You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

บ้านเก่าหลังนี้ดูทรุดโทรมยิ่งกว่าบ้านของฝานฉางอวี้เสียอีก เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยได้รับการปัดกวาดเช็ดถู ข้าวของในห้องวางระเกะระกะไปหมด เนื่องจากฤดูหนาวต้องจุดเตาผิง โต๊ะเก้าอี้จึงมีเขม่าควันเกาะอยู่เต็มไปหมดโดยไม่มีใครเช็ด

หากไม่เช็ดก่อนนั่ง พอจะลุกขึ้นเสื้อผ้าก็คงเปื้อนเขม่าดำไปหมด

เครื่องเรือนในห้องก็มีแต่พวกไหดินเผาไร้ราคา สองพ่อลูกตระกูลฝานล้วนแต่ติดการพนัน หากในบ้านมีของมีค่าสักชิ้น ก็คงถูกพวกเขานำไปจำนำแลกเงินเสียตั้งนานแล้ว

สองตายายตระกูลฝานอาศัยอยู่ที่ห้องฝั่งทิศตะวันตก ตาฝานส่งเสียงเรียกอยู่ที่หน้าประตูห้องว่า: “ยายเฒ่า ฉางอวี้มาน่ะ”

ยายฝานที่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวหันหลังให้ประตูทันที เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะพูดกับฝานฉางอวี้แม้แต่คำเดียว

ตาฝานทำหน้าเจื่อนๆ อธิบายกับฝานฉางอวี้ว่า: “ตั้งแต่ต้าหนิว (ฝานต้า) โดนทำร้ายตาย นางก็เป็นแบบนี้มาตลอดหลายวัน”

ฝานฉางอวี้ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด และไม่ได้หาเรื่องใส่ตัวไปเอ่ยปากถามไถ่อะไร ตั้งแต่นางจำความได้ ยายฝานก็ไม่เคยทำดีกับครอบครัวของนางอยู่แล้ว

นางรับผ้าเช็ดหน้าที่ตาฝานยื่นให้มาเช็ดม้านั่ง แล้วก็นั่งลงผิงไฟที่เตากลางห้องโถงใหญ่

ขณะที่ตาฝานนำเนื้อหมูเค็มที่นางหิ้วมาไปแขวนไว้เหนือเตาผิงเพื่อรมควันต่อ ฝานฉางอวี้ก็สังเกตเห็นถ้วยชามบนโต๊ะข้างๆ ที่ยังไม่ได้เก็บกวาด

ดูเหมือนว่าเมื่อเช้าสองตายายจะต้มแค่ข้าวต้มเละๆ กิน วันปีใหม่แท้ๆ บนโต๊ะอาหารกลับไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักนิด

ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้ว รอจนตาฝานนั่งลงแล้ว จึงเอ่ยถามว่า: “หลังจากลุงใหญ่เกิดเรื่อง ทางการก็มอบเงินชดเชยให้ยี่สิบห้าตำลึง เงินนั่นพวกท่านไม่ได้เอามาใช้หรือเจ้าคะ?”

เงินยี่สิบห้าตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย สำหรับครอบครัวทั่วไปหากใช้จ่ายอย่างประหยัด และไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วยต้องเสียค่ายา เงินสิบตำลึงก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งปีแล้ว

ตาฝานตอบอ้อมแอ้มว่า: “เงินนั่นต้องเก็บไว้ให้ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าแต่งเมีย…”

ฝานฉางอวี้เลิกคิ้วขึ้น: “คงไม่ได้ถูกเขาเอาไปละลายในบ่อนพนันอีกหรอกนะ?”

ตาฝานกล่าวว่า: “เงินอยู่ที่ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า นางกลัวว่าช่วงไว้ทุกข์จะทำให้เลยวัยออกเรือน เลยตั้งใจจะให้ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าแต่งงานให้เสร็จสิ้นในช่วงไว้ทุกข์ร้อยวันแรก ตอนนี้กำลังดูตัวแม่หญิงอยู่”

เมื่อฝานฉางอวี้ได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่พูดอะไรอีก

ชีวิตใครก็ชีวิตมัน สองตายายเมื่อก่อนมีของดีอะไรก็ประเคนให้แต่ฝานต้า ตอนนี้ลูกชายตายไปแล้ว ย่อมต้องเอาของดีทั้งหมดไปประเคนให้หลานชายแทน

ตราบใดที่คนบ้านนี้ไม่มาคิดคดหวังจะฮุบสมบัติบ้านนางอีก นางก็ยินดีที่จะรักษาสถานะต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองต่อไป

นางถามขึ้นว่า: “ที่ท่านบอกก่อนหน้านี้ว่ามีเรื่องเกี่ยวกับท่านพ่อของข้า มันคือเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของตาฝานสะท้อนแสงไฟ ทำให้ยิ่งดูซูบผอม เขาลอบถอนหายใจออกมา: “ที่ต้าหนิวประสบเคราะห์กรรม บางทีอาจจะเป็นเวรกรรมของข้าก็ได้”

ฝานฉางอวี้ฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร รอให้ตาฝานเล่าต่อไป

“พ่อของเจ้าแม้จะไม่ใช่ลูกสายเลือดแท้ๆ ของข้า แต่ก็เป็นสายเลือดของพี่น้องแท้ๆ ของข้า ปีนั้นเกิดทุพภิกขภัย ปู่แท้ๆ ของเจ้าตามชาวหมู่บ้านไปปล้นเสบียงจากยุ้งฉางของทางการ เลยถูกทหารตีตาย ย่าของเจ้าเก็บเสบียงทั้งหมดที่เหลือในบ้านไว้ให้พ่อเจ้ากิน ส่วนตัวเองก็ยอมอดตาย ก่อนตายได้ฝากฝังพ่อเจ้าไว้กับข้า…”

เมื่อตาฝานเล่าถึงตรงนี้ นัยน์ตาที่ขุ่นมัวก็มีน้ำตาเอ่อล้น: “ข้าตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กคนนั้นให้เหมือนลูกแท้ๆ แต่ปีที่เกิดทุพภิกขภัยนั้น มีคนอดตายอยู่ริมถนนก็ยังมีคนเอาไปต้มกิน ดินเหนียว (ดินกินได้) ก็ถูกคนแย่งกินจนหมดเกลี้ยง ที่บ้านมีปากท้องเพิ่มมาอีกคน ทุกคนก็ต้องแบ่งปันอาหารที่มีอยู่น้อยนิดไปให้พ่อเจ้า อาของเจ้าสองคน คนโตอายุแค่สิบสามปี ถูกส่งไปเป็นอนุภรรยาของเศรษฐี แลกกับแป้งสาลีครึ่งกระสอบ…”

น้ำเสียงของตาฝานสั่นเครือ น้ำตาอาบแก้ม: “ต่อมาเศรษฐีคนนั้นก็ย้ายไปเมืองอื่น ผ่านมาหลายสิบปี ข้ากับยายเฒ่าก็ไม่เคยได้เจอเด็กคนนั้นอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ส่วนคนเล็กอายุแค่แปดขวบ ถูกขายให้พ่อค้ามนุษย์ในราคาสามร้อยอีแปะ แล้วก็หายสาบสูญไปเลย ตอนนั้นที่บ้านเหลือเด็กแค่ต้าหนิว เอ้อร์หนิว และพ่อของเจ้า แต่ก็ยังกินไม่อิ่มอยู่ดี พ่อของเจ้าอายุเท่ากับเอ้อร์หนิวของข้า แต่เอ้อร์หนิวของข้าร่างกายอ่อนแอ ระหว่างทางที่หนีตายก็ล้มป่วยหนัก เพื่อจะหาเงินมารักษาเอ้อร์หนิว ข้าจึงจำใจต้องขายพ่อเจ้าให้พ่อค้ามนุษย์ไปอีกคน…”

“พ่อเจ้าเป็นเด็กที่รู้ความมาตั้งแต่เล็ก ตอนที่ถูกพ่อค้ามนุษย์ซื้อตัวไป ยังก้มหัวโขกพื้นให้ข้าถึงสามครั้ง” เล่าถึงตรงนี้ ตาฝานก็สะอื้นไห้จนตัวโยน: “เงินห้าร้อยอีแปะที่ได้จากการขายเขา ทำให้ข้ารู้สึกผิดไปตลอดชีวิต… เอ้อร์หนิวเป็นคนบุญน้อย กรอกยาไปหลายเทียบ ก็ยังยื้อชีวิตไว้ไม่ได้ ข้าคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เจอพ่อเจ้าอีกแล้ว ใครจะรู้ว่าเมื่อสิบหกปีก่อน เขาจะพานายแม่ของเจ้ากลับมาที่ตำบลนี้ด้วยตัวเอง”

“ลูกสาวสองคนที่ถูกขายไป พ่อเจ้าก็คอยช่วยสืบหาข่าวคราวให้ตลอดหลายปีมานี้ ลูกสาวคนโตหาไม่พบ แต่ลูกสาวคนเล็กนั้นหาพบแล้ว ได้ยินว่าแต่งงานกับครอบครัวทหาร แต่ต่อมาก็ตายเพราะสงคราม ทุพภิกขภัยและสงคราม ล้วนทำให้ชีวิตคนไร้ค่าดั่งผักหญ้า…”

ฝานฉางอวี้ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การ “พลัดหลง” ของพ่อในอดีตจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากมายขนาดนี้ ภายในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า: “หลังจากท่านพ่อกลับมา ทำไมถึงใช้ชื่อของลูกชายคนที่สองของท่านล่ะเจ้าคะ?”

ตาฝานตอบว่า: “ตอนที่พ่อเจ้ากลับมา เขาบอกกับข้าว่า ไปเป็นผู้คุ้มกันภัยอยู่ข้างนอกแล้วไปสร้างความแค้นกับใครไว้ ถามข้าว่าขอใช้ชื่อเอ้อร์หนิวเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในตำบลนี้ได้หรือไม่ ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร ก็เลยป่าวประกาศออกไปว่าเขาคือเอ้อร์หนิวที่พลัดหลงกันไปตอนหนีทุพภิกขภัย ยายเฒ่าเก็บความแค้นนี้ไว้ในใจมาตลอดหลายปี นางคิดว่าที่ต้องสูญเสียลูกสาวไปทั้งสองคนก็เพราะพ่อเจ้า หลังจากที่พ่อแม่เจ้ามาอยู่ที่ตำบล นางก็มักจะไปหาเรื่องอยู่บ่อยๆ ปากก็พร่ำบอกว่ายอมทิ้งลูกสาวสองคนก็เพื่อพ่อเจ้า แล้วก็รีดไถผลประโยชน์จากพ่อแม่เจ้าไปไม่น้อย ต่อมาแม่เจ้าคลอดน้องสาวเจ้าแล้วสุขภาพย่ำแย่ นางเห็นว่าบ้านเจ้าไม่มีลูกชาย ก็เลยคิดจะให้ลูกชายคนที่สองของต้าหนิวไปเป็นลูกบุญธรรมพ่อเจ้า เพื่อที่วันหน้าจะได้สืบทอดทรัพย์สมบัติของพ่อเจ้า”

ตาฝานถอนหายใจหนักหน่วง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความละอาย: “นางมันบ้าไปแล้ว ในปีที่เกิดทุพภิกขภัยนั้น ต่อให้ไม่ได้รับเลี้ยงพ่อเจ้า ลูกสาวสองคน… ก็คงรักษาไว้ไม่ได้อยู่ดี ลูกๆ ทยอยตายจากไปทีละคน สุดท้ายเหลือแค่ต้าหนิว นางก็เอาแต่ตามใจ จนเลี้ยงต้าหนิวมาจนเสียคน ก็โทษข้าด้วย เมื่อก่อนข้าไม่มีปัญญาเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ ต่อมาพอรู้ว่านางทำผิด พอนางร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกสาวสองคน ข้าก็ใจแข็งสั่งสอนต้าหนิวไม่ได้…”

เดิมทีฝานฉางอวี้เกลียดชังยายฝานมาก รู้สึกว่านางใจร้ายและเห็นแก่ตัวกับครอบครัวตนเองเหลือเกิน แต่เมื่อฟังตาฝานเล่าเรื่องราวในอดีตจนจบ ก็รู้สึกเพียงว่าคนที่น่าสงสารย่อมมีส่วนที่น่ารังเกียจ แต่ในใจก็ยังคงไม่เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางนัก

จริงอย่างที่ตาฝานว่า สุดท้ายต่อให้ขายพ่อของนางไปก็ยังช่วยชีวิตฝานเอ้อร์หนิวไว้ไม่ได้ แล้วยายฝานเอาความมั่นใจมาจากไหนว่า ถ้าตอนนั้นไม่รับเลี้ยงพ่อของนาง ลูกสาวสองคนและลูกชายคนเล็กจะไม่จากนางไป?

นางเพียงแค่ใช้พ่อของฝานฉางอวี้เป็นเป้าระบายความคับแค้นใจก็เท่านั้น

ฝานฉางอวี้กล่าวว่า: “เรื่องในอดีตก็ให้มันผ่านไปเถอะ ตราบใดที่พวกท่านไม่มาหาเรื่องที่บ้านข้าอีก เมื่อก่อนท่านพ่อปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างไร ข้าก็จะปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างนั้น”

ตาฝานกล่าวว่า: “ที่ข้าเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟัง ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ก่อนที่พ่อแม่เจ้าจะเกิดเรื่อง พ่อเจ้าเคยมาหาข้า”

ฝานฉางอวี้มีสีหน้าประหลาดใจ

ตาฝานพูดด้วยความละอายและกระอักกระอ่วนใจ: “เขาจัดการแบ่งบ้านและร้านค้าของบ้านเจ้าไว้หมดแล้ว แถมยังเขียนจดหมายสั่งเสียไว้ด้วย บอกว่าร้านขายเนื้อให้ลุงใหญ่ของเจ้าได้ ส่วนที่เหลือให้ทิ้งไว้ให้เจ้ากับน้องสาว ข้าถามเขาว่าศัตรูในอดีตตามมาเจอแล้วหรือ เขาก็ไม่ยอมพูดอะไรมาก เพียงแต่บอกให้ข้าช่วยดูแลปกป้องพวกเจ้าพี่น้องด้วย แต่ยายเฒ่าดันเป็นคนปากสว่าง หลังจากพ่อแม่เจ้าตายก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ต้าหนิวฟัง ต้าหนิวหลายปีมานี้ติดพนันหนัก นิสัยก็เลวร้ายลงทุกวัน ถึงกับขโมยจดหมายสั่งเสียไปเผาทิ้ง หวังจะฮุบสมบัติทั้งหมดของบ้านเจ้า ข้ามันตาแก่ไร้ประโยชน์ ห้ามเขาไม่ได้เลย…”

เมื่อฝานฉางอวี้ได้ยินว่าพ่อแม่ของนางอาจจะเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้วก่อนจะไปเผชิญหน้ากับความตาย มือเท้าก็เย็นเฉียบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ สองมือที่วางอยู่บนเข่ากำแน่นโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากเม้มจนซีดเผือด: “ความหมายของท่านคือ ก่อนหน้านั้นท่านพ่ออาจจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าเขากับท่านแม่คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน?”

ตาฝานพยักหน้าอย่างลังเล

ฝานฉางอวี้หนาวสะท้านไปทั้งตัว ในหัวก็สับสนวุ่นวายไปหมด

หากเป็นไปตามที่ทางการกล่าวอ้าง คือพวกโจรภูเขาที่ตามหาแผนที่ขุมทรัพย์เป็นคนมาพบพ่อของนาง และมาทวงแผนที่ขุมทรัพย์

แล้วเหตุใดพ่อของนางถึงคิดว่า หากพาแม่ไปตายด้วยกันแล้ว พวกโจรภูเขาจะไม่กลับมาฆ่านางกับฉางหนิงอีก?

เว้นเสียแต่ว่า… พวกโจรภูเขาได้แผนที่ขุมทรัพย์ไปแล้ว

แต่หลังจากนั้น บ้านของนางก็ยังถูกโจรบุกเข้ามาอีกถึงสองครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังไม่ได้ของที่ต้องการ

แต่โจรภูเขาสองกลุ่มหลังนี้ ชัดเจนว่าไม่รู้จักบ้านของนาง แต่มาจากการเค้นถามจากปากของฝานต้าถึงได้รู้พิกัด

ฝานฉางอวี้นึกออกเพียงความเป็นไปได้เดียว โจรภูเขาที่ฆ่าพ่อแม่นาง กับโจรภูเขาที่มาค้นหาแผนที่ขุมทรัพย์ที่บ้าน ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน

กลุ่มแรกได้แผนที่ขุมทรัพย์ไปแล้ว แต่กลับยังต้องฆ่าพ่อแม่นาง หรือว่าจะเป็นเพราะพ่อแม่นางรู้ความลับอะไรบางอย่าง? จึงต้องถูกฆ่าปิดปาก?

เดิมทีฝานฉางอวี้คิดว่าหลังจากทางการส่งทหารไปกวาดล้างโจรภูเขาแล้ว ความแค้นของพ่อแม่ก็ถือว่าได้รับการชำระแล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่นางอาจจะยังลอยนวลอยู่

ก็เพิ่งจะมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าแผนที่ขุมทรัพย์ไปปรากฏอยู่ในมือของกลุ่มกบฏที่เมืองฉงโจว กลุ่มกบฏนั่นยังกวาดต้อนพวกโจรภูเขาในละแวกนั้นไปเป็นพวกไม่น้อย โจรภูเขาที่ฆ่าพ่อแม่นางอาจจะอยู่ใต้สังกัดของกลุ่มกบฏนั่นก็ได้

ตลอดทางกลับบ้าน ฝานฉางอวี้มีสีหน้าอมทุกข์และเต็มไปด้วยความกังวลใจ

เมื่อก้าวเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงใสและเย็นชาของเซี่ยเจิงดังมาจากในห้อง: “ต้นไม้ (木 – มู่) ทแยงขัดกัน (爻 – เหยา) ต้นไม้ (木 – มู่) ด้านล่างเติมอักษรคำว่าใหญ่ (大 – ต้า) ประกอบกันเข้าก็คือคำว่า ฝาน (樊)”

ฉางหนิงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร: “ข้าไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว ข้าอยากเรียนฆ่าหมูเหมือนพี่หญิง”

“พี่สาวเจ้าฆ่าหมูก็ยังรู้หนังสือเลย”

ฉางหนิงสูดจมูก ราวกับจะร้องไห้ออกมา

เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ก็รีบวิ่งเตาะแตะด้วยขาสั้นๆ ออกมา กางแขนกอดขาฝานฉางอวี้ไว้แน่น เงยหน้าขึ้น ใบหน้ายู่ยี่ไปหมด: “พี่หญิง ทำไมฆ่าหมูต้องเรียนหนังสือด้วยล่ะ?”

ฝานฉางอวี้ในใจยังครุ่นคิดเรื่องอื่นอยู่ จึงเพียงแค่ลูบจุกผมบนหัวฉางหนิง: “ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า การร่ำเรียนหนังสือจะช่วยให้เรารู้จักมารยาท เข้าใจเหตุผล ชาตินี้การวางตัวในสังคมจะได้ไม่ทำผิดพลาด”

ฉางหนิงทำหน้ามึนงง เห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้

เซี่ยเจิงเงยหน้าขึ้นครึ่งหนึ่ง กลับพูดแทรกขึ้นมาว่า: “ก็ไม่เห็นเจ้าจะชอบอ่านหนังสือเลย”

คำพูดของเขาแฝงแววหยอกล้ออยู่บ้าง หากเป็นเมื่อก่อน ฝานฉางอวี้คงเถียงกลับไปแล้ว แต่วันนี้นางเพียงแค่ตอบอย่างเหนื่อยล้าว่า: “วันหน้าค่อยๆ อ่านไปก็แล้วกัน”

เซี่ยเจิงสังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของนางในที่สุด จึงถามว่า: “ออกไปข้างนอกมาแป๊บเดียว ทำไมถึงทำหน้าเหมือนโดนน้ำค้างแข็งเกาะแบบนั้นล่ะ?”

ฝานฉางอวี้ไปนั่งอยู่ข้างเตาผิง ถอนหายใจเบาๆ เล่าเรื่องที่ตาฝานบอกให้เขาทังหมด ก่อนจะพูดอย่างท้อแท้ว่า: “ถ้าการตายของพ่อแม่ข้าไม่ได้เป็นเพราะเรื่องแผนที่ขุมทรัพย์อย่างเดียว ข้าก็ต้องสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของพวกเขาให้ได้”

เมื่อเซี่ยเจิงฟังจบ แววตาก็มืดมนลง ในเมื่อพ่อของนางคาดเดาไว้ล่วงหน้า และยังเตรียมจัดการเรื่องหลังความตายไว้พร้อมสรรพ นั่นหมายความว่าคนที่มาเอาชีวิตอาจจะเคยพบพ่อของนางมาก่อนล่วงหน้าแล้วหรือ?

ข้อสันนิษฐานของนางนั้นมีเหตุผล ทว่าสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นตามหา ไม่ใช่แผนที่ขุมทรัพย์อะไรนั่น แต่เป็นจดหมายที่เว่ยเหยียนให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่างหาก

คนที่ฆ่าพ่อแม่นางได้จดหมายไปแล้ว นางและน้องสาวก็ไม่รู้อดีตของพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายจึงยอมปล่อยพวกนางไปงั้นหรือ?

เซี่ยเจิงเคยเป็นมีดให้เว่ยเหยียนมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าเว่ยเหยียนนั้นยึดหลักถอนรากถอนโคนเสมอ

การที่อีกฝ่ายปล่อยพี่น้องสองคนไป อาจเป็นเพราะเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับพ่อแม่ของนาง? ยิ่งเชื่อมโยงกับเรื่องที่พวกเขาเคยพบกันก่อนจะลงมือฆ่า ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

ต่อมาเมื่อหน่วยกล้าตายของจวนเว่ยบุกมาฆ่าคนและชิงของที่บ้านนาง การที่ผู้ว่าการรัฐจี้โจวอย่างเฮ่อจิ้งหยวนจู่ๆ ก็ส่งกองทหารมาที่ตำบลหลินอัน นับเป็นเรื่องที่น่าคิดให้ลึกซึ้งยิ่งนัก

ที่สำคัญที่สุดคือ ด้วยวิธีการอันเฉียบขาดเลือดเย็นของท่านลุงอย่างเว่ยเหยียน การสูญเสียหน่วยกล้าตายไปมากมายที่ตำบลหลินอัน แต่กลับยังนิ่งเฉยอยู่ได้ ช่างไม่สมกับเป็นตัวเขาเอาเสียเลย

หากเป็นเฮ่อจิ้งหยวนที่ต้องการจะปกป้องสองพี่น้องคู่นี้ ภายใต้สถานการณ์สงครามในภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่เว่ยเหยียนมีเพียงเฮ่อจิ้งหยวนคนเดียวที่ใช้งานได้ หากทั้งสองทำข้อตกลงอะไรกัน บางทีทุกอย่างก็อาจจะอธิบายได้

ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้น ก็เห็นเซี่ยเจิงจ้องมองนางด้วยแววตาลึกล้ำ นางจึงถามอย่างงุนงง: “มีอะไรหรือ?”

เซี่ยเจิงถามไม่ตรงคำตอบ: “เจ้าอยากแก้แค้นให้พ่อแม่หรือ?”

ฝานฉางอวี้พยักหน้า: “อยากสิ”

นางถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนหัวของเซี่ยเจิงผูกผ้าผูกผมที่นางซื้อให้เขาไว้ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาผูกผ้าเส้นนี้

สีกรมท่าขับให้คิ้วและดวงตาของเขายิ่งดูเย็นชาเยือกเย็น ทำให้เขายิ่งดูห่างเหินและเข้าถึงยาก

เซี่ยเจิงกล่าว: “ถ้าคำพูดที่ทางการใช้ปิดคดีล้วนเป็นเรื่องโกหก เจ้าจะทำอย่างไร?”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note