ตอนที่ 92 กางเกงในสีแดงสดใส
แปลโดย เนสยังเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่หมอเจ้าของไข้มาตรวจอาการของเสิ่นเมิ่ง บังเอิญเจอกับเฉิงอวี้เฟินที่กำลังเดินตรวจห้องผู้ป่วยพอดี ก็เลยพูดเปรยๆ ขึ้นมา คราวก่อนที่คนบ้านเฉิงมาโวยวายที่โรงพยาบาล พวกเขาก็เคยเห็นเสิ่นเมิ่งมาแล้ว และยังพอจำหน้าหล่อนได้บ้าง เพราะถึงแม้ว่าญาติๆ ของหมอเฉิงจะรับมือยากและไม่น่าคบหา ทุกคนต่างก็เห็นใจหมอเฉิง แต่ก็รู้สึกกลัวไปด้วย
พอเฉิงอวี้เฟินได้ยินว่าเสิ่นเมิ่งเข้าโรงพยาบาล ก็ตกใจอยู่เหมือนกัน คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น จะไม่มาเยี่ยมก็คงไม่เหมาะ ก็เลยตามมาดูอาการด้วย พอเข้ามาในห้องพักฟื้น ก็เห็นว่าสีหน้าหล่อนไม่ค่อยสู้ดีนัก
“สหายเสิ่น คุณเป็นอะไรไปคะ?”
เสิ่นเมิ่งเห็นว่าเป็นหล่อน ก็รีบจะลุกขึ้น ลู่เจิ้นผิงกดไหล่หล่อนไว้เบาๆ “จะตรวจแล้ว อย่าเพิ่งขยับเลย” เขาพูดจบก็หันไปพูดกับเฉิงอวี้เฟินต่อว่า “ที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ ก็เลยหัวแตก”
หมอเจ้าของไข้พลิกดูเปลือกตาของหล่อน แล้วก็กดๆ ดูที่แผล ถามอาการอีกสองสามอย่าง ก่อนจะพยักหน้า แล้วเขียนใบสั่งยาให้พยาบาลที่เดินตามมาด้วย
“ตอนเช้าให้น้ำเกลืออีกสองขวด บ่ายๆ ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แล้วก็มียาที่ต้องกินด้วย เขียนไว้ในใบสั่งยาหมดแล้ว กินตามขนาดที่ระบุไว้สักห้าวันนะ ถ้ามีอาการผิดปกติอะไรอีก ก็ค่อยมาตรวจซ้ำอีกที”
“ค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”
หลังจากหมอเดินออกไป พยาบาลสาวก็ถือขวดยาและเข็มฉีดยาเข้ามา หลังจากต่อสายน้ำเกลือให้เสิ่นเมิ่งเสร็จ ก็กำชับลู่เจิ้นผิงว่าตอนถอดเข็มให้เรียกพยาบาล ห้ามถอดเองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าหัวหน้าพยาบาลรู้เข้า หล่อนคงโดนด่าเปิงแน่ๆ
ลู่เจิ้นผิงรีบพยักหน้ารับทันที ถึงแม้ว่าเขาจะพอรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ควรไปสร้างความเดือดร้อนให้พวกพยาบาลหรอก
เฉิงอวี้เฟินเห็นท่าทางสนิทสนมที่เขามีต่อเสิ่นเมิ่ง ในใจก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อกี้ตอนที่คุยกับหมอเจ้าของไข้ของเสิ่นเมิ่ง หล่อนก็รู้มาว่าที่เสิ่นเมิ่งต้องเข้าโรงพยาบาล ก็เพราะโดนพ่อผัวใช้ด้ามไม้กวาดตี เพื่อจะแย่งใบจองอิฐกับกระเบื้อง ก็โชคดีที่สามีของหล่อนกลับมาทันเวลา เลยพามาส่งโรงพยาบาลได้ทัน ถ้ากลับมาช้ากว่านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นอีก!
เสิ่นเมิ่งเคยช่วยเหลือหล่อน ครั้งนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวของหล่อนอยู่บ้าง หล่อนก็อยากจะช่วยเหลือเสิ่นเมิ่งบ้าง คนดีๆ แบบนี้ สามีของหล่อนก็คงจะไม่แย่เหมือนกัน
“นี่คงจะเป็นสหายลู่ สามีของสหายเสิ่นใช่ไหมคะ ฮ่าๆๆ กลับมาก็ดีแล้ว สหายเสิ่นเป็นคนดีหายากจริงๆ ดีต่อเด็กๆ แถมยังดีกับพวกน้องสะใภ้อีก สหายลู่ต้องดูแลหล่อนให้ดีๆ นะคะ!”
ลู่เจิ้นผิงประหลาดใจไปชั่วขณะ เขาไม่คิดเลยว่าเสิ่นเมิ่งจะรู้จักมักคุ้นกับคนในโรงพยาบาล แถมคนคนนี้ยังให้การยอมรับในตัวหล่อนขนาดนี้อีกด้วย
“ขอบคุณครับ หล่อนเป็นคนดีมากจริงๆ ครับ”
“จริงสิ สหายเสิ่น ได้ยินว่าที่บ้านคุณกำลังจะสร้างบ้าน อิฐกับกระเบื้องพอใช้ไหมคะ ถ้ายังต้องการเพิ่ม ฉันจะไปคุยกับสามีฉันให้นะคะ”
ถ้าเป็นเฉิงอวี้เฟินคนก่อน หล่อนคงไม่มีทางพูดคำพวกนี้ออกมาเด็ดขาด แต่ช่วงนี้หล่อนมีความสุขมาก ลูกชายลูกสาวก็กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยขึ้น ลูกสะใภ้ก็พาลูกชายมาเยี่ยมหล่อนด้วย สามีของหล่อน ข่งเหวินเสียง เวลาพูดกับหล่อนก็น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น นี่แหละคือบรรยากาศตอนที่ครอบครัวของพวกหล่อนยังมีความสุขกันดี
หล่อนดื่มด่ำอยู่กับความสุขแบบนี้ สามีของหล่อนก็เอาแต่ชื่นชมว่าหล่อนเป็นคนมีหลักการ บางครั้งหลักการก็ไม่ต้องถูกทำลายหรอก แค่เปลี่ยนวิธีการก็พอ
อย่างเช่นคราวก่อนที่สามีของหล่อนให้ใบจองโรงงานอิฐและกระเบื้องกับเสิ่นเมิ่ง หล่อนก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสม แต่ข่งเหวินเสียงกลับบอกว่า มีหลายคนที่ใช้เส้นสายจองไว้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้รีบใช้ จะให้รอไปอีกสักครึ่งปีก็ไม่เป็นไร หล่อนไม่ได้มีความสุขแบบนี้มานานแล้ว ก็เลยไม่อยากจะขัดใจเขา
เมื่อวานหล่อนก็ยังถามอยู่เลย ข่งเหวินเสียงบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร มีผู้บริหารคนนึงที่สั่งอิฐกับกระเบื้องไว้ โทรมาบอกว่ายังไม่ต้องใช้แล้ว หล่อนถึงได้วางใจ
เสิ่นเมิ่งรู้อยู่แก่ใจว่าข่งเหวินเสียงคือสามีของเฉิงอวี้เฟิน แต่ต่อหน้าคนอื่นก็ต้องทำเป็นไม่รู้ หล่อนมองเฉิงอวี้เฟินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“หมอเฉิง คุณรู้เรื่องที่บ้านฉันจะสร้างบ้านได้ยังไงคะ ฉันรู้จักสามีคุณด้วยเหรอคะ?”
พอนึกถึงท่าทางระมัดระวังตัวของข่งเหวินเสียงในคราวนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ดูเหมือนว่าเสิ่นเมิ่งคนนี้ หล่อนคงมองคนไม่ผิดจริงๆ
“แหม สามีฉันก็คือข่งเหวินเสียง ผู้จัดการโรงงานอิฐและกระเบื้องนั่นแหละค่ะ คราวก่อนที่พี่สะใภ้ฉันมาโวยวาย ก็ได้คุณช่วยพูดเตือนสติ ฉันถึงได้คิดได้ ตอนนี้ครอบครัวฉันก็เลยกลับมามีความสุขปรองดองกันอีกครั้ง ตอนที่คุณไปถามเรื่องอิฐกับกระเบื้องที่โรงงาน เขาก็จำคุณได้ ก็เลยช่วยออกใบจองให้ ฉันก็นึกว่าคุณรู้แล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าคุณจะยังไม่รู้ว่าเขาคือสามีฉันนะคะ!”
“โอ้โห ฉันก็ว่าอยู่ ตอนที่ฉันไปถาม พ่อหนุ่มหน้าประตูบอกว่าของหมดแล้ว ผ่านไปไม่นานเขาก็มาหาฉันที่บ้าน แล้วก็เอาใบจองมาให้ ฉันก็ส่งไปให้ที่บ้านแม่แล้วล่ะจ้ะ อีกสองวันเขาก็คงจะไปขนอิฐ ต้องขอบคุณหมอเฉิงมากเลยนะคะ ฉันไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณขนาดนี้”
เฉิงอวี้เฟินส่ายหน้า คุยกับเสิ่นเมิ่งอีกสองสามประโยค แล้วก็ปรายตามองลู่เจิ้นผิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไป หล่อนพูดชัดเจนขนาดนี้แล้ว ถ้าสหายลู่คนนี้ฉลาด ก็ควรจะรู้ได้แล้วนะว่าใบจองโรงงานอิฐและกระเบื้องนั่น ครอบครัวของหล่อนเป็นคนยกให้เสิ่นเมิ่ง ไม่ได้อาศัยบารมีของครอบครัวลู่เลย
“เมื่อกี้หมอเฉิงก็เห็นได้ชัดว่ามาเพื่อช่วยพูดสนับสนุนเธอนะ เธอไปรู้จักมักคุ้นกับหมอในโรงพยาบาลประจำอำเภอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“เด็กตัวเล็กๆ แม่ใจร้าย สามีที่เป็นทหาร แล้วก็ครอบครัวที่แตกแยก ถ้าฉันไม่รู้จักผูกมิตรกับคนอื่นไว้บ้าง ชีวิตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานแค่ไหน ช่างเถอะ พูดไปก็เท่านั้น คุณไปซื้ออาหารเช้ามาให้ฉันหน่อยสิ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”
ลู่เจิ้นผิง: “…”
พูดจาซะเพราะเชียวนะ เมื่อก่อนตอนที่ส่งจดหมายมาทวงเงินเดือนทุกเดือน ก็เห็นทวงซะยิกเลยนี่!
เสิ่นเมิ่งมองตามหลังลู่เจิ้นผิงด้วยความรู้สึกหนักใจ วันข้างหน้าในบ้านมีผู้ใหญ่หัวหมอเพิ่มมาอีกคน เวลาจะหยิบของจากมิติออกมาใช้ ก็คงต้องระมัดระวังตัวแจเลยแหละ ชีวิตจะไปมีความสุขได้ยังไง แค่คิดก็อึดอัดแล้ว
หลังจากออกจากโรงพยาบาลในตอนบ่าย ลู่เจิ้นผิงก็พาหล่อนไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ วันนี้ท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้ม เขาเลยสั่งบะหมี่เนื้อให้เสิ่นเมิ่งชามหนึ่ง กินข้าวเสร็จก็พาไปซื้อของที่สหกรณ์และร้านหนังสือ ได้ของมาเพียบเลย
เสิ่นเมิ่งรู้สึกว่าเขาคงอยากจะชดเชยให้หล่อนล่ะมั้ง
ตอนบ่ายลุงไกว่มาส่งคนในตัวอำเภอ ก็เลยแวะรับทั้งสองคนกลับบ้านด้วย พอมองดูทั้งคู่นั่งเงียบๆ กันอยู่บนเกวียนวัว แกก็อยากจะอ้าปากพูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาสักที
ลู่เจิ้นผิงมองแกเป็นครั้งที่ห้า ก็เลยตัดสินใจเอ่ยปากถาม
“ลุงครับ มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ”
ใกล้จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ยังไงพวกเขาก็ต้องรู้อยู่ดี พวกลู่หมิงหยางคงจะหนีไม่พ้นโดนตีอีกแน่ๆ
“เอ่อ เจิ้นผิง เสี่ยวเมิ่ง พวกเธอสองคนฟังลุงนะ ความจริงเรื่องมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอก ก็แค่เด็กๆ เล่นซนกันน่ะ พูดไปแล้วก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก กลับไปก็แค่สั่งสอนเด็กๆ หน่อยก็พอแล้ว แต่อย่าไปตีจนตายล่ะ”
???
คำพูดพวกนี้ ทำเอาลู่เจิ้นผิงและเสิ่นเมิ่งถึงกับคิ้วกระตุก ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะหันไปมองลุงไกว่พร้อมกัน
ลุงไกว่กลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดว่า “ก็คือว่า เมื่อคืนนี้หมิงหยางกับหมิงเลี่ยง ไอ้เด็กแสบสองคนนั้น แอบหนีออกไปตอนที่ป้าจวี๋อิงเผลอน่ะสิ ก็ไม่รู้ว่าไอ้สองคนนี้มันไปทำอะไรกันมา แอบปีนกำแพงเข้าไปในบ้านเก่า แล้วก็ไปตัดผมเมียของเจียเซวียนซะแหว่งไปหมด แถมยังทำกระทะในครัวแตกเป็นรูอีก อ้อ แล้วก็เอากางเกงในสีแดงของพ่อพวกเธอไปแขวนไว้บนกิ่งไม้หน้าประตูบ้านอีก สีแดงแปร๊ดเตะตาซะไม่มี เช้ามาคนในหมู่บ้านก็พูดกันให้แซ่ดไปหมด”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ลู่เจิ้นผิง: “…”

0 Comments