถี่ยปี่เวิงนั่นเอง เขาหัวเราะร่วน “ดึกป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน ไอ้เด็กนี่คงไม่รอดแล้วล่ะ น่าสงสารจริงๆ เสียดายที่ต้องรีบเดินทาง ไม่งั้นคงจับมาหลอมยาได้เลย…”

เขาพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็เห็นหน้าเฉินสือชัดเจน จึงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “เป็นแกเองรึ! ไอ้เด็กเปรตที่มาทำลายน้ำมันตะเกียงของข้า!”

เฉินสือก็ได้ยินเสียงของเขาพร้อมกัน ก็รู้สึกคุ้นหูมาก เบิกตากว้างขึ้นมาทันที

เฮยโกวเองก็ได้ยินเสียงของเถี่ยปี่เวิงเช่นกัน หูของมันตั้งชันขึ้นทันที ขนสีดำบนตัวลุกซัน หางชี้ตรงราวกับท่อนเหล็กสีดำ!

มันกำลังจะอ้าปากเตือนเฉินสือ แต่เฉินสือที่อยู่ข้างๆ กลับพุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง จนมันมองตามแทบไม่ทัน!

เฉินสือพุ่งเข้าหาเถี่ยปี่เวิง!

ราวกับเสือดาวที่ดักซุ่มรอมานาน พุ่งทะยานออกไปในพริบตา ก้าวเพียงก้าวเดียวก็ไปได้ไกลกว่าหนึ่งจ้าง เมื่อเท้าแตะพื้น เลือดลมในกายก็สูบฉีดเข้าสู่ฝ่าเท้า พอฝ่าเท้าแตะพื้น รองเท้าฟางที่สวมอยู่ก็ถูกดันจนปริแตกและหลุดออกไปดัง ‘เพียะ’!

ฝ่าเท้าของเฉินสือขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก้าวที่สองก็รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ยกระดับความเร็วขึ้นไปสู่จุดสูงสุด!

ลมกระโชกแรงพัดปะทะใบหน้า ผมที่มัดไว้ก็ถูกลมพัดจนปลิวว่อน ปลิวไปด้านหลังจนตึงเปรี๊ยะ!

ในเวลาเดียวกัน เถี่ยปี่เวิงและชายวัยกลางคนก็กำลังเดินมาทางนี้ ความเร็วของยันต์ม้าเกราะนั้นรวดเร็วอยู่แล้ว บวกกับเฉินสือที่พุ่งตรงเข้ามา ภายในชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากัน เหลือระยะห่างเพียงแค่หนึ่งจ้างเท่านั้น

เฉินสือปล่อยหมัดออกไป!

ปล่อยหมัดในระยะหนึ่งจ้าง!

เสียงหมัดที่แหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว แหลมปรี๊ด ถึงขั้นมีพลังอำนาจที่ทะลวงเข้าไปในสมองได้เลย

ความเร็วนี้มันเร็วเกินไปจริงๆ เถี่ยปี่เวิงเพิ่งจะพูดจบคำว่า “ไอ้เด็กเปรตที่มาทำลายน้ำมันตะเกียงของข้า” หมัดของเฉินสือก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว!

เฉินสือจดจำคำสอนของปู่เอาไว้ในใจอย่างแม่นยำ

เขาไม่มีพลังเวท ผู้ฝึกตนคนใดก็สามารถใช้คาถาปลิดชีพเขาได้อย่างง่ายดาย แต่เขามีพละกำลังมหาศาล ก็ย่อมสามารถสังหารผู้ฝึกตนเหล่านี้ได้เช่นกัน!

ทางแคบพบพาน หากต้องการเป็นผู้ชนะ ก็ห้ามให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสลงมือก่อนเด็ดขาด!

ทว่าความเร็วในการตอบสนองของเถี่ยปี่เวิงก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เสื้อคลุมตัวโคร่งของเขา ภายในแขนเสื้อทั้งสองข้างมียันต์สีเหลืองปลิวว่อน เป็นยันต์ที่วาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังพุ่งทะยานออกมา

ในเวลาเดียวกัน แสงศักดิ์สิทธิ์ก็เปล่งประกายขึ้นที่ด้านหลังศีรษะของเขา ศาลเจ้าค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางแสงสว่าง!

ภายในศาลเจ้า มีเงาร่างของครรภ์เทพปรากฏให้เห็นลางๆ!

ปราณแท้อันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากด้านหลังของเขาในชั่วพริบตา ปราณแท้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ เฉินสือไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถึงกับทำให้เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง!

จากแขนเสื้อข้างซ้ายของเถี่ยปี่เวิง ยันต์แผ่นแรกพุ่งทะยานออกมา ปะทะเข้ากับหมัดของเฉินสือ นั่นคือยันต์แปดทิศคุ้มกาย และในเวลาเดียวกัน ยันต์แผ่นที่สองก็เริ่มสาดแสงสีทองออกมา นั่นคือยันต์ระฆังทอง

ขอเพียงมียันต์แผ่นใดแผ่นหนึ่งถูกกระตุ้นให้ทำงาน เขาก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้!

ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ยันต์แปดทิศคุ้มกายสัมผัสกับหมัดของเฉินสือ ขาขวาของเฉินสือก็ตวัดไปที่หว่างขาของเขา ขาของเฉินสือราวกับคันธนูที่ถูกง้างจนสุดแล้วปล่อยออก พุ่งเข้าเตะที่หว่างขาของเขาอย่างจัง!

เรี่ยวแรงของเถี่ยปี่เวิงราวกับถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง แรงส่งของยันต์ม้าเกราะที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ถูกเฉินสือเตะสกัดเอาไว้จนหยุดชะงัก ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกกว้างกลมโต เจ็บจนต้องหันหน้าหนี ราวกับกำลังตั้งคำถามกับชีวิต

หมัดของเฉินสือกดทับยันต์แปดทิศคุ้มกายที่กำลังแผลงฤทธิ์ พุ่งเข้ากระแทกหน้าเขาอย่างจัง จนชายชรากระเด็นลอยไปด้านหลัง ร่างกายหมุนติ้วราวกับลูกข่าง

จ้าวหมิง ผู้ดูแลตระกูลจ้าวที่อยู่ข้างๆ เถี่ยปี่เวิงก็รู้สึกตัวเช่นกัน รีบกระตุ้นศาลเจ้า โคจรปราณแท้ เตรียมจะใช้คาถา เฉินสือเพิ่งจะซัดเถี่ยปี่เวิงกระเด็นไป ก็เหลือบไปเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างวาบขึ้นที่ด้านข้าง จึงรีบก้าวออกไปด้านข้างโดยไม่ลังเล หมุนตัว บิดเอว แล้วสับศอกซ้ายไปด้านหลัง ศอกของเขากระแทกเข้าที่ปลายกระดูกซี่โครงทั้งสองข้างของจ้าวหมิงอย่างจัง

การกระแทกครั้งนี้ ทำเอาร่างของจ้าวหมิงแทบจะหมดลมหายใจ ร่างกายโค้งงอลงไปโดยอัตโนมัติ

รูปร่างของเขาสูงใหญ่ จังหวะที่เขาโค้งตัวลง มือขวาของเฉินสือที่เต็มไปด้วยเลือดลมจนขยายใหญ่ราวกับอุ้งตีนหมี ก็บีบคอเขาเอาไว้แน่นแล้ว

“กร๊อบ!”

มือที่สามารถบีบหินให้แหลกละเอียด บีบคอเขาจนกระดูกคอแหลกละเอียด กดคอเขาเอาไว้ แล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับร่างของเขา ตามไปสมทบกับเถี่ยปี่เวิงที่ยังไม่ทันตกลงมาถึงพื้น!

หัวของจ้าวหมิงกระแทกเข้ากับหัวของเถี่ยปี่เวิงอย่างแรง เกิดเสียงกระแทกดังสนั่น

กะโหลกของเถี่ยปี่เวิงยุบลงไปเป็นรูเบ้อเริ่ม ยันต์สีเหลืองที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อทั้งสองข้างปลิวว่อนออกมาราวกับผีเสื้อสีเหลือง จากนั้นยันต์แปดทิศคุ้มกาย ยันต์ระฆังทอง ยันต์กลุ่มดาวห้ากระบวย ยันต์เทพหกภัยพิบัติ ยันต์คุ้มครองชีวิต ยันต์ร่มกางกั้น และยันต์ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อีกมากมาย ก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานพร้อมกันทั้งหมด!

เลือดไหลทะลักออกมาจากหว่างขาของเถี่ยปี่เวิง เข่าทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ศีรษะห้อยตกลง สมองไหลทะลักออกมา

ชั่วพริบตานั้น แสงศักดิ์สิทธิ์หลากสีสันก็สาดส่องออกมา แสงสีต่างๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างของวิชาอาคมที่แตกต่างกัน บางอันดูคล้ายยันต์แปดทิศ บางอันคล้ายระฆังทอง บางอันก็ปรากฏเป็นรูปภัยพิบัติทั้งหก และยังมีทั้งร่มกางกั้น เทพผี สัตว์ประหลาด และของแปลกประหลาดอื่นๆ อีกมากมาย พรั่งพรูออกมา ทับซ้อนกัน ปกป้องเถี่ยปี่เวิงเอาไว้ตรงกลาง

แต่เถี่ยปี่เวิงนั้น สิ้นใจตายไปเสียแล้ว

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note