ตอนที่ 94 ตอนนี้ถึงได้รู้ตัวว่ากลัวสินะ
แปลโดย เนสยังช่วงเย็น หมิงหยางกับหมิงเลี่ยงได้ยินจากชาวบ้านที่เห็นพ่อกับแม่ของพวกเขาบอกว่า พวกเขากลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ลุงไกว่เป็นคนไปรับ แถมยังได้ยินเรื่องที่พวกเขาทำลงไปแล้วด้วย สองคนเลยลังเลไม่กล้ากลับบ้าน
หมิงฟางที่เดินนำหน้าไปก่อน เดินไปเดินมาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าตัวเองเดินอยู่คนเดียว พอหันกลับไปมอง ก็เห็นพี่ชายทั้งสองคนยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล พอเห็นท่าทางแบบนั้น ในใจหล่อนก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
“ทำอะไรอยู่น่ะ ตอนนี้ถึงได้รู้ตัวว่ากลัวสินะ เมื่อคืนทำไมถึงได้ใจกล้านักล่ะ ยังกล้าวิ่งไปทุบกระทะบ้านคุณปู่อีก ได้ยินคุณย่าจวี๋อิงบอกว่ากระทะใบนึงตั้งสามสี่หยวนเลยนะ พวกพี่ทุบแตก คนที่ต้องจ่ายก็คือพ่อกับแม่ไม่ใช่เหรอ หึ ทุบก็ทุบไปเถอะ ดันมาโดนจับได้อีก ถ้าคุณปู่ไม่ช่วยปกป้องไว้ล่ะก็ ป่านนี้พวกพี่คงโดนคุณอาสี่ตีตายไปแล้ว”
ลู่หมิงเลี่ยงได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที เขาขมวดคิ้วแน่น แล้วพูดเสียงแข็งว่า “เขาจะกล้าตีฉันให้ตายได้ยังไง งานที่เขาทำก็อาศัยบารมีพ่อนั่นแหละ ถ้าพ่อกับแม่รู้เรื่องเข้า เขาได้เดือดร้อนแน่”
ลู่หมิงหยางถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มีความคิดแบบเดียวกัน
“แล้วจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ ตามฉันกลับบ้านไปสิ!”
สองคนชะงักไปพร้อมกัน รู้สึกผิดอยู่ในใจ พวกเขาได้ยินว่าแม่กลับมาแล้ว ก็เป็นห่วงและอยากรู้ว่าตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง แต่ในใจก็แอบกลัว เพราะคุณอาสี่ถึงจะเชื่อฟังคุณปู่ ไม่เอาเรื่องพวกเขา แต่สายตาของคุณอาสี่กับอาสะใภ้สี่ในตอนนั้น มันน่ากลัวจริงๆ
“หมิงฟาง หรือว่าเธอจะกลับไปดูลาดเลาก่อนดีไหม ถ้าพ่อกับแม่ไม่โกรธ พวกเราค่อยกลับบ้าน แม่ป่วยหนักขนาดนั้นเมื่อวาน ถ้ามาโกรธเพราะเรื่องพวกเรา แม่ต้องอาการแย่ลงแน่ๆ”
“ตอนนี้ถึงได้รู้ตัวว่ากลัวสินะ เมื่อวานแม่พูดกับพี่รองว่ายังไง พี่ลืมไปแล้วเหรอ ฉันไม่ต้องเข้าไปดูก็รู้ว่าแม่ต้องโกรธแน่ๆ” หมิงฟางพูดจบก็รู้สึกใจอ่อน เพราะพี่ชายทั้งสองคนก็เห็นว่าหล่อนโดนรังแก ถึงได้ไปตัดผมคุณอาสะใภ้สี่ ในเวลาแบบนี้ พี่น้องก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกันสิ
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเรากลับบ้านด้วยกันเถอะ แม่ก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ แม่ใจอ่อนจะตายไป ไม่ทิ้งพวกเราหรอก แล้วก็ไม่โกรธพวกเราด้วย ตอนแม่ไปโรงพยาบาล ยังกำชับคุณย่าจวี๋อิงเลยนะว่า ตอนพวกเราไปโรงเรียน ให้ห่อขนมมี่ซานเตาให้พวกเราไปกินด้วย เพราะกลัวว่าพวกเราจะหิว”
คำพูดของหมิงฟางทำให้หมิงหยางกับหมิงเลี่ยงรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง นั่นน่ะสิ ตอนนี้แม่ใจอ่อนจะตายไป
“งั้น”
“งั้นพวกเรากลับบ้านกันดีไหม?”
พอทั้งสองคนพูดแบบนั้น ก็เหมือนกับว่ามีความกล้าขึ้นมานิดหน่อย รีบเดินตามหมิงฟางไป พอไปถึงหน้าบ้าน ทั้งสามคนก็ยังคงลังเลอยู่ แอบมองลอดช่องประตูเข้าไป ก็ไม่เห็นอะไรเลย แถมยังไม่ได้กลิ่นกับข้าวด้วย
หมิงฟางใจหายวาบ ไม่สนใจพี่ชายทั้งสองคนอีกต่อไป รีบผลักประตูเปิดออก แล้วก็วิ่งหน้าตั้งเข้าไปข้างใน
“แม่ อยู่บ้านไหมจ๊ะ แม่อาการเป็นยังไงบ้าง?”
หมิงหยางกับหมิงเลี่ยงก็วิ่งตามเข้าไปด้วย จังหวะที่เด็กทั้งสามคนวิ่งเข้าไปในห้องโถงด้วยความร้อนใจ ไฟในห้องก็สว่างพรึ่บขึ้นมาทันที แล้วพวกเขาก็เห็นพ่อที่เพิ่งกลับมาได้แค่วันเดียว ยืนอยู่กลางห้องโถง จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาดุดัน
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในมือของเขาถือเข็มขัดอยู่เส้นหนึ่ง ส่วนผู้หญิงที่กำลังอุ้มหมิงข่าย นั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่ข้างๆ ก็คือแม่ที่พวกเขาเป็นห่วงหนักหนานั่นแหละ
ลู่หมิงหยาง: “…”
ลู่หมิงเลี่ยง: “…”
ลู่หมิงฟาง: “…”
เด็กทั้งสามคนกลอกตาไปมา แถมยังแอบชำเลืองมองไปที่ประตูบ้านที่เปิดแง้มไว้นิดๆ อีกต่างหาก
“ไม่ต้องมองหรอก อุตส่าห์รอพวกแกมาตั้งนาน จะปล่อยให้หนีไปได้ยังไงล่ะ หึๆๆ เก่งกาจกันจริงๆ เลยนะ ฉันก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเด็กผู้ชายบ้านเราจะเก่งกาจขนาดนี้ กล้าไปตัดผมคุณอาสะใภ้สี่ แถมยังเอากางเกงในของคุณปู่ไปแขวนไว้บนกิ่งไม้อีก เก่งขนาดนี้ ทำไมไม่เหาะขึ้นฟ้าไปเลยล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห อยากจะคว้าเข็มขัดมาฟาดไอ้เด็กดื้อสองคนนี้ด้วยตัวเองจริงๆ แต่เข็มขัดเส้นเบ้อเริ่มขนาดนั้น ถ้าเอาไปตีเด็กจริงๆ หล่อนก็คงทำใจไม่ได้หรอก เบือนหน้าหนีแล้วก็ทำใจแข็งเข้าไว้ ถ้าไม่เข้มงวดซะบ้าง โตขึ้นไปอยู่ในสังคมก็อาจจะทำเรื่องผิดพลาดได้ง่ายๆ
“เมื่อคืนฉันก็บอกไปหมดแล้วนะว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ แต่พวกแกก็ยังไม่ฟัง ดูท่าในใจพวกแกคงไม่มีฉันเป็นแม่อยู่เลยสินะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ต่อไปนี้อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย!”
เสิ่นเมิ่งวางลู่หมิงข่ายที่นั่งบิดนิ้วไปมาไม่กล้าส่งเสียงลงจากตัก แล้วก็ค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องทิศตะวันออกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
คราวนี้ลู่หมิงหยางกับลู่หมิงเลี่ยงเริ่มร้อนรนขึ้นมาแล้ว พวกเขากลัวโดนตีก็จริง แต่ถ้าเทียบกับการโดนตีแล้ว การที่แม่ไม่สนใจพวกเขา มันทำให้พวกเขาเสียใจยิ่งกว่าซะอีก!
“แม่ แม่ครับผมผิดไปแล้ว ผมจะเชื่อฟัง แม่ห้ามทิ้งพวกเราไปนะ!”
“ผม… ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริงๆ ผมไม่ควรทำให้แม่ต้องโกรธ แม่ครับอย่าไปเลยนะ ต่อไปนี้ผมจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่างเลย จริงๆ นะครับ”
เด็กทั้งสองคนทำท่าจะวิ่งเข้าไปหาเสิ่นเมิ่ง ลู่เจิ้นผิงก็เบี่ยงตัวมาขวางหน้าพวกเขาไว้
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย แม่ของพวกแกยังไม่หายดี อย่าไปทำให้แม่ต้องโกรธอีก อยู่นิ่งๆ เลยนะ”
หมิงหยางกับหมิงเลี่ยงได้ยินคำพูดของลู่เจิ้นผิง ก็ชะงักฝีเท้าไป มองดูเขา แล้วก็มองดูเข็มขัดในมือเขา ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างจำยอม
“พ่อตีเลยครับ ขอแค่แม่ยอมให้อภัยพวกเรา ตีให้ตายผมก็ยอม”
หมิงหยางดูจะยอมรับชะตากรรมสุดๆ ถึงขั้นเอามือยันต้นขา แล้วก็โก่งก้นขึ้นมา หมิงเลี่ยงก็ทำตาม เลียนแบบท่าทางเตรียมรอรับการถูกตี แถมยังแอบเหลือบมองพี่ชายอีกต่างหาก ลึกๆ แล้วเขากลัวมาก ตอนที่ยังเล็ก พวกเขาก็มักจะโดนตีบ่อยๆ ตอนที่เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านสกุลลู่ใหม่ๆ ก็ได้มีชีวิตที่ดีอยู่สองวัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แย่ลง พอแม่แต่งเข้ามา ก็ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก ตอนนี้แม่อุตส่าห์ให้ความสำคัญกับพวกเขาแล้ว
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด แต่ก็คิดว่าถ้ายอมรับโทษแล้ว แม่ก็คงจะกลับมารักและห่วงใยพวกเขาเหมือนเดิม
ลู่เจิ้นผิง: “…”
ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะออกมาเป็นแบบนี้ ไอ้เด็กแสบสองคนนี้นอกจากจะไม่กลัวแล้ว ยังทำใจยอมรับได้อย่างรวดเร็วอีกต่างหาก ทำเอาเขาไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“พ่อ อย่าตีพี่ชายหนูนะ อย่าตีพี่ชายหนู ฮือๆๆ พวกเขาทำไปก็เพื่อแม่ เพื่อหนูนะจ๊ะ ก็คุณปู่กับคุณอาสะใภ้สี่มารังแกพวกเรานี่นา พวกเขาตีแม่จนต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วก็หนูด้วย พ่อดูสิ ดูบนหัวหนูสิ ผมแหว่งไปเบ้อเริ่มเลย เจ็บมากๆ เลยนะจ๊ะ พี่ชายไปก่อเรื่องที่บ้านคุณปู่ ก็ถูกคุณอาสี่ตีไปแล้วจริงๆ นะ พ่อลองดูที่ก้นพี่ชายสิ เขียวช้ำไปหมดแล้ว”
ลู่เจิ้นผิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว วางเข็มขัดในมือลงบนโต๊ะ แล้วก็ดึงตัวลู่หมิงเลี่ยงมา ถอดกางเกงออกเผยให้เห็นก้นขาวๆ ที่มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ดูน่ากลัวมากเลยทีเดียว
เสิ่นเมิ่งที่แอบฟังหมิงฟางพูดอยู่ตรงช่องประตู ถึงกับโกรธจนลุกพรวดขึ้นมาทันที ทำไมถึงได้รุนแรงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าแค่สั่งสอนนิดหน่อย ลงมือไม่แรงหรอกเหรอ?

0 Comments