You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือเช็ดเลือดบนมีดพกกับแขนเสื้อ มองดูศพที่นอนระเกะระกะอยู่ในค่ายพักแรมด้วยสีหน้าเรียบเฉยดุจน้ำนิ่ง

“ขงจื่อกล่าวว่า ‘เมื่อมาแล้วก็จงอยู่อย่างสงบเถิด’ ในเมื่อหน้าที่ของพวกเจ้าคือการปกป้องศัตรูของข้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็ตายอย่างไม่เจ็บปวดเปล่าแล้ว”

เขาเดินตรงไปหาหลี่เซียวติ่ง

หลี่เซียวติ่งเพียงใช้คาถาเดียวก็สามารถฆ่าเขาได้ แต่เขากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองสามารถฆ่าหลี่เซียวติ่งได้ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ร่ายคาถาอย่างแน่นอน!

พูดไปก็แปลก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือฆ่าคน แต่ในใจกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว วินาทีที่กำด้ามมีด ในหัวของเขามีเพียงความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะฆ่าศัตรูให้เร็วที่สุด

เฮยโกวยังคงนั่งยองๆ อยู่ข้างโต๊ะ มองดูศพแต่ละศพที่ล้มลงนอนหงายเก๋งอย่างเหม่อลอย ยังไม่ทันได้สติกลับมา

มันไม่สามารถเชื่อมโยงภาพเด็กหนุ่มที่ลงมือฆ่าฟันอย่างเด็ดขาดตรงหน้านี้ เข้ากับเจ้านายตัวน้อยของมันได้เลยแม้แต่น้อย

เฉินสือคนก่อนเป็นเด็กซุกซนเกเร เป็นเด็กหนุ่มที่ร่าเริงและไม่ค่อยใช้สมอง แต่เฉินสือในตอนนี้ กลับดูราวกับเทพแห่งการสังหาร!

“ตึง!” “ตึง!” “ตึง!”

เฉินสือชกออกไปหมัดแล้วหมัดเล่า ทุกท่วงท่าแฝงไปด้วยพลังอันหนักหน่วงมหาศาล ทุบทำลายระฆังทองคำจนแตกละเอียด ก่อนจะก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เซียวติ่ง

เขาสูงน้อยกว่าหลี่เซียวติ่งมาก สูงแค่ระดับหน้าอกของหลี่เซียวติ่งเท่านั้น แต่หลี่เซียวติ่งกลับราวกับถูกคลื่นพลังของเขากระแทกเข้าใส่ ร่างกายเซถลา ล้มลุกคลุกคลานลงไปนั่งกับพื้น ใช้สองมือยันพื้นถอยกรูดไปด้านหลัง มองดูเขาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“พะ… พี่ชาย ยะ… อย่า…”

เฉินสือกระชากคอเสื้อของเขา หวังจะหิ้วตัวเขาขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลี่เซียวติ่งตัวหนักเกินไป หรือว่าการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้เฉินสือใช้เรี่ยวแรงไปจนหมด ถึงได้หิ้วเขาไม่ขึ้น

ถึงยังไงเขาก็เพิ่งเคยฆ่าคนเป็นครั้งแรก แม้จะจัดการศัตรูจนหมดเกลี้ยง ตอนนั้นยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอมารู้สึกตัวตอนนี้ ถึงเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามา

เฉินสือรู้สึกปวดเมื่อยและสั่นเทาที่มือเล็กน้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โคจรวิชาปราณแท้สามแสง อาการถึงได้ดีขึ้นมาบ้าง

การต่อสู้เมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะจบลงอย่างรวดเร็วและหมดจด แต่แท้จริงแล้วกลับสูญเสียพลังงานไปอย่างมหาศาล ทำเอาเขารู้สึกหิวจนอยากจะหาอะไรกินขึ้นมาตงิดๆ

“อย่าฆ่าข้าเลย!”

หลี่เซียวติ่งร้องไห้โฮออกมา เป้ากางเกงเปียกแฉะเป็นวงกว้าง

ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาสูงกว่าเฉินสือ ปราณแท้ของเขาก็แข็งแกร่งกว่าเฉินสือไม่รู้ตั้งกี่เท่า แถมบนตัวยังมีพวกยันต์คุ้มกันสารพัดชนิด แต่เขากลับหวาดกลัวจนสูญเสียความตั้งใจที่จะต่อสู้ไปจนหมดสิ้น

เขาดูราวกับลูกแกะที่รอคอยการเชือด ถูกเฉินสือหิ้วคอเสื้อขึ้นมา

“เจ้าช่วงชิงครรภ์เทพของข้าไป แล้วยังคิดจะมีชีวิตรอดอยู่อีกงั้นรึ?”

เฉินสือกัดฟันกรอด เอ่ยอย่างเคียดแค้น “กะโหลกศีรษะของข้าถูกยอดฝีมือที่เจ้าหามางัดเปิดออก แล้วแย่งชิงครรภ์เทพของข้าไป เจ้าคงนึกไม่ถึงสินะว่าข้าจะรอดชีวิตมาได้? ตอนนั้นเจ้าควรจะเอาไม้ตะบองเสียบทะลุกะโหลกข้า แล้วปั่นสมองข้าให้เละเป็นโจ๊กไปซะ! ในเมื่อเจ้าเหลือลมหายใจไว้ให้ข้า ข้าก็จะมาตามล่าแก้แค้นเจ้า!”

หลี่เซียวติ่งตัวอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเผือด

พรสวรรค์ของเขาก็ไม่ได้ดีเด่อะไรอยู่แล้ว ประกอบกับวันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่น มีเวลาฝึกฝนน้อยนิด จึงไม่สามารถบำเพ็ญเพียรจนก่อกำเนิดครรภ์เทพได้สักที อย่าว่าแต่จวี่เหรินเลย แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉ ครอบครัวก็ยังต้องใช้เงินยัดใต้โต๊ะซื้อมาให้

แต่ทว่าคนในครอบครัวกลับไม่ได้รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย และไม่ได้บังคับให้เขาต้องตั้งใจเรียนหรือฝึกฝนอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้แต่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปวันๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านอาสามได้นำครรภ์เทพที่ยังสดใหม่มาให้ แล้วบอกกับเขาอย่างมีลับลมคมในว่า ขอเพียงนำครรภ์เทพนี้ไปปลูกถ่ายลงในศาลเจ้าของเขา เขาก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นครรภ์เทพทันที สามารถสอบติดจวี่เหริน หรือแม้กระทั่งบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นจินตาน (แก่นทองคำ) และประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย!

เขาเอ่ยถามท่านอาสามถึงที่มาของครรภ์เทพนี้ ท่านอาสามก็บอกแค่ว่าไม่ต้องยุ่ง ได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงยอมให้ปลูกถ่ายครรภ์เทพอย่างสบายใจ

และแล้วเขาก็สามารถสอบติดจวี่เหรินได้อย่างราบรื่นจริงๆ ชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะของเขาก็แพร่สะพัดออกไป ทำให้ตระกูลผู้ลากมากดีตระกูลอื่นๆ ต่างก็ต้องมองเขาใหม่ แม้กระทั่งมีหญิงสาวจากตระกูลใหญ่โตมาแอบหลงรักเขาด้วยซ้ำ

เพียงแต่นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ท่านอาสามจะทำงานไม่เรียบร้อย ปล่อยให้ผู้เสียหายรอดชีวิตมาได้ แถมยังไปฝึกวิชาแปลกประหลาดอะไรมาก็ไม่รู้ ฆ่าองครักษ์เสื้อแพรของเขาตายเรียบ แถมยังจะมาฆ่าเขาเพื่อล้างแค้นอีก!

“เจ้ารู้ไหมว่าสองปีมานี้ข้าใช้ชีวิตมายังไง?”

เฉินสือเอ่ยอย่างเคียดแค้น “สองปีมานี้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน? สองปีมานี้ข้าต้องทนรับความอยุติธรรมมามากเท่าไหร่…”

หลี่เซียวติ่งจู่ๆ ก็ตัวสั่นสะท้าน ในดวงตาฉายแววความหวังขึ้นมารำไร เอ่ยตะกุกตะกักว่า “เดี๋ยว… เดี๋ยวก่อน จอม… จอมยุทธ์…”

เขารู้สึกว่าการเรียกเด็กอายุสิบกว่าขวบอย่างเฉินสือว่าจอมยุทธ์มันดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่ก็ยังฝืนใจพูดต่อว่า “เดี๋ยวก่อนจอมยุทธ์ เจ้าบอกว่าเจ้าถูกคนควักครรภ์เทพไปเมื่อสองปีก่อนงั้นหรือ? แต่ว่า… ข้าเพิ่งจะได้รับการปลูกถ่ายครรภ์เทพของคนอื่นเมื่อปีที่แล้วเองนะ! จอมยุทธ์!”

เขาเอ่ยอย่างระมัดระวัง แต่ก็แฝงความกล้าไว้ในที “เจ้าฆ่าผิดคนหรือเปล่า?”

เฉินสือกำลังจะพูดต่อ พอได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ จิตสังหารในใจลดฮวบลงไปกว่าครึ่ง เอ่ยอย่างคลางแคลงใจว่า “เจ้ากำลังจะบอกว่า เจ้าเพิ่งได้รับการปลูกถ่ายครรภ์เทพของคนอื่นเมื่อปีที่แล้วงั้นหรือ?”

หลี่เซียวติ่งรีบพยักหน้ารัวๆ ทำหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง ร้องโอดครวญว่า “ปีที่แล้วหลังจากที่ข้าได้รับการปลูกถ่ายครรภ์เทพของคนอื่น ข้าถึงเพิ่งจะไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล จนได้เป็นจวี่เหริน เรื่องนี้มีหลักฐานตรวจสอบได้ ขอเพียงเจ้าไปลองสืบดูก็จะรู้เอง!”

เฉินสือยืนอึ้งไป มือทั้งสองข้างคลายออก ปล่อยหลี่เซียวติ่งให้เป็นอิสระ

หลี่เซียวติ่งทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ไม่สนความเจ็บปวด เอ่ยต่อว่า “ถ้าเจ้าถูกคนควักครรภ์เทพไปเมื่อปีก่อนนู้น คนที่ช่วงชิงครรภ์เทพของเจ้าไปก็ไม่ใช่ข้า แล้วก็ไม่ใช่ตระกูลหลี่ของข้าด้วย ครรภ์เทพเมื่อหลุดออกจากร่าง ไม่นานก็จะสลายกลายเป็นเถ้าธุลี! ครรภ์เทพของเจ้าไม่มีทางเก็บรักษาไว้ได้นานถึงหนึ่งปีหรอก!”

“เป็นไปไม่ได้งั้นหรือ?”

เฉินสือเริ่มลนลาน พึมพำว่า “หมายความว่า เจ้าไม่ใช่คนที่ช่วงชิงครรภ์เทพของข้าไป ข้าฆ่าผิดคนงั้นหรือ?”

หลี่เซียวติ่งเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง “ไม่ใช่แค่ฆ่าผิดคนนะ! เจ้าฆ่าองครักษ์เสื้อแพรของข้าไปตั้งเจ็ดคน แถมยังเกือบจะฆ่าข้าตายอยู่รอมร่อ! แล้วเจ้ายังฆ่าแม่นางจื่อเอ้อจากตระกูลติงไปอีกด้วย!”

สีหน้าของเฉินสือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

เขาเองก็บังเอิญได้ยินคุณหนูรองจ้าวกับพวกพูดถึงเรื่องที่หลี่เซียวติ่งไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล แล้วจู่ๆ ก็สร้างชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ตอนนั้นพวกนางก็แค่เดาว่าหลี่เซียวติ่งอาจจะเป็นคนที่ช่วงชิงครรภ์เทพของเขาไป ตั้งแต่นั้นมา เฉินสือก็เลยทึกทักเอาว่าคุณชายหลี่ผู้นี้คือศัตรูคู่อาฆาตของตน

แต่พอมาคิดดูตอนนี้ ตอนนั้นคุณหนูรองจ้าวกับพวกก็แค่คาดเดากันไปเองทั้งนั้น

“ถ้าพูดแบบนี้ ข้าก็คงฆ่าผิดคนไปแล้วจริงๆ…” เฉินสือพึมพำ

“เจ้าฆ่าผิดคนแล้วจริงๆ นั่นแหละ!”

หลี่เซียวติ่งเองก็รู้สึกโกรธเคืองเช่นกัน จึงเอ่ยตัดพ้อว่า “ตอนที่เจ้าจะลงมือ ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมถามไถ่ให้ดีเสียก่อน…”

“ฉึก—”

ประกายแสงเย็นยะเยือกพาดผ่านลำคอของเขา หลี่เซียวติ่งตัวแข็งทื่อ ยกมือขึ้นกุมลำคอตัวเอง ในลำคอมีเสียงดังครอกแครก พูดอะไรไม่ออก จากนั้นเลือดสดๆ ก็ไหลทะลักออกมาไม่หยุด

เฉินสือเช็ดคราบเลือดบนมีดพกกับแขนเสื้ออีกครั้ง ปรายตามองหลี่เซียวติ่งที่ยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่แวบหนึ่ง

“แต่ข้าก็ไม่ได้ฆ่าผิดคนหรอกนะ ถึงแม้ครรภ์เทพที่เจ้าช่วงชิงไปจะไม่ใช่ของข้า แต่ถึงยังไงมันก็คือการแย่งชิงครรภ์เทพของคนอื่นอยู่ดี อัจฉริยะที่ถูกเจ้าช่วงชิงครรภ์เทพไปผู้นั้น ดวงไม่แข็งเท่าข้า ข้ารอดตายมาได้ แต่เขาไม่รอด คนอย่างเจ้า สมควรตาย!”

เฉินสือหมุนตัวเดินไปที่โต๊ะ เก็บมีดพกใส่ลงในกล่องหนังสือ เก็บกวาดพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกจนเรียบร้อย แล้วสะพายกล่องหนังสือขึ้นหลัง พลางพึมพำกับตัวเองว่า “ความแค้นของเขา ข้าได้ชำระแค้นแทนให้แล้ว น่าเจ็บใจนัก ที่ไม่สามารถฆ่าล้างโคตรพวกผู้มีอำนาจที่เอาแต่ช่วงชิงอนาคตและชีวิตของลูกหลานคนยากจนให้หมดไปได้!”

เขาสะพายกล่องหนังสือไว้บนหลัง จู่ๆ ก็เซถลาไปก้าวหนึ่ง ในท้องมีเสียงร้องจ๊อกๆ ดังขึ้นมา หิวจนไส้กิ่ว

ตอนนั้นเอง ก็มีกลิ่นหอมของกับข้าวโชยมา เฉินสือเดินตามกลิ่นหอมนั้นไป ก็พบว่าที่ข้างกระโจมหลังหนึ่งมีหม้อต้มกับข้าวใบใหญ่วางอยู่ หลี่เซียวติ่งกับพวกไม่รู้ว่าไปล่าสัตว์ป่าอะไรมา พอจัดการชำแหละเสร็จก็นำมาต้มในหม้อ ตอนนี้เนื้อต้มสุกได้ที่แล้ว

เฉินสือเปิดฝาหม้อออก ก็เห็นว่าในหม้อมีเนื้อสัตว์ มีทั้งมันและเนื้อแดงสลับกัน ตรงกลางยังมีกระดูกติดอยู่ด้วย ก้นหม้อมีฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ ดันให้ชิ้นเนื้อสีแดงก่ำสั่นกระเพื่อมไปมา

ความจริงแล้วเขาควรจะรีบหนีไปจากสถานที่เกิดเหตุแห่งนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีใครมาพบเห็น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกหิวจนตาลาย เดินแทบจะไม่ไหว จึงตัดสินใจโยนฝาหม้อทิ้งไป ใช้สองมือจับหูหม้อ แล้วยกหม้อเนื้อต้มมาวางไว้ที่โต๊ะ

“ตึง!”

เขาวางหม้อลงบนโต๊ะ วางกล่องหนังสือลง แล้วนั่งทับบนกล่องหนังสือนั้น เอื้อมมือไปหยิบเนื้อขึ้นมา ไม่สนความร้อน รีบยัดเนื้อเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ลิ้นตวัดทีเดียวก็รูดเอาทั้งมันและเนื้อแดงเข้าปาก ก่อนจะถุยกระดูกออกมาดัง ‘ถุย’

เฮยโกวเพิ่งจะได้สติกลับมาจากเหตุการณ์การต่อสู้อันดุเดือดเมื่อครู่นี้ ยังคงนอนตัวสั่นงันงกอยู่ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน พอเห็นกระดูกหล่นอยู่บนพื้น ก็รีบวิ่งไปคาบมากิน

“ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ”

เฉินสือเห็นดังนั้น ก็หัวเราะหึๆ ยกหม้อขึ้นเทเนื้อครึ่งหนึ่งลงบนพื้น พลางหัวเราะร่วน “กินซะ กินเร็วๆ เข้า กินให้อิ่มแล้วจะได้เตรียมตัวออกเดินทาง”

เฮยโกวสะดุ้งโหยง พยายามขบคิดอย่างหนักว่าคำว่า ‘เตรียมตัวออกเดินทาง’ ของเขานั้น หมายถึงจะให้มันรับบาปแทน (แบกหม้อดำ) แล้วส่งมันไปปรโลกหรือเปล่า

แต่พอลองคิดดูดีๆ เจ้านายตัวน้อยไม่น่าจะหมายความแบบนั้นหรอก ที่สำคัญคือมันเป็นแค่หมา คงรับบาปกรรมครั้งใหญ่นี้ไม่ไหวหรอก มันจึงยอมกินเนื้ออย่างสบายใจ

หนึ่งคนกับหนึ่งหมา คนหนึ่งอยู่บนโต๊ะ หมาตัวหนึ่งอยู่ใต้โต๊ะ ต่างก็สวาปามเนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อย

ไม่นาน พวกเขาก็กินจนอิ่ม เฉินสือสะพายกล่องหนังสือขึ้นหลัง กวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่เห็นวิญญาณของพวกหลี่เซียวติ่งเลย ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา

“หรือว่าปู่จะไม่ได้โกหกฉัน พลังแห่งปรโลกจะดึงดูดวิญญาณลงสู่นรกภูมิจริงๆ? แต่ว่า ผีบัณฑิตจู แล้วก็ผีพรายน้ำทั้งสามตน ทำไมถึงไม่ถูกดึงตัวลงนรกไปล่ะ?”

เขาเรียกเฮยโกวให้เดินตามมา เตรียมตัวจะออกจากค่ายพักแรม

เฉินสือกินเนื้อไปเยอะมาก รู้สึกกระหายน้ำ หางตาเหลือบไปเห็นผลไม้ในตะกร้าที่จื่อเอ้อนำมาตกหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น มีแตงหวานลูกโตลูกหนึ่งที่ยังไม่เน่าเสีย เขาจึงหยิบมันขึ้นมา ใช้หมัดทุบจนแตก แล้วกัดกินแตงหวานคำโต สาวเท้าก้าวฉับๆ ออกจากค่ายพักแรม พาเฮยโกวเดินหายลับเข้าไปในป่าเขา

“รอจนฟ้ามืด พระจันทร์ขึ้น พวกสิ่งชั่วร้ายก็จะออกมาเพ่นพ่าน ศพพวกนี้ก็จะไม่เหลือซาก ต่อให้ใครจะมีอิทธิฤทธิ์เก่งกาจมาจากไหน ก็ไม่มีทางสืบสาวมาถึงตัวฉันได้หรอก!”

ผ่านไปไม่นาน เฉินสือก็เดินออกมาจากป่าเขา เบื้องหน้ามีรถไม้คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน ปู่สวมหมวกสานปีกกว้างนั่งอยู่ริมถนน ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องออกมาทางนี้

เฉินสือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปหา

ปู่โยนเสื้อผ้ามาให้สองสามชุด พลางเอ่ยว่า “เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ บนนั้นมีรอยเลือด เดี๋ยวจะมีคนตามรอยมาได้”

เฉินสือขานรับอย่างว่าง่าย รีบถอดเสื้อผ้าบนตัวออก แล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดใหม่ เขากำลังคิดว่าจะจัดการกับเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดพวกนี้ยังไงดี จู่ๆ กองเสื้อผ้าเหล่านั้นก็ลุกพรึบขึ้นมา ชั่วพริบตาก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

เฉินสือรู้ดีว่าเป็นฝีมือของปู่ แอบชื่นชมในใจ “ขงจื่อกล่าวไว้ว่า สิ่งใดไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็อย่าไปดู ขอเพียงไม่มีใครเห็น ก็ไม่ถือว่าทำผิดกฎหมาย ปู่ทำงานได้แนบเนียนกว่าฉันซะอีก เมื่อก่อนปู่ต้องเคยทำเรื่องเลวๆ มาไม่น้อยแน่ๆ!”

เพียงแต่ เขาดูไม่ออกเลยว่าปู่ใช้คาถาหรือว่าใช้วิธีอื่นใดกันแน่

สองปู่หลานนั่งอยู่บนรถไม้ ยันต์บนล้อรถค่อยๆ สว่างขึ้น รถไม้แล่นกุกกักไปตามถนนหลวง มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านหวงพัว

“คราวนี้แกแวะไปเป็นนักพรตวาดยันต์ให้เขา ได้เก็บเงินมาหรือเปล่า?”

“เก็บมาแล้วครับ”

“เก็บเงินผู้ตายมาเท่าไหร่ล่ะ?”

“ห้าสิบตำลึงเงินครับ ก้อนเบ้อเริ่มเลย”

“เอามานี่ เดี๋ยวฉันเก็บไว้ให้”

“…ปู่ครับ ผมอยากเก็บไว้เอง”

“เด็กๆ มักจะมือเติบ เก็บเงินไม่อยู่หรอก แกลองแบมือเอานิ้วชิดกันดูสิ มีช่องโหว่ระหว่างนิ้วใช่ไหมล่ะ? แต่มือของปู่ไม่มีช่องโหว่หรอกนะ เอาเงินมาให้ปู่เถอะ ปู่จะเก็บไว้ให้ ไม่เอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายหรอก จะเก็บไว้เป็นค่าสินสอดขอเมียให้แกตอนแกโตไง ปู่จะไปฮุบเงินแกได้ยังไงล่ะ?”

“ไม่ฮุบหรอกครับ”

เฉินสือยอมมอบเงินก้อนนั้นให้ปู่ไป พลางวาดฝันถึงวันที่ตัวเองจะได้แต่งงานมีเมียอย่างมีความสุข

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note