You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“การโคจรเลือดลม ช่างวิเศษถึงเพียงนี้เชียว!”

เฉินสือเกิดความสนุกขึ้นมา รวบรวมสมาธิไปที่ฝ่ามือ ก็เห็นว่ามือขวาพองโตขึ้นราวกับถูกสูบลม มีพละกำลังมหาศาล

เขาหยิบก้อนหินที่ถูกตัวเองทุบแตกขึ้นมา ออกแรงบีบ ก้อนหินก็แตกดังเป๊าะแป๊ะ พอลองถูไปมาสองสามที มันก็แหลกละเอียดราวกับฝุ่นทราย

เขาคว้าหินอีกก้อนขึ้นมาทุบลงบนมือ ภายใต้เลือดลมที่สูบฉีดเต็มเปี่ยม กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด!

“ขอเพียงเป็นจุดที่เลือดลมสูบฉีด ก็สามารถขยายใหญ่และหนาขึ้นได้ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด!”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินสือก็รีบใช้ความคิดโคจรเลือดลมไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อทดสอบผลลัพธ์ของเลือดลมที่สูบฉีดในจุดที่แตกต่างกัน

เขาพบว่า หากรวบรวมไว้ที่ข้อต่อและพังผืดของแขน แขนก็สามารถยืดออกไปได้ถึงสี่ห้านิ้วภายในเวลาเพียงชั่วพริบตา!

หากเลือดลมสูบฉีดไปที่กระดูกสันหลัง ช่วยเสริมสร้างพังผืดให้แข็งแกร่ง ภายในร่างกายก็จะเกิดเสียงกระดูกขบกันดังลั่น ชั่วพริบตาก็สามารถสูงขึ้นได้ถึงครึ่งฟุต!

เฉินสือปวดปัสสาวะ ด้วยความคึกคะนอง จึงโคจรเลือดลมไปที่ตรงนั้น ก็เห็นว่ามันพองโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉินสืออดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นดีใจ ร้องโวยวายว่า “ฉันฉี่ได้ไกลกว่าเดิมแล้ว! คนทั้งหมู่บ้านฉี่ได้ไม่ไกลเท่าฉันหรอก!”

เขาโคจรเลือดลมมาที่ลำคออีกครั้ง คอก็หนาขึ้นมาก

“วันหลังถ้ามีใครคิดจะบีบคอฉัน เกรงว่าคงต้องออกแรงเยอะหน่อยล่ะ!”

เฉินสือกระตุ้นเลือดลมให้พุ่งพล่านขึ้นไปที่สมอง จู่ๆ หน้ามืดทะมึน ล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้น สลบเหมือดไปทันที

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เฉินสือถึงเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา เบิกตากว้าง ในหัวขาวโพลนไปหมด

ผ่านไปอีกพักใหญ่ เขาถึงเพิ่งจะกะพริบตาปริบๆ ค่อยๆ นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองกำลังทดลองโคจรเลือดลมอยู่

เขาไม่กล้าโคจรเลือดลมขึ้นไปที่สมองอีกแล้ว

สมองคือศูนย์รวมของเส้นชีพจรหยางทั้งหก การโคจรเลือดลมมาที่นี่ หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็จะหมดสติ หรือเกิดภาพหลอน หรือไม่ก็เลือดออกในสมอง นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง

เฉินสือคลำทางฝึกฝนด้วยตัวเองเพียงลำพัง แถมเคล็ดวิชาที่ฝึกก็ยังไม่สมบูรณ์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับอันตรายเช่นนี้

“ถ้าไม่มีเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงฉบับสมบูรณ์ก็คงไม่ได้การ ไม่รู้ข้อห้ามในการฝึกฝนเลยสักนิด หากไม่ระวังอาจจะธาตุไฟเข้าแทรกได้ง่ายๆ เพียงแต่ด้วยระดับพลังของฉันในตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถอ่านป้ายหินหน้าสุสานเจินหวังจนจบได้อยู่ดี”

เขากำลังจะเริ่มฝึกฝนต่อ จู่ๆ ก็เห็นว่าท้องฟ้าข้างนอกเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เปลวเพลิงแห่งสวรรค์ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้ากว้างไกลนับหมื่นหลี่ ก่อตัวเป็นแสงสายัณห์ที่งดงามตระการตา

เฉินสือใจหายวาบ นี่คือภาพนิมิตที่เกิดจากการที่เทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าหลับตาทั้งสองข้างลง เปลวเพลิงใต้เปลือกตาพวยพุ่งออกมา จุดประกายไฟบนท้องฟ้าที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปแปดสิบลี้!

ภาพนิมิตนี้ปรากฏขึ้น บ่งบอกว่าท้องฟ้ากำลังจะมืดมิดลง!

หลังจากฟ้ามืด ในป่าเขาจะมีสิ่งชั่วร้าย (เสีย) ออกมาเพ่นพ่าน!

“ฉันคงสลบไปนานมากแน่ๆ ต้องรีบกลับบ้านแล้วล่ะ”

เฉินสือรีบลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก พอถึงหน้าศาลเจ้า ก็เห็นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำขึ้นเรื่อยๆ เปลวเพลิงแห่งสวรรค์กำลังจะดับมอดลง

ด้วยฝีเท้าของเขาในตอนนี้ ไม่มีทางกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืดได้อย่างแน่นอน เผลอๆ ยังไม่ทันเดินถึงตีนเขา ฟ้าก็คงมืดเสียก่อนแล้ว

“ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือค้างคืนในศาลเจ้านี้แหละ”

เฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด “อยู่ในศาลเจ้ายังมีโอกาสรอดชีวิต แต่ถ้าลงเขาไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว”

เขารู้ดีว่าป่าเขาภายใต้แสงจันทร์นั้นอันตรายมากแค่ไหน

เฉินสือจัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนา แล้วกลิ้งหินก้อนใหญ่หลายก้อนมาดันประตูเอาไว้ การออกมาครั้งนี้เขาสะพายกล่องหนังสือมาด้วย ในกล่องมีพวกยันต์ไม้ท้ออยู่หลายแผ่น

ปู่รู้ว่าเขามาฝึกฝนที่ศาลเจ้าร้างบนเขาแห่งนี้ จึงกำชับให้เขาพกยันต์ไม้ท้อติดตัวมาด้วย

เฉินสือนำยันต์ไม้ท้อไปแขวนไว้หลังประตูและหน้าต่าง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังคาศาลเจ้า แขวนยันต์ไม้ท้อไว้ตรงจุดที่พังทลาย บนหลังคาศาลเจ้ามีรูโหว่ขนาดใหญ่หลายแห่ง แม้เขาจะใช้แผ่นไม้ซ่อมแซมไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีลมโกรกเข้ามาอยู่ดี

เฉินสือกระโดดลงมา หาเศษฟืนมาก่อไฟ อุ่นเสบียงแห้ง แล้วกินเข้าไปอย่างลวกๆ

ยังกินไม่ทันหมด ท้องฟ้าก็มีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ฝนตกลงมาปรอยๆ จนดับกองไฟ

เฉินสือรีบขยับตัวหนี เพื่อหลบสายฝน

นึกไม่ถึงว่าฝนจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับฟ้ารั่ว ไม่นานภายในศาลเจ้าร้างก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เหลือเพียงไม่กี่จุดที่พอจะให้ยืนได้

คิดจะนอนพักผ่อน เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ

“พรุ่งนี้พอฝนหยุด ฉันจะไปหาช่างก่ออิฐมาซ่อมศาลเจ้าร้างแห่งนี้หน่อย วันหลังมาฝึกฝนที่นี่จะได้สะดวกๆ” เฉินสือคิดในใจ

พระจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้าถูกเมฆดำบดบังจนมิด ท้องฟ้าเบื้องนอกยิ่งมืดสนิทลงเรื่อยๆ

เพราะไม่มีแสงจันทร์ ต่อให้เป็นสิ่งชั่วร้าย ก็คงไม่ออกมาเพ่นพ่านหรอก

ในเมื่อนอนไม่ได้ เฉินสือจึงตัดสินใจฝึกฝนต่อไป

เขาโคจรวิชาปราณแท้สามแสง แสงดาว แสงอาทิตย์ และแสงจันทร์ หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รอบตัวเต็มไปด้วยจุดแสงสว่างไสว แสงทั้งสามประสานรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นดวงดาวเจ็ดดวง ก่อตัวเป็นรูปกระบวยของดาวลูกไก่เจ็ดดวง (กลุ่มดาวจระเข้) คอยหล่อหลอมร่างกายของเขา

ผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ จู่ๆ เฉินสือก็รู้สึกได้ว่าภายในศาลเจ้าร้างค่อยๆ สว่างขึ้นมา เขามองไปรอบๆ เพื่อหาต้นกำเนิดแสงสว่าง แล้วก็ต้องตกตะลึง

ก็เห็นว่าในค่ำคืนอันมืดมิด ภายนอกมีฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นระยะๆ ทว่าภายในศาลเจ้าร้าง กลับมีแสงแดดสายหนึ่งสาดส่องลงมาจากหลังคา!

เฉินสือขยี้ตา แหงนหน้าขึ้นมอง ก็มีแสงแดดสาดส่องลงมาจริงๆ!

เขาหันไปมองข้างนอกศาลเจ้า

ภายนอกศาลเจ้ามืดสนิท ฝนตกหนัก มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง มีเพียงเสียงสายฝนตกกระทบพื้นดังซ่าๆ เสียงฟ้าร้องแต่ไกลฟังดูอู้อี้ สายตามองเห็นออกไปนอกศาลเจ้าได้ไกลสุดแค่ก้าวสองก้าวเท่านั้น

เฉินสือหันกลับมามองในศาลเจ้าอีกครั้ง

ภายในศาลเจ้ากลับมีแสงแดดสว่างสดใส ราวกับเป็นเวลากลางวัน เสียอย่างเดียวคือหลังคายังคงรั่วอยู่

เม็ดฝนร่วงหล่นทะลุผ่านแสงแดด ตกลงมากระทบพื้น

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!

ไม่สิ สำหรับเขาแล้ว ภูตผีปีศาจเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก พบเห็นได้ทั่วไป

แต่ภาพตรงหน้านี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ!

“ในศาลเจ้ากับนอกศาลเจ้า มีมิติที่แตกต่างกันอยู่จริงๆ!”

เฉินสือสะกดข่มความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ เขาเคยสงสัยเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้แสงแดดที่ปรากฏขึ้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขาได้เป็นอย่างดี

เขามองตามแสงแดดนั้นขึ้นไป ก็มองเห็นท้องฟ้าสีครามสดใสอีกแผ่นฟ้าหนึ่ง

ท้องฟ้าแผ่นนั้นกับท้องฟ้าของทวีปซีหนิวซินโจว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ท้องฟ้าแผ่นเดียวกัน!

เขายังมองเห็นดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าอีกแผ่นหนึ่งด้วย

เป็นสีเหลืองทอง ขนาดไม่ใหญ่นัก ดูคล้ายกับจานสีทอง

ทว่าแสงแดดที่สาดส่องลงมาจากดวงอาทิตย์ดวงนี้ กลับสามารถนำมาใช้ในการฝึกฝนได้!

ด้วยแสงแดดที่สาดส่องลงมานี้ วิชาปราณแท้สามแสงของเขาก็โคจรได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น การหล่อหลอมด้วยกลุ่มดาวจระเข้ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก!

เขาสัมผัสได้ว่าความเร็วในการหล่อหลอมร่างกายด้วยกลุ่มดาวจระเข้ เพิ่มขึ้นถึงสามสี่ส่วนเลยทีเดียว!

ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน!

“หรือว่าดวงอาทิตย์ดวงนี้ จะเป็นดวงอาทิตย์ที่แท้จริง? วิชาปราณแท้สามแสงยังสามารถดึงดูดแสงจันทร์มาได้ ซึ่งก็มาจากมิตินั้นเช่นกัน หรือจะบอกว่า ดวงจันทร์ในมิตินั้น ก็คือดวงจันทร์ที่แท้จริงเหมือนกัน?”

เขาอดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่านไปไกล พระอาทิตย์และพระจันทร์ที่กล่าวถึงในวิชาปราณแท้สามแสง หมายถึงพระอาทิตย์และพระจันทร์ในมิตินี้งั้นหรือ?

บรรพบุรุษชาวทวีปซีหนิวซินโจว พระอาทิตย์และพระจันทร์ที่พวกเขาเคยเผชิญ จะใช่พระอาทิตย์และพระจันทร์ในมิตินี้หรือเปล่านะ? พวกเขาถึงได้สร้างคำศัพท์อย่างเช่น พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก หรือพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรมขึ้นมาได้

ถ้าอย่างนั้น ต่อมาเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ถึงทำให้พระอาทิตย์และพระจันทร์ต้องหายไป?

แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงทำให้เทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าเข้ามาทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์และพระจันทร์?

แล้วพระอาทิตย์กับพระจันทร์หายไปไหน?

ทำไมศาลเจ้าร้างแห่งนี้ถึงสามารถเชื่อมต่อกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ และปล่อยให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาได้ล่ะ?

ศาลเจ้าร้างแห่งนี้ เมื่อก่อนเคยใช้กราบไหว้บูชาใครกันแน่?

ทำไมจู่ๆ ถึงงอกขึ้นมาจากใต้ดินในช่วงเวลานี้ล่ะ?

เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติไปหนึ่งเค่อเมื่อหลายวันก่อนหรือเปล่า?

“น่าเสียดายที่ปู่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ปู่หูตากว้างไกล จะต้อง… จะต้องไม่รู้อย่างแน่นอน! ปู่คงจะบอกแค่ว่า คืนนี้เพิ่มยาเป็นสองเท่า!”

เฉินสือฝึกฝนต่อไป เลิกคิดถึงคำถามประหลาดๆ เหล่านี้ ถึงยังไงคิดไปก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี

ค่อยๆ เขาเข้าสู่สภาวะที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง คล้ายจะหลับก็ไม่หลับ จะตื่นก็ไม่ตื่น ลมหายใจยาวนาน วิชาปราณแท้สามแสงยังคงโคจรอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย การหล่อหลอมจากกลุ่มดาวจระเข้ก็ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ดวงดาวทั้งเจ็ดดวงค่อยๆ หมุนวนอยู่รอบกายเขา

ฝนตกหนักตลอดทั้งคืน จนกระทั่งถึงตอนเช้าถึงได้หยุด เฉินสือก็ฝึกฝนมาตลอดทั้งคืนเช่นกัน ทว่ากลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา รู้สึกเพียงว่าการฝึกฝนในค่ำคืนนี้ ได้ผลดีกว่าเมื่อก่อนถึงสิบเท่าเลยทีเดียว

“ฉันหายไปทั้งคืน ปู่คงเป็นห่วงแย่แล้ว!”

เฉินสือหยุดฝึกฝน กลิ้งหินที่ดันประตูออก แล้วเดินออกมาจากศาลเจ้าร้าง ภายนอกยังคงมีหมอกปกคลุม อากาศเต็มไปด้วยไอน้ำ

“โฮ่ง โฮ่ง!”

สุนัขดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งยืนอยู่หน้าศาลเจ้า ส่งเสียงเห่าเรียกเขาอย่างสนิทสนม มันก็คือเฮยโกวนั่นเอง

เฉินสือรีบเดินเข้าไปหา ยิ้มถามว่า “เฮยโกว ปู่ให้แกมาตามหาฉันเหรอ? ปู่ต้องเป็นห่วงฉันมากแน่ๆ แกมาถึงนานหรือยัง?”

เฮยโกวแกว่งหาง ยิ้มแป้นแล้นเดินเข้าไปหา เดินวนรอบตัวเขาสองรอบ

หนึ่งคนกับหนึ่งหมา รีบสาวเท้าเดินลงเขา แม้ว่าทางเดินบนเขาหลังฝนตกจะลื่นมาก แต่เฉินสือกลับรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวราวกับขนนก เดินเหินไปที่ใดก็ราบรื่นไร้อุปสรรค

“คราวนี้กลับบ้าน ต้องขอเงินปู่สักหน่อยแล้วล่ะ ฉันตั้งใจจะจ้างช่างมาก่ออิฐซ่อมแซมศาลเจ้าร้างสักหน่อย ฉันอยากจะมาฝึกฝนที่ศาลเจ้านี้บ่อยๆ”

เฉินสือเดินไปพลาง หันไปพูดกับเฮยโกวไปพลาง “ฉันฝากเงินก้อนเบ้อเริ่มไว้ที่ปู่ตั้งเยอะ แกคิดว่าถ้าฉันไปขอ ปู่จะให้ไหม?”

เฮยโกวแกว่งหางเป็นระวิงราวกับกังหันลม ร้องตอบว่า “โฮ่ง!”

เฉินสือหัวเราะ “เฮยโกว แกพูดผิดแล้ว! ปู่บอกว่า เงินพวกนั้นจะเก็บไว้ให้ฉันเป็นค่าสินสอดตอนแต่งเมีย ฉันไปขอ ปู่ต้องให้แน่ๆ”

“โฮ่ง โฮ่ง!”

“แกกำลังจะบอกว่าปู่ใช้เงินหมดแล้วงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก!”

“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”

“อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ปู่ไม่หลอกเอาเงินเด็กหรอกน่า!”

หนึ่งคนกับหนึ่งหมาเดินคุยกันไปพลาง เดินห่างออกจากภูเขาร้างไปพลาง มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านหวงพัว

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าก็สว่างไสวขึ้นมาอย่างผิดปกติ เฉินสือและเฮยโกวแหงนหน้าขึ้นมอง ก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

ก็เห็นเพียงแสงสว่างเจิดจ้าสายหนึ่ง พาดผ่านท้องฟ้า น่าจะเป็นก้อนหินที่กำลังลุกไหม้ ทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศจากนอกแผ่นฟ้า พุ่งตรงมาทางนี้!

ดวงดาวจากนอกแผ่นฟ้าดวงนั้น พุ่งผ่านเหนือหัวพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว ลากหางควันหนาทึบยาวเหยียดไปไกลนับลี้ วินาทีต่อมา ก็พุ่งเข้าชนภูเขาร้างที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ กระแทกเข้ากับศาลเจ้าร้างพอดิบพอดี!

แสงไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับก้อนหินยักษ์มากมายที่กระเด็นปลิวว่อนไปทุกทิศทุกทาง

ในสายตาของเฉินสือ ยอดเขาที่งอกขึ้นมาจากใต้ดินนั้น จู่ๆ ก็ถูกชนจนขาดสะบั้นไปหลายสิบจ้าง!

เฮยโกวรีบกระโจนเข้าใส่เฉินสือ กดตัวเขาให้ล้มลง หนึ่งคนกับหนึ่งหมากลิ้งตกลงไปในคูน้ำลึกริมถนน

“ฟิ้ว—”

ลมกระโชกแรงราวกับคมมีด หอบเอาคลื่นความร้อนระอุพัดผ่านเหนือคูน้ำลึกไป ต้นไม้สองข้างทางถูกลมร้อนแผดเผาจนลุกเป็นไฟในชั่วพริบตา ดูราวกับคบเพลิงยักษ์หลายอัน

โชคดีที่เมื่อคืนมีฝนตกหนัก คูน้ำลึกจึงเต็มไปด้วยน้ำ หนึ่งคนกับหนึ่งหมาดำน้ำลงไปซ่อนตัว ถึงได้ไม่ถูกลมร้อนแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

“ตู้ม!”

เสียงระเบิดดังกึกก้อง แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงสั่นสะเทือนส่งผ่านมาถึงแม่น้ำ ทำเอาเฉินสือและเฮยโกวแทบจะกระอักเลือด

จากนั้นเศษหินก็ร่วงกราวลงมาจากท้องฟ้าดั่งสายฝน ราวกับมีพายุหินตกลงมาอีกระลอก

โชคดีที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในน้ำ หินที่ตกลงมาในน้ำ จึงไม่ค่อยมีอานุภาพทำลายล้างมากนัก

เมื่อพายุหินผ่านพ้นไป เฉินสือและเฮยโกวที่ยังคงตกใจไม่หาย ก็ค่อยๆ โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แล้ว จึงปีนขึ้นมาบนถนน

เฉินสือลุกขึ้นยืนโอนเอนไปมา เสื้อผ้าเปียกโชกไปหมด เฮยโกวที่อยู่ข้างๆ ก็สะบัดตัวอย่างแรง สลัดน้ำกระเซ็นไปทั่ว

เฉินสือกวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นคือ ต้นไม้ล้มระเนระนาด บางต้นยังมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ บางต้นก็ถูกลมร้อนแผดเผาจนเกรียม กลายเป็นท่อนไม้สีดำสนิทยืนต้นตระหง่านอยู่ตรงนั้น มีควันสีเทาอมฟ้าลอยกรุ่น

พืชผลในไร่นาก็ล้มระเนระนาดไปคนละทิศคนละทาง ยังมีก้อนหินยักษ์ตกใส่ทุ่งนา ไถลไปไกลระยะหนึ่งถึงจะหยุดนิ่ง

บริเวณที่หินยักษ์ไถลผ่าน พืชผลถูกบดขยี้จนราบเป็นหน้ากลอง ราวกับมีคนยักษ์ตวัดพู่กันลงบนผืนนาที่เป็นดั่งแผ่นกระดาษ วาดเส้นสายบิดเบี้ยวโย้เย้ดูไม่จืด

เฉินสือมองไปที่ภูเขาร้างแต่ไกล ภูเขาร้างสูงร้อยจ้าง ตอนนี้เหลือเพียงครึ่งเดียว รอยขาดดูราวกับถูกเฮยโกวกัดแหว่งไปก็ไม่ปาน เว้าๆ แหว่งๆ ไม่เป็นระเบียบ

ศาลเจ้าเล็กๆ อันลึกลับแห่งนั้น ถูกชนจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง!

ภูเขาร้างที่งอกขึ้นมาจากใต้ดิน ก็แทบจะถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง!

“ทะ ทำไมกัน?”

เฉินสือพึมพำ

เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า

พระอาทิตย์สองดวง ก็คือดวงตาทั้งสองข้างของเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้า คอยเฝ้ามองดูผืนดิน ทุกสิ่งทุกอย่างประจักษ์ชัดแก่สายตา มองเห็นทะลุปรุโปร่ง

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note