บทที่ 20 จับเขาคลุมกระสอบ?
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้หันไปตวาดกลุ่มของจินเหลาสานทันที “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน?”
จินเหลาสานตอบอย่างเจื่อนๆ “นี่ไม่ใช่ลูกเขยที่ท่านรับแต่งเข้าบ้านหรือขอรับ?”
ฝานฉางอวี้สะอึกไปครู่หนึ่ง หันไปมองเซี่ยเจิงโดยสัญชาตญาณ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ดูเหมือนจะไม่ได้มีปฏิกิริยากับคำพูดของจินเหลาสาน นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพูดต่อ “เขาเป็นสามีที่ข้ารับแต่งเข้าบ้านก็จริง แต่พวกเจ้ามาเรียกเขาว่ากู้เย่ทำไมกัน?”
กลุ่มของจินเหลาสานจึงก้มหน้างุดไม่พูดอะไรอีก ราวกับลูกสะใภ้ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากแม่สามีใจร้าย
ฝานฉางอวี้เห็นแล้วก็ปวดหัว โบกมือไล่ “วันนี้ข้าพาพวกเจ้าไปร้านหวังจี้เพื่อทวงความยุติธรรมเท่านั้น ตอนนี้ก็ทวงได้แล้ว พวกเจ้าก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปเถอะ วันหน้าอย่าไปทำเรื่องรังแกชาวบ้านอีก”
กลุ่มของจินเหลาสานรับคำแล้วจากไป ฝานฉางอวี้เหลือบมองเซี่ยเจิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดศีลธรรม ก็เลยพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บ ยืดอกเดินเข้าไปถาม “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
เกล็ดหิมะบางๆ ร่วงหล่นบนเส้นผมสีดำสนิทของเซี่ยเจิง ขับให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชายิ่งขึ้น “บทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองที่เขียนไปเมื่อวันก่อนขายดี หลงจู๊ร้านหนังสือชื่นชม เลยเชิญข้าออกไปดื่มชา ได้ยินว่าเจ้าไปร้านหวังจี้ ก็เลยแวะมาดู”
ฝานฉางอวี้ประหลาดใจ “หลงจู๊ร้านหนังสือถึงกับชื่นชม แสดงว่าบทความของเจ้าต้องเขียนได้ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ!”
เซี่ยเจิงไม่ได้คาดคิดว่านางที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความรู้ จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย เขาหลุบตาลงซ่อนความรู้สึกแล้วตอบ “ข้าหนีภัยมาจากฉงโจว ย่อมรู้เรื่องสถานการณ์บ้านเมืองและความยากลำบากของชาวบ้านในยามสงครามดีกว่า ต่อให้เขียนได้หยาบๆ ก็เป็นเรื่องที่คนในตำบลหลินอันไม่เคยได้ยินมาก่อน หลงจู๊ร้านหนังสือถึงได้ให้ความสนใจก็เท่านั้นเอง แล้วเรื่องของเจ้ากับร้านหวังจี้ จัดการไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
ประโยคหลังเห็นได้ชัดว่าเขาต้องการเปลี่ยนเรื่อง
ฝานฉางอวี้ไม่ได้มีชั้นเชิงอะไรมากมาย ย่อมไม่ทันสังเกต นางเดินไปพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านหวังจี้ให้เขาฟังไปพลาง “…ข้ายังไม่ได้ตีใครเลยนะ แค่เตะเขียงไม้ของเขา แล้วก็เอามีดสับกระดูกไปตัดผมเขา ก็ทำให้เขาตกใจกลัวจนหมดสภาพแล้ว…”
พูดไปได้ครึ่งทาง ฝานฉางอวี้ก็หยุดชะงัก มองเซี่ยเจิงแวบหนึ่งแล้วก็หุบปาก
ตลอดทางเซี่ยเจิงเพียงแค่ฟังนางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านหวังจี้อย่างออกรสโดยไม่พูดแทรก เมื่อเห็นนางเงียบไปกะทันหัน เขาจึงหันไปถาม “ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?”
เขาเป็นคนหน้าตาดีมาก คิ้วและดวงตาสวยงามราวกับถูกวาดด้วยพู่กัน เมื่อเขาหรี่ตามอง นัยน์ตาสีดำขลับก็ปราศจากแววหงุดหงิดที่มักจะเห็นอยู่เสมอ กลับให้ความรู้สึกเย็นชาแต่อ่อนโยนอย่างประหลาด
เมื่อฝานฉางอวี้สบตากับเขา จู่ๆ นางก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา นางเกาหัวแล้วพูดว่า “เจ้าจะคิดว่าข้าหยาบคายเกินไปหรือเปล่า?”
หางตาของเซี่ยเจิงยกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะแปลกใจกับคำถามของนาง ก่อนจะตอบว่า “ไม่หรอก”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ไม่แล้ว
มีเพียงคนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเท่านั้น ที่จะมีอารมณ์มาคิดเรื่องความหยาบกระด้างหรือความสง่างาม คนที่ยังต้องกังวลเรื่องปากท้อง สิ่งที่คิดก็มีเพียงอาหารมื้อต่อไปเท่านั้น
การใช้มาตรฐานของคนรวยไปตัดสินชาวบ้านที่ยากจน ช่างเป็นคำพูดที่ว่า ‘ทำไมไม่กินเนื้อ’ เสียจริงๆ
เมื่อฝานฉางอวี้ได้ยินเช่นนั้น นางก็คลี่ยิ้มออกมา โดยไม่ได้สนใจว่าเขาพูดจริงหรือแค่พูดปลอบใจ นางเตะก้อนหินเล็กๆ ที่พื้น ราวกับคนที่โดดเดี่ยวมานานแล้วจู่ๆ ก็อยากมีคนคุยด้วย นางพูดขึ้นมาคล้ายรำพึงกับตัวเอง “เมื่อก่อนท่านพ่อไม่ยอมให้ข้าใช้วรยุทธ์ต่อหน้าคนนอก ท่านแม่ยิ่งไม่ยอมให้ข้าไปฆ่าหมู ท่านบอกว่าลูกผู้หญิงทำเรื่องพวกนี้ จะโดนคนนินทา วันข้างหน้าถ้าข้าแต่งงานกับซ่งเยี่ยน ต่อให้เขาไม่รังเกียจข้า แต่คนอื่นก็จะแอบหัวเราะเยาะข้าลับหลัง”
“สิบกว่าปีที่ผ่านมา ข้าคอยระวังตัวมาตลอด ถึงแม้จะยังห่างไกลจากคำว่าคุณหนูตระกูลผู้ดี แต่ชื่อเสียงในตำบลก็ถือว่าไม่เลว ต่อมาท่านพ่อท่านแม่เสียชีวิต เพื่อหาเลี้ยงชีพ ข้าจึงต้องจำใจมาฆ่าหมู ซ้ำยังต้องหยิบไม้พลองมาสั่งสอนคนอยู่หลายครั้ง ตอนนี้คนในตำบลคงมองข้าเป็นนางยักษ์ไปแล้วล่ะ”
นางพูดพลางโบกกระดาษรับสมัครนักเลงทวงหนี้ของโรงรับจำนำในมือ พูดติดตลกว่า “วันหน้าถ้าข้าไม่ฆ่าหมูแล้ว ก็ไปเป็นคนทวงหนี้ได้นะ!”
ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงสำคัญเพียงใดเซี่ยเจิงย่อมรู้ดี นางแบกรับชื่อเสียงดาวพิฆาตโดดเดี่ยวไว้แล้ว ตอนนี้ยังมีชื่อเสียงว่าโหดร้ายอีก แม้คนในตำบลจะไม่พูดต่อหน้า แต่ลับหลังย่อมต้องมีการนินทาแน่นอน
สตรีตรงหน้านี้อาจจะใจกว้างจริงๆ หรืออาจจะแค่หาเรื่องสนุกท่ามกลางความขมขื่นก็ได้
เกล็ดหิมะตกลงบนขนตาของเขา ก่อนจะละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในพริบตา นัยน์ตาสีดำของเขามองไปที่ฝานฉางอวี้ น้ำเสียงเกียจคร้านแต่จริงจัง “งั้นก็ไปเป็นคนทวงหนี้สิ”
ฝานฉางอวี้กำลังเตะก้อนหินอีกก้อนข้างทาง พอได้ยินเช่นนั้นก็ลื่นไถล เกือบจะฉีกขาลงบนพื้นน้ำแข็ง โชคดีที่มือราวกับคีมเหล็กคว้าแขนของนางไว้ได้ทัน
ฝานฉางอวี้เบิกตากว้าง “นี่เจ้ายุยงให้ข้าไปทำเรื่องไร้ศีลธรรมงั้นหรือ?”
แขนข้างหนึ่งของนางยังคงถูกเซี่ยเจิงจับไว้ แม้จะสวมเสื้อกันหนาวตัวหนา แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความเพรียวบางของท่อนแขน ทว่ามันไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนเส้นหมี่ที่ทำให้รู้สึกว่าอ่อนแอและรังแกได้ง่าย แต่มันเหมือนขาหน้าของเสือดาว ที่ผอมเพรียวแต่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
เมื่อประกอบกับดวงตากลมโตที่เบิกกว้าง ยิ่งทำให้นางดูเหมือนลูกเสือดาวที่มอมแมมแต่กำลังพยายามข่มขู่
แม้จะผ่านเสื้อกันหนาว ฝ่ามือของเขาก็รู้สึกชาขึ้นมาอย่างประหลาด
เซี่ยเจิงขมวดคิ้ว ปล่อยมือที่จับแขนนางออก ละสายตาไปทางอื่น “ข้าหมายความว่า เจ้าไม่ต้องไปสนใจคำนินทาของคนอื่นต่างหาก”
ฝานฉางอวี้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เข้าใจความหมายของเขา ความขุ่นเคืองที่หลงเหลืออยู่ในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
นางรีบเดินตามคนที่ใช้ไม้ค้ำเดินนำหน้าไป “ขาเจ้ายังเจ็บอยู่เลย ข้าเรียกเกวียนวัวไปส่งเจ้ากลับดีกว่า!”
“…”
“เอ่อ… ไม่ใช่นะ ข้าหมายความว่าแผลที่ขาเจ้ายังไม่หายดีต่างหากล่ะ!”
…
ทั้งสองคนนั่งเกวียนวัวกลับ ระหว่างทางฝานฉางอวี้แวะไปรับเสื้อผ้ากันหนาวของครอบครัวที่สั่งตัดไว้ที่ร้านตัดเสื้อ แล้วก็ซื้อลูกอมตังเมให้ฉางหนิงห่อหนึ่ง กว่าจะกลับถึงบ้านทางฝั่งตะวันตกของเมืองก็ค่ำแล้ว
ตอนไปรับฉางหนิงที่บ้านป้าจ้าว ป้าจ้าวก็บอกว่า เมื่อบ่ายมีมือปราบจากที่ว่าการอำเภอมาแจ้งว่า อีกสามวันให้ฝานฉางอวี้ไปฟังการพิจารณาคดี ในที่สุดคำร้องของฝานต้าก็ได้รับการตรวจสอบแล้ว
ฝานฉางอวี้ไม่ได้กังวลอะไร แต่ป้าจ้าวกลับมีสีหน้าเป็นกังวล “คนที่มาแจ้งข่าวคือมือปราบลูกน้องของหวังปู้โถว (หัวหน้ามือปราบหวัง) เขาแอบกระซิบมาว่า ช่วงนี้ฝานต้าไปหาซือเหยีย (ที่ปรึกษานายอำเภอ) บ่อยมาก ซือเหยียคนนั้นเป็นลุงของกัวถูหู้ (คนขายเนื้อกัว) ซึ่งกัวถูหู้เคยมีเรื่องบาดหมางกับพ่อเจ้ามาก่อน เดิมทีถ้าเจ้ารับสามีแต่งเข้าบ้าน ที่ดินกับบ้านก็ควรจะตกเป็นของเจ้า แต่ตอนนี้มีซือเหยียเข้ามาแทรกแซง เกรงว่าคงจะต้องแบ่งให้ลุงใหญ่ของเจ้าไปครึ่งหนึ่งแน่”
ฝานฉางอวี้ไม่คิดเลยว่าสองตัวป่วนนี้จะมาร่วมมือกันได้ คิ้วของนางขมวดเข้าหากันทันที “ทำไมต้องแบ่งให้ฝานต้าตั้งครึ่งหนึ่งล่ะ?”
ป้าจ้าวถอนหายใจ “พวกขุนนางเขาก็ตัดสินคดีด้วยลมปากกันทั้งนั้น พวกเราชาวบ้านจะไปรู้เรื่องกฎหมายสู้เขาได้ยังไง? แถมฝานต้ายังมีซือเหยียหนุนหลัง ต่อให้เจ้าไปจ้างทนายความ เขาก็คงไม่กล้ารับงานของเจ้าให้ไปขัดใจซือเหยียหรอก”
ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้วแน่น
แม้ซือเหยียจะไม่มีตำแหน่งทางราชการอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นถึงมือขวาของนายอำเภอ ประกอบกับความแค้นฝังลึกระหว่างกัวถูหู้กับพ่อของนาง การขึ้นศาลในอีกสามวันข้างหน้า นางคงไม่ได้เปรียบแน่
ตอนนี้แม้จะอยากใช้เส้นสาย ฝ่ายตรงข้ามก็มีตำแหน่งสูงกว่าซือเหยีย เว้นเสียแต่ว่านางจะเข้าหานายอำเภอได้โดยตรง แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
อย่าว่าแต่นางไม่มีเส้นสายกับนายอำเภอเลย ลำพังแค่นายอำเภออยากได้ซ่งเยี่ยนเป็นลูกเขย แล้วนางดันเป็นอดีตคู่หมั้นของซ่งเยี่ยน นายอำเภอไม่กลั่นแกล้งนางก็ถือว่าดีแล้ว
ฝานฉางอวี้คิดไปคิดมา ก็รู้สึกมืดแปดด้าน นางถาม “ท่านป้า ท่านรู้ไหมว่ากัวถูหู้มีเรื่องบาดหมางอะไรกับท่านพ่อของข้า?”
ฝานฉางอวี้รู้แค่ว่ากัวถูหู้ไม่ถูกกับบ้านนาง แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าความแค้นที่ป้าจ้าวพูดถึงคืออะไร
ป้าจ้าวถอนหายใจแล้วเล่าว่า “นั่นมันเรื่องสิบกว่าปีมาแล้ว พ่อค้าแม่ค้าบนถนนเส้นนั้นเปลี่ยนหน้าไปตั้งหลายรุ่น เจ้าไปทำธุรกิจที่นั่นก็เลยไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงกระมัง”
“สมัยก่อนกัวถูหู้ก็เป็นนักเลงหัวไม้ พ่อค้าแม่ค้าทั้งถนนต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้เขา ไม่งั้นก็จะมีพวกอันธพาลไปก่อกวน ตอนที่พ่อเจ้าไปซื้อร้านที่นั่น ก็ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง พวกอันธพาลเลยไปก่อกวน แต่ก็ถูกพ่อเจ้าจัดการซะหมอบ ซัดทอดว่าเป็นฝีมือของกัวถูหู้ พ่อเจ้าเลยไปแจ้งความ นายอำเภอคนนั้นเป็นขุนนางตงฉิน นอกจากจะสั่งโบยกัวถูหู้แล้ว ยังจับไปขังคุกตั้งครึ่งปี ความแค้นระหว่างพ่อเจ้ากับกัวถูหู้ก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ตอนนี้ครอบครัวกัวมีญาติเป็นซือเหยีย แถมเจ้ายังมีคดีติดตัว พวกเขาก็ต้องฉวยโอกาสนี้มาเล่นงานเจ้าแน่”
มีความแค้นฝังลึกแบบนี้ เรื่องนี้คงแก้ไขยากแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้าน ฝานฉางอวี้ก็ขมวดคิ้วมาตลอด
หลังอาหารค่ำ ฉางหนิงเข้านอนแล้ว นางยังคงนั่งอยู่ข้างเตาผิง มือถือไม้ท่อนเล็กที่ถูกไฟไหม้จนดำ ขีดเขียนลงบนพื้นไปเรื่อย
กรงของเหยี่ยวไห่ตงชิงวางอยู่ข้างเตาผิง หลังจากโดนควันรมมาทั้งวัน ขนของมันก็กลายเป็นสีเทาไปแล้ว
ทั้งห้องโถงเงียบกริบ มีเพียงเสียงปะทุของฟืนในเตา “เปรี๊ยะ…” เป็นระยะ เหยี่ยวไห่ตงชิงก็ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ได้แต่ใช้ดวงตาเล็กๆ กลอกมองคนสองคนที่นั่งอยู่ข้างเตาผิงไปมา
เมื่อฟืนในเตาปะทุขึ้นอีกครั้ง เซี่ยเจิงมองคิ้วที่ขมวดแน่นของฝานฉางอวี้ท่ามกลางแสงไฟ ในที่สุดเขาก็เอ่ยปาก “เจ้าอย่ากังวลไปเลย…”
“ข้าไม่ได้กังวล ข้าคิดแผนออกแล้ว” ฝานฉางอวี้โยนไม้ท่อนนั้นทิ้งไป น้ำเสียงหนักแน่น แต่สีหน้ากลับไม่ได้ดูโล่งใจเหมือนคนที่คิดแผนออกเลย ตรงกันข้าม กลับดูเคร่งเครียดเสียด้วยซ้ำ
เซี่ยเจิงเหลือบตามอง ความเกียจคร้านในแววตาก็เย็นชาลงไปสามส่วน “แผนอะไร?”
ไปขอร้องอดีตคู่หมั้นของนางงั้นหรือ?
ดูเหมือนนั่นจะเป็นวิธีเดียวที่นางพอจะทำได้ในตอนนี้
หลังจากผ่านบทสนทนาเมื่อตอนบ่าย ฝานฉางอวี้ก็ไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนนอกอีกต่อไป นางประสานมือเข้าหากันแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง “ถ้าท่านพ่อท่านแม่รู้แผนการของข้า คงจะผิดหวังในตัวข้าแน่ๆ ตัวข้าเองก็เคยรังเกียจการกระทำเช่นนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว…”
จู่ๆ เซี่ยเจิงก็ไม่อยากฟังต่อ ดวงตาหงส์ที่เย็นชาสะท้อนแสงไฟและเงาของนาง เขาพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้น ถามอย่างงุนงง “เจ้าจะช่วยข้ายังไง?”
เซี่ยเจิงตอบ “การพิจารณาคดีของทางการ ต่อให้ลำเอียงแค่ไหน ก็ต้องอ้างอิงจาก ‘ต้าอิ้นลวี่’ (กฎหมายต้าอิ้น) การที่พวกเขาจะแบ่งที่ดินให้ลุงใหญ่ของเจ้าครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เจ้ารับสามีแต่งเข้าบ้านแล้ว ก็เป็นแค่การหาช่องโหว่ทางกฎหมาย อีกสามวัน ข้าจะอธิบายเนื้อหาของ ‘ต้าอิ้นลวี่’ ในส่วนนี้ให้เจ้าฟังอย่างละเอียด ถึงเวลาขึ้นศาล เจ้าก็ไม่ต้องพึ่งทนายความ สามารถจัดการเองได้สบายๆ”
ฝานฉางอวี้ทั้งตกใจที่เขารู้เรื่องกฎหมายมากมายขนาดนี้ และยังกังวลว่ามันจะเป็นไปได้หรือ “นี่… จะได้ผลจริงๆ หรือ?”
สายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งของเซี่ยเจิงตวัดมองนาง พูดจาไม่ไว้หน้า “แค่ไปขอร้องอดีตคู่หมั้นของเจ้าก็พอแล้วงั้นหรือ?”
ฝานฉางอวี้ทำหน้างงหนักกว่าเดิม “ข้าจะไปขอร้องเขาทำไม?”
เซี่ยเจิงขมวดคิ้ว “แผนที่เจ้าคิดออก ไม่ใช่การไปขอร้องเขาหรือ?”
ฝานฉางอวี้ “…ข้าตั้งใจว่าคืนก่อนวันพิจารณาคดี ข้าจะปลอมตัวเป็นคนของโรงรับจำนำ แล้วเอาถุงกระสอบไปคลุมหัวลุงใหญ่ของข้า แล้วจับมัดไปซ่อนไว้น่ะ”
เซี่ยเจิง “…”
พอมาสารภาพว่าจะทำเรื่องแบบนี้ นางก็รู้สึกกระดากใจนิดๆ “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินหวังปู้โถวบอกว่า ถ้าถึงวันพิจารณาคดีแล้วลุงใหญ่ข้าไม่มา คดีนี้ก็ถือเป็นโมฆะ”
เซี่ยเจิง “…”

0 Comments