You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

จนกระทั่งฝานฉางอวี้เดินออกจากห้องไป คนที่นั่งจับพู่กันเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะหนังสือก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลย มีเพียงริมฝีปากที่เม้มแน่นขึ้นเท่านั้น

เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป เขาก็วางพู่กันลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นัยน์ตาสีดำมืดมิดฉายแววหม่นหมอง

เรียกให้มาก็มา ไล่ให้ไปก็ไป?

นางนี่ช่างกล้าเสียจริง –

ฝานฉางอวี้กำชับน้องสาวไม่ให้วิ่งซนในบ้าน แล้วก็ไปทักทายป้าจ้าวข้างบ้าน ก่อนจะเตรียมตัวไปที่ว่าการอำเภอ

ทว่าป้าจ้าวกลับพูดขึ้นว่า “ข้ากับลุงของเจ้าจะไปเป็นเพื่อน ที่นั่นน่ากลัวจะตายไป ได้ยินมาว่าถ้าพลาดพลั้งอาจโดนโบยด้วยไม้กระดานตั้งหลายสิบที ไม่เนื้อแตกเลือดอาบกันพอดีหรือ? มีข้ากับลุงของเจ้าอยู่ด้วย หากมีอะไรฉุกเฉิน จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกได้”

ชาวบ้านไม่ควรมีเรื่องกับทางการ ฝานต้าไปผูกมิตรกับซือเหยียที่มีความแค้นกับครอบครัวฝานฉางอวี้ สองสามีภรรยาตระกูลจ้าวถึงกับนอนไม่หลับด้วยความกังวลแทนฝานฉางอวี้มาหลายวัน

แม้ฝานฉางอวี้จะมีวรยุทธ์ แต่การขึ้นศาลก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับนางในรอบสิบกว่าปีนี้ เมื่อตรึกตรองดูแล้วนางก็ตกลง

ทั้งสามคนนั่งเกวียนวัวไปยังที่ว่าการอำเภอ เมื่อไปถึงเวลายังเช้าอยู่ แต่ก็มีชาวบ้านมารอมุงดูเรื่องสนุกกันพอสมควรแล้ว

ขั้นตอนการพิจารณาคดีฝานฉางอวี้พอรู้มาบ้าง หลังจากนายอำเภอขึ้นนั่งบัลลังก์ จะเรียกนางกับฝานต้าเข้าไป ถามฝานต้าอีกครั้งว่าฟ้องร้องเรื่องอะไร โดยมีท่านสมุห์บัญชีจดบันทึกคำให้การ หากมีการโต้แย้ง ก็จะเรียกพยานมาสอบถาม

พยานที่ฝานฉางอวี้หามาคือเพื่อนบ้านในละแวกบ้านเก่าของครอบครัวฝาน คนปกติย่อมไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ครอบครัวฝานต้านั้นทำตัวไม่เป็นมิตร มีปัญหากับเพื่อนบ้านหลายคน เมื่อฝานฉางอวี้ไปขอร้อง หลายครอบครัวที่เกลียดชังพฤติกรรมของฝานต้า จึงยินดีมาเป็นพยานว่าฝานต้าเป็นผีพนัน

เวลาผ่านไปทีละน้อย ชาวบ้านที่มารอมุงดูเรื่องสนุกหน้าอำเภอก็เริ่มหนาตาขึ้น มีมือปราบนำกระบอกเสี่ยงทายและไม้ตบโต๊ะ (惊堂木 – จิงถังมู่) ไปวางบนโต๊ะพิจารณาคดีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นฝานต้าผู้เป็นโจทก์โผล่มา ฝานฉางอวี้เริ่มรู้สึกแปลกใจ

การมาศาลสายจะต้องถูกโบย ฝานต้ายังจะลืมเรื่องนี้แล้วนอนตื่นสายได้อีกหรือ?

ป้าจ้าวมองซ้ายมองขวา แล้วบ่นพึมพำ “ทำไมยังไม่เห็นฝานต้าอีกล่ะ?”

ฝานฉางอวี้คิดในใจอย่างไม่ถูกที่ถูกเวลาว่า หรือว่าสองวันที่ผ่านมานางท่องกฎหมายจนเครียดจัด เลยละเมอไปจับฝานต้ายัดใส่กระสอบจริงๆ?

เมื่อเสียงกลองตีหน้าศาลดังขึ้นสามครั้ง ความคิดที่ล่องลอยของนางก็กลับมาสู่ความจริง

มือปราบสามกลุ่มเดินเข้ามาในห้องโถง ยืนเรียงเป็นรูปปีกนกกาประกบสองข้าง ในมือถือไม้กระบองยาวเกือบเท่าตัวคน ทุกคนล้วนมีสีหน้าดุดัน

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ภายนอกต่างก็ส่งเสียงพูดคุยกันด้วยความกลัวเกรง

ฝานฉางอวี้ก็สังเกตเห็นว่ามือปราบเหล่านี้หน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่มีลูกน้องของหวังปู้โถวอยู่เลย ไม่รู้ว่าซือเหยียเล่นตุกติกอะไรหรือเปล่า หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้น

นายอำเภอรูปร่างอ้วนท้วนในชุดขุนนางเดินเข้ามาจากประตูด้านข้าง นั่งลงหลังโต๊ะพิจารณาคดี ใช้ดวงตาที่หรี่จนเป็นเส้นกวาดมองลงมาเบื้องล่าง หยิบไม้ตบโต๊ะขึ้นมากระแทกเสียงดัง ตวาดว่า “เบิกศาล!”

มือปราบกระแทกไม้กระบองลงกับพื้นพร้อมกัน ร้องตะโกนว่า “เวยหวู่ (น่าเกรงขาม)”

เสียงกระแทกไม้กระบองดังก้องไปพร้อมกับเสียงหัวใจของชาวบ้านที่อยู่ด้านนอก

ซือเหยียผู้ไว้หนวดแปดเสี้ยวตะโกนเสียงดัง “นำตัวโจทก์และจำเลยขึ้นศาล!”

แม้ฝานฉางอวี้จะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อถูกมือปราบคุมตัวขึ้นศาล นางก็ยังส่งสายตาให้สองสามีภรรยาตระกูลจ้าวเพื่อบอกให้พวกเขาสบายใจ

แต่จนถึงตอนนี้ ฝานต้าก็ยังไม่ปรากฏตัว มีเพียงนางที่เป็นจำเลยคุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างโดดเดี่ยว

นายอำเภอรูปร่างอ้วนดูเหมือนจะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน หันไปสบตากับซือเหยีย ทั้งคู่ต่างก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกก็เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดต่อไปคงไม่ดี ในที่สุดนายอำเภอก็เอ่ยถามฝานฉางอวี้ “ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างคือใคร?”

ฝานฉางอวี้ตอบ “หญิงชาวบ้าน ฝานฉางอวี้ เจ้าค่ะ”

นายอำเภอใช้ดวงตาที่หรี่จนเป็นเส้นมองดูคำร้อง แล้วตะโกนถาม “โจทก์ ฝานต้าหนิว อยู่ที่ใด?”

ไม่มีเสียงตอบรับทั้งจากในศาลและนอกศาล

ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงซุบซิบของชาวบ้านด้านนอกก็ยิ่งดังขึ้นอย่างชัดเจน

นายอำเภอรูปร่างอ้วนกระแทกไม้ตบโต๊ะเสียงดัง “ไร้เหตุผลสิ้นดี! ข้าพิจารณาคดีมาหลายปี เพิ่งเคยเจอโจทก์ที่ไม่มาศาลเป็นครั้งแรก ช่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเอาเสียเลย!”

ซือเหยียร่างผอมบางราวก้านไม้ขีด ปรายตามองฝานฉางอวี้สองสามครั้ง แล้วพูดยุยง “ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ ฝานต้าหนิวเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ย่อมไม่กล้ามาศาลสาย เกรงว่าคงมีเหตุผลเบื้องหลังบางอย่าง ใต้เท้าส่งมือปราบไปสอบถามที่บ้านของเขาดีหรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของใต้เท้า!”

นายอำเภอรูปร่างอ้วนครุ่นคิดเล็กน้อย “ตกลง!”

มือปราบถูกส่งไปตามหาฝานต้าที่บ้านทันที นายอำเภอสั่งพักการพิจารณาคดีชั่วคราว ฝานฉางอวี้จึงไม่ต้องคุกเข่าต่อ

เมื่อเกิดเรื่องผิดคาดเช่นนี้ ชาวบ้านที่มามุงดูก็ไม่ได้แยกย้ายกันไป กลับยิ่งอยากรู้ว่าทำไมวันนี้ฝานต้าถึงไม่มาศาล จึงพากันเบียดเสียดอยู่หน้าประตูไม่ยอมไปไหน

ฝานฉางอวี้กำลังนั่งนวดเข่าอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเดินมาเรียก “หวังปู้โถวให้แม่นางฝานไปพบหน่อยขอรับ”

ฝานฉางอวี้คิดว่าหวังปู้โถวคงมีเรื่องจะชี้แนะ จึงเดินตามเจ้าหน้าที่คนนั้นออกไปทางประตูด้านข้าง มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ

เจ้าหน้าที่คนนั้นคงจะเป็นคนสนิทของหวังปู้โถว เมื่อฝานฉางอวี้เข้าไปข้างใน เขาก็คอยดูลาดเลาอยู่หน้าประตูตลอด

หวังปู้โถวไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ถามตรงประเด็นทันที “ลุงใหญ่ของเจ้า… ถูกเจ้าจับตัวไปซ่อนหรือเปล่า?”

ฝานฉางอวี้คิดในใจว่า ตอนแรกนางก็เคยคิดจะทำแบบนั้น แต่เมื่อมีวิธีอื่นที่ดีกว่า นางก็เลิกคิดเรื่องนี้ไปแล้ว จึงส่ายหน้าทันที “ข้าจะทำเรื่องโง่เขลาแบบนั้นได้อย่างไร”

หวังปู้โถวถอนหายใจอย่างโล่งอก “งั้นก็ดีแล้ว”

ที่เขาเรียกนางมาถามเป็นการส่วนตัว ก็เพราะนึกขึ้นได้ว่าฝานฉางอวี้เคยถามเขาว่า ถ้าถึงวันขึ้นศาลแล้วฝานต้าไม่มาจะเป็นอย่างไร

เขาลดเสียงลง “ฝานต้าวิ่งเต้นผ่านเหอซือเหยีย ต่อให้เขาใช้วิธีนี้ ภายหลังเขาก็จะแว้งกัดเจ้าอยู่ดี แล้วยัดข้อหาไม่เคารพกฎหมายให้เจ้า อาจถึงขั้นต้องติดคุกได้”

ฝานฉางอวี้ตอบ “ข้าทราบดีเจ้าค่ะ”

การส่งคนไปตามหาฝานต้า ทางอำเภอไม่ได้ใช้คนของหวังปู้โถวเลย เห็นได้ชัดว่าหวังปู้โถวไม่มีอำนาจช่วยเหลือในเรื่องนี้

ออกจากห้องทำงาน ฝานฉางอวี้ก็กลับไปรอที่โถงพิจารณาคดีต่อ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) มือปราบที่ไปตามหาฝานต้าก็ยังไม่กลับมา

นายอำเภอเริ่มหงุดหงิด สั่งให้คนไปเร่งรัด อีกครึ่งชั่วยามต่อมา มือปราบเหล่านั้นก็กลับมาพร้อมกับหามเปลที่มีผ้าขาวคลุมร่างคนอยู่

หลิวซื่อ ภรรยาของฝานต้า และพ่อแม่ของเขาร้องไห้ฟูมฟายตามมาติดๆ

เห็นได้ชัดว่าร่างที่คลุมด้วยผ้าขาวนั้นคือฝานต้า

ฝานฉางอวี้ตกตะลึง ฝานต้าตายแล้วหรือ?

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าอำเภอก็เริ่มพูดคุยกัน สายตาของพวกเขามองมาที่ฝานฉางอวี้อย่างต่อเนื่อง

ฝานต้าที่หวังจะฮุบสมบัติของนาง กลับมาตายในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องสงสัยเป็นธรรมดา

“ทำไมถึงมาตายในวันขึ้นศาลพอดีล่ะ?”

“ฝานต้ารูปร่างกำยำแข็งแรง คนทั่วไปจะฆ่าเขาก็คงไม่ง่าย…”

ฝานฉางอวี้สัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่จ้องมองมา นางเม้มริมฝีปากแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน

ใครเป็นคนฆ่าฝานต้า?

ในหัวของนางแวบคำพูดของเซี่ยเจิงที่บอกว่าจะ “ปิดปาก” ฝานต้าขึ้นมาทันที แต่ก็รีบปัดตกไปอย่างรวดเร็ว

ไม่พูดถึงเรื่องที่เซี่ยเจิงบาดเจ็บหนักขึ้น สองสามวันที่ผ่านมาเขาก็แทบไม่ได้ออกจากห้องเลย และการที่เขาสอนกฎหมายให้นางจนคล่อง ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้ลงมือฆ่าฝานต้าแน่ๆ

อีกอย่าง เขาเป็นแค่สามีแต่งเข้าบ้านหลอกๆ ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับฝานต้า ไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่าเขา

เมื่อนายอำเภอได้ยินว่าโจทก์ฝานต้าตายแล้ว ถึงกับสวมหมวกขุนนางไม่ทัน รีบวิ่งออกมาจากห้องพัก ดวงตาที่หรี่จนเป็นเส้นเบิกกว้างด้วยความตกใจ ดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดว่าคดีแย่งมรดกจะกลายเป็นคดีฆาตกรรมไปได้ “นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่?”

มือปราบคนที่ไปตามหาฝานต้ารายงานอย่างนอบน้อม “เรียนใต้เท้า ตอนที่พวกข้าน้อยไปพบตัวฝานต้าหนิว เขาสิ้นใจมาได้พักใหญ่แล้วขอรับ ตามร่างกายมีรอยแผลจากมีดและดาบหลายแห่ง”

นายอำเภอสั่งให้เปิดผ้าขาวที่คลุมร่างฝานต้าออก เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว ไขมันบนใบหน้าก็สั่นกระเพื่อมด้วยความหวาดกลัว รีบสั่ง “เรียกผู้ชันสูตรศพ!”

หลิวซื่อร้องไห้แทบขาดใจอยู่ข้างศพสามี เมื่อเห็นฝานฉางอวี้ นางก็พุ่งเข้ามาเหมือนจะเอาชีวิต “แกเป็นคนฆ่าใช่ไหม! ใช่แกไหม?”

ฝานฉางอวี้ก้าวถอยหลังเพื่อหลบ แล้วพูดเสียงเย็น “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ อย่ามาปรักปรำคนอื่นส่งเดชนะ ลุงใหญ่ของข้าไปก่อหนี้พนันไว้ตั้งมากมาย อาจจะถูกพวกทวงหนี้ทำร้ายตายก็ได้ เกี่ยวอะไรกับข้า?”

หลิวซื่อและแม่เฒ่าฝานยังคงร้องไห้คร่ำครวญ นายอำเภอรำคาญเสียงร้องไห้ จึงสั่งให้มือปราบพาพวกนางออกไปก่อน

ก่อนที่พ่อเฒ่าฝานจะออกไป เขามองฝานฉางอวี้เหมือนมีอะไรจะพูด ริมฝีปากซีดเผือด ราวกับนึกถึงเรื่องน่ากลัวบางอย่างขึ้นมาได้

เนื่องจากฝานฉางอวี้มีคดีพัวพันกับฝานต้า นางจึงถูกบังคับให้อยู่ต่อ

ผลการชันสูตรศพระบุว่า ฝานต้าน่าจะตายเมื่อเช้านี้ระหว่างทางมาที่ว่าการอำเภอ ตามร่างกายมีบาดแผลสิบเอ็ดแห่ง แต่บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายคือแผลที่ถูกแทงทะลุหัวใจ

ผู้ชันสูตรศพกล่าวว่า “บาดแผลสิบแห่งก่อนหน้านี้ถูกฟันอย่างรุนแรง แต่กลับหลีกเลี่ยงจุดสำคัญได้ทั้งหมด ฆาตกรน่าจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญการใช้ดาบ บาดแผลเหล่านี้หากไม่ใช่เพราะความแค้น ก็ดูเหมือนเป็นการทรมานเพื่อสอบสวนมากกว่า”

คำตอบนี้ทำให้ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้ว

สอบสวน?

สอบสวนฝานต้าเรื่องอะไร?

บีบให้คืนเงินหรือ?

แต่ถ้าจุดประสงค์คือบีบให้คืนเงิน ก็ไม่น่าจะฆ่าเขา

ฝานฉางอวี้รู้สึกเหมือนมีหมอกควันปกคลุมไปทั่ว

แต่ในเมื่อฝานต้าถูกฆ่าระหว่างทางมาที่ว่าการอำเภอ ฝานฉางอวี้ก็พ้นข้อกล่าวหาได้แล้ว เพราะตอนนั้นนางก็กำลังเดินทางมาที่นี่เช่นกัน สองสามีภรรยาตระกูลจ้าวและคนขับเกวียนวัวก็เป็นพยานได้

ทว่าซือเหยียกลับไม่ยอมปล่อยฝานฉางอวี้ไปง่ายๆ เขากล่าวกับนายอำเภอว่า “ใต้เท้า แม่นางฝานแม้อาจจะไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่หาก… นางจ้างวานฆ่าล่ะขอรับ? ได้ยินมาว่านางสนิทสนมกับกลุ่มนักเลงของจินเหลาสานในตำบลหลินอัน เพื่อป้องกันไว้ก่อน พวกเราควรส่งคนไปค้นบ้านนางสักหน่อยดีไหมขอรับ?”

การเกิดคดีฆาตกรรมในช่วงใกล้จะปีใหม่ทำให้นายอำเภอรู้สึกซวยเหลือเกิน เนื่องจากเป็นคดีฆาตกรรม เขาจึงต้องวางแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองไว้ก่อน และสั่งให้หวังปู้โถวผู้มีประสบการณ์ในการสืบสวนคดีมาหลายปีเป็นผู้รับผิดชอบ “เจ้าจงนำคนไปค้นบ้านนาง!”

ฝานฉางอวี้บริสุทธิ์ใจจึงไม่เกรงกลัว อีกทั้งคนที่ไปค้นคือหวังปู้โถว นางจึงสบตากับสายตาเจ้าเล่ห์ของซือเหยียโดยไม่หวั่นเกรง –

กลุ่มมือปราบมาถึงตรอกฝั่งตะวันตกของเมือง ลมเหนือพัดแรง มือปราบคนหนึ่งสูดจมูกฟุดฟิด “บ้านไหนฆ่าหมูหรือ? กลิ่นคาวเลือดแรงจัง”

หวังปู้โถวก็ได้กลิ่นเช่นกัน แต่บ้านของฝานฉางอวี้อยู่แถวนี้ และนางก็มีอาชีพฆ่าหมู เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่เมื่อเปิดประตูรั้วบ้านครอบครัวฝาน ภาพศพที่กองระเนระนาดอยู่บนพื้น ก็ทำเอามือปราบที่เคยทำคดีฆาตกรรมมานับไม่ถ้วนถึงกับหน้าถอดสี

ศพเกลื่อนกลาด เลือดสดๆ ย้อมหิมะที่ยังไม่ทันกวาดในลานบ้านจนกลายเป็นสีแดงฉาน

หวังปู้โถวเป็นเพื่อนเก่าของพ่อฝานฉางอวี้ เขารู้ว่านางยังมีน้องสาวอีกคน เมื่อไม่พบศพเด็กในลานบ้าน จึงรีบเข้าไปในบ้าน

เมื่อก้าวขึ้นบันไดก็เห็นคนนอนหงายตายอยู่หน้าประตูห้องโถง ลำคอถูกตะขอเหล็กเกี่ยวจนฉีกขาด บนพื้นมีขนนกขนาดใหญ่ตกอยู่สองสามเส้น ประตูบ้านมีรอยถูกฟันด้วยดาบ

ใจของหวังปู้โถวหล่นวูบ รีบเดินเข้าไปในห้องด้านใน บนพื้นห้องฝั่งเหนือมีศพคนตายอีกคน ด้านหลังมีมีดทำครัวปักอยู่

ดูจากตำแหน่งที่ปัก มีดน่าจะฟันโดนกระดูกสันหลังพอดี แถมยังมีดจมลงไปเกือบสองในสาม เห็นได้ชัดว่าปักลึกถึงกระดูก ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนที่ขว้างมีดจะแรงเยอะขนาดไหน

หวังปู้โถวใจคอไม่ดี ค้นดูทุกห้องจนทั่ว ก็ไม่พบน้องสาวของฝานฉางอวี้และสามีแต่งเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี

เขากล่าวเสียงเครียด “คงมีคนมาแก้แค้นครอบครัวฝาน รีบส่งคนกลับไปรายงานที่ที่ว่าการอำเภอ!” –

ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น หิมะเม็ดใหญ่ตกโปรยปราย หิมะที่เกาะบนใบสนร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ

เสื้อของเซี่ยเจิงบริเวณหน้าอกเปียกชุ่มไปด้วยเลือด เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำหิมะในป่าสนอันหนาทึบกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับแหที่กำลังรัดแน่น ทว่าเขากลับทำหูทวนลม แผ่นหลังพิงต้นสน ดาบยาวที่เปื้อนเลือดปักลงในหิมะลึกสามนิ้ว เขากำลังใช้เศษผ้าพันแผลที่มือของตนเอง

ปลายคางที่ซีดเซียวมีรอยเลือดกระเซ็นติดอยู่ ริมฝีปากเม้มแน่น ดูเหมือนอารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก

ฉางหนิงกับเหยี่ยวไห่ตงชิงที่ขนร่วงไปเยอะหดตัวอยู่ไม่ไกลจากเขา เหยี่ยวไห่ตงชิงมีเศษเนื้อสีชมพูติดอยู่ที่กรงเล็บ ฉางหนิงสะอื้นไห้เป็นระยะๆ ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือดด้วยความกลัว

เขาปรายตาเย็นชามอง “ห้ามร้อง”

ฉางหนิงไม่กล้าแม้แต่จะสะอื้น ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลพราก

“ครอบครัวฝานของเจ้า ไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กันแน่?”

เด็กน้อยที่กำลังหวาดผวาตรงหน้าไม่มีทางตอบเขาได้ ประโยคนี้ของเซี่ยเจิงจึงเหมือนเป็นการรำพึงกับตัวเองมากกว่า

เมื่อเสียงฝีเท้าที่ยุ่งเหยิงเข้าใกล้มาถึง เขาก็ใช้ปากกัดปลายผ้าพันแผลแล้วผูกปม รสชาติของเลือดคลุ้งอยู่ในปาก

ในดวงตาหงส์ที่ดุดันและโหดเหี้ยม สะท้อนภาพกลุ่มคนชุดดำที่ถือดาบและกระบี่พุ่งตรงมาจากป่าสน

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note