ตอนที่ 12 ตามล่าหาตัวฆาตกร
แปลโดย เนสยังภูเขาเฉียนหยาง ค่ายตระกูลหลี่
หลี่เข่อฟาหน้าตาดำทะมึน มองดูค่ายพักแรมแห่งนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่จากอำเภอสุ่ยหนิวกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำงาน ส่วนเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพกำลังตรวจสอบซากโครงกระดูกบนพื้น
เขาคือบิดาของหลี่เซียวติ่ง เป็นนายอำเภอแห่งอำเภอสุ่ยหนิว ตระกูลหลี่มีอิทธิพลกว้างขวาง เรื่องราวในอำเภอสุ่ยหนิว ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนต้องผ่านการตัดสินใจของเขา ตำแหน่งนายอำเภอเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น
เขามีบุตรสาวสามคน แต่มีบุตรชายเพียงคนเดียว ทว่าตอนนี้บุตรชายกลับมาตายเสียแล้ว!
เขาได้รับข่าวจากตระกูลติง จึงรีบเร่งรุดมาที่นี่ และพบว่าบุตรชายถูกสิ่งชั่วร้ายกินไปแล้ว เหลือเพียงกองกระดูกขาวโพลน!
รวมถึงองครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดคนที่คอยคุ้มกันหลี่เซียวติ่ง ก็ล้วนตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสิ่งชั่วร้ายด้วยเช่นกัน!
“ใต้เท้า ผู้น้อยได้สอบถามคนของตระกูลติงแล้ว ตระกูลติงไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องขอรับ”
ชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบปีเดินแกมวิ่งเข้ามา คิ้วดุจกระบี่ ดวงตาเปล่งประกาย รูปร่างสูงใหญ่ บ่ากว้าง สวมชุดสีแดง สวมหมวกขุนนาง สะพายอาวุธประหลาดไว้ด้านหลัง ลักษณะคล้ายหอกก็ไม่ใช่ ปลายด้านหนึ่งมีหัวหอก ส่วนอีกด้านมีท่อสามท่อเชื่อมติดกัน คล้ายกับค้อน
อาวุธชนิดนี้มีชื่อว่า ‘ปืนไฟสามตา’ มีอานุภาพร้ายแรงมาก ร้ายกาจยิ่งกว่าคาถาทั่วไปเสียอีก ภายในท่อเหล็กสีดำบรรจุเต็มไปด้วยดินปืน ดินประสิว และลูกปราย เมื่อจุดไฟก็จะระเบิดพลังสายฟ้าฟาดออกมา ลูกปรายจะพุ่งทะยานออกไปดั่งลูกศร ทำร้ายศัตรูได้ในระยะร้อยก้าว!
และลูกปรายนี้ก็คือกระสุนตะกั่ว ทรงกลม สิบลูกหนักหนึ่งตำลึง ตรงกลางกลวง บรรจุดินปืนไว้เต็ม เมื่อกระทบเป้าหมายก็จะระเบิดออก มีอานุภาพมหาศาล
ชายผู้นี้คือ จูเก๋อเจี้ยน เจ้าหน้าที่กรมการเมืองแห่งที่ว่าการอำเภอสุ่ยหนิว เป็นผู้ที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ชาติตระกูลไม่ดี จึงทำได้เพียงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างในที่ว่าการอำเภอเท่านั้น
จูเก๋อเจี้ยนค้อมตัวคารวะ “บ่ายเมื่อวาน คุณหนูสี่แห่งตระกูลติงได้ส่งสาวใช้ชื่อจื่อเอ้อมา หวังจะสานสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นึกไม่ถึงว่าจนค่ำมืดแล้ว จื่อเอ้อก็ยังไม่กลับไป ด้วยความเป็นห่วง จึงส่งคนมาดู ถึงได้พบว่าเกิดเรื่องขึ้นที่ค่าย แต่ตอนนั้นฟ้ามืดแล้ว พวกเขาจึงต้องล่าถอยกลับไปที่ค่ายตระกูลติง ปล่อยให้ศพของคุณชายถูกสิ่งชั่วร้ายและสัตว์ป่ารุมทึ้งขอรับ”
หลี่เข่อฟาเอ่ยเสียงเย็น “เจ้ากำลังจะบอกว่า ลูกชายของข้าไม่ได้ตายเพราะสิ่งชั่วร้ายงั้นรึ?”
“คุณชายถูกคนฆ่าตายขอรับ”
จูเก๋อเจี้ยนกล่าว “ผู้น้อยได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว จากร่องรอยในที่เกิดเหตุ ฆาตกรไม่ได้ใช้คาถา และไม่ได้ใช้ยันต์ แต่อาศัยเพียงมีดพกเล่มเดียวกับหมัดมวย สังหารคนเก้าคนได้ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจ ภายในชั่วอึดใจ เขาลงมือไปทั้งหมดสิบสามครั้ง คนที่บาดเจ็บสาหัสที่สุด ก็ยังโดนไปแค่สองทีเท่านั้น”
เขาสังเกตเห็นรายละเอียดได้อย่างถี่ถ้วน แม้หลี่เซียวติ่งกับพวกจะเหลือเพียงโครงกระดูก แต่เขาก็ยังสามารถประเมินจำนวนครั้งที่เฉินสือลงมือได้ จากร่องรอยบนโครงกระดูกและรอยเท้าบนพื้น
หลี่เข่อฟาหน้าตาดำทะมึน เอ่ยถาม “มีอะไรอีก?”
“ในระหว่างที่เขาลงมือสิบสามครั้ง สังหารคนเก้าคนนั้น ไม่มีใครในที่เกิดเหตุร่ายคาถาได้ทันเลย แม้แต่จะเตรียมคาถาก็ยังไม่ทัน ก็ถูกเขาฆ่าตายเสียก่อน”
จูเก๋อเจี้ยนกล่าวต่อ “คนผู้นี้รูปร่างไม่สูงนัก สูงประมาณห้าหกฟุต แต่ร่างกายกลับกำยำแข็งแรง มีพละกำลังมหาศาล ในระยะหนึ่งจ้าง หมัดและเท้าของเขาสามารถพุ่งถึงตัวและปลิดชีพศัตรูได้ในชั่วพริบตา! หมัดของเขาสามารถบดขยี้กระดูกให้แหลกละเอียดได้โดยตรง!”
หลี่เข่อฟาขมวดคิ้ว ผู้ฝึกตนที่เน้นการหลอมร่างกายนั้นมีไม่มากนัก
“หากใช้ยันต์ขุนพลทรงพลัง ก็สามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าได้เช่นกัน”
จูเก๋อเจี้ยนกล่าว “เมื่อเรียกใช้ยันต์ขุนพลทรงพลัง ก็จะได้รับพลังระดับขุนพลผ้าเหลืองในพริบตา พุ่งเข้าสังหารศัตรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงดั่งสายฟ้าฟาด! ทว่าคนผู้นี้ ไม่ได้ใช้ยันต์ขุนพลทรงพลัง”
เขาเปลี่ยนเรื่องสนทนา “ผู้น้อยได้ตรวจสอบเถ้าถ่านของยันต์ที่ถูกเผาไหม้แล้ว ในบรรดาทุกคนในค่าย มีเถ้าถ่านของยันต์เหลืออยู่เพียงสองแผ่นเท่านั้น และทั้งสองแผ่นนี้ก็คือยันต์ระฆังทองคุ้มกาย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ใช้ยันต์ก็น่าจะเป็นคุณชาย ดังนั้นฆาตกรผู้นี้ จะต้องเป็นผู้ฝึกตนที่เน้นการหลอมร่างกายและมีรูปร่างเตี้ยเล็กอย่างแน่นอน! หรือไม่ก็เป็นยอดฝีมือระดับจินตาน (แก่นทองคำ) ที่ต้องการปิดบังวิชาที่ตนถนัด จึงจงใจใช้เพียงหมัดมวยและมีดพกในการสังหารคน”
หลี่เข่อฟาขมวดคิ้วแน่น “หลังจากฆ่าลูกชายข้าแล้ว คนผู้นี้ก็หลบหนีไปทันที ท่ามกลางผู้คนมากมายก่ายกองเช่นนี้ จะตามหาตัวฆาตกรผู้นี้ได้อย่างไร?”
จูเก๋อเจี้ยนเอ่ยอย่างจริงจัง “เขาได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ขอรับ เพราะเขาพาสุนัขมาด้วยตัวหนึ่ง”
หลี่เข่อฟาชะงักไป เขาไม่ทันสังเกตเห็นรอยเท้าสุนัขบนพื้นเลยด้วยซ้ำ
เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอสุ่ยหนิวหลายสิบคน ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นรอยเท้าสุนัขเลยเช่นกัน
“บนพื้นมีกระดูกที่ถูกสุนัขแทะขอรับ”
จูเก๋อเจี้ยนแบมือให้ดูเศษกระดูกชิ้นหนึ่ง “รอยแทะแบบนี้ เป็นรอยเขี้ยวของสุนัข และบนโต๊ะยังมีผงชาดตกอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้นตัวตนของผู้มาเยือนจึงเดาได้ไม่ยาก เขาจะต้องเป็นนักพรตวาดยันต์ที่พาสุนัขดำมาด้วยแน่นอน! คุณชายเชิญเขามา ก็เพื่อให้มาวาดยันต์! การวาดยันต์ต้องใช้เลือดสุนัขดำ เลือดสุนัขดำมีพลังหยางเข้มข้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ผสมกับชาด ดังนั้นสุนัขตัวนี้จะต้องเป็นสุนัขดำอย่างแน่นอน! คนผู้นี้รูปร่างเตี้ยเล็ก เป็นนักพรตวาดยันต์ แถมยังพาสุนัขดำมาด้วย การจะสืบหาตัวเขานั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยขอรับ”
หลี่เข่อฟาได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คนที่มีลักษณะตรงตามนี้ช่างมีน้อยเสียเหลือเกิน
“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการเรียกวิญญาณของลูกชายข้ากลับมา เพื่อถามหาตัวฆาตกร”
หลี่เข่อฟากล่าว “เจ้าไปเตรียมยันต์เรียกวิญญาณให้พร้อม ข้าอยากจะพบลูกชายข้าอีกสักครั้ง…” พูดจบ ขอบตาก็อดที่จะแดงระเรื่อไม่ได้
จูเก๋อเจี้ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ใต้เท้า ผู้น้อยได้ถือวิสาสะเรียกวิญญาณไปแล้วครั้งหนึ่งขอรับ แต่ไม่สามารถเรียกวิญญาณของคุณชายกลับมาได้…”
หลี่เข่อฟาชะงักไป มองเขาอย่างไม่เข้าใจ
จูเก๋อเจี้ยนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ไม่เพียงแต่เรียกวิญญาณของคุณชายกลับมาไม่ได้เท่านั้น วิญญาณของคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถเรียกกลับมาได้เช่นกันขอรับ วิญญาณของคนที่ตายด้วยน้ำมือของนักพรตวาดยันต์ผู้นี้ ล้วนสูญสลายไปจนหมดสิ้น”
หลี่เข่อฟายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น สีหน้าดูเศร้าสลด “วิญญาณลูกชายข้าสูญสลายไปแล้ว? ตอนที่ฆ่าคน คนผู้นี้ยังสามารถกลืนกินวิญญาณของลูกชายข้าได้อีกหรือ?”
จูเก๋อเจี้ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบ “ผู้น้อยมีข้อสันนิษฐานประการหนึ่ง นั่นคือคนผู้นี้จะต้องมีสิ่งชั่วร้ายแฝงตัวอยู่อย่างแน่นอน มีเพียง ‘เสีย’ (สิ่งชั่วร้าย) หรือ ‘ซุ่ย’ (สิ่งอัปมงคล) เท่านั้น ที่มีพลังพอจะกลืนกินวิญญาณได้ นักพรตวาดยันต์ผู้นี้ อาจจะเลี้ยงสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ หรือไม่ก็ถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงขอรับ”
เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งชั่วร้ายเข้าสิงคน แฝงตัวอยู่ตามหมู่บ้านหรือตำบลเพื่อจับคนกิน สามารถกินคนทั้งตำบลจนหมดเกลี้ยงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน!
หลี่เข่อฟาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เอ่ยว่า “จูเก๋อเจี้ยน เรื่องการจับกุมนักพรตวาดยันต์ร่างเตี้ยที่พาสุนัขดำมาด้วยนี้ ข้ามอบหมายให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน อย่าเพิ่งฆ่าเขาเสียล่ะ ข้าจะต้องไต่สวนเขาด้วยตัวเอง จะต้องแหวกอกควักหัวใจเขาออกมาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของลูกชายข้าบนสวรรค์ด้วยมือของข้าเอง!”
จูเก๋อเจี้ยนค้อมตัวรับคำสั่ง สั่งการให้เจ้าหน้าที่กระจายกำลังกันไปตามทางแยก สถานีพักม้า และหมู่บ้านต่างๆ เพื่อค้นหานักพรตวาดยันต์ที่พาสุนัขดำมาด้วย
สองปู่หลานกลับมาถึงหมู่บ้านหวงพัว ปู่ก็ไปต้มยาให้เฉินสือแช่ตัวตามปกติ พอตกดึก ขณะที่เฉินสือกำลังหลับสนิท จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดแปลบที่หัวใจ จนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส!
อาการปวดหัวใจของเขากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง!
ตั้งแต่ที่เขาฝึกฝนวิชาปราณแท้สามแสง อาการปวดหัวใจก็ไม่ได้กำเริบขึ้นมาอีกเลยหลายวันแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าคราวนี้มันจะรุนแรงถึงเพียงนี้!
กรงเล็บผีสีครามบนหน้าอกบีบหัวใจของเขาเอาไว้แน่น จนกล้ามเนื้อหน้าอกหดเกร็ง หัวใจราวกับจะถูกบีบให้แหลกคามือ!
เฉินสือตัวสั่นสะท้าน ชักกระตุก ร่างกายแข็งเกร็ง เส้นเลือดปูดโปน เจ็บปวดจนหายใจไม่ออก ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ!
สีแดงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วง
เขาอ้าปากพูดไม่ได้ เปล่งเสียงออกมาไม่ได้เลย ไม่สามารถแม้แต่จะร้องเรียกปู่ให้ช่วยได้!
ผ่านไปเนิ่นนาน เฉินสือเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว เหงื่อชุ่มจนแทบจะทะลุผ้าห่ม ถึงได้เริ่มหอบหายใจออกมาได้เฮือกหนึ่ง
เมื่อได้ลมหายใจเฮือกนี้มาหล่อเลี้ยง เขาก็ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ รีบโคจรวิชาปราณแท้สามแสงอย่างสุดกำลัง เพื่อต่อต้านกับกรงเล็บผีสีครามที่บีบหัวใจของเขาอยู่!
จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงค่อนรุ่ง เขาถึงสามารถสะกดข่มกรงเล็บผีสีครามเอาไว้ได้
กรงเล็บผีสีครามที่ฝังลึกลงไปในหน้าอกของเขา ตอนนี้ค่อยๆ คลายออก ความเจ็บปวดลดน้อยลงเรื่อยๆ
เฉินสือยังคงหวาดผวา คราวนี้กรงเล็บผีบีบหัวใจเขาแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แถมยังกินเวลานานกว่าด้วย หากไม่ได้ลมหายใจเฮือกนั้นช่วยต่อชีวิตไว้ เขาคงต้องเจ็บปวดจนขาดใจตายคาเตียงไปแล้ว!
“หรือว่าตอนที่ฉันฆ่าหลี่เซียวติ่งเมื่อตอนกลางวัน ฉันใช้พลังงานมากเกินไป ร่างกายเลยไม่มีแรงสะกดรอยประทับกรงเล็บผี อาการก็เลยกำเริบขึ้นมา?”
เฉินสือลองนึกทบทวนดูให้ดีๆ ตอนที่เขาสังหารหลี่เซียวติ่งกับพวก เขารู้สึกหิวจัดขึ้นมาจริงๆ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะใช้พลังงานไปมาก
“ยาของปู่ช่วยสะกดกรงเล็บผีสีครามได้ แต่ดูเหมือนจะออกฤทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ มีเพียงวิชาปราณแท้สามแสงเท่านั้นที่ยังใช้ได้ผล ฉันต้องรีบกลับไปที่สุสานเจินหวังอีกครั้งให้เร็วที่สุด เพื่อหาวิชาปราณแท้สามแสงฉบับสมบูรณ์มาให้ได้!”
วิชาปราณแท้สามแสงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ที่สามารถสะกดกรงเล็บผีสีครามได้ เป็นดั่งฟางเส้นสุดท้ายของเฉินสือ
“เพียงแต่การจะหาวิชาปราณแท้สามแสง จำเป็นต้องบุกเข้าไปในอาณาเขตแห่งภูตผีและเทพเจ้าเสียก่อน” เฉินสือขมวดคิ้ว
คราวก่อนที่เขาเดินเข้าไปได้ลึกขนาดนั้น เป็นเพราะอาศัยพลังจากเนื้อแผ่นวิเศษที่คุณหนูรองจ้าวให้มา ตอนนี้ไม่มีเนื้อแผ่นวิเศษแล้ว ก็ต้องพึ่งพาฝีมือของตัวเองล้วนๆ ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ เกรงว่าคงยังไม่สามารถเดินไปถึงหน้าป้ายหินได้ ก่อนที่อาณาเขตแห่งภูตผีและเทพเจ้าในสุสานเจินหวังจะเปิดออกเสียด้วยซ้ำ
“ฉันต้องไปฝึกฝนที่ศาลเจ้าร้างบนเขาให้ร่างกายแข็งแกร่งกว่านี้ก่อน ถึงจะกลับไปบุกสุสานเจินหวังได้อีกครั้ง!” เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แล้วจึงล้มตัวลงนอน
ชีวิตของเฉินสือกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนวันวาน ตื่นเช้ามากินข้าว ไปตีกับหมาทั้งหมู่บ้าน แอบขโมยแตงโม ไหว้แม่บุญธรรม ฟังผีบัณฑิตจูอธิบายข้อสงสัย จากนั้นก็ไปฝึกฝนวิชาปราณแท้สามแสงที่ศาลเจ้าร้างบนเขา ตกเย็นก็กลับมากินยาและแช่น้ำยา
วันนี้ เฉินสือเพิ่งจะไหว้แม่บุญธรรมเสร็จ และกำลังฟังผีบัณฑิตจูเล่าเรื่อง จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าดัง ‘กุบกับ’ ขบวนเจ้าหน้าที่สิบกว่านายขี่ม้าควบตะบึงผ่านถนนหลวงไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นตลบอบอวล ราวกับกลุ่มหมอกควัน มุ่งหน้าไปยังเนินหวงพัว
“พวกลิ่วซ่านเหมินอีกแล้ว!”
เฉินสือชะเง้อมองด้วยความสงสัย เอ่ยขึ้นว่า “ลิ่วซ่านเหมินแห่งอำเภอซินเซียง ไม่ใช่ถูกแม่บุญธรรมแห่งหมู่บ้านฟางเตี้ยนฆ่าตายหมดแล้วหรอกหรือ? ศพก็ถูกผีเจ้าสาวเก็บกวาดไปหมดแล้วนี่นา”
พูดไปก็แปลก เจ้าสาวที่เป็น ‘ซุ่ย’ (สิ่งอัปมงคล) ตัวนั้น หายเงียบไปเลยตั้งแต่คืนนั้น เรื่องศาลเจ้าร้างบนเขาที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา ก็ไม่มีใครมาไต่ถาม แม้กระทั่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตายไปกว่าสามสิบคน ก็ยังไม่มีข่าวคราวหลุดรอดออกมาเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าแปลกประหลาดจริงๆ
เฉินสือมักจะรู้สึกกังวลเรื่องที่ตัวเองเป็นคนฆ่าหลี่เซียวติ่ง กลัวว่าจะมีคนสืบสาวราวเรื่องมาถึงตัว แต่เรื่องนี้ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไป ไม่มีข่าวคราวใดๆ ออกมาเลยเช่นกัน
ผีบัณฑิตจูแค่นหัวเราะเย็นชา “มีอะไรแปลกตรงไหนล่ะ? สิ่งที่เรียกว่าลิ่วซ่านเหมิน ก็เป็นแค่กระดาษชำระในส้วม เป็นแค่ของใช้แล้วทิ้งเท่านั้นแหละ บัณฑิตยากจนแบบพวกข้า ในทวีปซีหนิวซินโจวแห่งนี้ ปีๆ หนึ่งมีเพิ่มขึ้นเป็นล้านคน ตายไปสักไม่กี่สิบคนก็ไม่สะเทือนหรอก ขอเพียงนายอำเภอออกประกาศรับสมัคร ก็จะมีพวกซิ่วไฉแย่งกันหัวร้างข้างแตกเข้ามาสมัครเองนั่นแหละ”
เฉินสือรู้ดีว่าเขาพูดถูก หลังจากที่ผู้ฝึกตนสอบติดซิ่วไฉแล้ว หากไม่สามารถสอบติดจวี่เหรินได้ ก็ต้องออกไปหางานทำเลี้ยงชีพ การเป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอ อย่างน้อยก็ถือเป็นข้าราชการของราชวงศ์หมิง ขอเพียงมีตำแหน่งว่าง พวกซิ่วไฉก็พร้อมจะแห่กันไปสมัครอยู่แล้ว
“ฮี่—”
เจ้าหน้าที่สิบกว่านายนั้นจู่ๆ ก็หยุดม้า ชายผู้เป็นหัวหน้าลงจากม้า เดินแกมวิ่งขึ้นมาบนเนินหวงพัว พลางยิ้มแย้มเอ่ยถาม “น้องชาย ข้าคือจูเก๋อเจี้ยน เจ้าหน้าที่กรมการเมืองแห่งที่ว่าการอำเภอสุ่ยหนิว เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
“เฉิงสือ (ซื่อสัตย์) ครับ”
“น้องเฉิงสือ ข้าอยากจะถามหน่อยว่า ในหมู่บ้านหวงพัวมีนักพรตวาดยันต์ที่ชื่อเฉินอิ๋นตวงอยู่บ้างหรือไม่?”
เฉินสือกะพริบตาปริบๆ ตอบว่า “มีคนชื่อเฉินอิ๋นตวงอยู่คนหนึ่งครับ ท่านมีธุระอะไรกับเขางั้นหรือ?”
จูเก๋อเจี้ยนยิ้มกริ่ม “เฉินอิ๋นตวงผู้นี้ รูปร่างสูงเท่าไหร่?”
เฉินสือตอบว่า “สูงพอๆ กับท่านนั่นแหละครับ”
จูเก๋อเจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย บรรดาเจ้าหน้าที่ด้านหลังก็พากันพูดแทรกขึ้นมา “ลูกพี่ ดูเหมือนว่าคดีนี้จะไม่ได้เป็นฝีมือของเฉินอิ๋นตวงแล้วล่ะ แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อดี?” “หลายวันที่ผ่านมาพวกเราตระเวนค้นหาไปทั่วทุกหมู่บ้านในละแวกนี้แล้ว ทางฝั่งตัวอำเภอและตำบลก็ส่งคนไปหาแล้วเหมือนกัน นักพรตวาดยันต์ที่เป็นฆาตกรคนนั้น มันจะติดปีกบินหนีไปได้เชียวหรือ?”
จูเก๋อเจี้ยนเองก็เริ่มปวดหัว หลายวันที่ผ่านมาเขาออกตระเวนสืบสวนไปทั่วทุกที่ ค้นหาตามอำเภอและตำบลต่างๆ ก็ไม่พบผู้ต้องสงสัยเลย เดิมทีคิดว่าน่าจะกบดานอยู่ตามชนบท แต่พอค้นหาจนแทบจะพลิกแผ่นดินหาตามหมู่บ้านน้อยใหญ่แล้ว ก็ยังไม่เจอนักพรตวาดยันต์ร่างเตี้ยที่พาสุนัขดำมาด้วยเลยสักคน
“หรือว่าข้าจะมาผิดทาง?”
เขากำลังจะสั่งการให้เดินทางกลับ จู่ๆ ก็เห็นสุนัขดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ขึ้นมาบนเนินหวงพัว แกว่งหางไปมาให้กับเด็กหนุ่มที่อยู่ใต้ต้นไม้
สุนัขดำตัวนี้หน้าตาดูใจดีมีเมตตา ราวกับกำลังยิ้มอยู่ก็ไม่ปาน
เด็กหนุ่มใต้ต้นไม้เงยหน้าขึ้นยิ้มตอบ “ใต้เท้าจูเก๋อ ปู่เรียกผมกลับไปกินข้าวแล้วครับ”
จูเก๋อเจี้ยนพยักหน้ารับ มองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มกับสุนัขดำที่กำลังเดินจากไป จู่ๆ ก็เหมือนมีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังขึ้นในหัว
“ฆาตกร หากไม่ใช่ผู้ใหญ่ร่างเตี้ย แต่เป็นเด็กล่ะ? นักพรตวาดยันต์รุ่นเยาว์ที่มีร่างกายกำยำแข็งแกร่ง!”

0 Comments