ตอนที่ 90 เมียดีขึ้นแล้วยังไม่รู้จักพอ
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งนอนมาตลอดบ่าย แถมตอนมาก็ยังนั่งรถกระบะมาตลอดทาง ตอนนี้หล่อนก็นอนไม่หลับแล้ว และหลังจากที่ต้องทรมานมาเป็นเวลานาน หล่อนก็เริ่มหิวแล้ว หล่อนปรือตาขึ้นมามองแวบหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นดูมีพลังเหลือเฟือ แถมยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากอีกต่างหาก เรื่องนี้ทำให้เสิ่นเมิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ หล่อนมานอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยแบบนี้แล้ว มันมีอะไรน่าขำนักหนา หล่อนอยากจะถามจริงๆ ว่า ตกลงมันมีอะไรให้น่าขำนักหนา?
“ถ้านอนไม่หลับก็ไม่ต้องฝืนหลับหรอก เดี๋ยวตัวชาเปล่าๆ ต้องให้ฉันนวดให้ไหมล่ะ?”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ว่าไม่ค่อยจะลงรอยกับเจ้าของร่างเดิมหรอกเหรอ ทำไมถึงพูดจาหยอกล้อแบบนี้ล่ะ
“คุณขำอะไร?”
“ฉันขำตอนไหนกัน พอเห็นเธอนอนอยู่แบบนี้ ฉันก็ปวดใจนะ แต่งงานกันมาตั้งหลายปี เธอต้องเป็นคนดูแลบ้านมาตลอด เหนื่อยแย่เลยนะ”
ลู่เจิ้นผิงพูดจบ ก็โน้มตัวเข้าไปใกล้หล่อน ดึงผ้าห่มขึ้นมานิดหนึ่ง แล้ววางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของหล่อน ระยะห่างของทั้งสองคนใกล้กันมาก จนแทบจะจมูกชนกัน
อาจจะเป็นเพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เสิ่นเมิ่งก็เลยตอบสนองช้าไปหน่อย หล่อนอึ้งไปครู่หนึ่งกว่าจะค่อยๆ เบิกตากว้าง พอมองเห็นใบหน้าที่ขยายใหญ่ขึ้นอยู่ตรงหน้า หล่อนก็ตกใจจนเผลอยกมือขึ้นผลักเขา
ลู่เจิ้นผิงรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เขาเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าดูเจ็บปวดขึ้นมาทันที
“เสี่ยวเมิ่ง เธอเป็นอะไรไป สายตาที่เธอมองฉันมันดูแปลกๆ นะ เมื่อก่อนเธอมักจะถามฉันบ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน ทำไมเมื่อกี้ถึงได้ผลักฉันล่ะ เราเป็นสามีภรรยากันมาตั้งหลายปี เธอแอบโกรธฉันอยู่หรือเปล่า?”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
นี่มันคำพูดของพวกชอบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จชัดๆ ที่เจ้าของร่างเดิมเร่งให้คุณกลับบ้าน ก็เพราะอยากจะไปอยู่กับคุณที่กองทัพต่างหากล่ะ!!!
เสิ่นเมิ่งกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า ในความทรงจำของหล่อน เจ้าของร่างเดิมกับลู่เจิ้นผิงมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเฉยชากันมาก คืนแต่งงาน ก็เป็นเจ้าของร่างเดิมเองที่ชิงมุดเข้าผ้าห่มไปก่อน เพราะกลัวว่าสามีที่ต้องไปทำงานไกลบ้านจะไม่ให้ความสำคัญ และวันข้างหน้าจะไม่ยอมมอบเงินให้หล่อนเก็บไว้
แต่พอดูจากการกระทำของลู่เจิ้นผิงแล้ว หรือว่าลึกๆ แล้วเขาจะแอบรักเจ้าของร่างเดิมอย่างสุดหัวใจ โดยที่แม้แต่ตัวเจ้าของร่างเดิมเองก็ไม่รู้ตัว???
เสิ่นเมิ่งเม้มปากแล้วพูดว่า “เปล่า ไม่ได้โกรธหรอก เมื่อกี้คุณเข้ามาใกล้ฉันเกินไป ฉันก็เลยยังไม่ค่อยชินน่ะ”
“อืม ก็จริงนะ ฉันจากบ้านไปตั้งหลายปี เธอจะไม่ชินก็เป็นเรื่องปกติ งั้นเธอพักผ่อนไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปหาอะไรมาให้กิน”
เสิ่นเมิ่งพยักหน้ารับ ใจจริงอยากจะให้เขารีบๆ ไปซะ
ลู่เจิ้นผิงยิ้มบางๆ เอื้อมมือไปลูบผมหล่อน ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
เสิ่นเมิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก ล้มตัวลงนอนบนเตียง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ผุดลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง ไม่ปกติ ไม่ปกติเอามากๆ จากการที่ลู่เจิ้นผิงทายาให้หล่อน จนมาถึงตอนที่ห่มผ้าให้ ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนท่าทีที่สามีที่ห่างบ้านไปนานควรจะมีต่อภรรยาที่แต่งงานกันมาสามปีเลยสักนิด
แต่เมื่อกี้หล่อนก็สังเกตอย่างละเอียดแล้ว ความเป็นห่วงเป็นใยที่ลู่เจิ้นผิงมีต่อหล่อนนั้นเป็นเรื่องจริง หล่อนรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ลู่เจิ้นผิงเป็นคนที่ฉลาดมาก เขาเป็นทหารมาตั้งหลายปี แถมตอนนี้ยังเป็นถึงรองผู้บังคับการกรม ศัตรูที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาผ่านมาแล้วนักต่อนัก
เสิ่นเมิ่งมั่นใจว่าตัวเองก็พอจะมีเล่ห์เหลี่ยมในการทำธุรกิจอยู่บ้าง แต่เรื่องผู้ชาย หล่อนไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ หล่อนไม่ใช่คนฉลาด กว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หล่อนไม่รู้ว่าตัวเองต้องพยายามหนักกว่าคนอื่นแค่ไหน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่เคยกล้าปล่อยปละละเลยตัวเองเลย
หล่อนคิดว่าขอแค่พยายาม ก็จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่โลกแห่งความเป็นจริงกลับตบหน้าหล่อนอย่างจัง มีเรื่องมากมายที่หล่อนไม่เคยพบเจอมาก่อน คอยเข้ามากระทบจิตใจของหล่อน แม้กระทั่งตอนที่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ การจะสื่อสารกับคนอื่นอย่างปกติก็กลายเป็นเรื่องยากสำหรับหล่อน
หล่อนต้องทำตัวเป็นเหมือนฟองน้ำ คอยซึมซับความรู้ พอเริ่มทำงาน ก็ไม่กล้าแม้แต่จะพักผ่อน เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งจะถูกไล่ออก ถูกแทนที่ เวลาจะไปมีความรักหล่อนยังไม่มีเลย หล่อนไม่เคยมีวันหยุดเลยด้วยซ้ำ
เสิ่นเมิ่งรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ หล่อนรู้สึกกังวลกับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับลู่เจิ้นผิงในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ถึงยังไงเจ้าของร่างเดิมกับเขาก็เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเขาอยากจะร่วมหลับนอนหรือมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เสิ่นเมิ่งคิดว่าหล่อนเองก็คงจะไม่ปฏิเสธ เพราะถึงยังไงหล่อนก็ยึดร่างของเขามาแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะรับเอาทุกอย่างมา แต่กลับผลักไสไล่ส่งผู้ชายของเขาไป
ถ้ามองในมุมของลู่เจิ้นผิง เขาก็เป็นคนบริสุทธิ์เหมือนกัน
เสิ่นเมิ่งคิดจนเริ่มปวดหัว ก็เลยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงซะเลย
ทางฝั่งลู่เจิ้นผิงที่นั่งอยู่บนม้านั่งตรงระเบียงโรงพยาบาล เขากำลังเหม่อมองไปทางหนึ่งอย่างไร้อารมณ์ ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ในมือหิ้วปิ่นโต แล้วก็ผลไม้ถุงหนึ่ง
“เจิ้นผิง ไอ้หนุ่ม ในที่สุดแกก็กลับมาแล้วนะ เมียแกเป็นยังไงบ้าง โอ้โห พอฉันรับโทรศัพท์แกปุ๊บ ก็รีบให้พี่สะใภ้แกต้มข้าวต้มมาให้เลยนะ ยังร้อนๆ อยู่เลย ต้องเป่าให้เย็นก่อนค่อยกินนะ”
ฉินฮ่าวไม่ได้เจอลู่เจิ้นผิงมาหลายปีแล้ว คิดถึงจะแย่ พอเจอหน้าก็สวมกอดกันกลม ลู่เจิ้นผิงก็กอดตอบด้วยความดีใจ สหายร่วมรบที่ไม่ได้เจอกันมานาน มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะระบายให้ฟัง
“หล่อนไม่เป็นไรแล้วล่ะ ลำบากพี่ฉินแล้วนะ”
“จะมาเกรงใจอะไรกันล่ะ ลาพักร้อนคราวนี้ แกจะได้อยู่บ้านสักกี่เดือนล่ะ โธ่ พวกสหายทหารของพวกเราน่ะ มีแต่คนรอให้แกกลับมา จะได้มารวมตัวกันไง!”
ลู่เจิ้นผิงพยักหน้ารับ หันไปมองที่ห้องพักฟื้น แล้วพูดว่า “ต้องมารวมตัวกันแน่ๆ แต่คงต้องรอไปอีกสักพักนะ ลาพักร้อนคราวนี้ฉันจะได้อยู่บ้านตั้งสามสี่เดือน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเวลาหรอก”
ทั้งสองคนพูดคุยกันไปพลาง นั่งลงบนม้านั่งไปพลาง ฉินฮ่าวเหลือบมองเข้าไปในห้องพักฟื้น แล้วถอนหายใจออกมา งานแต่งงานของลู่เจิ้นผิงเขาก็ไปร่วมงานด้วย สีหน้าของเจ้าสาวในตอนนั้นเขายังจำได้ติดตา ช่วงหลายปีมานี้เขาก็มักจะเจอกับลู่ฉางหงอยู่บ่อยๆ รู้มาว่าพวกลู่หมิงหยางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก พวกสหายทหารก็เลยรวบรวมของมาให้ลู่ฉางหงเอาไปให้ที่บ้านตระกูลลู่ ถึงจะรู้ว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืดอกรับประกันเหมือนลู่เจิ้นผิงว่าจะเอาเด็กๆ กลับไปเลี้ยงเองที่บ้าน
บ้านไหนๆ ก็มีปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันทั้งนั้น ช่างเป็นเรื่องที่อยากช่วยแต่ก็ไร้กำลังจริงๆ!
แต่ช่วงนี้เหมือนจะได้ยินมาว่า เมียของเจิ้นผิงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว เด็กๆ ก็ได้ไปโรงเรียนกันแล้วด้วย นี่เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากลู่ฉางหงเองเลยนะ คงจะไม่ใช่เรื่องโกหกหรอก
“เจิ้นผิงเอ๊ย ฟังฉางหงบอกว่า ตอนนี้น้องสะใภ้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ ดีกับเด็กๆ มากๆ ใช้ชีวิตอยู่ดีๆ แล้วทำไมถึงต้องมาเข้าโรงพยาบาลด้วยล่ะ?”
ลู่เจิ้นผิงกะพริบตาปริบๆ หันไปมองฉินฮ่าว เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามกลับไปว่า “พี่ฉิน พี่ว่าคนคนเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ล่ะ หรือว่าจะโดนผีสางนางไม้เข้าสิงเข้าให้แล้ว”
ฉินฮ่าวได้ยินก็ชกเข้าที่ไหล่เขาไปหนึ่งที
“ไอ้หมอนี่ เมียเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้วยังไม่รู้จักพออีกเหรอ หรือว่าต้องให้หล่อนลุกขึ้นมาตบหน้าแกสักสองฉาดถึงจะพอใจ คำถามนี้นี่มันกวนโอ๊ยจริงๆ แล้วก็คำพูดพวกนี้ วันหลังอย่าเอาไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ ความเชื่อเรื่องงมงายมันไม่ดี”
ลู่เจิ้นผิงหรี่ตาลงโดยไม่พูดอะไร เขานึกถึงความฝันประหลาดๆ ที่เขาเอาแต่เรียกชื่อเสิ่นเมิ่ง แต่ภาพกลับเบลอจนมองไม่เห็นอะไรเลย หลายครั้งที่เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ หรือว่าในช่วงที่เขาไม่รู้ตัว เขาจะหลงรักเมียตัวเองเข้าอย่างจังแล้ว?

0 Comments