ตอนที่ 131 ศาลเจ้าบนเรือเป่าฉวน
แปลโดย เนสยังคนอื่นๆ ต่างพากันพุ่งตัวหนีออกไปให้พ้นจากอาณาเขตของดินแดนปีศาจบนเรือหิน กลัวว่าพ่อแม่จะให้ขาสั้นเกินไป มีเพียงพวกเฉินสือที่วิ่งสวนทาง พุ่งเข้าหาดินแดนปีศาจที่กำลังแผ่ขยายเข้ามา
หลายคนวิ่งสวนทางกับพวกเขา สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจจับจ้องมาที่พวกเขา ตอนนี้หลี่เซี่ยวเจิ้งได้สวมหน้ากากแล้ว หน้ากากนั้นเขาซื้อมาจากแผงลอยของพ่อค้าเร่ เป็นหน้ากากหน้าหมูสำหรับเด็กโต หน้าตาอ้วนกลม ซึ่งพอดีกับใบหน้าของเขา ช่วยบดบังหน้าตาที่แท้จริงได้
อย่างไรเสีย เขาก็คุ้นเคยกับยอดฝีมือจากตระกูลใหญ่ต่างๆ จึงกลัวว่าจะมีใครจำหน้าเขาได้
หลี่เซี่ยวเจิ้งเรียกหยวนเสินออกมา คุ้มครองเฉินสือ หลี่เทียนชิง และเฮยโกว คิดในใจว่า: “เด็กสองคนนี้กับหมาตัวนี้ ช่างใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ถ้าเป็นข้าล่ะก็ ไม่มีทางกล้าขึ้นเรือตอนนี้แน่ๆ!”
ครั้งก่อนที่เขาพาหลี่เทียนชิงขึ้นไปบนเรือหิน เขาก็รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของเรือหินดี
ตอนที่อยู่บนเรือ ห้ามสัมผัสโดนสิ่งของใดๆ เด็ดขาด แม้แต่เท้าก็ห้ามแตะพื้น
หากเผลอไปสัมผัสโดน ก็จะกระตุ้นดินแดนปีศาจของเรือหินให้ทำงาน และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นหินทันที!
ด้วยระดับพลังขั้นเสินเจียงของเขา แม้จะสามารถชะลอความเร็วในการกลายเป็นหินได้ แต่ก็ทำได้แค่ชะลอเท่านั้น
ระดับพลังที่สูงส่งและประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของเขา ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความเร็วในการไหลเวียนของเลือดที่ลดลง หัวใจที่เต้นช้าลง ไขกระดูกที่หยุดสร้างเลือด และค่อยๆ กลายเป็นหิน ข้อต่อต่างๆ ก็ค่อยๆ แข็งทื่อ เส้นผมก็กลายเป็นเส้นหินทีละเส้น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หยวนเสินและครรภ์เทพของเขา ก็กำลังกลายเป็นหินด้วยเช่นกัน!
แม้แต่ปราณแท้ของเขา ก็ยังค่อยๆ หนืดขึ้น จนยากที่จะโคจรได้!
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง มันคือความหวาดกลัวที่รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังค่อยๆ ก้าวเดินไปสู่ความตาย!
หลายคนไม่ได้กลัวตาย แต่เมื่อคุณสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความตายกำลังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และค่อยๆ พรากชีวิตคุณไป ความหวาดกลัวเช่นนี้ ก็สามารถบดขยี้จิตใจแห่งเต๋าของคุณได้เลย!
“วูบ—”
พร้อมกับเสียงสั่นสะเทือนแปลกๆ พวกเขาพุ่งเข้าไปในดินแดนปีศาจของเรือหิน อู่ต่อเรือที่ผุพังตรงหน้าก็กลับมามีสภาพเหมือนใหม่ หน้าผาที่เรือหินจอดอยู่ก็กลายเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ เรือหินที่จอดอยู่ริมหน้าผา ตอนนี้ก็กลายเป็นเรือเป่าฉวนต้าหมิงที่มีใบเรือและธงปลิวไสวไปตามลม!
ซ่า!
ก้นแม่น้ำที่แห้งขอดจู่ๆ ก็มีน้ำไหลทะลักเข้ามาจนเต็ม คลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้าหาฝั่ง เรือเป่าฉวนต้าหมิงโอนเอนไปมา เอียงไปทางแม่น้ำเต๋อเจียง ราวกับกำลังจะลื่นไถลลงไปในแม่น้ำ!
“เวลาจำกัด เฮยโกว คอยดูเวลาด้วย!”
เฉินสือรีบวิ่งไปที่เรือเป่าฉวนต้าหมิงอย่างรวดเร็ว เอ่ยอย่างเร่งรีบว่า “มีเวลาแค่สามเค่อเท่านั้น (ประมาณ 45 นาที) ถ้าถึงเค่อสุดท้ายให้รีบเตือนพวกเรานะ!”
เฮยโกวเห่าตอบรับ
ในเวลานี้ สวีฉางเซิง ผู้อาวุโสของตระกูลสวี ได้พุ่งตัวขึ้นไปบนฟ้า หนีรอดพ้นจากอาณาเขตของดินแดนปีศาจของเรือเป่าฉวนมาได้อย่างหวุดหวิด
ด้วยความสามารถของเขา แม้จะสามารถต้านทานการกลายเป็นหินได้ระยะหนึ่ง แต่เขาก็อายุมากแล้ว จึงรักตัวกลัวตายเป็นที่สุด ดังนั้นจึงรีบหนีออกมาเป็นคนแรก
เขาก้มมองลงไป คิดในใจว่า: “ไม่รู้ว่าลูกหลานตระกูลสวีของข้าจะหนีออกมาได้ไหม? แต่ก็น่าจะหนีรอดแหละมั้ง? อาจจะมีตายบ้างสักสองสามคน… เอ๊ะ ทำไมคนพวกนั้นถึงวิ่งสวนทางล่ะ?”
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่พวกเฉินสือ ก็เห็นว่าคนสามคนกับหมาหนึ่งตัววิ่งสวนทางกับคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังเรือเป่าฉวน ตอนนี้มาถึงใต้ท้องเรือแล้ว
“ชายวัยกลางคนคนนั้น รูปร่างหน้าตาดูคุ้นๆ…”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย นึกขึ้นมาได้ทันที “ผู้ตรวจการหลี่ ช่างมีฝีมือจริงๆ! ไอ้หนูนี่ เอาพวกเราเป็นบันไดให้เหยียบงั้นหรือ!”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา กัดฟันกรอด พุ่งตัวลงไปข้างล่าง มุ่งตรงไปยังกลุ่มลูกหลานตระกูลสวี!
“หลี่เซี่ยวเจิ้ง คิดจะหลอกข้า หลอกตระกูลสวี ฝันไปเถอะ!”
พวกเฉินสือมาถึงหน้าเรือเป่าฉวนต้าหมิง หลี่เซี่ยวเจิ้งเพิ่งจะอ้าปากบอกว่าห้ามสัมผัสโดนเรือเป่าฉวน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ดินแดนปีศาจของเรือเป่าฉวนถูกกระตุ้นให้แผ่ขยายออกมาแล้ว ก็เลยกลืนคำพูดนั้นลงไป
เฉินสืออุ้มเฮยโกวขึ้นมา กระโดดพุ่งขึ้นไปบนเรือเป่าฉวน หลี่เซี่ยวเจิ้งและหลี่เทียนชิงก็กระโดดขึ้นเรือตามมา
ตอนนี้หลี่เซี่ยวเจิ้งใช้พลังขั้นเสินเจียงคุ้มครองพวกเขาเอาไว้ เขาสัมผัสได้ถึงการโจมตีของดินแดนปีศาจ พลังเวทของเขารู้สึกหนืดขึ้น ราวกับกำลังจะกลายเป็นหิน
เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดต่อต้านดินแดนปีศาจ แต่ความรู้สึกถึงความตายที่ใกล้เข้ามา ก็กลับมาอีกครั้ง ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจ
เขามองเห็นภาพล่วงหน้าว่า หลังจากผ่านไปสามเค่อ หยวนเสินและวิญญาณของเขาจะกลายเป็นหิน และร่างกายเนื้อก็จะตายลง!
เฉินสือและหลี่เทียนชิงก็สัมผัสได้ถึงผลกระทบของดินแดนปีศาจของเรือเป่าฉวนต้าหมิงที่มีต่อตนเอง และสามารถรับรู้ถึงกำหนดการตายของตัวเองได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
นี่คือความแปลกประหลาดของดินแดนปีศาจของเรือเป่าฉวน
ความเป็นความตายของทุกคน จะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในดินแดนปีศาจ
บนดาดฟ้าเรือเป่าฉวน เต็มไปด้วยผู้คนที่กลายเป็นหิน ยังมีหยวนเสินสูงหลายจ้าง และหยวนอิงขนาดเท่าฟุตเศษๆ ที่กลายเป็นฟอสซิลไปแล้วด้วย
เฉินสือรีบเดินไปข้างหน้า เหยียบโดนลูกกลมๆ ลูกหนึ่ง เกือบจะลื่นล้ม พอเพ่งมอง ก็พบว่าเป็นจินตันที่กลายเป็นหิน
บนพื้นมีจินตันแบบนี้เกลื่อนกลาดไปหมด
น่าจะเป็นผลลัพธ์จากการที่ยอดฝีมือระดับจินตันขึ้นมาบนเรือเป่าฉวน แล้วจินตันก็กลายเป็นหิน
“ตามฉันมา!”
หลี่เทียนชิงเคยขึ้นเรือเป่าฉวนมาแล้วถึงห้าครั้ง รีบเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว เอ่ยอย่างเร่งรีบว่า “ด่านต่างๆ ที่ขวางทางไปสู่หัวสือจี ฉันได้ทำลายไปหมดแล้ว เหลือแค่ค่ายกลยันต์เท่านั้นที่ยังไม่ได้ทำลาย! อย่าไปที่อื่นนะ ที่อื่นยังมีผนึกที่น่ากลัวซ่อนอยู่อีก!”
คนอื่นไม่มีความสามารถพอที่จะทำลายผนึก แต่หลี่เทียนชิงกลับอ่านตำรามามาก มีความรู้กว้างขวาง เขาสามารถทำลายผนึกบนเรือได้ทั้งสี่ครั้งแรก แต่ก็เพราะลูกหลานตระกูลหลี่คนอื่นๆ คอยถ่วงแข้งถ่วงขา ก็เลยทำให้ตายเรียบกันหมดทุกครั้ง
ครั้งที่สี่ เขาขึ้นเรือมาพร้อมกับหลี่เซี่ยวเจิ้ง ทุกอย่างราบรื่นมาก ค้นหาไปเรื่อยๆ จนเกือบจะได้หัวสือจีมาแล้ว แต่ดันมาเจอค่ายกลยันต์ที่ปู่ของเฉินสือวางเอาไว้ เขาทำลายไม่ได้ ก็เลยทำให้ต้องคว้าน้ำเหลวไป
เขาคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี นำพวกเฉินสือ หลี่เซี่ยวเจิ้งเดินทะลุผ่านอาคารบนเรือไป
เฉินสือกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือสำเภาลำนี้ยาวสี่สิบสี่จ้าง กว้างสิบแปดจ้าง บนดาดฟ้าเรือมีหน้าไม้ขนาดยักษ์จอดอยู่หลายคัน ลูกศรใหญ่เท่าท่อนแขน หัวลูกศรใหญ่เท่ากะละมัง ปลายลูกศรมีโซ่เหล็กสีดำผูกติดอยู่ โซ่นั้นดูบางๆ พันอยู่บนหน้าไม้เป็นชั้นๆ ดูหนักอึ้งมาก
ลูกศรที่น่ากลัวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเอาไว้ใช้ยิงล่าสัตว์ชนิดไหน
หลี่เทียนชิงพาพวกเขาเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในอาคารหลังหนึ่ง เดินลงบันไดไป เลี้ยวไปมาสองสามที ก็เข้ามาถึงในห้องโดยสาร
ห้องโดยสารสองข้างทางเป็นห้องพักของกะลาสีและทหารต้าหมิง มีห้องเรียงรายเป็นแถว ตรงกลางเป็นทางเดินแคบๆ บนทางเดินเต็มไปด้วยรูปปั้นหิน ท่าทางต่างๆ นานา
หลี่เทียนชิงเดินจ้ำอ้าวไปข้างหน้า แหวกผ่านรูปปั้นหินพวกนั้นไป เฉินสือเดินตามเขาไป ชะเง้อมองเข้าไปในห้องพักของกะลาสีและทหารอย่างเร่งรีบ อดไม่ได้ที่จะชะงักไป: “พื้นที่ข้างใน ทำไมถึงกว้างขนาดนี้?”
ห้องพักที่เขาเห็น พื้นที่กว้างขวางมาก พอๆ กับลานบ้านของเขาเลย
แต่พอมองจากห้องสองห้องที่ติดกัน พื้นที่ข้างในก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งห้องแคบๆ แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับกว้างกว่าถึงสิบเท่า!
เฉินสือเอามือตบกำแพงห้องเบาๆ ยันต์ที่ซ่อนอยู่บนกำแพงก็ปรากฏขึ้น เป็นลวดลายเถาเถีย (สัตว์ประหลาดจอมตะกละในตำนาน) ขนาดใหญ่ อ้าปากกว้างอยู่บนเพดาน ปากของมันพอดีกับประตูห้องพักของกะลาสีเป๊ะ!
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง!”
เฉินสือเข้าใจแล้ว เถาเถียคือสัตว์ประหลาดจอมตะกละในตำนาน กินแต่ไม่ถ่าย ในท้องมีพื้นที่มหาศาล กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม
นักพรตยันต์ของต้าหมิงวาดค่ายกลเถาเถียไว้ในห้องโดยสาร เพื่อขยายพื้นที่ที่เดิมทีแคบๆ ให้กว้างขึ้น แบบนี้ก็จะได้จุคนได้มากขึ้น!
“เสี่ยวสือ รีบตามมาเร็ว!” หลี่เทียนชิงหันกลับมาเรียก
เฉินสือรีบเดินตามเขาไป ข้างหน้าจู่ๆ ก็เปิดกว้าง ดูเหมือนจะเป็นห้องโถงสำหรับประชุม กว้างยาวสิบแปดจ้าง สูงสี่ห้าจ้าง ตรงกลางแขวนหนังเสือขาวผืนใหญ่เอาไว้ สองข้างมีเก้าอี้เจ็ดตัวตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
เก้าอี้ทั้งเจ็ดตัวนั้นสลักจากหิน สูงใหญ่มาก พวกเขาเดินผ่านไป ยังสูงไม่ถึงขาเก้าอี้เลย
ด้านหลังเก้าอี้ มีแผนที่ดวงดาวแขวนอยู่เป็นภาพๆ
“ระวังหนังเสือด้วย!”
หลี่เทียนชิงพูดอย่างรวดเร็ว “อย่าไปสบตากับดวงตาบนหนังเสือเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเสือขาวจะคืนชีพ กลายเป็นมนุษย์หัวเสือ มีพลังระดับหยวนเสิน ดุร้ายและทรงพลังมาก จะกระโดดลงมาฆ่าคน! ถ้ากระตุ้นเทพเสือขาว เก้าอี้พวกนั้นก็จะปรากฏเจ็ดกลุ่มดาวแห่งเสือขาว ได้แก่ ขุย โหลว เว่ย เหม่า ปี้ จือ เซิน ออกมาเข่นฆ่าผู้คน ไม่มีใครรอดไปได้หรอก!”
เฉินสือไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองหนังเสือขาว แต่ใช้หางตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าบนพื้นมีซากแขนขาที่กลายเป็นหินและรอยถูกกัดแทะเกลื่อนกลาดไปหมด เดาว่าคงมีคนเคยเข้ามาที่นี่ แล้วเผลอไปกระตุ้นเสือขาวเข้า ก็เลยต้องมาตายอย่างน่าอนาถ
หลี่เทียนชิงพาพวกเขาเดินผ่านห้องโถงเสือขาวตะวันตก แล้วก็เข้ามาในห้องโถงมังกรเขียวตะวันออก ในห้องโถงแขวนโครงกระดูกมังกรเอาไว้ ไม่รู้ว่าเป็นโครงกระดูกมังกรจริงหรือปลอม ในห้องโถงก็มีเก้าอี้เจ็ดตัวเช่นกัน น่าจะเป็นกลุ่มดาวแห่งมังกรเขียว
เฉินสือคิดในใจว่า: “มีห้องโถงตะวันออกและตะวันตก ก็ต้องมีห้องโถงเหนือและใต้ด้วย ถ้ามาจากทางอื่น ก็คงต้องเจอห้องโถงสองห้องนี้แน่ๆ”
พวกเขาไม่กล้าสำรวจต่อ เดินผ่านห้องโถงมังกรเขียวตะวันออกไป ก็เจอกับแปลงผัก
ใช่แล้ว ในเรือเป่าฉวนต้าหมิง ถึงกับมีแปลงผักอยู่ด้วย!
เฉินสือเบิกตากว้าง ก็เห็นว่าแปลงผักนี้เขียวชอุ่ม แถมยังปลูกผักผลไม้ไว้มากมายด้วย!
แปลงผักมีเป็นร้อยแปลง แต่ละแปลงกว้างสามฉื่อหก ยาวห้าหกสิบจ้าง!
เฉินสือเด็ดมะเขือเทศสีแดงสดมาลูกหนึ่ง กัดไปหนึ่งคำ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ชุ่มคอชื่นใจ อร่อยมากๆ
ผักผลไม้ในแปลงนี้ ยังกินได้อยู่เลย!
เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นว่าเหนือพื้นที่ในเรือลำนี้ มีหัวขนาดใหญ่ระดับหยวนเสินแขวนอยู่กลางอากาศ มีหนวดเคราทรงหางนกนางแอ่น ผมเผ้าชี้ฟูไปทุกทิศทุกทาง ดวงตาทั้งสองข้างราวกับลูกไฟขนาดยักษ์สองลูก สาดส่องแสงลงมายังแปลงผักนี้แทนแสงอาทิตย์
“อีกหกชั่วโมง ดวงตาของหยวนเสินก็จะกลายเป็นแสงจันทร์ จะอันตรายมาก!”
หลี่เทียนชิงพูดอย่างรวดเร็ว “ถ้าถูกดวงตาแสงจันทร์ของหัวหยวนเสินนี้สาดส่อง อาจจะเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์เป็นสิ่งชั่วร้ายได้!”
ผ่านแปลงผักไป ก็เป็นไร่นา ปลูกทั้งข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันฝรั่ง ข้าวสาลี ข้าวเจ้า และอื่นๆ
พวกเขาวิ่งผ่านไป ก็ได้ยินเสียงไก่ เป็ด วัว แกะ หมู ม้า ร้องดังมา ก็คือมาถึงฟาร์มเลี้ยงสัตว์ สัตว์พวกนี้ถึงกับยังมีชีวิตอยู่!
สถานที่เหล่านี้ ทำให้เฉินสือตกตะลึงยิ่งกว่าตอนที่เห็นห้องโถงมังกรเขียวเสือขาวตั้งเป็นร้อยเท่า!
ในที่สุด พวกเขาก็เข้ามาถึงศูนย์กลางของเรือเป่าฉวนต้าหมิง ภายในเรือเป็นวัดโบราณแห่งหนึ่ง
วัดโบราณในเรือ สูงตระหง่านและโอ่อ่า
พวกเขาเดินไปบนบันไดหินหน้าวัด ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างตัวเล็กนิดเดียว
เฉินสือเดินตามหลี่เทียนชิงก้าวขึ้นบันไดหินอย่างรวดเร็ว มาถึงหน้าวัด แหงนหน้ามองป้ายชื่อบนประตูวัด
“ศาลเจ้าแม่สือจี!”
เขาตั้งสติ เดินตามหลี่เทียนชิงเข้าไปในวัด
วิหารหลักในวัดคือสถานที่ประดิษฐานร่างจริงของเจ้าแม่สือจี ยังไม่ทันก้าวเข้าไป เฉินสือก็อดไม่ได้ที่จะครางในลำคอ จิตวิญญาณสั่นสะท้าน ปราณแท้หม่นหมอง ความคิดก็แทบจะหยุดชะงัก!
กลิ่นอายของเทพมารอันน่าสะพรึงกลัวและทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากในวัด ทำให้เขารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าแท้จริงในพริบตา เทพมารในวัดโบราณตรงหน้ายิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ส่วนเขาก็เป็นเพียงแค่เม็ดทรายในมหาสมุทรต่อหน้าเทพมาร เล็กจ้อยจนแทบไม่มีความหมาย
ไม่ว่าจิตใจแห่งเต๋าจะแข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อต้องเผชิญกับความแตกต่างราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ ก็ต้องถูกพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี!
ตอนนั้นเอง กลิ่นอายของหลี่เซี่ยวเจิ้งก็แผ่ปกคลุมลงมา ช่วยกันกลิ่นอายของเจ้าแม่สือจีให้พวกเขา เฉินสือถึงได้กลับมามีสภาพจิตใจปกติ แต่พอดูสีหน้าของหลี่เซี่ยวเจิ้ง เขารับแรงกดดันจากในวัด ก็คงจะรับมือได้ไม่ง่ายนัก
ทุกคนก้าวเข้าไปในวิหาร
สิ่งแรกที่เข้าสู่สายตา ก็คือหัวของหญิงงามที่ถูกตั้งบูชาอยู่บนศาลบูชากลางวิหาร
ตอนที่เฉินสือฟังหลี่เซี่ยวเจิ้งเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ ในหัวก็พอนึกภาพออก นึกว่าเป็นแค่หินที่สลักเป็นรูปหน้าหญิงงาม แต่พอมาเห็นของจริง ถึงได้รู้ว่ามันใหญ่ขนาดนี้!
มันคือหินขนาดเท่าโต๊ะ วางอยู่ตรงกลางศาลบูชา ด้านหน้ามีคิ้วและตาชัดเจน ราวกับหญิงงามที่เดินออกมาจากภาพวาด เครื่องประดับบนหัวเป็นสไตล์โบราณ ใช้ผ้าเช็ดหน้ามัดเป็นมวยผม
เพียงแต่หินก้อนนี้มีรอยถูกเผา พื้นผิวมีรอยกะเทาะหลุดร่อน ทำลายความงามของหญิงสาวไปบ้าง แต่ถ้ามองดีๆ ก็ยังพอมองออกว่าตอนนั้นนางต้องสวยมากแน่ๆ
และที่ด้านหน้าของหัวสือจี บนพื้นก็มีซากศพที่กลายเป็นหินตกเกลื่อนกลาด แขนขาขาดกระจุยกระจาย ดูไม่เหมือนกลายเป็นหินแล้วถูกคนฆ่า แต่เหมือนเดินเข้ามาในวิหาร แล้วถูกคาถาฆ่าตายมากกว่า!
เฉินสือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดิน มองไปรอบๆ ก็เห็นว่าทั่วทั้งวิหารแห่งนี้ เต็มไปด้วยยันต์ที่ถูกวาดไว้ ไม่เหมือนยันต์บนเรือเป่าฉวนต้าหมิงที่ใหญ่โต ยันต์พวกนี้วาดด้วยพู่กันเส้นเล็กๆ ลงบนทุกอณูของวิหาร
มียันต์ (ฝู) มีคาถา (ลู่) มีตัวอักษรจ้วน (ภาษาเทพ) ที่ใช้บันทึกภาษาของเทพมาร
ยันต์คาถาและตัวอักษรจ้วนที่ซับซ้อนนับไม่ถ้วน ผสมผสานกันอย่างลงตัว กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน หากไปสัมผัสโดนแม้แต่ตัวเดียว ก็จะต้องถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง!
เพิ่งจะก้าวเข้ามาในวิหาร ก็กระตุ้นยันต์คาถาและตัวอักษรจ้วนพวกนี้ให้ทำงานแล้ว ก็เห็นว่าบนกำแพงทั้งสี่ด้านของวิหาร รวมถึงเพดานและพื้น ล้วนมียันต์คาถาและตัวอักษรจ้วนสว่างขึ้นมา แสงสีเหลืองรูปยันต์ตั้งลอยอยู่กลางอากาศ อักขระสีแดงสด ส่องประกายคู่กับแสงสีเหลือง
ข้างหูของทุกคนเริ่มมีเสียงกระซิบของเทพมารดังมา ชั่วขณะนั้นในหัวก็เต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน
เฉินสือกวาดสายตามองไปรอบๆ นี่คือค่ายกลยันต์ตัวอักษรจ้วนที่ปู่ทิ้งไว้ มีครบทุกยันต์เลย!
แต่ทว่า ก็มียันต์คาถาและตัวอักษรจ้วนบางตัวถูกทำลายไปบ้างแล้ว ทำให้เกิดรอยแหว่ง
“ให้เวลาผมหนึ่งเค่อ (15 นาที) ผมทำลายมันได้”
เฉินสือวางหีบหนังสือลง นั่งยองๆ หยิบมีดพกออกมา เฮยโกวก็รีบเดินเข้ามาให้เขากรีดเอาเลือด
หลี่เทียนชิงช่วยฝนหมึก
เฉินสือจับพู่กัน หลี่เทียนชิงประคองถาดหมึก ทั้งสองคนก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เฉินสือกวาดสายตามองยันต์คาถาและตัวอักษรจ้วนที่ลอยอยู่ตรงหน้า จู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าดังสับสนวุ่นวาย ก็เห็นลูกหลานตระกูลสวีสิบกว่าคนหามเกี้ยวไม้ไผ่เดินจ้ำอ้าวมาทางนี้
ในเกี้ยวมีชายชราผมขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งก็คือสวีฉางเซิง กำลังหลับสนิทอยู่ ข้างๆ ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งถือปลายหางหนู คอยลูบหน้าผากของชายชราผมขาวอยู่เป็นระยะๆ
“ปลายหางหนูที่ฉันขายไปนี่!”
เฉินสือชะงักไป ปลายหางหนูกับวิชาเมฆามายาของตระกูลสวี ช่างเข้ากันได้ดีจริงๆ!
สวีฉางเซิงหลับสนิท เมฆสีขาวลอยล่อง หยวนเสินของชายชราผู้นี้ยิ้มแย้มแจ่มใส แขนเสื้อสะบัดพลิ้วไหว เหยียบเมฆหมอก ประคองทุกคนบินมาที่วิหาร
ตอนนั้นเอง ก็มีแสงกระจกสาดส่องมา สว่างวาบๆ ในกระจกมีคนหกเจ็ดคนยืนอยู่ เคลื่อนที่มาถึงหน้าวิหารตามแสงกระจก!
จางเหวินซู ผู้อาวุโสของตระกูลจาง พาคนของตระกูลจางสองสามคนร่อนลงพื้น ลูบหนวดเคราหัวเราะร่วน: “ได้ยินมาว่าหลานเซี่ยวเจิ้งติดอยู่ในเรือเป่าฉวนต้าหมิงนี้ ข้าก็ปวดใจยิ่งนัก จึงนำลูกหลานตระกูลจางมาช่วยเหลือ! ไม่คิดเลยว่า…”
เขาทำตาดุร้าย เรียกกระจกต้งซวีของตระกูลจางมา ทำหน้าเศร้าสร้อยเอ่ยว่า: “หลานชาย กลับต้องมาตายในเรือเป่าฉวนเสียนี่!”
“โครม!”
เรือเป่าฉวนต้าหมิงเอียงวูบ ลื่นไถลลงไปในแม่น้ำเต๋อเจียง บนเรือมีแผ่นไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายแผ่น บนแผ่นไม้มีคาถาลมวาดอยู่ พอคาถาลมถูกกระตุ้น ใบเรือก็ถูกลมพัดจนตึง
เรือเป่าฉวนแล่นไปตามกระแสน้ำ ภูเขาข้างหน้าก็พุ่งเข้ามาหา น้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก มีปลาคุนขนาดยักษ์แหวกว่ายนำทางอยู่หน้าเรือ
น้ำในแม่น้ำเต๋อเจียงไหลเชี่ยวกราก พุ่งตรงไปยังแม่น้ำใต้ดินที่ทะลุผ่านหน้าผา
และเหนือแม่น้ำใต้ดินนั้น ก็คือที่ตั้งของสุสานเจินหวัง

0 Comments