You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เสิ่นเมิ่งนอนกอดหมิงข่ายหลับปุ๋ยไปอย่างสะลึมสะลือ ตกกลางดึกกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเตาไฟครอบเอาไว้ หล่อนพยายามจะดิ้นหนีอยู่หลายครั้งแต่ก็ถูกจับตัวกลับมา หล่อนคิดในใจว่าคราวหน้าคงเล่านิทานเรื่องหงไห่อันไม่ได้แล้วล่ะมั้ง สงสัยซ่านไฉถงจื่อคงจะโกรธ กะจะรมความร้อนให้หล่อนตายเลยล่ะสิ

ยามเช้า

ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างรำไร เสิ่นเมิ่งกำลังนอนหลับสนิท จู่ๆ หัวของหล่อนก็ถูกยกขึ้น หล่อนอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือกล้ามท้องสีแทนเป็นมัดๆ หล่อนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้อง “ซี๊ด~” ออกมา แล้วเบิกตากว้างทันที สายตาของหล่อนค่อยๆ ไล่เลื่อนขึ้นไปข้างบน ผ่านหน้าอกกำยำของชายหนุ่ม ลูกกระเดือก ริมฝีปากบาง จมูกโด่งเป็นสัน และดวงตาคมเข้มที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ

“ตื่นแล้วเหรอ?”

“คุณ คุณ คุณ ฉัน ฉัน ฉัน ทำไมคุณถึงเข้ามาอยู่ในผ้าห่มของฉันล่ะ คุณควรจะนอนอยู่ห้องหมิงหยางกับหมิงเลี่ยงไม่ใช่เหรอ?”

เสิ่นเมิ่งตกใจจนต้องรีบถอยกรูด จังหวะที่ข้อศอกของหล่อนเกือบจะไปทิ่มโดนหัวของหมิงข่าย ลู่เจิ้นผิงก็ใช้แขนแกร่งรวบตัวหล่อนเข้ามากอดไว้แนบอก ด้วยแรงดึงที่มากไปหน่อย ใบหน้าของเสิ่นเมิ่งจึงกระแทกเข้ากับแผงอกของเขาอย่างจัง จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา สายตาของทั้งสองคนสบตากัน นิ่งเงียบไปพักใหญ่โดยไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา

ลู่เจิ้นผิงมองดูสายตาที่ลุกลี้ลุกลนของหล่อน ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก

พอได้ยินเสียงหัวเราะของเขา เสิ่นเมิ่งก็รู้สึกใจเต้นรัว โตมาป่านนี้ หล่อนเพิ่งจะเคยถูกผู้ชายกอดแบบนี้เป็นครั้งแรก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก พอมองดูชายหนุ่มรูปหล่อตรงหน้า หล่อนก็เผลอกลืนน้ำลายดัง “เอื้อก”

หญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ตอนที่มองมาที่เขาก็ดูเหมือนกระต่ายตื่นตูม เช้าตรู่แบบนี้ หัวใจของลู่เจิ้นผิงก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ มือหนาที่โอบกอดเสิ่นเมิ่งอยู่ออกแรงกดตัวหล่อนให้แนบชิดเข้ามาอีกนิด ทั้งสองคนจึงตกอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

ในหัวของเสิ่นเมิ่งดัง “วิ้ง” รู้สึกหน้ามืดตาลายไปหมด หล่อนไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองลู่เจิ้นผิงยังไงดี หรือจะผลักเขาออกไปให้พ้นๆ ดี

ลู่เจิ้นผิงลมหายใจเริ่มหอบถี่ ก้มหน้าซุกไซ้ใบหน้าลงกับซอกคอของเสิ่นเมิ่ง สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากตัวหญิงสาว หัวใจที่รุ่มร้อนของเขาก็ได้รับการปลอบประโลมไปชั่วขณะ พอปรายตามองไปเห็นลูกๆ สองคนที่นอนเป็นก้างขวางคออยู่ ก็ต้องกัดฟันระงับความต้องการเอาไว้ ถึงแม้ในใจจะรู้ดีว่า เมียของเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เขาทำตามใจชอบหรอก

“เธอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปทำข้าวเช้า เช้าตรู่แบบนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรฟุ้งซ่านเลยนะ ตอนตื่นก็เช็ดขี้ตาซะหน่อยล่ะ”

!!!

เสิ่นเมิ่งได้ยินคำพูดของลู่เจิ้นผิงก็ถึงกับอึ้งไปเลย พอลองนึกถึงบรรยากาศระหว่างพวกเขาสองคนเมื่อกี้ ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่น่าจะมาพูดประโยคแบบนี้ได้นะ พูดแบบนี้มันเกินไปหน่อยแล้ว

ถึงจะคิดแบบนั้น แต่หล่อนก็ยังเผลอยกมือขึ้นมาเช็ดที่หางตา พอเห็นว่าที่ปลายนิ้วไม่มีอะไรเลย เสิ่นเมิ่งก็โกรธจนอยากจะทุบหัวลู่เจิ้นผิงให้แบะไปเลย

หล่อนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเตาอยู่สองรอบ กว่าจะดับความโกรธในใจลงได้ พอคิดว่าลู่เจิ้นผิงออกไปแล้ว กว่าจะกลับมาก็คงอีกพักใหญ่ หล่อนก็เลยรีบแวบเข้าไปในมิติทันที

หล่อนกรีดร้องสุดเสียงอยู่หลายครั้ง เข้าไปอาบน้ำสระผมในห้องน้ำ แล้วก็หมักผมด้วยน้ำมันหอมระเหยให้เรียบร้อย ถึงได้ออกมาจากมิติ

ไม่ได้อาบน้ำแบบจริงๆ จังๆ มาหลายวันแล้ว เมื่อกี้ตอนที่ลู่เจิ้นผิงขยับเข้ามาใกล้ๆ การที่เขาไม่เหม็นจนสลบไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้วล่ะ

เสิ่นเมิ่งสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ตอนที่เดินออกจากห้องก็บิดขี้เกียจไปหนึ่งที พอนึกขึ้นได้ว่าเคยบอกกับหมิงหยางว่าจะไปขอบคุณคุณครูที่โรงเรียน ก็เลยไปหาตะกร้ามาใบหนึ่ง หยิบผักอบแห้งกับเห็ดแห้งจากเตียนหนานมาจากในห้องเก็บของเล็กๆ ของพวกนี้แค่แช่น้ำก็เอามาทำกินได้เลย แล้วก็ยังมีเส้นหมี่ห่อใหญ่ที่ลู่เจิ้นผิงไปรับมาจากไปรษณีย์เมื่อวานอีก

ของพวกนี้ในมิติของหล่อนก็มีเยอะแยะ วิธีทำก็ง่าย หล่อนก็เลยเอาไปฝากคุณครูด้วยนิดหน่อย

หล่อนเคยได้ยินหมิงฟางเล่าให้ฟังว่า คุณครูคนนี้เมื่อก่อนเคยเป็นปัญญาชนที่ถูกส่งมาใช้แรงงานที่นี่ จริงๆ แล้วหล่อนจะได้กลับเมืองตั้งนานแล้ว แต่พอเห็นเด็กๆ ในโรงเรียน หล่อนก็ตัดใจทิ้งไปไม่ได้ ทางบ้านของหล่อนก็เลยยื่นคำขาดว่าให้อยู่ต่อได้อีกแค่ห้าปี ถ้าเกินกว่านั้นก็ไม่ต้องกลับบ้านไปตลอดชีวิต ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่สี่แล้ว เสิ่นเมิ่งรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เด็กทั้งสามคนได้มาเจอคุณครูที่ดีแบบนี้ และก็รู้สึกนับถือคุณครูคนนี้จากใจจริง

มีกลิ่นหอมลอยมาจากในครัว เสิ่นเมิ่งจัดของเสร็จเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปในครัว ไปหาถุงผ้ามาใบหนึ่ง แล้วก็ตักข้าวสารใส่จนเต็มถุง

“เช้าตรู่แบบนี้จัดของซะเยอะแยะ จะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเหรอ?”

ตอนที่ลู่เจิ้นผิงพูดประโยคนี้ เขารู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อย เมื่อกี้เขาไม่ควรไปพูดแบบนั้นกับเสิ่นเมิ่งเลย จู่ๆ สมองเขาก็เบลอไปชั่วขณะ ไม่รู้จะปลีกตัวออกมาจากบรรยากาศตอนนั้นได้ยังไง ก็เลยเผลอหลุดปากพูดอะไรบ้าๆ ออกไป

“เปล่าหรอกจ้ะ ของพวกนี้ฉันตั้งใจจะเอาไปขอบคุณคุณครูของพวกหมิงหยางน่ะ ตั้งแต่ที่เด็กทั้งสามคนเข้าโรงเรียน คุณครูเจิ้งก็ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ฉันเคยได้ยินหมิงฟางเล่าให้ฟังว่า คุณปู่ของคุณครูเจิ้งเป็นทหารผ่านศึก หล่อนก็เลยเอ็นดูเด็กๆ พวกนี้เป็นพิเศษ บางครั้งที่บ้านมีธุระ พวกหมิงหยางไปโรงเรียนสาย หรือไม่ได้ไปโรงเรียน คุณครูเจิ้งก็จะยอมกลับบ้านดึก เพื่อเจียดเวลามาสอนพิเศษให้เด็กๆ คุณครูแสนดีขนาดนี้ ก็สมควรจะไปขอบคุณเขาสิจ๊ะ”

ลู่เจิ้นผิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ได้โกรธที่เขาพูดจาผิดหูก็ดีแล้ว

“โอเค ฉันต้มข้าวต้มมันเทศตากแห้งไว้ แล้วก็ต้มไข่ไว้อีกสองสามฟอง เธออยากจะกินกับข้าวอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันผัดให้”

เสิ่นเมิ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน หล่อนไม่อยากจะสบตาเขาเลย เรื่องเมื่อเช้ามันชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจริงๆ

“อะไรก็ได้จ้ะ คุณดูแล้วทำเลยละกัน!”

ลู่เจิ้นผิงกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ก็เหลือบไปเห็นใบหูของหล่อนที่กำลังแดงระเรื่อ แววตาของเขาก็เปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม หันหน้าไปทางอื่นแล้วกระแอมไอเบาๆ สองสามเสียง

“ตกลง”

หลังจากจัดเตรียมของเสร็จ เสิ่นเมิ่งหันหลังเตรียมจะเดินออกไป ลู่เจิ้นผิงก็วางไม้ฟืนในมือลง แล้วร้องเรียกหล่อนเอาไว้

“เสี่ยวเมิ่ง ฉันกลับบ้านมาสองวันแล้วนะ พวกเรายังไม่ได้คุยกันดีๆ เลย เธอนั่งรอก่อนนะ ฉันไปหยิบของแป๊บนึง รอฉันหน่อยนะ”

เสิ่นเมิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เจิ้นผิงก็ไม่เปิดโอกาสให้หล่อนปฏิเสธ พอเขาเดินออกไป ไม่นานก็กลับเข้ามา เขายกเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าเสิ่นเมิ่ง แล้วก็วางกระเป๋าลงบนพื้น

“คราวนี้ฉันได้ลากลับบ้านค่อนข้างนานนะ ได้อยู่บ้านตั้งสามเดือนกว่า นอกจากของที่ฉันเอามาให้เมื่อวานซืนแล้ว ก็ยังมีเงินกับคูปองอีกนิดหน่อยที่จะเอามาให้เธอ นี่เป็นเงินเดือนที่ฉันเก็บไว้ แล้วก็เงินโบนัสที่เพิ่งได้มา แล้วก็ยังมีเงินที่เพื่อนทหารยืมไปแล้วเอามาคืนด้วย รวมๆ แล้วก็เกือบสองพันหยวน แล้วก็ยังมีคูปองอีกหลายใบ เธอเก็บไว้ให้ดีนะ แล้วก็มีเรื่องนึงที่ต้องบอกให้เธอรู้ล่วงหน้า กรมของพวกเราอาจจะมีการปรับโครงสร้างใหม่ ถ้าโชคไม่ดี ฉันก็อาจจะต้องถูกปลดประจำการให้กลับมาทำงานที่บ้าน แต่เธอไม่ต้องเป็นห่วงนะ ทางกองทัพคงจะจัดการให้ฉันอย่างเหมาะสม ฉันก็แค่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้นเอง”

เสิ่นเมิ่งมองดูเงินและคูปองในมืออย่างอึ้งๆ ไปครู่หนึ่ง ถึงได้รับรู้ถึงความอาลัยอาวรณ์ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของลู่เจิ้นผิง หล่อนรู้ดีว่าความผูกพันที่ทหารมีต่อกองทัพนั้นยากที่จะตัดขาด หล่อนอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างลึกซึ้ง ก็เลยทำได้แค่ยื่นมือไปตบมือของลู่เจิ้นผิงเบาๆ เป็นการปลอบโยน

อีกฝ่ายพอเห็นหล่อนยอมเปิดใจ ก็เริ่มจะได้คืบเอาศอก รีบคว้ามือของเสิ่นเมิ่งเอาไว้แน่น

“ฉันไม่เป็นไรหรอก เธอวางใจเถอะ ฉันเป็นผู้ชาย เป็นเสาหลักของครอบครัว ต่อให้ไม่ได้อยู่ในกองทัพแล้ว ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอและเด็กๆ ต้องทนลำบากหรอก”

“ฉันรู้แล้ว แต่คุณช่วยปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม?”

ลู่เจิ้นผิงจับมือหล่อนแน่นขึ้นไปอีก เป็นการบอกให้รู้เป็นนัยๆ ว่าเห็นทีคงจะไม่ได้หรอก

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note