You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เสิ่นเมิ่งรู้สึกว่าสายตาของลู่เจิ้นผิงที่มองมามันช่างร้อนแรงเหลือเกิน หล่อนหันหน้าหนีไปทางอื่น ในใจสับสนวุ่นวายไปหมด ถึงแม้จะเพิ่งได้อยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วัน แต่ก็พอมองออกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนซื่อตรงและเด็ดเดี่ยว เป็นคนที่สามารถฝากฝังชีวิตไว้ได้ แถมเวลาพูดคุยกันก็เข้ากันได้ดี หล่อนเริ่มรู้สึกหวั่นไหวและมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจ

พอลองนึกถึงตอนที่ตัวเองนำเสนอโปรเจกต์ หรือเจรจาธุรกิจบนโต๊ะอาหาร หล่อนก็สามารถรับมือได้อย่างสบายๆ ถึงเรื่องความรักหล่อนจะยังไร้เดียงสาเหมือนกระดาษเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะมาทำตัวลังเลแบบนี้นะ ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีเด็กๆ อีกหลายคนเป็นโซ่ทองคล้องใจ บางทีก็อาจจะลองเปิดใจดูสักตั้งก็ได้นะ!

“ฉันเชื่อคุณนะ ไม่ว่าจะอยู่ในกองทัพหรืออยู่บ้าน ขอแค่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”

ดวงตาของลู่เจิ้นผิงเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารู้ว่านี่หมายความว่าหล่อนยอมรับเขาแล้ว มือที่กุมมือหล่อนอยู่ก็บีบแน่นขึ้น

“ตกลง”

เสิ่นเมิ่งมองดูเงินและคูปองในมือ เม้มปากแล้วพูดว่า “เรื่องอิฐกับกระเบื้อง ฉันคงต้องบอกให้คุณรู้ไว้ก่อน บ้านเกิดฉันคุณก็น่าจะรู้นะว่าเป็นบ้านดินดิบมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ตอนนี้หลังคาฟางก็ผุพังไปหมด แถมกำแพงก็ยังโดนฝนสาดจนดินหลุดร่วงลงมาตลอด ถ้าไม่รีบซ่อมแซมล่ะก็ ฤดูหนาวนี้คงจะทนอยู่ไม่ได้แน่ๆ ฉันเห็นว่าที่บ้านเรายังมีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็เลยเอาไปให้ยืม อีกไม่กี่วันนี้ก็คงจะขนอิฐไปสร้างบ้านได้แล้วล่ะ แต่… แต่ก็ยังขาดอยู่อีกนิดหน่อยนะ”

“เท่าไหร่ล่ะ?”

เสิ่นเมิ่งรีบเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที ทำใจดีสู้เสือแล้วตอบไปว่า “ก็ประมาณสามร้อยหยวนน่ะ ฉันอยากจะสร้างให้มันใหญ่ๆ หน่อย เสี่ยวปินก็ถึงวัยแล้ว อีกไม่นานก็คงจะแต่งงานแต่งการ ถ้าที่บ้านซ่อมแซมให้ดูดีหน่อย วันข้างหน้าสาวบ้านดีๆ ที่ไหนจะได้มาถูกใจเขาบ้าง”

ไม่แปลกใจเลยที่เสิ่นเมิ่งจะรู้สึกประหม่า ก็ยุคสมัยนี้การจะซื้อของแต่ละที ก็ต้องคิดคำนวณกันเป็นหลักสิบหลักร้อยเฟิน เงินแค่ไม่กี่สิบหยวน ชาวบ้านในชนบทก็ต้องเก็บหอมรอมริบกันตั้งนาน นี่ยังไม่รวมถึงการที่หล่อนเอ่ยปากขอเป็นหลักร้อยหยวนนะ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไหน นี่ก็ถือว่าเป็นเงินก้อนโตทั้งนั้น

“เงินก็อยู่ในมือเธอนี่ เธออยากจะใช้ยังไงก็ใช้ไปเถอะ เรื่องหาเงินมันหน้าที่ของฉัน ส่วนเรื่องใช้เงินน่ะเป็นหน้าที่ของเธอ”

“แค่นี้เองเหรอ คุณไม่อยากจะเข้ามาก้าวก่ายสักหน่อย หรือว่ามีอะไรอยากจะพูดอีกไหม?”

ลู่เจิ้นผิงมองดูน้ำเสียงหยอกล้อและแฝงไปด้วยความลองเชิงของหล่อน ในใจก็แอบหัวเราะ

“มีอะไรให้ต้องพูดอีกล่ะ ก็เธอบอกเองว่าบ้านแม่เธออยู่ไม่ได้แล้ว ฉันจะไปห้ามเธอได้ยังไงล่ะ วันข้างหน้าเรื่องใช้เงินไม่ต้องมาคอยบอกฉันหรอกนะ มีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ค่อยมาปรึกษาฉันก็พอ”

เสิ่นเมิ่งยิ้มบางๆ หล่อนรู้สึกพอใจกับคำตอบนี้มาก

“งั้นพรุ่งนี้เรากลับไปเยี่ยมบ้านฉันกันหน่อยดีไหม ยังไงพรุ่งนี้พวกหมิงหยางก็หยุดเรียน คุณอุตส่าห์กลับมาทั้งที ถ้าไม่ไปเยี่ยมแม่ฉันก็คงจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”

“ตกลง ตามใจเธอเลย”

ลู่เจิ้นผิงมองดูท่าทางดีใจของเสิ่นเมิ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะ เขาตบมือเสิ่นเมิ่งเบาๆ บอกให้หล่อนไปเก็บเงินกับคูปองให้เรียบร้อย เขาจะไปผัดกับข้าวสักหน่อย ที่บ้านมีเด็กวัยกำลังโตตั้งสองคน เป็นช่วงที่กำลังยืดตัว ถ้ากินน้อยไปล่ะก็ รับรองว่ายังไม่ทันถึงเที่ยงก็คงจะหิวโซกันแน่ๆ

หลังจากที่เสิ่นเมิ่งเก็บเงินและคูปองเสร็จเรียบร้อย หล่อนก็มองดูเด็กสองคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงเตา ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น จู่ๆ หล่อนก็นึกถึงตอนที่ตัวเองสังหรณ์ใจว่าจะได้ทะลุมิติมา แล้วก็ไปเจอตาแก่หมอดูคนนั้นเข้า

ที่แกบอกว่าช่วงเวลาดีๆ ของหล่อน หรือว่ามันจะหมายถึงช่วงเวลานี้กันแน่!!!

เสิ่นเมิ่งอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ๆ หมิงฟางและหมิงข่าย ใช้มือลูบแก้มเล็กๆ ของหมิงข่ายเบาๆ เจ้าตัวเล็กขยับตัวไปมา ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะ “แฮะ” ออกมา พลิกตัวแล้วก็เอาเท้าไปพาดบนตัวหมิงฟาง ปากเล็กๆ อ้าออกนิดๆ แล้วก็มีหยดน้ำลายใสๆ ไหลย้อยลงมา หล่อนเห็นแล้วก็แอบขำในใจ โน้มตัวเข้าไปหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอด

หลังกินข้าวเช้าเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็จัดของใส่ตะกร้าจนเต็ม พาพวกลู่หมิงหยางและเด็กๆ ไปที่โรงเรียน ส่วนลู่เจิ้นผิงและหมิงข่ายก็ถูกมอบหมายให้ไปทำงานในที่ดินส่วนตัว พอมีคนช่วยใช้แรงงาน เสิ่นเมิ่งก็ไม่อยากจะไปทนทำนาด้วยความเหนื่อยยากอีกแล้ว!

คุณครูเจิ้งมัดผมหางม้าต่ำ สวมเสื้อลายสก๊อตสีแดง ที่คอผูกผ้าพันคอไหมพรมสีเดียวกัน ยืนรอรับเด็กนักเรียนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน นานๆ ทีก็จะมีผู้ปกครองมาส่งเด็ก หล่อนก็จะเข้าไปทักทายพูดคุยด้วย เล่าเรื่องพฤติกรรมของเด็กที่โรงเรียนให้ฟัง ยุคสมัยนี้ถึงแม้บางครอบครัวจะมีฐานะยากจน แต่ก็ยังเต็มใจส่งลูกหลานมาเรียนหนังสือ

ถึงยังไงการมีคนรู้หนังสืออยู่ในบ้าน ก็ยังทำให้รู้สึกภาคภูมิใจอยู่บ้างแหละนะ

“สวัสดีครับคุณครูเจิ้ง!”

เด็กทั้งสามคนของลู่หมิงหยางดูออกเลยว่าเคารพรักคุณครูเจิ้งมาก มองเห็นแต่ไกลก็ร้องทักทายมาแต่ไกล กระโดดโลดเต้นไปหาคุณครู ราวกับลืมความเจ็บปวดที่ก้นไปเสียสนิท

“สวัสดีจ้ะ สวัสดีจ้ะ ใกล้จะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว รีบเข้าห้องเรียนไปเถอะ เกือบจะสายแล้วนะพวกหนูสามคนเนี่ย!”

คำพูดของคุณครูเจิ้งทำให้หมิงหยาง หมิงเลี่ยง และหมิงฟางรู้สึกเขินอายจนหน้าแดง พวกเขาส่งยิ้มแหยๆ ให้คุณครู แล้วหันกลับไปชี้ที่เสิ่นเมิ่ง “คุณครูครับ นี่แม่ของพวกเราครับ ตั้งใจมาหาคุณครูโดยเฉพาะเลยครับ”

“สวัสดีค่ะคุณครูเจิ้ง!”

“สวัสดีค่ะคุณพี่ ที่มาหาฉันนี่จะมาถามเรื่องเรียนของพวกหมิงหยางใช่ไหมคะ พวกเขาสามคนเป็นเด็กฉลาดนะคะ ตั้งใจเรียนมาก โดยเฉพาะหมิงฟาง เด็กคนนี้มีแววดีมากเลยนะคะ ถ้าที่บ้านพอจะส่งเสียไหว ก็อยากให้ส่งหล่อนเรียนให้จบนะคะ!”

คุณครูเจิ้งรู้สึกหนักใจอยู่ลึกๆ เด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กผู้ชายทั้งนั้น เด็กผู้หญิงมีน้อยมาก ต่อให้มี ทางบ้านก็มักจะให้เรียนแค่สองปี แล้วก็ให้อยู่บ้านช่วยทำงานบ้าน หล่อนอยู่ในชนบทมาหลายปี ก็รู้สึกจนใจกับเรื่องนี้มากๆ

“ขอแค่พวกเขาตั้งใจเรียน ฉันก็จะส่งเสียพวกเขาอย่างเต็มที่เลยค่ะ คุณครูเจิ้งวางใจได้เลย”

“งั้นก็ดีเลยค่ะ งั้นก็ดีเลย บอกตามตรงนะคะ เด็กทั้งสามคนของบ้านคุณเรียนเก่งมากเลยนะคะ พอเลิกเรียนก็ยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องเรียน บางทีที่บ้านมีธุระจนทำให้ต้องขาดเรียน พวกเขาก็ยังอุตส่าห์มาถามครู เป็นเด็กที่รู้ความจริงๆ ค่ะ”

หมิงหยาง หมิงเลี่ยง และหมิงฟาง ถูกคุณครูเจิ้งชมจนหน้าแดงก่ำ แอบมองเสิ่นเมิ่งด้วยความเขินอายอยู่หลายครั้ง พอเห็นว่าแม่ก็มองมาที่พวกเขาด้วยสายตาอ่อนโยน ก็รีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย

“ถ้าพวกเขาตั้งใจเรียน ฉันก็สบายใจแล้วล่ะค่ะ หมิงหยาง หมิงเลี่ยง หมิงฟาง พวกหนูไปเข้าห้องเรียนก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะคุยกับคุณครูเจิ้งสักหน่อย”

“ได้ครับ/ค่ะ แม่”

หลังจากที่เด็กทั้งสามคนเดินจากไป ข้างหลังก็ไม่มีนักเรียนเหลืออยู่กี่คนแล้ว คุณครูเจิ้งเห็นเสิ่นเมิ่งทำท่าเหมือนอยากจะคุยด้วยสักพัก ก็เลยเชิญหล่อนเข้าไปในห้องพักครู คุณครูคนอื่นๆ ก็ไปคุมเด็กอ่านหนังสือตอนเช้ากันหมดแล้ว ในห้องก็เลยเหลือแค่พวกหล่อนสองคน เสิ่นเมิ่งก็เลยไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา

“คุณครูเจิ้งคะ ช่วงนี้ต้องขอบคุณคุณครูมากเลยนะคะที่ช่วยดูแลเด็กๆ ทั้งสามคนของบ้านฉัน ช่วงนี้ที่บ้านฉันก็มีเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ทำให้เด็กๆ ต้องขาดเรียนไปบ้าง แถมยังต้องรบกวนคุณครูอีก ฉันก็รู้สึกเกรงใจจริงๆ ค่ะ นี่เป็นพวกผักอบแห้งกับเห็ดแห้งจากที่บ้าน แล้วก็ยังมีเส้นหมี่ที่สามีฉันเอามาจากเตียนหนานอีกนิดหน่อย คุณครูรับไว้แล้วก็แบ่งให้คุณครูท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ นี่เป็นน้ำใจจากครอบครัวเรา ไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอกค่ะ คุณครูเจิ้งรับไว้ด้วยนะคะ!”

คุณครูเจิ้งไม่ได้ปฏิเสธอะไรมาก หล่อนรู้ดีว่าเป็นน้ำใจของชาวบ้าน แต่ความจริงหล่อนก็ไม่อยากจะรับไว้เท่าไหร่ ทางบ้านกลัวหล่อนจะลำบาก ก็เลยส่งทั้งเงินทั้งคูปองมาให้ทุกเดือน แต่หล่อนก็ไม่อยากจะทำให้น้ำใจของชาวบ้านต้องเสียเปล่า อุตส่าห์หิ้วมาตั้งไกล ถ้าไม่รับไว้ คนให้ก็คงจะรู้สึกไม่ดี หล่อนลองมองดู ก็เห็นว่าเป็นแค่ของธรรมดาๆ ทั่วไป ถึงได้วางใจลงได้

“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะถามคุณครูเจิ้งค่ะ ฉันขอไปเรียนหนังสือด้วยได้ไหมคะ?”

คุณครูเจิ้ง: “หืม???”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note