บทที่ 12 ผู้ชายเรื่องมาก
แปลโดย เนสยังแสงอาทิตย์สาดส่องผ่านประตูและหน้าต่างเข้ามา ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างไสว ความสดใสร่าเริงของหญิงสาวก็ยิ่งเปล่งประกาย นางเอ่ยขึ้นอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ย่อมต้องเสียดายสิ ในช่วงเวลาหลายร้อยปีของราชวงศ์อิ้น จะมีโหวอู่อันสักกี่คนกันเชียว?”
ฝานฉางอวี้หักนิ้วมือนับให้เขาดู “เมืองจิ่นโจวที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเหนือเขาก็เป็นคนทวงคืนมา เมืองสิบสองเมืองแถบเหลียวตงที่สู้รบกันมาหลายสิบปี ทำให้ขุนนางและแม่ทัพฝีมือดีต้องมาตายไปไม่รู้เท่าไหร่ เขาก็เป็นคนยึดกลับมาได้ ถึงแม้ศึกที่จิ่นโจวจะมีแต่คนก่นด่า แต่ตอนที่จิ่นโจวโดนพวกเป่ยเจวี๋ยยึดไป ชาวตงหยวน (ชาวจีนฮั่น) ในเมืองก็ถูกฆ่าล้างบางไม่ใช่หรือ?”
“แม่ทัพเฒ่าเซี่ยยืนหยัดจนตัวตายเพื่อรักษาเกียรติภูมิ แต่กลับถูกพวกเป่ยเจวี๋ยเอาศพไปแขวนประจานบนกำแพงเมือง พวกขุนนางบุ๋นดีแต่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ ประณามว่าโหวอู่อันเลือดเย็นอำมหิต แล้วทหารและชาวบ้านที่ตายในจิ่นโจวเมื่อสิบหกปีก่อนล่ะ พวกเขาไม่น่าสงสารหรอกหรือ? ทำไมพวกนั้นถึงใช้แค่ลมปากปัดความผิดของพวกเป่ยเจวี๋ยทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้? ถ้าไม่มีโหวอู่อัน ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือนี้ ไม่รู้ว่าใครจะรักษาไว้ได้อีก”
เซี่ยเจิงเคยได้ยินคำพูดด่าทออย่างชอบธรรมเรื่องศึกจิ่นโจวมานักต่อนัก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนออกตัวแทนเขา
เขารู้สึกแปลกๆ ในใจ อดไม่ได้ที่จะมองหญิงสาวตรงหน้าใหม่อีกครั้ง “เจ้าก็กล้าพูดดีนี่”
ฝานฉางอวี้มองเขาอย่างไม่เข้าใจ “พวกขุนนางจะพูดอะไร ก็เป็นเรื่องของพวกเขา พวกเราชาวบ้านไม่ได้โง่นะ ถึงวิธีการทางการทหารของโหวอู่อันจะโหดเหี้ยมไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่พวกบัณฑิตบอกหรอก พวกเราชาวบ้านไม่ด่าพวกขุนนางกังฉินที่ขูดรีดภาษี แต่กลับไปด่าโหวอู่อันที่ฆ่าศัตรูโหดเกินไป? หัวต้องมีปัญหาแน่ๆ!”
เซี่ยเจิง “…ชาวบ้านไม่ได้เอาชื่อเขาไปขู่เด็กไม่ให้ร้องไห้ตอนกลางคืนหรอกหรือ?”
ฝานฉางอวี้พูดอย่างเขินๆ ว่า “พ่อข้าตอนเชือดหมูก็หน้าตาดุดันมาก คนในตำบลก็ชอบเอาชื่อพ่อข้าไปขู่เด็กเหมือนกันแหละ”
เซี่ยเจิง “…”
เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เงียบไปพักใหญ่ ความขุ่นเคืองและหม่นหมองในใจกลับมลายหายไปหลายส่วนในเวลานี้
…
ตอนกินข้าวมื้อเที่ยง ฝานฉางอวี้จุดธูปไหว้ป้ายวิญญาณพ่อแม่ เซี่ยเจิงเคยได้ยินนางพูดถึงพ่อมาก่อน จึงเหลือบมองป้ายวิญญาณที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาชิดกำแพงในห้องโถง
เมื่อเห็นชื่อบนนั้น เขาก็ถามขึ้นมาลอยๆ “ลุงใหญ่ของเจ้าชื่อ ฝานต้าหนิว หรือเปล่า?”
ฝานฉางอวี้ประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้ไง?”
เซี่ยเจิงตอบ “ป้ายวิญญาณพ่อเจ้าน่ะ”
ฝานฉางอวี้มองดูคำว่า “ฝานเอ้อร์หนิว” (เอ้อร์ แปลว่า สอง/รอง) บนป้ายวิญญาณพ่อ ก็เข้าใจความหมายเขาทันที
นางบอกว่า “ชื่อจริงพ่อข้าคือเอ้อร์หนิว แต่ตอนเด็กๆ พ่อเคยหลงทาง พอโตขึ้นก็เลยตามหาครอบครัวจนเจอ ต่อมาคนในตำบลตั้งฉายาให้พ่อว่า ฝานเหล่าหู่ (เสือฝาน) ทุกคนก็เลยเรียกแต่ฉายาพ่อ”
เซี่ยเจิงพยักหน้าเบาๆ สายตากวาดไปที่ป้ายวิญญาณแม่ของนาง กลับพบว่าแม่ของนางไม่มีแม้แต่นามสกุล บนป้ายเขียนแค่ชื่อ ลี่ฮวา (ดอกสาลี่) ดูเหมือนเป็นชื่อที่ชาวบ้านตั้งกันส่งๆ
เขาอดถามไม่ได้ว่า “ชื่อของเจ้ากับน้องสาว มีคนตั้งให้หรือ?”
ดูแล้วสองผัวเมียคู่นี้ไม่น่าจะตั้งชื่อ ฉางอวี้ หรือ ฉางหนิง ได้หรอก
ฝานฉางอวี้ยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะ พลางตอบ “เปล่า แม่ข้าเป็นคนตั้งให้”
พอพูดถึงแม่ นางก็ดูภูมิใจขึ้นมานิดหน่อย “แม่ข้าเก่งมากนะ อ่านออกเขียนได้ แถมยังผสมเครื่องหอมทำแป้งผัดหน้าได้ด้วย พวกคนขายเนื้อคนอื่นเชือดหมูเสร็จตัวจะมีแต่กลิ่นเหม็น แต่เสื้อผ้าบ้านข้า พอซักเสร็จ แม่จะเอาเครื่องหอมมาอบให้ กลิ่นเหม็นไม่มีเลย”
แววตาเย็นชาของเซี่ยเจิงฉายแววประหลาดใจ “บ้านตายายเจ้ามีฐานะหรือ?”
การอ่านออกเขียนได้และการผสมเครื่องหอมทำแป้งผัดหน้า ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะทำได้ ยิ่งมีทั้งสองอย่างรวมกัน ต้องเป็นบ้านที่มีชาติตระกูลและฐานะดีพอสมควร
ฝานฉางอวี้ส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเห็นหน้าตายายหรอก แม่คือคนที่พ่อเจอตอนออกไปคุ้มกันภัยเมื่อหลายปีก่อน แม่ก็ไม่ใช่คุณหนูบ้านรวยอะไร เคยเป็นแค่สาวใช้ในจวนคนอื่นเท่านั้น”
ลี่ฮวา ฟังดูก็เป็นชื่อสาวใช้จริงๆ
ถ้าเป็นสาวใช้ของตระกูลใหญ่ จะทำเรื่องพวกนี้ได้ก็ไม่แปลก
ฝานฉางอวี้บ่น “เสียดายข้าหัวทึบ ตอนเด็กๆ แม่สอนให้อ่านหนังสือ พอเห็นหนังสือทีไรก็ปวดหัวทุกที ผสมเครื่องหอมก็ทำไม่เป็น ไม่งั้นตอนนี้ก็คงมีหนทางหาเงินเพิ่มอีกทางแล้ว”
เซี่ยเจิงนึกถึงตอนที่นางใช้ไม้พลองตีคน ก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “บางทีเจ้าอาจจะเก่งเรื่องอื่นมากกว่า”
ฝานฉางอวี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ข้าก็ว่างั้น ถ้าข้าไม่ได้เรียนวิธีเชือดหมูกับพ่อ ป่านนี้คงโดนยึดบ้านยึดที่ดิน ต้องพาหนิงหนียงไปนอนข้างถนนแล้ว”
ฉางหนิงน้อยกำลังพยายามคีบลูกชิ้นหมู พอได้ยินก็ตาโตเป็นไข่ห่าน “หนิงหนียงไม่อยากนอนข้างถนน”
ฝานฉางอวี้ช่วยคีบลูกชิ้นที่น้องสาวคีบอยู่นานก็ไม่ขึ้นใส่ชามให้ “เราไม่ไปนอนข้างถนนหรอก วันหน้าเราต้องไปซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ในตัวอำเภอด้วยซ้ำ”
ฉางหนิงถึงได้สบายใจ ก้มหน้าก้มตาต่อสู้กับลูกชิ้นในชามต่อ และหันมาคุยกับฝานฉางอวี้เป็นระยะๆ
เมื่อเทียบกับสองพี่น้องที่คุยกันเจื้อยแจ้วตอนกินข้าว เซี่ยเจิงแทบไม่ปริปากพูดเลยตั้งแต่จับตะเกียบ สมกับคำว่า “เวลากินไม่พูด เวลานอนไม่คุย” จริงๆ
การกินของเขาก็ดูมีมารยาทมาก ซึ่งต่างจากฝานฉางอวี้ลิบลับ
การเชือดหมูต้องใช้แรงเยอะ นางเสียพลังงานไปมาก ปริมาณอาหารที่กินจึงเยอะกว่าผู้หญิงทั่วไป
นางยกชามใบใหญ่ขึ้นมาโซ้ยข้าว ฉางหนิงก็ทำตาม หน้าแทบจะจุ่มลงไปในชามอยู่แล้ว
ท่าทางของทั้งสองคนเหมือนกันเป๊ะ
พอกินเสร็จก็วางชามลงแล้วถอนหายใจด้วยความอิ่มเอมใจ ดูเหมือนอาหารมื้อนี้จะอร่อยขึ้นเป็นกอง
เซี่ยเจิงเกิดมาเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงกินข้าวแบบนี้เป็นครั้งแรก สีหน้าของเขาดูพิลึกพิลั่น
…
ตอนบ่าย ฝานฉางอวี้ให้ช่างไม้จ้าวมาช่วยซ่อมประตูบ้านที่พัง ส่วนตัวเองพกเงินไปตลาดเพื่อซื้อหมู
เพื่อจัดงานแต่งงานบังหน้าฝานต้า นางต้องปิดร้านขายเนื้อที่เพิ่งเปิดไปสามวัน ขืนไม่รีบกลับไปเปิดร้าน ที่อุตส่าห์เอาเครื่องในพะโล้ไปแจกเพื่อสร้างชื่อก็คงสูญเปล่า
ก่อนไป เซี่ยเจิงจู่ๆ ก็ถามนางว่า “แม่ของเจ้าอ่านออกเขียนได้ ที่บ้านมีกระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกไหม?”
ฝานฉางอวี้ตอบ “มีสิ เจ้าจะใช้หรอ?”
เซี่ยเจิงพยักหน้า “ขอยืมใช้หน่อย”
ฝานฉางอวี้จึงไปค้นชุดเครื่องเขียนที่แม่เคยซื้อไว้ให้ เนื่องจากเก็บไว้นาน กระดาษก็เริ่มเหลือง แท่นฝนหมึกก็บิ่นไปมุมหนึ่ง ส่วนพู่กันขนแกะก็บานเป็นไม้กวาดแล้ว
เซี่ยเจิงเห็นเครื่องเขียนสี่อย่างที่วางอยู่ตรงหน้าก็เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณนาง
ยังไงก็ดีกว่าใช้ถ่านเขียนบนผ้าแหละน่า
ฝานฉางอวี้ไม่ได้ถามว่าเขาเอากระดาษกับพู่กันไปทำอะไร คิดว่าเขาคงเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเพราะขาเจ็บ ก็เลยอยากจะคัดลายมือเล่นๆ
พอฝานฉางอวี้ออกจากบ้าน เซี่ยเจิงก็ฝนหมึกและเริ่มเขียน หมึกคุณภาพแย่มาก ฝนยังไงก็ไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ
เขาต้องอดกลั้นความอยากที่จะโยนพู่กันหัวแตกๆ กับแท่งหมึกออกไปนอกหน้าต่าง อดทนเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมือง (時文 – สือเหวิน) จนเสร็จก่อนที่ช่างไม้จ้าวจะซ่อมประตูเสร็จ
เขาฝากช่างไม้จ้าวเอาบทความไปขายที่ร้านหนังสือใกล้ๆ “ใกล้จะถึงช่วงสอบขุนนางแล้ว บทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองน่าจะขายดีตามร้านหนังสือ รบกวนท่านช่วยไปถามที่ร้านหนังสือให้หน่อยว่าเขารับซื้อบทความพวกนี้ไหม”
ช่างไม้จ้าวอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็ดูออกว่าลายมือของเซี่ยเจิงสวยมาก ถามด้วยความประหลาดใจว่า “น้องชายก็เป็นบัณฑิตหรอเนี่ย?”
เซี่ยเจิงแค่บอกว่า “ตอนเด็กๆ เคยเรียนหนังสือมาบ้าง ตอนออกไปคุ้มกันภัยก็ได้เห็นโลกกว้าง ตอนนี้เจ็บตัวแถมไม่มีเงินติดตัว ก็เลยอยากลองเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองหาเงินดูน่ะ”
ราชวงศ์อ่อนแอ ตะวันตกเฉียงเหนือวุ่นวาย บทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของเขาสองสามบทนี้ปล่อยออกไป ต้องทำให้เกิดกระแสต่อต้านตระกูลเว่ยในหมู่บัณฑิตทั่วแผ่นดินแน่ สองพ่อลูกนั่นคงหัวหมุน ไม่มีเวลามาตามหาตัวเขาหรอก
นอกจากนี้ ข่าวสารบางอย่างก็สามารถส่งถึงลูกน้องเก่าของเขาผ่านบทความพวกนี้ได้อย่างแนบเนียน
การให้เหยี่ยวไห่ตงชิงโผล่มาในเมือง มันสะดุดตาเกินไป ถ้ามีคนตาดีมาเห็นเข้า อาจจะสร้างปัญหาได้
ช่างไม้จ้าวได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาซึม “เจ้าเป็นเด็กดีจริงๆ ยัยหนูฉางอวี้มันอาภัพนัก แต่เจ้าก็ยังอุตส่าห์มีวาสนาให้มันไปช่วยชีวิตมาจากป่าได้ เจ้าห่วงใยมันขนาดนี้ ข้ากับท่านป้าก็เบาใจแล้ว…”
เซี่ยเจิงรู้ว่าลุงคนนี้เข้าใจผิด คิดว่าที่เขาอยากหาเงินก็เพราะห่วงใยลูกสาวคนขายเนื้อ เขาอยากจะอธิบาย แต่ก็หาข้อแก้ตัวดีๆ ไม่ได้ เลยได้แต่เงียบ
ในสายตาของช่างไม้จ้าว การเงียบก็คือการยอมรับ
เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดใจ กลัวว่าฝานฉางอวี้จะเข้าใจผิดไปด้วย พอนางกลับมา เขาก็เลยทำตัวเย็นชากว่าเดิม แต่อนิจจา ใบหน้าของเขาปกติก็ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อยู่แล้ว ฝานฉางอวี้ก็เป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อย ก็เลยไม่เห็นความผิดปกติของเขาเลย
…
ตกดึก
ฝานฉางอวี้ปูที่นอนในห้องฝั่งเหนือ ให้ฉางหนิงเข้านอนก่อน ส่วนตัวเองก็ไปทำหมูพะโล้สำหรับขายพรุ่งนี้ในครัว นึกขึ้นได้ว่าเหยียนเจิ้งมีแผล กลางคืนอาจจะหนาว เลยเอาถ่านแดงๆ ที่เหลือในเตาใส่กระถางไปให้เขา
ด้วยความเคยชินกับห้องที่ตัวเองอยู่มาเป็นสิบปี นางผลักประตูเข้าไปเลย ก็พบว่าอีกฝ่ายถอดเสื้อคลุมออกครึ่งหนึ่ง กำลังทายาอยู่
แต่คราวนี้ฝานฉางอวี้ไม่มีเวลามามัวเขินอาย เพราะแผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เสื้อตัวในสีขาวก็มีเลือดติดเต็มไปหมด
ตอนกลางวันนางจะช่วยทายาให้ แต่เขาปฏิเสธ นางก็นึกว่าแผลไม่ได้ฉีกขาดอะไรมาก ไม่คิดเลยว่าจะหนักขนาดนี้
เซี่ยเจิงขมวดคิ้วตั้งแต่ตอนที่นางเปิดประตูเข้ามา กำลังจะใส่เสื้อผ้ากลับ แต่ก็ถูกมือที่อุ่นและมีพลังของนางกดไหล่ไว้
ความรู้สึกแปลกๆ ตอนเนื้อสัมผัสเนื้อทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม สัญชาตญาณสั่งให้เขาปัดมือที่วางอยู่บนไหล่ออก แต่กลับถูกนางจับไว้แน่นจนขยับไม่ได้
เซี่ยเจิงหายใจสะดุด ดวงตาที่สวยงามฉายแววตกตะลึง ไม่รู้ว่าตกใจกับพละกำลังของหญิงสาวตรงหน้า หรือตกใจที่นางกล้าทำแบบนี้ “เจ้า…”
“เจ้าอะไรเล่า? ไม่รักชีวิตแล้วหรอ? แค่ขอให้คนช่วยทายามันยากนักหรือไง?”
ฝานฉางอวี้เห็นแผลฉีกที่หลังเขา ก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าหมอนี่จะดื้อไปทำไม แผลเป็นๆ หายๆ แบบนี้ ต้องเสียเงินค่ารักษาอีกเท่าไหร่!
นางหยิบขวดยาบนโต๊ะมาโรยใส่แผลเลือดซิบที่หลังเขา พลางบ่นพึมพำ “เป็นผู้ชายแท้ๆ เรื่องมากอยู่ได้!”
เซี่ยเจิงเส้นเลือดที่ขมับกระตุกตุบๆ มือผู้หญิงที่กดอยู่บนไหล่เขายังไม่ยอมปล่อย ไหล่ครึ่งซีกเหมือนโดนเหล็กร้อนๆ นาบ เขาขมวดคิ้วแน่น “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน”
ฝานฉางอวี้เถียงกลับ “ตอนอยู่กลางป่าข้าก็เป็นคนแบกเจ้ากลับมานะ! จะชิดไม่ชิด มันก็ชิดไปตั้งนานแล้ว!”
พอพูดจบ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ฝานฉางอวี้เพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิด ปกตินางเกลียดการอ่านหนังสือที่สุด แต่หมอนี่ดันมาพูดจาแบบบัณฑิตใส่นาง นางหงุดหงิดจนขยี้ผมตัวเอง “ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ… เอ้อ…”
เซี่ยเจิงตาขวากระตุก รีบขัดจังหวะก่อนที่นางจะพูดอะไรแปลกๆ ออกมาอีก “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว”
ฝานฉางอวี้รีบพยักหน้า “เข้าใจก็ดีแล้ว”
เพื่อไม่ให้เขาเข้าใจผิดว่านางคิดอะไรเกินเลยกับเขา นางกัดฟันยอมโกหกหน้าตาย “วางใจเถอะ ข้าไม่ได้หวังอะไรจากเจ้าหรอก ข้า… ข้ายังตัดใจจากอดีตคู่หมั้นไม่ได้เลย! พวกเราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เขาหล่อมาก แถมยังฉลาด เป็นจวี่เหรินคนเดียวในอำเภอเลยนะ ข้าจะตัดใจจากเขาได้ยังไงล่ะ”
พอพูดจบ ฝานฉางอวี้ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
คนที่อยู่ตรงหน้ากลับทำหน้าแปลกๆ แล้วพูดแค่ว่า “เสียใจด้วยนะ”
ฝานฉางอวี้: ?
ซ่งเยี่ยนยังไม่ตายสักหน่อย!

0 Comments