บทที่ 19 ไม่ได้ไปปล้นเงิน
แปลโดย เนสยังลมเหนือพัดพรูเข้ามาทางหน้าต่าง พัดพาเอาไอควันเหนือถ้วยชาให้จางหาย เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาของบุรุษฝั่งตรงข้ามชัดเจนยิ่งขึ้น ดวงตาหงส์ที่เย็นชาและเฉียบคมคู่นั้นดุดันจนผู้คนแทบไม่กล้าสบตา
“คุณชายจ้าวทุ่มเทแรงกายแรงใจมาพบเปิ่นโหว (บรรดาศักดิ์โหวของข้า) เพียงเพื่อจะกล่าวเรื่องพวกนี้งั้นหรือ?”
บุรุษในชุดผ้าไหมรู้ดีว่าประโยคนี้ของเซี่ยเจิงคงหมายถึงคำพูดที่เขาแสดงความจงรักภักดีและพร้อมจะถวายชีวิตให้ ชั่วขณะนั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าประโยคที่เขาเอ่ยถึงฮูหยินของอีกฝ่ายไปล่วงเกินข้อห้ามอะไรหรือไม่ จึงรีบกล่าวว่า “ย่อมไม่ใช่แค่นั้นขอรับ”
เขารีบยื่นกล่องหุ้มผ้าไหมใบหนึ่งส่งให้ เมื่อเห็นว่าเซี่ยเจิงไม่มีทีท่าจะลงมือเปิดมันด้วยตนเอง เขาก็เปิดกล่องนั้นออกให้อีกฝ่ายดู รอยยิ้มบนใบหน้าเป็นรอยยิ้มการค้าอย่างแท้จริง “ไม่ทราบว่าสิ่งนี้พอจะแสดงความจริงใจได้หรือไม่ขอรับ?”
เซี่ยเจิงเพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว “ของมีค่าพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อข้า”
อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจหนึ่ง จู่ๆ ก็ลุกขึ้นและคุกเข่าทำความเคารพเซี่ยเจิงอย่างเต็มพิธีการ “จ้าวสวินเป็นเพียงพ่อค้าต้อยต่ำ ย่อมไม่อยู่ในสายตาของท่านโหว แต่เมื่อเทศกาลหยวนเซียวปีที่แล้ว น้องสาวแท้ๆ ของข้าเพิ่งเข้าเมืองหลวงเป็นครั้งแรกก็ถูกเว่ยเซวียนฉุดคร่าไปกลางงานเทศกาลโคมไฟ ต้องตายอย่างอนาถในเต็นท์พัก…”
ดวงตาของเขาแดงก่ำ น้ำตาและน้ำมูกไหลอาบหน้า “หากความแค้นนี้ไม่ได้รับการชำระ ข้าก็ไม่มีหน้าไปพบพ่อแม่ที่ปรโลก”
สายตาของเซี่ยเจิงถึงได้หันมามองจ้าวสวินอย่างจริงจัง “เจ้าสามารถตามหาข้าจนพบ ทั้งยังรู้ว่าข้าแตกหักกับสองพ่อลูกตระกูลเว่ย ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง”
จ้าวสวินรีบกล่าวถ่อมตัว “กิจการของตระกูลจ้าวจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก บังเอิญครอบคลุมอยู่ในหลายเมืองใหญ่ และมีการติดต่อกับทางราชการอยู่บ้าง จึงได้ยินข่าวคราวมากกว่าคนทั่วไป ตั้งแต่เว่ยเซวียนเข้ารับตำแหน่งที่ฮุยโจว แม่ทัพนายกองคนสำคัญใต้บังคับบัญชาของท่านโหวก็ถูกเขาสั่งปลดย้ายไปอยู่ชายแดน ซ้ำร้ายบรรดาบัณฑิตที่เว่ยเหยียนเลี้ยงดูไว้ในเมืองหลวง ก็พากันเขียนบทความโจมตีท่านโหวอย่างหนักหน่วง ข้าจึงเริ่มจับสังเกตได้ขอรับ”
“ข้าคาดเดาว่าท่านโหวคงประสบเคราะห์กรรม จึงสั่งให้ลูกน้องลอบตามหาเบาะแสของท่านโหวมาตลอด ทว่าก็ไร้ผล บังเอิญเมื่อไม่กี่วันก่อน เมืองหลักของจี้โจวมีการจับกุมผู้อพยพจำนวนมาก ทั้งยังมีทหารจากฮุยโจวถือภาพวาดมาตามหาคนในหมู่ผู้อพยพเหล่านั้น ข้าใช้เส้นสายเล็กน้อยจนได้ภาพวาดนั้นมาจากทหารฮุยโจว เมื่อดูจากลักษณะอันองอาจสง่างามของบุคคลในภาพ ก็เดาได้ว่าคนที่พวกเขากำลังตามหาคือท่านโหวขอรับ”
จ้าวสวินกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าก็ฉายแววยินดี “นับเป็นสวรรค์เมตตาข้า ร้านหนังสือของตระกูลจ้าวเพิ่งรับซื้อบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองมาลอตหนึ่ง หลงจู๊ของร้านเอ่ยชมบทความบทหนึ่งว่าเป็นดั่งเพชรน้ำเอก เมื่อข้าได้อ่านก็รู้สึกว่าทุกถ้อยคำล้วนล้ำค่า เดิมทีคิดว่าเป็นผลงานของบัณฑิตยากไร้ผู้ใด จึงตั้งใจจะมาทำความรู้จัก ไม่คิดเลยว่า… จะเป็นท่านโหวที่อยู่ที่นี่!”
นิ้วมือเรียวยาวของเซี่ยเจิงยังคงเคาะลงบนโต๊ะไม้เตี้ยสีแดงเป็นจังหวะช้าๆ โดยไม่เอ่ยคำใด เสียง “ก๊อก… ก๊อก…” ที่ปลายนิ้วกระทบกับแผ่นไม้ทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นใจ
คำพูดอันหนักแน่นของจ้าวสวิน นับว่าได้อธิบายเหตุผลที่เขาตามหาตนเองจนพบได้อย่างชัดเจน
ตอนที่เซี่ยเจิงเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เขาก็จงใจดัดแปลงลายมือของตนเองแล้ว การที่อีกฝ่ายตามมาพบได้ ฟังดูแล้วช่างเหมือนเรื่องบังเอิญจริงๆ
เมื่อเขาเงียบไปนาน อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเริ่มกระสับกระส่าย แต่ก็ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ ไม่ได้พูดอะไรแทรกขึ้นมาอีก
ดูเหมือนจะเป็นคนที่ใช้งานได้
เซี่ยเจิงหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปาก “นำตั๋วเงินในกล่องของเจ้าทั้งหมด ไปแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงอาหารสองแสนสือ (หน่วยตวง) ให้แล้วเสร็จก่อนจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ”
เมื่อจ้าวสวินได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าก็ฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความยินดี เมื่อครู่ท่านโหวเพิ่งกล่าวว่าของมีค่าไม่มีประโยชน์ต่อเขา แต่ตอนนี้กลับให้เขานำตั๋วเงินไปแลกเป็นเสบียง นี่ก็เท่ากับชี้ทางสว่างให้เขาแล้ว
เพียงแต่ปกติราชสำนักจะเกณฑ์เสบียงกันในฤดูใบไม้ร่วง บรรดาพ่อค้าข้าวก็มักจะรับซื้อข้าวในช่วงนั้น เพราะเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านมีข้าวอุดมสมบูรณ์ ราคาข้าวก็ถูก
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนสิบสอง ชาวบ้านย่อมมีข้าวสารสำรองไว้บ้าง การกว้านซื้อในตอนนี้อาจจะแพงกว่าช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสักสองสามหลี แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา
ทว่าดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแต่เดิมก็ไม่ใช่แหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ หากต้องกว้านซื้อข้าวถึงสองแสนสือก่อนฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่ยังห่างไกลจากฤดูเก็บเกี่ยวในปีหน้า หากพื้นที่แถบนี้เกิดศึกสงครามขึ้นมา แล้วกองทัพที่ประจำการอยู่ต้องการเกณฑ์เสบียงในพื้นที่ ก็คงหาเสบียงไม่ได้แล้ว
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ จ้าวสวินก็รู้สึกใจหายวาบ รีบประสานมือกล่าวว่า “จ้าวสวินจะไม่ทำให้ท่านโหวต้องผิดหวังแน่นอนขอรับ!”
เขาเห็นเซี่ยเจิงสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย จึงเกิดความคิดอยากเอาใจ “ให้ข้าน้อยจัดหาจวนหลังใหม่ให้ท่านโหวและฮูหยิน พร้อมทั้งเตรียมบ่าวไพร่ไว้คอยรับใช้ดีหรือไม่ขอรับ?”
เซี่ยเจิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง สายตาที่ซ่อนเร้นความกดดันและการจับผิดภายใต้ความนิ่งสงบนั้น ทำให้จ้าวสวินที่โค้งตัวอยู่แล้ว ยิ่งค้อมหลังต่ำลงไปอีก
เขากล่าวว่า “อย่าทำตัวฉลาดเกินไป”
จ้าวสวินไม่กล้าเอ่ยเรื่องซื้อจวนและบ่าวไพร่ขึ้นมาอีก กล่าวด้วยท่าทีระมัดระวังยิ่งขึ้น
“เช่นนั้น… ให้ข้าน้อยส่งคนไปส่งท่านโหวกลับดีหรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่มาที่นี่ เขาเป็นคนไปรับคนถึงตรอกทางฝั่งตะวันตกของเมืองด้วยตัวเอง
เซี่ยเจิงนึกถึงภาพฝานฉางอวี้ที่เดินนำหน้านักเลงกลุ่มหนึ่งไปตามท้องถนนเมื่อครู่ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะปฏิเสธ “ไม่จำเป็น”
ดวงตาหงส์ที่งดงามทว่าดุดันกวาดมองพ่อค้าในชุดผ้าไหมหรูหราตรงหน้า “จงไปจัดการเรื่องที่ข้ามอบหมายให้ดี ทำตัวเสียว่าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ หากมีข่าวรั่วไหลออกไป…”
จ้าวสวินรีบตอบว่าไม่กล้า “วันนี้ที่จ้าวสวินมาตำบลหลินอัน ก็เพื่อมาพบบัณฑิตยากไร้ผู้หนึ่ง ทว่าบัณฑิตผู้นั้นไปมาไร้ร่องรอย จ้าวสวินจึงไม่ได้พบตัว ส่วนเรื่องกว้านซื้อเสบียง ก็เป็นเพียงเพราะจ้าวสวินเห็นว่าพ่อค้าข้าวได้กำไรดี จึงอยากจะขอแบ่งผลประโยชน์บ้างเท่านั้นขอรับ”
หางตาของเซี่ยเจิงยกขึ้นเล็กน้อย
คนผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวดั่งที่คิดไว้จริงๆ ชี้แนะเพียงนิดก็เข้าใจ
เขากล่าว “ลงไปเถอะ”
จ้าวสวินจึงค้อมตัวเดินถอยหลังออกไป
เมื่อประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้ง เซี่ยเจิงก็ค่อยๆ หลับตาลงท่ามกลางไอน้ำเดือดที่พวยพุ่งจากเตาดินเผาสีแดง ใบหน้าที่งดงามถูกไอหมอกบดบังจนดูเลือนราง มีเพียงคิ้วและดวงตาที่สลัดความเกียจคร้านในยามปกติทิ้งไป หลงเหลือเพียงกลิ่นอายคาวเลือดอันหนักอึ้ง
จ้าวสวินผู้นี้ ปรากฏตัวได้บังเอิญเกินไป
แต่สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้คือ อีกฝ่ายไม่ใช่คนของสองพ่อลูกตระกูลเว่ย มิเช่นนั้น… คนที่มาก็ควรจะเป็นคนของทางการ ไม่ใช่มาแสร้งทำตัวอ่อนน้อมและกล่าวคำจงรักภักดีเช่นนี้
เสบียงสองแสนสือคือบททดสอบที่เขาวางไว้ หากคนผู้นี้สามารถทำประโยชน์ให้เขาได้จริง เมื่อมีเสบียงสองแสนสืออยู่ในมือ การเตรียมการในขั้นต่อไปก็จะง่ายขึ้นมาก
แต่หากคนผู้นี้มีเจตนาแอบแฝง หลังจากเสบียงสองแสนสือนั้น ก็จะมีกับดักที่ใหญ่กว่ารอเขาและเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังอยู่ดี
มีเสียงพูดคุยดังมาจากนอกห้องส่วนตัว “ไปๆ ไปดูเรื่องสนุกกัน! ได้ยินมาว่าร้านเนื้อพะโล้หวังจี้ฝั่งตรงข้ามอิจฉาธุรกิจคนอื่น เลยไปพังข้าวของในร้านเนื้อฝานจี้ ตอนนี้คนของร้านฝานจี้ไปบุกร้านหวังจี้แล้ว!”
มีคนถอนหายใจ “หวังจี้เป็นร้านเก่าแก่ร้อยปีเชียวนะ ทำเรื่องไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้ได้ยังไง?”
“เพื่อแย่งธุรกิจ เรื่องอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ!”
เซี่ยเจิงหยุดความคิด ลืมตาขึ้น เมื่อลุกขึ้นยืน ขาของเขาก็ขยับได้คล่องแคล่วราวกับคนปกติ ทว่าตอนที่เดินออกจากห้องส่วนตัว เขาถึงได้นำไม้ค้ำยันมารองรับไว้
หน้าหน้าร้านเนื้อพะโล้หวังจี้มีผู้คนมุงดูเรื่องสนุกกันมืดฟ้ามัวดิน
ลูกจ้างในร้านมองฝานฉางอวี้ สลับกับมองกลุ่มนักเลงที่ยืนกอดอกทำหน้าดุดันอย่างจินเหลาสาน ขาของเขาก็เริ่มสั่น พูดจาตะกุกตะกัก “พะ… พวกท่าน มีธุระอะไรหรือ?”
ฝานฉางอวี้เห็นลูกจ้างหน้าซีดเผือด ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางยังไม่ได้ลงไม้ลงมือทำร้ายใครเสียหน่อย นางแค่มาทวงถามความยุติธรรม ทำไมลูกจ้างในร้านถึงได้กลัวขนาดนี้?
หรือว่าทำผิดแล้วร้อนตัว?
นางกล่าวว่า “ไปเรียกเถ้าแก่ของพวกเจ้าออกมา วันนี้ข้ามาทวงความยุติธรรม”
ลูกจ้างตอบตะกุกตะกัก “ถะ… เถ้าแก่ไม่อยู่ในร้านขอรับ”
ฝานฉางอวี้ตวัดสายตาดุดัน “เขากล้าสั่งคนไปพังข้าวของในร้านข้า แต่ตอนนี้กลับหดหัวเป็นเต่าอยู่ในกระดองงั้นหรือ?”
กลุ่มของจินเหลาสานที่อยู่ด้านหลังนางก็ส่งเสียง “หึ” หนักๆ ออกมาจากจมูกอย่างรู้จังหวะ ยิ่งทำให้ลูกจ้างกลัวจนหน้าถอดสี
ฝานฉางอวี้หันไปมองจินเหลาสาน หางตากระตุก นางพากลุ่มคนพวกนี้มาเพื่อเผชิญหน้า แต่ทำไมท่าทางถึงได้เหมือนพานักเลงมาพังร้านเขาเลยล่ะ?
ลูกจ้างตัวสั่นงันงก “สะ… ส่งคนไปแจ้งเถ้าแก่แล้วขอรับ ทุกท่านมีธุระอะไร รอ… รอเถ้าแก่มาแล้วค่อยคุยกันเถิดขอรับ”
พูดจบ เขาก็ขาสั่นรีบยกเก้าอี้ไท่ซือมาให้ฝานฉางอวี้นั่ง พร้อมทั้งยกเตาถ่านมาวางให้ผิงไฟ
ฝานฉางอวี้กวาดสายตามองลูกจ้างในร้านและสีหน้าของคนที่มามุงดู ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน ทำไมนางถึงดูเหมือนนักเลงหญิงที่มาหาเรื่องถึงที่เลยล่ะ?
แต่อีกฝ่ายอุตส่าห์เอาเก้าอี้กับเตาถ่านมาให้ อากาศก็หนาวขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่นั่งผิงไฟรอ
ผ่านไปไม่นาน เถ้าแก่ร้านหวังจี้ก็ลากร่างอ้วนฉุวิ่งเหงื่อแตกพลั่กมาถึง เขาเป็นคนค้าขาย มักจะใช้ความประนีประนอมเพื่อสร้างผลกำไรเสมอ พอเห็นฝานฉางอวี้ก็รีบยิ้มแย้มประจบ “แม่นางฝาน เรื่องที่ร้านท่าน ข้าได้ยินจากลูกจ้างแล้ว ป้ายชื่อของหวังจี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หวังผู้นี้ย่อมไม่ใช้แผนการต่ำช้าไปรังแกหญิงกำพร้าเช่นนี้หรอกขอรับ…”
เขาเหลือบมองกลุ่มจินเหลาสานที่อยู่ด้านหลังฝานฉางอวี้ แม้น้ำเสียงจะสุภาพ แต่ท่าทีกลับดูถูก “แม่นางฝานตัดสินว่าเป็นฝีมือของหวังจี้เพียงเพราะคำพูดของคนกลุ่มนี้… เรื่องนี้… มีความเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่?”
ฝานฉางอวี้ยังคงนั่งนิ่งเป็นภูเขาหินบนเก้าอี้ไท่ซือ เพียงแค่ปรายตามองจินเหลาสาน “เจ้าพูดมา”
จินเหลาสานรีบพูดทันที “ร้านหวังจี้ของพวกท่านมีลูกจ้างชื่อชุนเซิง เมื่อวานเขาเอาเงินห้าตำลึงไปหาพวกข้าที่ร้านเหล้าทางฝั่งตะวันออกของเมือง สั่งให้พวกข้าไปก่อกวนที่ร้านฝานจี้ คนในร้านเหล้าทุกคนเป็นพยานได้”
เถ้าแก่หวังจี้พอได้ยินชื่อลูกจ้าง สีหน้าก็เปลี่ยนไป ท่าทีก็อ่อนลงเล็กน้อย หันไปพูดกับฝานฉางอวี้ว่า “นั่นเป็นคนรับใช้ข้างกายของลูกชายคนโตข้า รบกวนแม่นางฝานรอสักครู่ ข้าจะเรียกลูกชายคนโตมาสอบถามให้รู้เรื่อง”
ลูกชายคนโตของร้านหวังจี้เป็นเพลย์บอยชื่อดังในตำบลหลินอัน มีอนุภรรยาเต็มบ้านยังไม่พอ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ในหอคณิต ที่ถูกตามตัวมาคราวนี้ ก็เพราะลูกจ้างของร้านหวังจี้ไปลากตัวเขาออกมาจากหอนางโลมนั่นแหละ
ตอนกลับมาก็ยังเมาแอ๋ เสื้อผ้าก็ใส่ไม่เรียบร้อย พ่อของเขาต้องสั่งให้คนกรอกยาแก้เมาให้ ถึงได้สร่างเมาขึ้นมาบ้าง
เถ้าแก่หวังจี้ตะคอกถามต่อหน้าฝานฉางอวี้ “ไอ้ลูกไม่รักดี เป็นแกใช่ไหมที่สั่งคนไปพังข้าวของในร้านฝานจี้?”
ลูกชายร้านหวังจี้ใช้ดวงตาบวมปูดกวาดมองฝานฉางอวี้ มองขึ้นมองลงอยู่หลายรอบ ถึงได้แค่นหัวเราะออกมา “โห หน้าตาสะสวยใช้ได้เลยนี่ อาศัยปีนเตียงตาแก่พ่อครัวหลี่แย่งธุรกิจเหลาอาหารอี้เซียงไปจากบ้านเรา แล้วยังกล้ามาหาเรื่องถึงที่อีก หน้าด้านยิ่งกว่านางโลมเสียอีก”
เรื่องที่เหลาอาหารอี้เซียงมักจะซื้ออาหารขึ้นชื่อจากที่อื่นมาขายในร้าน เป็นเรื่องที่รู้กันทั่ว
เถ้าแก่เนี้ยของที่นั่นมีวิธีทำธุรกิจของนางเอง คนอื่นอาจจะมองว่านางทำแบบนี้ได้ไม่คุ้มเสีย แต่กลายเป็นว่าพอนางรวบรวมของดีจากหลายๆ ที่ ธุรกิจของเหลาอาหารอี้เซียงก็เจริญรุ่งเรืองแซงหน้าเหลาอาหารอื่นๆ ที่เอาแต่ย่ำอยู่กับที่
เพราะคนที่มีเงินไปกินข้าวที่เหลาอาหารอี้เซียง ล้วนเป็นพวกคหบดีและเศรษฐีที่มีเงินเหลือเฟือ ของกินขึ้นชื่อในตำบลก็มีอยู่แค่ไม่กี่ร้าน ปกติถ้าอยากกินก็ต้องสั่งให้คนวิ่งไปซื้อตั้งหลายรอบ แต่พอไปที่เหลาอาหารอี้เซียง ไม่เพียงแต่จะได้กินอาหารสูตรลับของร้าน ยังสามารถสั่งอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อได้ทันทีแค่เรียกบริกร
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นร้านขายขนมผลไม้ หรือร้านขายเนื้อพะโล้อาหารสำเร็จรูปในตำบล ต่างก็ภูมิใจถ้าได้ติดต่อค้าขายกับเหลาอาหารอี้เซียง
พอได้ยินคำพูดของลูกชายร้านหวังจี้ ผู้คนที่มุงดูอยู่ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปต่างๆ นานา มีทั้งตกใจ ไม่เชื่อ และพวกที่รอสมน้ำหน้า
สายตาหลายคู่จ้องมองไปที่ฝานฉางอวี้ หน้าตานางก็สะสวยอยู่หรอก แต่ด้วยนิสัยดุดันขนาดนี้ ถ้าบอกว่านางไปเป็นโจรหญิงปล้นเงิน คนอาจจะเชื่อมากกว่า แต่ถ้าบอกว่านางไปหลับนอนกับใครเพื่อแย่งธุรกิจล่ะก็…
ทุกคนพากันขนลุกซู่ ใครมันจะกล้าไม่กลัวตายไปมีความคิดแบบนั้นกับนาง? แค่เคยเห็นนางฆ่าหมูสับเนื้อ ก็คงไม่กล้าคิดอะไรด้วยแล้วมั้ง?
เถ้าแก่หวังจี้ก็เบิกตากว้างตวาดลั่น “ไอ้ลูกไม่รักดี แกพูดบ้าอะไรออกมา?”
ลูกชายร้านหวังจี้ไม่ได้สนใจ เขาเคยชินกับการรังแกผู้หญิงในตำบลอยู่แล้ว ไม่ได้เห็นฝานฉางอวี้ที่เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในสายตาเลย “ท่านพ่อ ธุรกิจของบ้านเรากับเหลาอาหารอี้เซียงยังไงก็พังไปแล้ว ทำไมจะให้ข้าพูดไม่ได้ หรือท่านยังกลัวจะไปล่วงเกินไอ้แก่พ่อครัวหลี่นั่นอีก?”
เขามองฝานฉางอวี้ด้วยสายตาลามก “เจ้าเล่นชู้กับไอ้แก่รุ่นราวคราว…”
“ปัง!” เสียงดังสนั่น
กลุ่มจินเหลาสานหันไปมอง ก็เห็นเขียงไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่หน้าร้านหวังจี้ที่ใช้วางเนื้อพะโล้ ถูกฝานฉางอวี้เตะจนคว่ำ เขียงไม้ถึงกับทะลุเป็นรูโหว่เพราะทนแรงเตะไม่ไหว เนื้อพะโล้ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ลูกชายร้านหวังจี้ที่กำลังเมาแอ๋ก็ถูกเขียงทับร่างไปครึ่งตัว
ทั้งจินเหลาสานและลูกน้องมองดูรูโหว่บนเขียงไม้หลีเถี่ย (ไม้มะค่า) แล้วก็พากันกลืนน้ำลายดังเอื้อก ถอยร่นไปด้านข้าง แอบคิดในใจว่าตอนที่คุณหนูคนนี้จัดการพวกตน นางยังออมแรงไว้สินะ
ถ้าตอนนั้นนางใช้แรงขนาดนี้ กระดูกพวกตนคงหักไปหลายซี่ ป่านนี้คงยังนอนซมลุกไม่ขึ้นแน่ๆ
ลูกชายร้านหวังจี้ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด สั่งบ่าวรับใช้สองคนข้างกาย “พวกแกตายแล้วหรือไง ยังไม่รีบมาดึงคุณชายขึ้นไปอีก!”
บ่าวรับใช้ทั้งสองมองมีดสับกระดูกเหล็กสีดำทะมึนที่ฝานฉางอวี้ชักออกมา และเห็นกลุ่มของจินเหลาสานด้านหลังที่กำลังถลกแขนเสื้อเตรียมพร้อมจะรุมกระทืบ พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ซ้ำยังขาสั่นก้าวถอยหลังไปสองก้าว
เถ้าแก่หวังจี้เห็นสถานการณ์นี้ เหงื่อก็แตกพลั่ก พอเห็นฝานฉางอวี้ถือมีดก็ยิ่งหวาดกลัว “แม่นางฝาน ลูกชายข้ามันปากพล่อย ข้าจะสั่งสอนมันอย่างหนักเอง แม่นางฝานอย่าเพิ่งโกรธ…”
ฝานฉางอวี้ทำหูทวนลม เหยียบเท้าลงบนเขียงไม้อย่างแรง เขียงไม้ที่ต้องใช้คนสองคนถึงจะยกไหวถูกนางเหยียบจนทะลุเป็นรูอีกรู ลูกชายร้านหวังจี้ถึงกับน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกค้างทันที
ฝูงชนที่มุงดูต่างก็สูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง หญิงวัยกลางคนบางคนที่ขี้ขลาดถึงกับเอาแขนเสื้อปิดตา กลัวว่าวินาทีถัดไปฝานฉางอวี้จะเอามีดสับกระดูกสับลงบนหัวของลูกชายร้านหวังจี้จริงๆ
เถ้าแก่หวังจี้ชี้ไปที่ฝานฉางอวี้ เสียงสั่นเครือ “นี่… นี่เจ้าคิดจะฆ่าคนงั้นหรือ?”
ฝานฉางอวี้ปรายตามองเขา แสยะยิ้มเย็น “ข้าจะไปฆ่าคนได้ยังไงล่ะ? ฆ่าคนต้องติดคุกนะ ข้าก็แค่จะตัดลิ้นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน แล้วให้เขาเคี้ยวกลืนลงไปเอง จะได้ไม่ต้องมาเที่ยวพูดจาพล่อยๆ อีก”
เถ้าแก่หวังจี้แทบจะล้มพับไปกับคำพูดของนาง ต้องให้บ่าวรับใช้ช่วยพยุงไว้ถึงจะไม่ลงไปกองกับพื้น หน้าซีดเผือด ชี้มือสั่นๆ ไปที่ฝานฉางอวี้ “เจ้า…” อยู่ตั้งนานแต่พูดประโยคเต็มๆ ไม่ออก
ลูกชายร้านหวังจี้ที่โดนฝานฉางอวี้เหยียบอยู่ก็เริ่มรู้ตัวว่ากลัวแล้ว หน้าซีดเผือด ร้องไห้หันไปมองพ่อ “ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย…”
เถ้าแก่หวังจี้เสียงสั่น “ไปแจ้งทางการ เร็วเข้า แจ้งทางการ…”
บ่าวรับใช้ของร้านหวังจี้จะไปแจ้งทางการ แต่ก็ถูกกลุ่มของจินเหลาสานขวางไว้ “ยอมให้แต่พวกแกมารังแกคนอื่น ไม่ให้คนอื่นมาทวงความยุติธรรมบ้างหรือไง?”
ฝานฉางอวี้เอามีดสับกระดูกตบลงบนใบหน้าอ้วนฉุที่น่าขยะแขยงของลูกชายร้านหวังจี้อย่างแรง “บอกมาสิ ข้าไปแย่งธุรกิจเหลาอาหารอี้เซียงของพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”
มีดสับกระดูกในมือนางทั้งหนักและเย็นเฉียบ เพราะใช้สับกระดูกหั่นเนื้อมาหลายปี คมมีดจึงมีกลิ่นคาวเลือดที่ล้างไม่ออก ลูกชายร้านหวังจี้ที่โดนมีดตบหน้าชาไปครึ่งซีก ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า “หะ… หวังจี้ถูกยกเลิกธุรกิจเนื้อพะโล้กับเหลาอาหารอี้เซียง ได้ยิน… ได้ยินมาว่าเป็นเพราะพ่อครัวหลี่แนะนำเนื้อพะโล้ร้านเจ้า…”
ฝานฉางอวี้แค่นหัวเราะเย็น “แค่เนี้ย? เจ้าก็เลยมาใส่ร้ายข้า?”
หญิงชาวบ้านที่มุงดูอยู่พอได้ยินลูกชายร้านหวังจี้พูด ก็ไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังเรื่องสกปรกที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ จะมีสาเหตุแค่นี้เอง
ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงสำคัญขนาดไหน นี่มันตั้งใจจะบีบคนให้จนตรอกชัดๆ!
อดไม่ได้ที่จะถ่มน้ำลายใส่เขาอย่างแรง “เลวทรามจริงๆ พอเห็นร้านฝานจี้ขายเนื้อพะโล้ขายดิบขายดี ก็เลยเอาเรื่องชื่อเสียงของลูกสาวเขามาทำลายงั้นหรือ?”
“มิน่าล่ะ ช่วงนี้ข้าไม่เห็นพ่อครัวหลี่ไปซื้อเนื้อที่ร้านฝานจี้เลย ที่แท้ก็โดนคนใจดำพวกนี้ใส่ร้ายนี่เอง เขาเลยต้องหลบเลี่ยง!”
“ร้านหวังจี้ใหญ่โตซะเปล่า มารังแกหญิงกำพร้า หน้าไม่อายจริงๆ!”
“วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ในหอนางโลม ในหัวก็คงคิดได้แต่เรื่องพรรค์นี้นั่นแหละ!”
“จะบอกให้นะ หวังจี้มันเอาเปรียบลูกค้า รสชาติก็แย่ลงทุกวัน แถมครั้งนึงข้ายังเคยซื้อได้เนื้อบูดด้วย! ไม่แปลกใจเลยที่เหลาอาหารอี้เซียงเขาไม่อยากซื้อเนื้อพะโล้จากร้านนี้แล้ว!”
เถ้าแก่หวังจี้ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ก็รู้สึกร้อนรนที่ใบหน้า โกรธจนกระทืบเท้า “ไอ้ลูกไม่รักดี! ไอ้ลูกไม่รักดี!”
ลูกชายร้านหวังจี้ร้องไห้จนน้ำมูกโป่ง ร้องขอชีวิต “ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ! ข้าจะให้เงินเจ้า! ให้เงินเจ้าเยอะๆ เลย ข้ารู้ว่าบ้านเจ้ากำลังขัดสน…”
ฝานฉางอวี้กลับนิ่งเงียบ แววตาดุดัน ใช้มีดสับกระดูกในมือปักลงบนพื้นอย่างแรง
พอเห็นฉากนี้ ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ เถ้าแก่หวังจี้แทบจะตาเหลือกสลบไป ลูกชายร้านหวังจี้ก็ตกใจจนร้องเสียงหลง
ฉึก!
มีดเล่มนั้นไม่ได้สับลงบนตัวของลูกชายร้านหวังจี้ แต่เฉียดหนังหัวเขาไป ตัดกวาน (มวยผม) และเส้นผมขาดกระจุย คมมีดปักลึกลงไปในพื้นหินสีเขียว ตัวมีดยังสั่นระริก
ผ่านไปพักใหญ่ ลูกชายร้านหวังจี้ถึงได้สติ หน้าซีดเป็นศพ กลิ่นเหม็นคาวลอยมาจากใต้ร่าง น้ำสีเหลืองไหลนองใต้เขียงไม้
เถ้าแก่หวังจี้ก็ต้องให้บ่าวรับใช้ช่วยพยุง หอบหายใจอย่างหนัก
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แนบชิดกับหนังหัว ลูกชายร้านหวังจี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไป ร้องไห้โฮออกมา น้ำตาและน้ำมูกไหลอาบหน้า “อย่าฆ่าข้า! อย่าฆ่าข้า!”
เถ้าแก่หวังจี้มีลูกชายไม่เอาถ่านอยู่แค่คนเดียว ร้องไห้ขอร้อง “แม่นางฝาน ลูกชายข้ามันปากพล่อย ทำลายชื่อเสียงของเจ้า ข้าจะสั่งสอนมันอย่างหนักแน่นอน วันหลังจะเตรียมของขวัญไปขอขมาแม่นางฝานถึงที่ โบราณว่าตัดผมแทนตัดหัว เจ้าตัดผมเขาไปแล้ว ก็ขอให้ผู้ใหญ่ใจกว้าง ปล่อยเขาไปเถอะนะ!”
ฝานฉางอวี้เก็บมีด มองลูกชายร้านหวังจี้ด้วยสายตาเย็นชา “วันหลังอย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!”
นางถือมีดเดินจากไป โดยไม่สนใจสองพ่อลูกตระกูลหวังอีก
ลูกชายร้านหวังจี้รังแกผู้หญิงในตำบลมาก็ไม่ใช่วันสองวัน วันนี้ฝานฉางอวี้สั่งสอนเขา ถือว่าสะใจคนในตำบลมาก
ชาวบ้านที่มุงดูถึงกับโห่ร้องตบมือ ตะโกนว่า “สั่งสอนได้ดี!”
“โชคดีที่เป็นลูกสาวของฝานเหล่าหู่ ถ้าเป็นครอบครัวอื่นโดนรังแกแบบนี้ คงร้องเรียนใครไม่ได้แน่!”
“นั่นสิ มีหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งที่หมู่บ้านหลิวเจีย ถูกลูกชายร้านหวังจี้นี่แหละทำท้อง แล้วทางครอบครัวหวังก็ไม่รับผิดชอบ สุดท้ายหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้นก็กระโดดน้ำตาย!”
“นี่แค่เรื่องที่แดงออกมานะ เบื้องหลังยังไม่รู้ว่าทำเรื่องเลวทรามอะไรไว้อีก! เนื้อพะโล้ร้านนี้ก็สู้ร้านฝานจี้ไม่ได้จริงๆ เนื้อร้านฝานจี้ฆ่าสดใหม่ทุกวัน แต่เนื้อร้านนี้ไม่รู้ว่าเอาเนื้ออะไรมาทำ!”
เถ้าแก่หวังจี้ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ชี้หน้าด่าของชาวบ้านแล้ว หน้าแก่ๆ ก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
เขียงไม้บนตัวลูกชายร้านหวังจี้ ในที่สุดก็ถูกบ่าวรับใช้สองคนช่วยกันยกออกไป เขาเป็นถึงผู้ชายอกสามศอก แต่กลับมองเถ้าแก่หวังจี้แล้วร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล “ท่านพ่อ…”
แทนที่จะได้รับการปลอบโยน เขากลับโดนเถ้าแก่หวังจี้ที่กำลังโกรธจัดเตะไปอีกสองที “ไอ้ลูกไม่รักดี! วันๆ เอาแต่เที่ยวหอคณิกายังไม่พอ! ยังจะมาก่อเรื่องแบบนี้อีก! วันนี้แกทำให้ครอบครัวหวังต้องอับอายขายหน้าไปหมดแล้ว!”
ฝานฉางอวี้ไม่ได้สนใจว่าสถานการณ์ในร้านหวังจี้จะเป็นอย่างไรต่อไป นางได้ระบายความโกรธแล้วก็กำลังจะเดินกลับบ้าน แต่จู่ๆ ก็มีคนเรียกนางจากด้านหลัง “แม่นางฝาน โปรดรอก่อน”
ฝานฉางอวี้หันกลับมาด้วยความสงสัย ก็เห็นชายคนหนึ่งไว้หนวดเคราเล็กๆ เดินมาหานาง “แม่นางฝานฝีมือเยี่ยมยอดจริงๆ ข้าเป็นผู้ดูแลของโรงรับจำนำฮุ่ยเสียน แม่นางฝานสนใจมาทำงานที่โรงรับจำนำของเราไหม?”
“โรงรับจำนำ?” ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้ว “ข้าจะไปทำอะไรได้ล่ะ?”
ผู้ดูแลโรงรับจำนำยิ้มกริ่ม “ทวงหนี้”
ฝานฉางอวี้ “…”
ส่วนกลุ่มของจินเหลาสานกลับถูกใจ “แม่นางฝาน ถ้าท่านรับงานทวงหนี้ วันหน้าพวกเราจะขอติดตามท่าน!”
ฝานฉางอวี้ถลึงตาใส่ “พวกเจ้าบอกว่าจะไปหางานสุจริตทำไม่ใช่หรือ?”
กลุ่มของจินเหลาสานก็เลยหดคอไม่กล้าส่งเสียงอีก
ฝานฉางอวี้ปฏิเสธผู้ดูแลคนนั้นไป เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนไปเพียงแค่ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง บนนั้นระบุข้อดีต่างๆ ของการไปเป็นนักเลงที่โรงรับจำนำฮุ่ยเสียน “แม่นางฝานไม่ต้องรีบตอบตกลงหรอก เอาไปพิจารณาดูอีกทีก็ได้”
ฝานฉางอวี้จับกระดาษแผ่นนั้นไว้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ในสายตาคนในตำบล นางกลายเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย?
นางถอนหายใจแล้วหันหลังกลับ แต่ก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงสี่แยกข้างหน้า หิมะตกหนัก เสื้อคลุมตัวใหญ่ของเขาถูกลมพัดจนเปิดออก ด้านหลังคือตลาดที่คึกคัก ใบหน้าของเขาดูเย็นชา และกำลังมองมาที่นางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ฝานฉางอวี้เหลือบมองกระดาษที่เขียนคำว่า “ทวงหนี้” ในมือ แล้วพูดออกไปตามสัญชาตญาณ “ข้าไม่ได้ไปปล้นเงินมานะ”
เมื่อกลุ่มของจินเหลาสานเห็นเซี่ยเจิง ร่างกายของพวกเขาก็เกร็งขึ้นมาทันที พร้อมใจกันพูดว่า “สวัสดีขอรับ ท่านกู้เย่ (ลูกเขยที่แต่งเข้าบ้าน)!”
เซี่ยเจิง “…”
ฝานฉางอวี้ “…”
ดูเหมือนจะยิ่งอธิบายยากกว่าเดิมเสียอีก

0 Comments